วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สิบสองปันนา : ธุรกิจวัฒนธรรม

สิบสองปันนา : มิติธุรกิจวัฒนธรรม
ผศ.ดร.สุวิญ รักสัตย์
ประธานสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา



ทางเลือกที่รอดยาก

เมื่อยุคสมัยผ่านไป ระบอบคอมมิวนิสต์คลายความเข้มงวดลง ศาสนาและวิถีวัฒนธรรมของชาวไทลื้อสิบสองปันนาก็กลับฟื้นคืนชีวิตอีกครั้ง สิบสองปันนาเปิดตัวให้กับโลกภายนอกมากขึ้น คนไทยเชื้อสายไทยลื้อจากเมืองไทยก็ไปมาหาสู่ชาวไทลื้อสิบสองปันนาในฐานะที่เป็นเสมือนชนร่วมสายบรรพบุรุษเดียวกัน หลังจากที่จีนและประเทศโลกได้รับวัฒนธรรมแนวใหม่คือ ระบอบทุนนิยมมาใช้ วัฒนธรรมของชาวไทลื้อสิบสองปันนาเริ่มถูกกระทบและถูกทำลายไปเรื่อยๆ เป็นภัยเงียบทางวัฒนธรรมที่ไม่มีผู้ใดคำนึงถึง เพราะทุกฝ่ายอ้าแขนรับและนำเข้ามาเองอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความเจริญแบบทุนนิยมได้รับการยอมรับว่าเป็นความเจริญของคุณภาพชีวิต คือ การอยู่ดี กินดี มีเงินใช้ จึงไม่มีผู้ใดต่อต้านขัดขืน

วัฒนธรรมใหม่ทะลักเข้าสู่สิบสองปันนา


ปัจจุบันเชียงรุ่ง รุ่งเรืองทันสมัยสมชื่อ มีถนนตัดใหม่ ทันสมัย บนถนนเต็มไปด้วยรถมากมาย อาคารร้านค้าสองข้างทางล้วนทันสมัย มีโรงแรมระดับสี่ดาว มีความสะดวกสบายกว้างขวางไว้บริการ สาวเชียงรุ่งรุ่นใหม่เดินกันขวักไขว่มีทั้งสายเดี่ยว กระโปรงสั้น จนแทบจะมองไม่เห็นคนนุ่งซิ่นตามแบบฉบับของชาวไทลื้อ เมืองศูนย์กลางแห่งสิบสองปันนาในวันนี้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วไม่ต่างอะไรกับเมืองอื่นๆ ในประเทศจีน อาคารพานิชย์น้อยใหญ่ผุดขึ้นหลายแห่ง บริเวณในเมืองเป็นที่อยู่ของชาวจีนที่เข้ามาค้าขายสินค้า บางแห่งริมทางเท้าจะเห็นหญิงสาวในชุดไทลื้อ นุ่งผ้าถุงยาวสวมเสื้อแขนกระบอกเดินสวนกับสาวชาวจีนในชุดกระโปร่งสั้น สวมถุงน่องและรองเท้าส้นสูง การผสมผสานระหว่าง "ความใหม่" กับ "ความเก่า" อันนำไปสู่การเปรียบเทียบถึงความทันสมัยกับล้าสมัยในที่สุด


การดำรงอยู่ของกลุ่มชนชาว "ไทลื้อ" ในท่ามกลางกระแสวัฒนธรรมของชนชาวจีนที่เน้นเรื่องความเจริญทางด้านเศรษฐกิจในเมืองสิบสองปันนาที่ผสมผสานปนเปกับวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม ยิ่งนับวันชาวไทลื้อก็กำลังจะกลายเป็นชนชาติส่วนน้อยในจีนและบ้างก็เป็นผู้พลัดถิ่นในดินแดนไทยและพม่า หรือแม้แต่ความเป็นชาวไทลื้อก็เป็นชาวไทลื้อที่มองไม่ออกอีกต่อไป กล่าวคือไม่หลงเหลือสัญลักษณ์ให้ภาคภูมิใจได้อีกต่อไป แม้กระทั่งภาษาที่เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่สามารถสื่อกับคนไทยได้ แต่ต่อไปภาษาจะถูกภาษาจีนเข้ามามีอิทธิพลเหนือกว่าอันเนื่องมาจากการค้าและการท่องเที่ยวนั่นเอง ดูจากป้ายร้านค้าและป้ายถนนหนทาง บอกด้วยภาษาจีนเกือบทั้งหมดแล้ว ยกเว้นแต่ผู้นำของสิบสองปันนาจะพยายามรักษาไว้โดยเป็นกฎของแคว้นปกครองพิเศษของสิบสองปันนาเท่านั้น

การกลืนทางวัฒนธรรม


ลักษณะของการหลอมสลายทางวัฒนธรรมเช่นนี้เกิดขึ้นกับทิเบต จิตวิญญาณแห่งความเป็นทิเบตกำลังจะหายไปเมื่อมีการสร้างทางรถไฟและกำลังสร้างความเจริญเข้าไปเพื่อให้ทุกคนหลั่งไหลเข้าไปท่องเที่ยวทิเบต ที่สำคัญได้มีการยักย้ายถ่ายเทนักธุรกิจเข้าไปลงทุนด้านต่างๆ ในทิเบตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการท่องเที่ยว มองไปทางไหนก็พบกับตึก อาคาร สถานที่ที่ให้บริการเกี่ยวกับความสะดวก การค้า การเงิน และแห่งสำหรับดึงเงินจากกระเป๋านักท่องเที่ยวให้ได้ การได้มาซึ่งเงินทองกลายเป็นปัจจัยหลักสำหรับการคิดของผู้บริหารทิเบต แต่ลืมไปถึงจิตวิญญาณแห่งทิเบตที่สั่งสมมานานนับพันปีกำลังหายไป จิตวิญญาณที่เกิดความศรัทธาในพระพุทธศาสนา เกิดจากการบำเพ็ญเพียรปฏิบัติของชาวพุทธทั้งหลายกำลังจะหายไป สิ่งที่เกิดขึ้นมาก็คือ การแสดงโชว์ให้ชาวต่างชาติเห็นถึงวิถีชีวิต พระลามะออกมาทำสังฆกรรมเพื่อให้ชาวต่างชาติได้เห็น การแสดงของพระลามะที่มีรอบในแต่ละวัน จิตวิญญาณที่แท้จริงกำลังจะหายไป มองไปทางไหนก็จะเห็นแต่ผู้อยู่เบื้องหลังที่กำลังใช้วัฒนธรรมอันดีงามตามความเป็นจริงมาเป็นเครื่องมาแสวงหากำไรทางธุรกิจ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับวัฒนธรรมการท่องเที่ยวเชิงพุทธภายใต้ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ธุรกิจการแพทย์


อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นประสบการณ์ในการไปสิบสองปันนาครั้งนี้ นั่นก็คือการค้าบนสุขภาพของมนุษย์ เรียกง่ายๆ ว่า “ธุรกิจการแพทย์” สิ่งนี้กำลังระบาดในประเทศจีนโดยทั่วไป ธุรกิจนี้ใช้จุดอ่อนของมนุษย์เข้ามาเป็นข้อต่อรองทางจิตวิทยา สมมติมีคนที่เข้ารับการตรวจโรค ๑๐ คน ทุกคนต้องเป็นโรคหมด เพราะอย่างน้อยก็ต้องเคยเป็น เช่นเป็นหวัด ไอ ภูมิแพ้ เจ็บเนื้อเจ็บตัว เลือด กระเพาะ ความดัน หัวใจ ฯลฯ ไม่โรคใดก็โรคหนึ่ง แม้กระทั่งหมอที่ตรวจก็เป็น ยิ่งเป็นการตรวจโรคแบบภูมิปัญญาจีน คือ ตรวจสอบการทำงานของธาตุ ๔ ผ่านทางชีพจร ก็ยิ่งไม่รอดพ้นไปได้ คนๆ หนึ่งเป็นไม่น้อยกว่า ๓ โรค แล้วหมอก็จะตั้งคำถามว่า คุณจะรักษาโรคไหนบ้าง โรคละประมาณ ๑๕๐๐ บาท เป็นอย่างต่ำ จิตวิทยานี้ได้ผลมาก เพราะทุกคนก็ต้องการให้ตนเองไร้โรคภัยไข้เจ็บ ก็ต้องซื้อยาสมุนไพรจีนทานตามใบคำสั่งยา บางคนไม่ได้เตรียมเงินไปมาก ก็ต้องตัดใจรักษา เนื่องจากเป็นเหมือนบรรยากาศถูกล๊อบบี้ทางจิตวิทยาการแพทย์ รอบข้างจะมีหมออยู่ถึง ๓ – ๔ คน ไม่เลือกเอาสักโรคก็คล้ายกับไม่ให้เกียรติหมอที่ทำการตรวจโรคให้แล้ว และเชื่อแน่ว่า ถ้าหากมีการบอกกันไว้ว่า ให้ศึกษาอย่างเดียวยังไม่ต้องรักษา ก็คงได้รับคำตำหนิจากหน่วยแพทย์ที่นั่นที่คงต้องการเงินจากนักท่องเที่ยวแน่นอน นี่แหละคือ วัฒนธรรมธุรกิจการแพทย์ ซึ่งเป็นอิทธิพลของแนวคิดภายใต้ระบบทุนนิยม

ไตลื้อฤาเป็นเหยื่อ

การบริหารพัฒนาประเทศเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาและระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง มิฉะนั้นรากฐานภูมิปัญญาต่างๆ ที่บรรพบุรุษเคยสั่งสมมาจะถูกแปรเปลี่ยนไปด้วยความเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งที่ล้าหลัง ไม่ทันสมัย แล้ววัฒนธรรมทุกอย่างจะถูกทดแทนด้วยแนวคิดระบบทุนนิยม นำสิ่งที่เรียกว่า ความใหม่เข้ามาโดยไม่คำนึงถึงมิติวัฒนธรรมทางจิตวิญญาณ บางครั้งความสูญเสียทางจิตวิญญาณนี้ไม่สามารถวัดเป็นมูลค่าได้ จากที่ได้ไปเห็นดินแดนสิบสองปันนา ลองนึกย้อนไปถึงวิถีชีวิตที่มีความเป็นชาวบ้านไทลื้อ มีความเอื้ออาทร มีระบบวัฒนธรรมแบบชนเผ่าหนึ่งที่อาศัยกันและกันอยู่ ตามสำนวนภาษาทางเหนือว่า “พิกบ้านเหนือ เกือบ้านใต้” หมายความว่า อยากได้พริกก็ได้จากบ้านทางเหนือ อยากได้เกลือก็ได้จากคนที่อยู่บ้านทางใต้ แบ่งปันกันโดยไม่คิดว่านั่นต้องคิดเป็นเงินเป็นทองทุกอย่าง แต่มาบัดนี้ สภาพความเป็นชาวบ้านไทลื้อกำลังจะหายไป จะเห็นแต่นักธุรกิจมีหน้าตาที่บ่งบอกถึงเรื่องของเงินทอง กำไร ขาดทุนเท่านั้น

ระวังพุทธทุนนิยม

สำหรับพระพุทธศาสนาก็เป็นพระพุทธศาสนารูปแบบใหม่ตาม เริ่มเป็นพระพุทธศาสนาเถรวาทที่อยู่ภายใต้ความคิดแบบระบบทุนนิยม ไม่เพียงแต่พระพุทธศาสนาเท่านั้น วัฒนธรรมทุกประเภทจะถูกนำมาวางไว้แล้วคิดบนฐานทุนนิยม คิดเป็นกำไร ขาดทุนทั้งหมด แม้แต่เรื่องของสุขภาพของมนุษย์ก็จะกลายเป็นระบบการค้า ด้วยคำพูดที่อาจเป็นได้ว่า “คุณมีเงินเท่าไร ฉันก็จะมอบโรคให้คุณเท่านั้น” บุคคลที่เดินเข้าไปศึกษาจะถูกคิดเป็นราคา เป็นทุนทรัพยากรทางเศรษฐกิจหมดนี่คือ ระบบวัฒนธรรมทุนนิยม

พุทธปัญญา
การจะรับมือกับระบบนี้ก็ต้องทำการศึกษาก่อน คือการรู้ทันวัฒนธรรมทุนนิยม ใช้พุทธปัญญาที่เกิดจากสัมมาทิฏฐิ แน่นอนไม่มีอะไรดี อะไรไม่ดีไปเสียทั้งหมด ให้ใช้ระบบปฏิวัติ (Revolution) ปฏิรูป (Reformation) และบูรณาการ (Integration) ตามแนวที่พระพุทธศาสนาเคยใช้มาแล้ว เมื่อครั้งเกิดขึ้นใหม่ในสังคมอินเดีย เมื่อครั้งเข้าไปเจริญในจีน และเข้าไปเผยแผ่ในประเทศตะวันตก เมื่อฐานคิดเป็นสัมมาทิฏฐิก่อนแล้วจากนั้นก็สามารถดำเนินต่อไปได้ แต่ถ้าฐานคิดไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อนั้นก็จะทำให้วัฒนธรรมที่สร้างขึ้นเป็นวัฒนธรรมที่บิดเบี้ยว (Twisted Culture) และจะได้รับการปกป้องด้วยบุคคลที่มีสายตาบิดเบี้ยวเหล่านั้นซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ดุจดังการวัดความงอ ด้วยความงอ ก็จะไม่มีวันตรงได้

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

ไต้หวัน : ปัจจัยพัฒนาประเทศ


ไต้หวัน : ปัจจัยพัฒนาประเทศ
โดย ผศ.ดร.สุวิญ รักสัตย์
บทนำ

กล่าวถึงประเทศไต้หวัน ถ้าหากกล่าวแบบเป็นทางการดูเหมือนว่ายังกล่าวไม่ได้ เพราะพอกล่าวทีไรประเทศไทยเกรงว่าจะได้รับผลกระทบทันที เนื่องจากประเทศจีนรับไม่ได้ที่จะให้ไต้หวันเป็นประเทศหนึ่งในโลกใบนี้ เป็นได้ก็แต่เพียงส่วนหนึ่งของจีนเท่านั้น คนไทยรู้จักประเทศไต้หวันในแง่มุมต่างๆ กัน เช่น เกี่ยวกับแผ่นดินไหว เกี่ยวกับแรงงานไทย เกี่ยวกับสินค้าไต้หวัน และอาจเกี่ยวกับสภาไต้หวัน สำหรับผู้ที่เป็นนักประวัติศาสตร์ก็จะรู้จักไต้หวันในนามของพรรคก๊กมินตั๋ง
ปัจจุบันอาจรู้จักประเทศไต้หวันทางแง่มุมพระพุทธศาสนามหายานมากยิ่งขึ้น ประเทศไต้หวันเดิมนั้นเป็นที่อยู่ของชนพื้นเมือง หลังจากที่พรรคก๊กมินตั๋งพ่ายแพ้ต่อจีนคอมมิวนิสต์ ผู้นำพรรคตอนนั้นก็คือ เจียง ไคเชก (Chiang Kai-Shek) หรือที่เรียกเป็นภาษาจีนกลางว่า เจียง จง-เจิ้ง (Chiang chung-cheng) เป็นผู้นำของจีนระหว่าง พ.ศ. ๒๔๗๑-๒๔๙๒
ต่อมาได้ไปตั้งรัฐบาลจีนคณะชาติที่ไต้หวัน โดยอพยพประชาชนประมาณ ๒ ล้านคน และของมีค่าของจีนไปด้วย ในปี พ.ศ.๒๔๙๓ โดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น และถูกถอดชื่อออกจากการเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติในปี พ.ศ.๒๕๑๔
เหตุใดประเทศใต้หวันจึงสามารถก้าวข้ามจากประเทศยากจนมาสู่ประเทศพัฒนาแล้วได้อย่างรวดเร็ว ทั้งที่ได้รับผลกระทบอย่างมากทั้งจากปัญหาการเมืองและภัยพิบัติ เพียงระยะเวลาไม่นาน เศรษฐกิจของไต้หวันก็ขยายตัวและทำให้คนไต้หวันมีช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยน้อย ถ้าหากเทียบกับประเทศไทย ภายในระยะเวลา ๔๐ ปี ไต้หวันได้ทิ้งห่างการพัฒนาของไทยไปเรียบร้อยแล้ว พอสรุปได้ว่า
๑. ปัจจัยบีบคั้นปัจจัยที่เป็นแรงบีบคั้นให้ประเทศไต้หวันต้องเอาชนะและอยู่ได้ก็คือ๑) ภัยทางธรรมชาติ ได้แก่ แผ่นดินไหว ไต้ฝุ่น และมรสุม เป็นต้น เนื่องจากไต้หวันตั้งอยู่บนรอยเลื่อนของเปลือกโลก จึงทำให้เกิดแผ่นดินไหวบ่อย แผ่นดินไหวแต่ละครั้งนั้นทำให้สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก ล่าสุด วันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ พายุไต้ฝุ่นมรกตได้เข้าภาคใต้ของไต้หวันทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายประมาณ ๕๐๐ คน
๒) ภัยคุกคามจากจีนแผ่นดินใหญ่ ภัยด้านนี้เป็นปัญหาสืบเนื่องจากการที่ประธานธิบดีเจียง ไค เชก ได้อพยพคนมาอยู่ที่ไต้หวันและต่อสู้กับจีนคอมมิวนิสต์มาโดยตลอด จนกระทั่งบัดนี้ใช้ระบบร่วมกันทางด้านความสัมพันธ์แต่ต่างกันด้านการบริหารปกครอง ถึงกระนั้นความรู้สึกที่จะถูกคุกคามได้ทุกเมื่อยังคงมีอยู่ในความรู้สึกของผู้นำไต้หวันและชาวไต้หวัน
๒. ปัจจัยสนับสนุนปัจจัยที่เป็นแรงเสริมทำให้ไต้หวันการพัฒนาประเทศแบบก้าวกระโดดได้แก่
๑) ผู้ที่อพยพมาเป็นคนมีการศึกษาและเป็นระดับมันสมองของจีน เนื่องจากการอพยพมาในครั้งนั้นเป็นการอพยพมาเพราะหนีภัยสงคราม บุคคลที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับพรรค บุคคลที่มีบัญชีรายชื่อเป็นผู้นำพรรคและผู้สนับสนุนพรรค ทั้งที่เป็นส่วนของดร.ยุน ยัตเซน และเจียง ไค เชก เอง บุคคลเหล่านี้ถ้าอยู่ต่อไปต้องได้รับโทษทัณฑ์แน่ จึงถือได้ว่า เป็นบุคคลสำคัญและมีการศึกษา เป็นระดับมันสมองของพรรคก๊กมินตั๋ง
๒) ความเป็นคนสู้งาน และมีหัวทางการค้า ปัจจัยด้านนี้ถือว่าเป็นปัจจัยที่เป็นเชื้อสายคนจีน ที่ไม่ยอมงอมืองอเท้า ต้องต่อสู้ดิ้นรน และโดยเฉพาะเป็นผู้ที่มีความถนัดทางด้านการค้า การขายอยู่ด้วยแล้วจึงกระจายและขยายตัวเร็วมาก
๓) มีต้นทุนทางวัฒนธรรมสูง ปัจจัยด้านนี้ถือว่าอารยธรรมจีนในกาลก่อนที่จะล่มสลายนั้นถือได้ว่า สั่งสมมานานนับหลายพันปี คนจีนได้รับการอบรมพร่ำสอนให้เคารพและศรัทธาในผู้มีพระคุณ รู้จักตอบแทน รู้จักความสงบสุขทางจิตวิญญาณ มีความเด็ดเดี่ยวต่ออารมณ์และความรู้สึก มีอารมณ์ทั้งสุนทรีย์และก็ห้าวหาญ จึงถือว่าเป็นผู้มีวินัยในชีวิตสูง
๔) มีแผนในการปฏิรูปประเทศ ๔ ด้านที่ประสบความสำเร็จ คือ ด้านที่ดิน ด้านประชาธิปไตย ด้านเศรษฐกิจ และด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ปัจจัยทางด้านนี้นับว่าสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าหากไม่มีแผนพัฒนาชาติที่ถูกต้อง พัฒนาไปก็ไม่สำเร็จ ด้านที่ดินก็มีการจัดสรรที่ดินให้แก่ผู้ที่อยู่ก่อนและผู้ที่มาใหม่ได้อย่างเหมาะสม
ด้านประชาธิปไตย ประชาชนมีความรู้ที่จะให้ตัวแทนของตนเข้าไปทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างไร ไม่มีการใช้อำนาจทหารเข้าล้มระบบประชาธิปไตย ทุกคนร่วมใจทำเพื่อชาติบ้านเมือง
ด้านเศรษฐกิจ ก็ปรับเปลี่ยนจุดด้อยของตนคือ ไม่เน้นภาคเกษตร แต่เน้นภาคอุตสาหกรรมและบริการ
ด้านการศึกษาและวัฒนธรรม ก็ระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา โดยถือคติว่า “ความรู้คือพลังอำนาจ” และให้ความสำคัญต่อวัฒนธรรม โดยเฉพาะทางด้านศาสนาและจิตวิญญาณ ส่วนหนึ่งที่ไต้หวันประสบความสำเร็จเพราะอุดมคติพระโพธิสัตว์ที่ช่วยเหลือผู้อื่น จะเห็นได้ว่ามีสมาคมทางศาสนามากนับร้อย และสมาคมเหล่านี้บางสมาคมนั้นมีศักยภาพมากสามารถสร้างสรรค์สังคมได้อย่างดีเยี่ยมทั้งด้านสวัสดิการและจิตวิญญาณ
๕) ได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ นับได้ว่าเป็นเรื่องประจวบเหมาะ คือไต้หวันถือเป็นแดนกันชนระหว่างจีนกับญี่ปุ่น และจีนกับสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุนี้ทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐก็ต้องการไต้หวันเข้ามาเป็นพวก จึงได้เข้าไปช่วยเหลือศิลปวิทยาการอันทันสมัยแทบทุกด้าน เพื่อให้ไต้หวันมีเขี้ยวเล็บในการป้องกันตนเองไม่ให้ตกไปเป็นของจีน ซึ่งจะทำให้เกิดการคุกคามทางภูมิภาคได้
๖) กล้าลงทุนและต่อยอด ทางด้านนี้ไต้หวันพยายามที่จะซื้อลิขสิทธิ์สินค้าและอุตสาหกรรมจากต่างประเทศมา จากนั้นก็ทำการศึกษาวิจัยต่อยอดนำมาเป็นของตน การที่กล้าลงทุนและกล้าวิจัยต่อยอดเช่นนี้ ก็ทำให้มีลิขสิทธิ์และความเจริญก้าวหน้าเป็นของตน จากปัจจัยบีบคั้นและปัจจัยสนับสนุนดังที่แสดงไว้นี้จึงทำให้ไต้หวันมีการพัฒนาประเทศไปได้อย่างรวดเร็วเป็นที่จับตามองของหลายๆ ประเทศ
(อ่านต่อหนังสือบัณฑิตวิทยาลัย มมร ออกเร็วๆ นี้)

พระพุทธศาสนาในประเทศลาว

พระพุทธศาสนาในประเทศลาว : การอยู่รอดภายใต้การปฏิวัติการปกครอง
โดย
ผศ.ดร.สุวิญ รักสัตย์





บทนำ
การได้ศึกษาอะไรก็ตามหากได้ศึกษาถึงรากเหง้าของสิ่งนั้นๆ หรือเรื่องนั้นๆ ก็ทำให้สามารถนำมาประกอบการพินิจพิจารณามากยิ่งขึ้น ตามหลักของได้ความจริงที่แท้ก็ต้องมีข้อมูลหลักฐานที่จริงก่อน จึงจะได้ความจริง รู้ความจริง หรือเห็นความจริง โดยมากแล้วการศึกษาเรื่องใดๆ ก็มักแต่เป็นการศึกษาจากความรู้และความจริงที่อยู่บนกระดาษ จึงทำให้ไม่อาจเห็นบริบทของสังคมได้ว่า แท้จริงนั้น การได้ไปเห็นและสัมผัสกับความจริง สามารถทดแทนตัวหนังสือที่อธิบายเป็นเล่มๆ ได้
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากมหาวิทยาลัยได้จัดไปทัศนศึกษาเสริมเนื้อหาในหลักสูตรหลักสูตรศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา ในรายวิชาพระพุทธศาสนากับศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้การศึกษารายวิชานี้มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรมในประเทศลาวมากขึ้น หลังจากที่นักศึกษาได้ศึกษาจากการบรรยายของอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว อันเป็นประโยชน์ในการพัฒนาความคิด และทัศนะต่อการศึกษาในรายวิชานี้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเสริมสร้างความรู้ให้แก่นักศึกษา ในวันที่ ๓-๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑


ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในลาว
ถ้าหากถือเอาตามประวัติศาสตร์แห่งการสร้างพระธาตุบรรจุพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้าตามหลักฐานทางคัมภีร์ที่ได้ระบุไว้ ก็ถือได้ว่า พระพุทธศาสนานั้นได้เข้ามาสู่ดินแดนบริเวณแถบในปลายพุทธกาลแล้ว เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นทางการว่า พระพุทธศาสนานั้นเข้ามาสู่ดินแดนที่ชื่อว่า สุวรรณภูมิ ซึ่งก็รวมถึงประเทศลาวด้วย เริ่มมาแต่สมัยพระเจ้าอโศก พ.ศ. ๒๓๘ จากนั้นพระพุทธศาสนาก็เจริญรุ่งเรืองอยู่ ณ บริเวณแถบนี้สืบมาจนถึงปัจจุบัน โดยผลัดเปลี่ยนเป็นพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทและมหายาน
นับตั้งแต่สมัยเจ้าสุวรรณคำผงขึ้นเสวยราชย์ เมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๕-๑๘๙๖ ทรงมีพระ โอรส ๖ พระองค์ ใน ๖ พระองค์นั้น เจ้าฟ้างุ้มมีลักษณะผิดแผกจากพระโอรสองค์อื่น คือมีฟันและลิ้นเป็นสีดำ โหรทำนายว่าเป็นกาลกินีจึงได้นำไปลอยแพ บังเอิญแพได้มาถึงเมืองขอม ได้รับการเลี้ยงดูจากพระมหาปาสมันตเถระ ต่อมาได้เข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กในราชสำนักของพระเจ้าอินทปัตถ์ และได้อภิเษกสมรสกับพระธิดาของพระเจ้าอินทปัตถ์ พระนามว่า พระนางแก้วยอดฟ้า (ฟ้าหญิงคำหยาด)
ต่อมาบิดาให้ไปตีเมืองล้านช้าง และสามารถยึดเมืองล้านช้างได้ในปี พ.ศ. ๑๘๙๖ แล้วขึ้นครองราชย์ เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๒๓ ของราชวงศ์ล้านช้าง ทรงพระนามว่า พระเจ้าฟ้างุ้มแหล่งหล้าธรณี แผ่อาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง พระพุทธศาสนาได้เข้ามาสู่อาณาจักรล้านช้างในยุคนี้เป็นที่เด่นชัดอีกครั้งหนึ่ง กล่าวคือพระนางแก้วยอดฟ้าพระมเหสีผู้ทรงเคยนับถือพระพุทธศาสนามาก่อน เมื่อครั้งอยู่ในเมืองขอมทรงเห็นประชาชนนับถือผีสางเทวดา และฆ่าสัตว์บูชาเซ่นสรวงอยู่ในล้านช้าง จึงได้ทูลขอให้พระเจ้าฟ้างุ้มไปอัญเชิญพระพุทธศาสนามาเผยแผ่ในอาณาจักรล้านช้างจากประเทศขอม
พระเจ้าฟ้างุ้มทรงเห็นด้วยจึงให้ทูตไปทูลขอนิมนต์พระสงฆ์ที่ขอมเข้ามาเผยแผ่ในประเทศลาว ในกาลครั้งนี้ได้มีพระสงฆ์ผู้แตกฉานในพระธรรมและพระไตรปิฎกจากขอม นำโดยพระมหาปาสมัตเถระและพระมหาเทพลังกา พร้อมกับพระสงฆ์อีก ๒๐ รูปและนักปราชญ์ผู้เรียนจบ พระไตรปิฎกอีก ๓ คน และพระราชทานพระพุทธรูป "พระบาง" และหน่อพระศรีมหาโพธิ์ และช่างหล่อพระพุทธรูปไป เมื่อคณะสงฆ์เดินทางมาถึงเวียงจันทน์ เจ้าเมืองจันทน์ได้นิมนต์พักสมโภชพระบางอยู่ ๓ คืน ๓ วัน แล้วคณะสงฆ์ก็เดินทางต่อไปยังเวียงคำ ชาวเมืองเวียงคำได้อาราธนาพระเถระไปในเมืองแล้วสมโภชนพระบางกัน ๓ คืน ๓วัน ครั้นจะเดินทางต่างปรากฏว่าพระพุทธรูปไม่สามารถยกไปได้ จึงเสี่ยงทายว่า “เทวดาอารักษ์คงปรารถนาจะให้พระบางอยู่ที่เวียงคำ” จากนั้นพระเถระและผู้ติดตามก็ได้เดินทางไปยังเมืองเชียงทอง ครั้นถึงเชียงทอง ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าฟ้างุ้มและพระมเหสี พระเถระและคณะจึงได้เผยแผ่พุทธศาสนาในลาวจนเจริญรุ่งเรืองประดิษฐานมั่นคง

....

จุดเปลี่ยนระหว่างพุทธศาสนาในจีนกับลาว
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ แม้ว่า พระพุทธศาสนาได้รับผลกระทบมากเพียงนี้แต่พระพุทธศาสนาในประเทศลาวกลับไม่ไม่สูญหายไปเหมือนกับอีกหลายประเทศที่ถูกปกครองด้วยลัทธิคอมมิวนิสต์ ในที่นี้จะนำเสนอสาเหตุที่ทำให้พระพุทธศาสนาอยู่ได้ในประเทศลาว ดังนี้

สาเหตุที่ ๑ การให้โอกาสพระสงฆ์เผยแผ่ร่วมกับผู้นำลัทธิคอมมิวนิสต์
สาเหตุนี้ทำให้พระพุทธศาสนาฟื้นฟูขึ้นมาได้ก็เพราะบทบาทของพระเถระที่เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวพุทธทั้งหลายได้ทำหน้าที่ให้ธรรมแฝงไปกับหลักการของลัทธิคอมมิวนิสต์นั่นเอง จากปรากฏการณ์ที่ว่า ผู้นำลัทธิคอมมิวนิสต์ได้ใช้พระสงฆ์ลาวเป็นเครื่องมือเผยแผ่คำสอนลัทธิคอมมิวนิสต์ให้แก่เยาวชนลาวรุ่นใหม่เพื่อล้างสมองให้รับแนวคิดของคอมมิวนิสต์ที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนั้น กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีอย่างไม่คาดคิด จะเห็นได้ว่า ผู้นำลัทธิคอมมิวนิสต์ไม่ได้ให้โอกาสแก่พระสงฆ์ในประเทศจีนมาเผยแผ่อุดมคติแบบคอมมิวนิสต์ร่วมด้วยกับผู้นำลัทธิจึงทำให้เยาวชนที่ถูกล้างสมองไม่ได้เห็นภาพของพระภิกษุ เพียงไม่นานศาสนาก็ถูกลบไปจากความทรงจำ เป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาสูญสิ้นไปจากประเทศจีน เป็นการล้มล้างสถาบันสงฆ์อย่างสิ้นเชิง

แนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ของมาร์กซ์ต้องการให้ทุกคนต้องเสมอภาคกัน สถาบันทางสังคม เช่น สถาบันศาสนาและพระมหากษัตริย์ เป็นสิ่งที่ขัดขวางอุดมการณ์ ทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นับถือแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์นี้มองเห็นศาสนาและพระมหากษัตริย์เป็นตัวขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของการจัดการสังคมภายใต้แนวคิดนี้ ประเทศจีนแม้ว่า จะเป็นประเทศพระพุทธศาสนามาก่อนแต่บริบททางสังคมไม่เหมือนกับประเทศลาว อีกทั้งผู้นำแนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ คือ เหมาเจอตุง ไม่ได้ใช้แนวทางที่คอมมิวนิสต์ในประเทศลาวใช้ คือ ให้พระภิกษุเป็นผู้เผยแพร่คำสอนจึงทำให้พระพุทธศาสนาในประเทศจีนนั้นหมดไป สถาบันสงฆ์ล้มอย่างไม่เหลือต้นตอ ในประเทศลาวแม้ว่า พระสงฆ์จะถูกบังคับให้นับถือแนวคิดนี้และเผยแผ่แนวคิดนี้ แต่ประชาชนชาวลาวที่เป็นผู้ใหญ่ได้ให้ความเคารพต่อพระสงฆ์ เชื่อฟังพระสงฆ์ สถาบันสงฆ์แม้จะไม่มี แต่ความเป็นพระสงฆ์ยังคงมี ด้วยเหตุนี้พระพุทธศาสนาจึงดำรงอยู่คู่กับประชาชนชาวลาวได้อย่างกลมกลืนกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมา กล่าวคือ พระสงฆ์คือที่พึ่งพิงของชาวบ้าน ชาวบ้านคือที่พึ่งพิงของพระสงฆ์ ไม่ต้องผ่านสถาบันศาสนาใดๆ










(อ่านต่อในหนังสือบัณฑิตวิทยาลัย มมร ออกเร็วๆ นี้)




ลาว: มุมมองด้านภาษา




ลาว: มุมมองด้านภาษา
Laos: A Perspective on Language
โดย เสน่ห์ เดชะวงศ์




บทนำ
บทความนี้เป็นผลจากการไปทัศนศึกษาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชนลาวกับคณะ
นักศึกษาบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๑ เมื่อได้
ยินคำว่า “ลาว” หลายคนมักจะโยงไปถึงความนึกคิด(Notion) อื่นๆ เช่น ความซื่อ ความไร้
เดียงสา ความเป็นคนบ้านนอก รวมถึงการหยุดความเจริญด้านวัตถุและสิ่งก่อสร้างไว้เหมือน
เชียงใหม่เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว ไม่ว่าเราจะโยงคำว่า “ลาว” กับความคิดอะไรก็ตาม แต่ในความรู้สึกของคนลาวเกือบเจ็ดล้านคนคือความภาคภูมิใจในแผ่นดิน เผ่าพันธุ์ ภาษาและอารยธรรมของตนเอง

ความเชื่อในประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของชาวลาวคล้ายกับชาวไทย คือ ราวคริสต์ศตวรรษที่ ๘ ชาวลาวได้อพยพมาจากทางตอนใต้ของจีน แล้วตั้งบ้านเรือนตามที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ ๑๔ จึงได้สร้างบ้านแปงเมืองขึ้นที่ล้านช้างแล้วสถาปนาเป็นอาณาจักรล้านช้าง ในศตวรรษที่ ๑๗ ล้านช้างตกเป็นเมืองขึ้นของไทยในสมัยสุโขทัย ภายหลังเมื่อฝรั่งเศสได้ครอบครองประเทศเวียตนามแล้วก็ขยายอาณาจักรลงมาถึงเวียงจันทน์ ท้ายที่สุดประเทศลาวก็หลุดพ้นจากการปกครองของไทยไปอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส เมื่อเวียตนามขับไล่ฝรั่งเศสออกจากดินแดนของตนได้ ลาวก็พลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย แต่ลาวก็ยังไม่สิ้นวิบากกรรม คือยังคงต่อสู้กับคนชาติเดียวกันอีกนานหลายปี จนกระทั่งปี ๒๕๑๘ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ลาว เป็นการเปลี่ยนระบบการปกครองจากระบบกษัตริย์มาเป็นระบบคอมมิวนิสต์ และเปลี่ยนชื่อประเทศลาวมาเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว)
จะอย่างไรก็ตาม ถือว่าลาวได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นด้านระบบการปกครอง ความเชื่อ ศาสนา วัฒนธรรม และภาษา ในที่นี้จะกล่าวถึงลาวในแง่ของภาษา เพราะภาษาลาวมีส่วนที่คล้ายคลึงกับภาษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาไทยภาคอีสาน จนเคยมีคำกล่าวว่า “ไทยลาวเป็นพี่น้องกัน” และ “เป็นบ้านพี่เมืองน้อง” แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น “เพื่อนบ้านและสหายกัน” เพราะไม่รู้จะให้ใครเป็นพี่เป็นน้องดี

ภาษากับการสื่อสาร
ภาษาคือเครื่องมือที่มนุษย์แสดงความในใจเพื่อให้ผู้ที่ตนต้องการสื่อสารถึงได้รู้ เพราะฉะนั้น ภาษาพูดจึงมีองค์ประกอบอยู่ ๒ อย่าง คือ เสียงและความหมาย พูดง่ายๆก็คือ เมื่อพูดออกมาแล้วจะต้องสื่อความหมายได้ แต่จะมีสาระหรือไม่มีสาระก็ได้ นักภาษามองว่า “ภาษา” หมายถึงระบบของเสียงหรือเสียงที่ถูกจัดระบบแล้วมนุษย์นำมาใช้สื่อสารกัน ภาษาอาจจะมาในรูปของเสียงหรือตัวอักษรก็ได้ ระบบของเสียงหมายถึงแต่ละภาษาก็มีระบบหรือระเบียบของเสียงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน ถ้าวางตำแหน่งเสียงผิดก็จะทำให้ความหมายเปลี่ยนไป หรือทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิดและไม่เข้าใจเลยก็ได้ เช่นคนไทยจะรู้โดยอัตโนมัติว่าเสียง /ว/ และ /ร/ จะเกิดตามหลังเสียงไหนได้บ้าง ในมุมมองของนักภาษาจะบอกว่า ถ้าเราต้องการอธิบายลักษณะของภาษาให้สมบูรณ์ เราต้องศึกษาเรื่องเสียง (Sound) รูปคำ (Form) และความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบภาษากับสถานการณ์ที่เราเปล่งเสียงนั้นออกมา

แม้ภาษาจะเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกัน เช่น การเลียนเสียงธรรมชาติ การอุทาน การเปล่งเสียงตามธรรมชาติของเด็ก และการคิด-สร้างคำใหม่ขึ้นมา แต่เป้าหมายของภาษาก็คือความต้องการสื่อสารถึงผู้ฟังหรือผู้รับสาร สื่อที่ใช้แทนเสียงพูดอาจจะเป็นอากัปกิริยา (Gesture) หรือภาษาใบ้ เมื่อคนนั้นเป็นใบ้จริงๆ หรือในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องเป็นใบ้เพราะสื่อภาษากันไม่รู้เรื่อง บางทีเราก็ใช้วิธีเขียนรูปให้ดู รวมถึงการตีเกราะเคาะกะลา ทั้งหมดนี้คือสื่อที่ใช้เพื่อบอกความในใจของผู้พูด เพราะฉะนั้น เราอาจจะเขียนเป็นผังแสดงได้ว่า
ผู้พูด → ภาษา/สื่อแทนภาษา → ผู้ฟัง
ผู้พูด ← ภาษา/สื่อแทนภาษา ← ผู้ฟัง
ไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไรก็ตาม เมื่อทำได้อย่างนี้ถือว่าทำหน้าที่ของภาษาได้สมบูรณ์แล้ว


(อ่านต่อจากหนังสือของบัณฑิตวิทยาลัย มมร เร็วๆ นี้)