วันพุธที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

โพธิสัตวปกาสินี

อะไรคือสาเหตุความเป็นโลก
ให้ทุกข์โศกเกิดตายมิหน่ายหนี
ต้องกระทำกรรมทั่วทั้งชั่วดี
ปัจจัยนี้ดำรงมั่นคงนาน
ด้วยปัญญาสามารถพระท่านเห็น
ที่ผูกเป็นโซ่สายกระจายหว่าน
สิ่งนี้มีอุบัติปัจจยการ
จึงแหวกม่านมายาอาโลโก

         

          ชีวิตเป็นสิ่งมีค่า แต่ที่มีค่ายิ่งกว่าชีวิตคือ “การรู้จักวงจรของชีวิต” วงจรของชีวิตที่ทำให้มนุษย์ต้องเป็นอะไรต่อมิอะไร สืบภพสืบชาติ และต้องวนเวียนอยู่กับกองทุกข์อย่างไม่รู้จบสิ้น ผู้ใดที่รู้จักวงจรชีวิตนี้กระจ่างเท่าใด ก็เท่ากับถึงธรรมของพระพุทธเจ้ามากเท่านั้น วงจร หรือ วัฏฏะ นี้ เรียกเป็นภาษาธรรมว่า “ปฏิจจสมุปบาท” ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในมหาหัตถิปโทปมสูตร แห่งมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ว่า “โย ปฏิจฺจสมุปฺปาทํ ปสฺสติ โส ธมฺมํ ปสฺสติ โย ธมฺมํ ปสฺสติ โส ปฏิจฺจสมุปฺปาทํ ปสฺสติ” (ม.มู.๑๒/๓๔๖/๒๙๒) “ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปาท ผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปปบาท” จากข้อความนี้ แสดงให้เห็นว่า ธรรมในพระพุทธศาสนานั้นหมายเอาปฏิจจสมุปบาท การศึกษาปฏิจจสมุปบาทก็เท่ากับศึกษาธรรมทั้งปวง แม้กระทั่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ผ่านมา ตอนที่เป็นพระโพธิสัตว์ก่อนกาลจะได้ตรัสรู้ต่างก็พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า เพราะสรรพสัตว์ทั้งหลายไม่รู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาทนี่เอง ถึงต้องวนเวียนอยู่ในภพน้อย ภพใหญ่ จมอยู่ในกองทุกข์ เวียนเกิด เวียนตายอยู่ไม่รู้จักจบสิ้น แต่ก็ด้วยรู้แจ้งปฏิจจสมุปบาทนี้อีกเช่นกันที่ทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายพ้นจากวงจรชีวิตนี้ได้ ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ว่า “อถ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เอตทโหสิ กิมฺหิ นุ โข อสติ ชรามรณํ น โหติ กิสฺส นิโรธา ชรามรณนิโรโธติ. อถ โข  ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺญาย อภิสมโย ชาติยา โข อสติ ชรามรณํ น โหติ ชาตินิโรธา ชรามรณนิโรโธติ...” (สํ.นิ.๑๖/๒๔/๗) ภิกษุทั้งหลาย จากนั้นพระวิปัสสีโพธิสัตว์จึงดำริว่า “เมื่ออะไรไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชราและมรณะจึงดับ” เพราะทรงมนสิการโดยแยบคาย จึงได้ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาว่า “เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะจึงไม่มี เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ”
          พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ได้แก่ พระวิปัสสีโพธิสัตว์ พระสิขีโพธิสัตว์ พระเวสสภูโพธิสัตว์ พระกกุสันธโพธิสัตว์ พระโกนาคมนโพธิสัตว์ พระกัสสปโพธิสัตว์ และพระโคตมโพธิสัตว์ ก่อนกาลตรัสรู้ก็มนสิการโดยแยบคายถึงปฏิจจสมุปาทโดยทรงรู้แจ้งด้วยจักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนในส่วนที่เป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ทั้งมวลพร้อมกับเปล่งวาจาว่า “สมุทโย สมุทโย นี่สาเหตุแห่งการเกิดขึ้น นี่สาเหตุแห่งการเกิดขึ้น” และได้รู้แจ้งความดับทุกข์ทั้งมวลว่า “นิโรโธ นิโรโธ นี่ความดับทุกข์ นี่ความดับทุกข์”
          เพราะไม่รู้สาเหตุว่าอะไรเป็นปัจจัยของอะไร อะไรเกิดแล้วทำให้อะไรเกิด อะไรดับทำให้อะไรดับ จึงเป็นเหตุสรรพสัตว์ทั้งหลายตกอยู่ในกองทุกข์ ดังนั้น การศึกษาชีวิต ก็คือ การศึกษาถึงเหตุเกิดแห่งทุกข์และเหตุดับแห่งทุกข์เท่านั้นเอง ยิ่งศึกษาพิจารณามากเท่าใด ก็ย่อมมีปัญญาชัดเจนในธรรมมากเท่านั้น ยิ่งชัดเจนในธรรมมากเท่าใด สิ่งร้อยรัดให้ตกอยู่ในห้วงแห่งทุกข์ก็หลุดตกไปได้มากเท่านั้น ยิ่งสิ่งร้อยรัดหลุดตกไปมากเท่าใด ความสุขสงบก็ปรากฏขึ้นมากเท่านั้น นี่เป็นผลแห่งการเรียนรู้พิจารณาโดยแยบคายในชีวิต ก็คือปฏิจจสมุปบาททั้งสายเกิดและสายดับ หรือทั้งในส่วนอนุโลมและในส่วนปฏิโลม
          การแยกแยะกระบวนการสายเกิดและสายดับนั้นเท่ากับว่า เป็นการเปิดเผยโลกทั้งมวลที่เป็นความลับของโลกอยู่ในกาลผ่านมาในยุคหนึ่ง ๆ ให้กระจ่างแจ้งอีกครั้ง เช่นในกาลบัดนี้เป็นยุคสมัยของพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม ความกระจ่างแจ้งแห่งปฏิจจสมุปบาทยังปรากฏอยู่ในฐานะที่ยังมีข้อความและมีผู้ปฏิบัติตามเห็นผลตามนั้นอยู่ แต่เมื่อใดหมดผู้ปฏิบัติตาม หมดข้อความที่กล่าวถึงแล้ว ความลับแห่งโลกคือชีวิตนี้ก็ถูกปกคลุมเหมือนเดิมจนกว่าจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติตรัสรู้อีกครั้ง การแยกแยะองค์ประกอบแห่งชีวิตที่ผูกมัดกันเป็นทอดๆ นี้เทียบเท่ากับการแยกสารประกอบของวัตถุเคมีของชีวิต ที่เป็นระดับ DNA คือ สารพันธุกรรม แต่นี่เป็นสารพันธุกรรมทางด้านชีวิตที่ทำให้คนเวียนว่ายตายเกิด DNA มีประโยชน์ต่อวงการแพทย์อย่างมากฉันใด ปฏิจจสมุปบาทก็มีประโยชน์ต่อวงการบรรลุธรรมฉันนั้น เพราะเมื่อไม่อาจแยกแยะสารตั้งต้นได้ก็ไม่อาจเข้าถึงต้นขั้วของสาเหตุได้ และไม่อาจเข้าถึงสาเหตุที่เป็นต้นขั้วทุกข์ได้ ก็ไม่สามารถดำเนินการอย่างไรในขั้นเด็ดขาดได้
          กระบวนการสายเกิดคืออะไร คือการสืบย้อนไปในเบื้องต้นหรือดูวงจรทุกจุด ไม่ว่าจะตรวจสอบจุดไหนก็ล้วนพบเห็นเป็นวงจรแห่งการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ดังข้อความในวิปัสสีสูตรว่า
เมื่อชาติมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะย่อมมี
เมื่อภพมีอยู่ ชาติจึงมี เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติย่อมมี
เมื่ออุปาทานมีอยู่ ภพจึงมี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพย่อมมี
เมื่อตัณหามีอยู่ อุปาทานจึงมี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานย่อมมี
เมื่อเวทนามีอยู่ ตัณหาจึงมี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาย่อมมี
เมื่อผัสสะมีอยู่ เวทนาจึงมี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาย่อมมี
เมื่อสฬายตนะมีอยู่ ผัสสะจึงมี เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะย่อมมี
เมื่อนามรูปมีอยู่ สฬายตนะจึงมี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะย่อมมี
เมื่อวิญญาณมีอยู่ นามรูปจึงมี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปย่อมมี
เมื่อสังขารมีอยู่ วิญญาณจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณย่อมมี
เมื่ออวิชชามีอยู่ สังขารจึงมี เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารย่อมมี (๑๖/๔/๑๐-๑๑)
          วงจรแห่งการเกิดทุกข์ เวียนว่ายไปในวัฏฏสงสาร คือการหมุนวนไปตามลำดับในสายเกิด ในขณะเดียวกันถ้าวนตามสายดับ วัฏฏะแห่งทุกข์ดับลงด้วย การพิจารณาโดยแยบคายว่าเมื่ออะไรไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชาติจึงดับ ในที่สุดกระบวนการสายดับจึงปรากฏขึ้นด้วยพระปัญญาว่า
เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ
เมื่อภพไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะภพดับ ชาติจึงดับ
เมื่ออุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ
เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ
เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ
เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มี เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ
เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ
เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ
เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ
เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ
เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ  
          รหัสลับ DNA ชีวิตมีอยู่อย่างนี้ในสายดับ ก็คือการย้อนคืนดับเป็นลำดับกลับไป ตามธรรมชาติของธรรมที่มีการดับเป็นลำดับ เมื่อสิ่งหนึ่งไม่มี อีกสิ่งหนึ่งก็ไม่มีตามไปด้วย แต่การจะเข้าไปรู้รหัสลับนี้ไม่ใช่กระทำได้ง่ายจริง ๆ ต้องอาศัยปัญญาขั้นสูงที่ได้สั่งสมมาเป็นเวลาอันยาวนานของพระโพธิสัตว์แต่ละพระองค์จึงสามารถค้นพบรหัสลับของชีวิตนี้ เพื่อให้เห็นภาพที่ง่ายจึงแสดงด้วยแผนภูมิ ได้ดังนี้

 ที่มา : https://www.google.co.th/search?q=ปฏิจจสมุปบาท
การอาศัยกันและกันเกิดที่มีความไวมากจนไม่อาจเห็นได้ด้วยสติปัญญาปกติของคนทั่วไป ดุจดังเช่นการไม่อาจเห็นเชื้อโรคที่มีอยู่จำนวนมากในอากาศหรือในร่างกายคน ต้องใช้เครื่องมือในการตรวจหาเชื้อโรคดังกล่าว วงจรนี้ก็เช่นกัน ต้องอาศัยเครื่องมือคือ โยนิโสมนสิการ จนเกิดการเห็นแจ้งด้วย “จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง” ผู้ที่ไม่มีเครื่องมือและไม่มีความรู้แจ้งก็ไม่เห็น ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่ตระหนัก ไม่ให้ความสำคัญประการใด ก็คงเป็นเช่นนักวิทยาศาสตร์ที่เห็นการเป็นอยู่ของชีวิตตกอยู่ภายใต้ปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน แต่ผู้คนทั่วไปไม่มีความสะทกสะท้าน ฉันใด พระพุทธเจ้าทั้งหลายเห็นวงจรนี้แล้วเกิดความกระจ่างแจ้งในชีวิตที่มีทางรอดพ้นจากทุกข์ได้แล้วมีความอัศจรรย์ แต่ผู้ไม่รู้ก็ไม่เห็นมีความแปลกอะไรในข้อความเหล่านี้ ฉันนั้น
          ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อรู้รหัสลับนี้แล้วจะทำยังไงต่อไปเพื่อที่จะดับกระบวนการแห่งชีวิตเหล่านี้ลงได้ แม้รู้ไปก็เท่านั้นหากไม่มีวิธีการสลายขั้วต่อให้สิ้นลง เพราะขั้วต่อเหล่านั้นคงไม่สิ้นลงไปตามที่อ่าน หรือตามที่รู้ได้ด้วยการตรองเอาเช่นนี้ จะต้องเป็นกระบวนการหลังจากนี้แน่นอน นี่จึงเป็นที่สุดแห่งโพธิสัตวปกาสินี มาเริ่มกันที่ “เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ” เวทนาในที่นี้ หมายเอาเวทนาที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อไม่มีความรู้สึกสุข ทุกข์ ชอบ ไม่ชอบ พอใจ ไม่พอใจ ยินดี ยินร้าย ในเวทนาทุกประการ เมื่อนั้นไหนเลยจะมีเชื้อสืบให้ตัณหาได้ทำงานต่อไปอย่างไรอีก เพราะตัณหาอาศัยปัจจัยคือเวทนาเป็นตัวเกิด เมื่อเวทนาดับ ตัณหาจึงดับไปด้วย ตัณหาเหล่านี้ก็เป็นความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็นในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์อันอาศัยเวทนาทำให้เกิดขึ้น
          วิธีการมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ก็คือ การมีความเพียรเครื่องเผาพลังแห่งเวทนาที่ได้รับเชื้ออวิชชาอยู่ใน DNA มีความกำหนดรู้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งต่อเวทนา เห็นเวทนาเป็นเพียง “สักว่าเวทนา” ไม่เข้าไปยึดว่า เวทนาเป็นสัต บุคคล ตัวตน เรา เขา เวทนาไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวใช่ตนของเรา เวทนาเป็นเพียงขันธ์ที่ทำหน้าที่อย่างขาวสะอาด เวทนาเป็นขันธวิมุตติขึ้นมาทันที เวทนาไม่มีอำนาจพาเชื้อให้เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาอีกต่อไป ปัญญาอันแรงกล้านี้ต้องอาศัยพลังแห่งศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา เกิดขึ้นพร้อมกัน เป็นธรรมสมังคีทำลายข้อต่อแห่งโซ่วัฏฏะลงได้
          เบื้องต้นก็ให้พยายามรู้ทันกับสิ่งต่าง ๆ สแกนอิริยาบถต่าง ๆ ให้มีสติ สัมปชัญญะ และความเพียร เห็นด้วยจักขุ ญาณ วิชชา ปัญญา อาโลโกในสรรพสิ่งเป็นเพียงไตรลักษณ์ คือ ความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ดังที่พระอัญญาโกณฑัญญะได้บรรลุธรรมคือ “ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ” (วิ.มหา.๔/๑๖/๑๗) สิ่งใดมีการเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา ไม่มีอะไรหลงเหลือให้ยินดี ยินร้าย หมายมั่น มุ่งหมาย เกาะเกี่ยว เหนี่ยวรั้งว่าเป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวเป็นตนของเราในขันธ์ทั้ง ๕ อีกต่อไป “เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตา” (วิ.มหา.๔/๒๒/๒๑)
          รหัสพันธุกรรม (DNA) แห่งชีวิต ได้แก่ ปฏิจจสมุปบาท ที่ซ่อนเร้น ปิดบัง อำพราง ลวง ให้มนุษย์ทั้งหลายเข้าใจผิด ยึดมั่นถือมั่น ในความเป็นสัต บุคคล ตัวตน เรา เขา เพราะทุกคนไม่สนใจที่จะเข้าไปศึกษา ค้นคว้า (น สิกขติ) เปิดเผย ตีแผ่ภายใน (น วิวรติ) แยกแยะองค์ประกอบทุกขั้นตอน (น วิภัชชติ) และไม่กระทำให้กระจ่างชัด (น อุตตานี กโรติ) จึงไม่เห็นการทำงานของวงจรนี้ ตราบใดที่มีผู้สนใจ สังเกต ศึกษา ค้นคว้า ตีแผ่ แยกแยะ กระทำให้กระจ่างชัดปฏิจจสมุปบาทซึ่งเป็นธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งมวล ตราบนั้นจึงทำให้หลุดพ้นจากวงจรแห่งทุกข์ได้ ดุจดังที่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายได้กระทำไว้แล้ว ประกาศไว้ดีแล้ว

จบโพธิสัตวปกาสินี