วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปัญจสัตตติสัจจวิชชภาวินี


ฝึกแล้วนำไปใช้ (๖)
ฝึกสายบ่ายค่ำในเขต
เที่ยวเทศน์เที่ยวกล่าวจนคล่อง
ไม่ยักนำไปทดลอง
ว่าของที่ฝึกจะดี
มองลึกเข้าไปข้างใน
เห็นความขุ่นใสบ้างสิ
เห็นแล้วทำไงถึงดี
อย่างนี้แยบยลผลธรรม
 สว.ธรรมภาวินี ๑๔/๔/๕๖
  
ดูจิต ดูธรรม (๕)
พึงรักษาจิตของตนไว้
อย่าให้เข้าไประรานเขา
อบรมธรรมให้มีในจิตเรา
ให้เห็นความว่างเปล่าจริง จริง
เท่านี้ก็คุ้มค่าทุกคำข้าว
ไร้เขาไร้เราในสรรพสิ่ง
ยิ้มยอมรับทุกคำติติง
อย่าวิ่ง อย่าวุ่นเป็นบุญนักฃ
สว.ธรรมภาวินี ๑๔/๔/๕๖
   
ชนเพดาน (๔)
เมื่อการบำเพ็ญถึงทางตัน
ถึงกาลและวันที่หดหู่
ปรับเปลี่ยนอิริยาบถสักครู่
อย่าอยู่อย่างท้อถอยปฏิบัติ
มองธรรมชาติพรรณไม้เบื้องหน้า
มีคู่สนทนาธรรมให้แจ่มชัด
แลกเปลี่ยนวิถีธรรมฝึกหัด
ก็เป็นการชาร์จแบตทางจิต
สว.ธรรมภาวินี ๑๔/๔/๕๖

วันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ปัญจสัตตติสัจจวิชชภาวินี


ปัญจสัตตติสัจจวิชชภาวินี










ประเมินตนเอง (๑)
ไม่ต้องกล่าวคำมากไป
ว่าตนทรงไว้คุณธรรม (?)
ดูจิตตนที่มีสูงต่ำ
ก็รับทราบตื้นลึกปฏิบัติ
ตรวจสอบจิตเมื่อถูกวาจาจี้
จิตนี้มีสมมติหรือปรมัตถ์
นี่เป็นสมบัติธรรมสัจจ์
พึงบำเพ็ญวัตรต่อไปอีก (เหอะ)
สว.ธรรมภาวินี ๑๔/๔/๕๖




ดีขึ้น (๒)
ขอเพียงตั้งจิตชอบไว้ทุกที่
ไม่หลีกหนีอุปสรรคขัดขวาง
ตั้งใจแน่วแน่ทะลุทะลวง
ก็จะลุล่วงหน้าในธรรม
มีโอนอ่อนผ่อนตามบ้าง
อย่าอยากหวังให้เลิศล้ำ
แค่ดูลมหายใจประจำ
ก็ก้าวข้ามอุปสรรคใดใด
สว.ธรรมภาวินี ๑๔/๔/๕๖

ดูเวทนา (๓)
เวทนามีคุณค่ามหาศาล
สำหรับเราท่านที่สั่งสม
บำเพ็ญธรรมปฏิบัติอบรม
เพาะบ่มถึงเวทนาในเวทนา
ดูเวทนาอย่าให้กลายเป็นเชื้อ
ถูกอุปาทานปนเจือภายหน้า
ลุถึงขั้นเวทนาเป็นขันธเวทนา
จึงชื่อว่าลิ้มรสสัจธรรม
สว.ธรรมภาวินี ๑๔/๔/๕๖




การสื่อสารกับการบริหารอารมณ์แนวพุทธ


การสื่อสารกับการบริหารอารมณ์อย่างมืออาชีพ

ผศ.ดร.สุวิญ  รักสัตย์
www.goodthinkingtraining.com

ความเบื้องต้น
          อารมณ์เป็นเจตสิกที่ชักนำจิตให้เกิดสภาวะอย่างใดอย่างหนึ่งนอกเหนือจากที่จิตทำงานของมันเอง มาจากภาษาบาลีว่า “อารมณ์” แปลว่า สภาวะที่เกิดกับจิต สภาวะที่จิตยึดเอาไว้ ตามความเข้าใจในสำนวนไทย คำว่า“อารมณ์”คือความรู้สึกที่สื่อให้เห็นถึงความกระเพื่อมของจิตที่แสดงท่าทีออกมา บางทีก็ใช้คำว่า มีอารมณ์ อารมณ์จะมีขึ้นก็ต่อเมื่อถูกการกระตุ้นให้ออกมา เช่นการเห็นภาพเย้ายวนของเพศตรงข้าม ก็จะเกิดอารมณ์ทางเพศขึ้นมา หรือใครถูกยั่วโมโห ก็จะมีอารมณ์โกรธขึ้นมา หรือใครถูกล่อด้วยเงินทองมาก ๆ ก็เกิดความโลภขึ้นมาด้วยเหตุนี้อารมณ์จึงเป็นเจตสิกที่ปรุงแต่งจิตให้เคลื่อนไหวรุนแรงยิ่งกว่าปกติ


ที่อยู่ของอารมณ์
          ตามปกติอารมณ์จะนอนเนื่องอยู่ภายในถัดลึกลงไปจากความคิดระดับหนึ่ง ความคิดเป็นทางเดินให้อารมณ์ประกอบเข้ามาได้ ตามกระบวนแห่งหลักปฏิจจสมุปบาทในพระพุทธศาสนา อารมณ์จะอยู่ถัดจากการรับรู้ทางอายตนะและผัสสะ การรับรู้ทางอายตนะและผัสสะนั้นเป็นกระบวนการทางจิต เมื่อจิตรับรู้จากอายตนะภายในและอายตนะภายนอก หรืออารมณ์ภายนอกเข้ามากระทบกับอารมณ์ภายในแล้ว ก็จะนำไปสู่ระดับอารมณ์ทันทีถ้าหากอารมณ์นี้ประกอบไปด้วยอิฏฐารมณ์ คือน่าพอใจ ก็จะทำให้อารมณ์แสดงผลออกมาเป็นอารมณ์น่าพอใจ อยากได้ แต่ถ้าอารมณ์นั้นเป็นอนิฏฐารมณ์ คือสิ่งที่ทำให้เกิดอารมณ์อันไม่น่าพอใจ ก็จะทำให้อารมณ์นั้นไม่น่าพอใจตามไปด้วย อยากไปให้พ้นจากอารมณ์นั้นอารมณ์จึงเป็นขั้นของเวทนาคือความรู้สึกนี่เอง นี่เป็นอารมณ์ปกติธรรมดา ยังไม่แสดงอาการแห่งอารมณ์ในระดับที่เข้มข้นขึ้น


การพัฒนาความคิด

          ก่อนที่จะรู้จักวิธีบริหารอารมณ์ก็ต้องรู้เงื่อนต้นของอารมณ์ก่อน ตามหลักการพัฒนาบุคคลในปัจจุบัน มีการจัดระดับของการพัฒนาอารมณ์ไว้เป็นลำดับที่สอง ได้แก่ การพัฒนาจิต (Mental Development) พัฒนาอารมณ์ (Emotional Development) พัฒนาสังคม (Social Development) และพัฒนาปัญญา (Intellectual Development)ตามหลักการนี้ผู้จะพัฒนาอารมณ์ก็ต้องพัฒนาระดับจิตหรือความคิดก่อน การพัฒนาจิตในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการพัฒนาจิตในระดับ Consciousnessหรือที่เรียกว่าฝึกจิตภาวนาที่ใช้กันตามหลักพระพุทธศาสนาแต่เป็นการพัฒนาจิตที่เป็น Thoughtfulness คือการพัฒนาความคิดให้มีความคิดที่ดี คิดในเชิงบวก (Positive Thinking) เท่านั้นความคิดเชิงบวกเป็นความคิดที่มีวิธีหลากหลาย หนึ่งในวิธีที่ใช้กันมากก็คือ การคิดหาโอกาส การคิดแบบเปรียบเทียบจุดเด่น จุดด้อย แต่ในที่นี้ต้องการให้รู้จักพัฒนาความคิดตามความเข้าใจกระบวนทัศน์ (Paradigm) การรู้จักพัฒนาความคิดนี้ให้ไปถึงระดับที่ ๕ แล้ว การพัฒนาอารมณ์ก็จะง่ายขึ้น
          ความคิด ๕ ระดับ คือ
๑.     ความคิดระดับความลึกลับ (Myth)
๒.     ความคิดระดับศรัทธา (Faith)
๓.     ความคิดระดับทฤษฎี (Bible)
๔.     ความคิดระดับเหตุผลพิสูจน์ได้ (Science)
๕.     ความคิดระดับเข้าใจ (Understanding)

          การพัฒนาความคิดต้องมาถึงระดับความเข้าใจจึงทำให้การพัฒนาอารมณ์ได้ผล เพราะอารมณ์เป็นระดับที่อยู่ต่อเนื่องจากความคิดนี้ ถ้าหากไม่มาถึงระดับที่ ๕ นี้จะก่อให้เกิดอันตรายขึ้น อันเนื่องมาจากการยึดมั่นในความคิดของตนความคิดในระดับที่ ๑ ถึงที่ ๔ นี้ เป็นความคิดที่ยึดมั่นถือมั่นซึ่งทำให้มีนำไปสู่การทำลายกัน ส่วนความคิดในระดับที่ ๕ นั้นไม่นำไปสู่การทำลายกัน ดังแสดงตามแผนผังนี้

ความคิดระดับ๑-๔
ยึดมั่นถือมั่น
 การแบ่งแยก
การแบ่งแยก
 การแข่งขัน
การแข่งขัน
 การไม่ไว้วางใจกัน
การไม่ไว้วางใจกัน
 การทำลายกัน
การทำลายกัน
 ความไม่สงบในสังคม


ความคิดระดับ๕
ไม่ยึดมั่นถือมั่น
 การแบ่งหน้าที่
การแบ่งหน้าที่
 การส่งเสริมกัน
การส่งเสริมกัน
 การไว้วางใจกัน
การไว้วางใจกัน
 การร่วมมือกัน
การร่วมมือกัน
 สันติภาพ


การบริหารหรือพัฒนาอารมณ์

          เมื่อพัฒนาจิตไปถึงระดับที่ ๕ แล้วก็สามารถพัฒนาอารมณ์ได้โดยง่าย เพราะความคิดระดับที่ ๕ นั้นส่งเสริมให้อารมณ์เป็นไปในทิศทางบวก (Positive Thinking)การฝึกบริหารอารมณ์หรือการพัฒนาอารมณ์ตามความเข้าใจที่ใช้กันทั่วไป หมายถึง การรู้จักเก็บอารมณ์ ข่มอารมณ์ การควบคุมอารมณ์ การระงับอารมณ์โดยเฉพาะอารมณ์รัก โลภโกรธ หลง เช่น การฝึกระงับความโกรธ ข่มอารมณ์ทางเพศปล่อยวางอารมณ์หงุดหงิด การฝึกตามแนวทางนี้นั้นเป็นเพียงแค่การใช้ยาระงับอาการเท่านั้น พอยาหมดฤทธิ์อารมณ์ก็มาดั่งเดิม หรือหนักกว่าเดิม อารมณ์เหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน อารมณ์ยังคงอยู่ภายใน ยังคงก่อตัวเป็นภูเขาไฟรอวันประทุอยู่ภายในนอกจากนั้นการข่มอารมณ์เช่นนี้มีผลข้างเคียงอีกด้วย เพราะจะทำให้อารมณ์ที่ข่มไว้นั้นไหลไปสู่การปลดปล่อยช่องทางอื่นจะเห็นว่า คนที่เก็บกดทางเพศจะมีอารมณ์ฉุนเฉียวแทน หรือไม่ก็เงียบขรึมแทนหรือไม่ก็ชอบระบายกับผู้อื่น
          การบริหารอารมณ์ที่ถูกต้อง ก็คือ การฝึกเป็นนักสังเกตที่ดี เป็นนักเฝ้าดูที่ดีเท่านั้น โดยมีขั้นตอนดังนี้
           ๑. เฝ้าดูการเกิดขึ้นของอารมณ์
          ๒. รับรู้ถึงอาการของอารมณ์
          ๓. รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงอารมณ์
          ๔. การสังเกตอารมณ์ลักษณะอารมณ์
          ๕. ดูอารมณ์อย่างเดียวไม่ตัดสินใดๆ ทั้งสิ้น

          การฝึกเรียนรู้อารมณ์ เฝ้าสังเกตอารมณ์ เป็นนักเฝ้าดูที่ดีเพียงอย่างเดียว ยิ่งอารมณ์ใดเกิดขึ้นรุนแรง ก็จะยิ่งเห็นอารมณ์นั้นชัดเจน ถือว่าเป็นช่วงโอกาสที่ดีที่สุดในชีวิต ในชีวิตใครคนหนึ่งจะมีเรื่องหรือมีโอกาสที่จะมีอารมณ์รุนแรงเกิดขึ้นไม่กี่ครั้ง ให้ใช้โอกาสนั้นฝึกฝน อย่าปล่อยโอกาสหลุดไปเป็นอันขาด เมื่อฝึกเฝ้าดู สังเกต เรียนรู้อารมณ์ได้ไวเท่าใด สติที่เฝ้ามองก็เจริญยิ่งขึ้นมากเท่านั้น นี่เป็นการบริหารอารมณ์ที่ยั่งยืน เป็นการพัฒนาอารมณ์แบบผ่าตัด ระดับเปลี่ยนแปลงโมเลกุลทางอารมณ์เลยทีเดียว


การสลายอารมณ์
          หลังจากที่เป็นนักเฝ้าดูที่ดีแล้ว รับรู้ เห็น และเข้าใจอารมณ์แล้ว ยังไม่หมดขั้นตอนเท่านั้น จะต้องเข้าใจวิธีการสลายอารมณ์ด้วย อารมณ์นั้นเป็นกระบวนการทางจิตที่ลึกมาก ถ้าหากไม่มีวิธีสลายก็อาจถูกอารมณ์หวนกลับมาเล่นงานอีกเช่นเคย ดูได้จากบางคนเป็นคนใจเย็น เป็นคนรักษาอารมณ์ได้ดี ที่ทำได้เช่นนั้นก็เพราะไม่เคยได้รับการกระทบอารมณ์ที่รุนแรง มักจะเข้าใจตนเองว่า ตนเองมีอารมณ์ไม่หวั่นไหว รู้ทันได้ แต่เมื่อใดถูกอารมณ์กระทบแรงๆ จึงจะรู้ว่า สติที่มีอยู่นั้นไม่เจริญพอที่จะทันกับอารมณ์ที่เกิดและไม่สามารถสลายอารมณ์ให้กลายเป็นเพียงอาการไปได้ เพราะเมื่อใดยังไม่สลายอารมณ์ เคมีของอารมณ์ที่เป็นพลัง ๓ ประการ ได้แก่ พลังความอยากได้ พลังความอยากมี พลังความอยากเป็น และพลังความไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น (กามตัณหาภวตัณหาและวิภวตัณหา) ก็ยังคงครุกรุ่นอยู่ภายใน เป็นเหมือนภูเขาไฟที่เย็นแล้ว แต่ไม่ได้หมายถึงจะไม่ประทุอีก
          เมื่อตรวจสอบดูระดับของอารมณ์ตามมิติทั้ง ๔ แล้ว อารมณ์อยู่ในลำดับที่ ๓ ได้แก่
๑.     ระดับกายภาพ (Body)
๒.     ระดับจิตภาพ (Mind)
๓.     ระดับอารมณ์ (Heart)
๔.     ระดับสภาวธรรม (Soul)
          
เนื่องจากอารมณ์เป็นระดับที่อยู่ใกล้กับฐานสุดท้ายของสภาวธรรม การเลื่อนระดับไปถึงระดับที่ ๔ จึงเข้าถึงระดับสลายอารมณ์ให้เป็นเพียงสภาวธรรม บริหารอย่างไรจึงชื่อว่าบริหารหรือฝึกอารมณ์ได้อย่างถูกต้อง วิธีการก็คือ เข้าไปเฝ้าดู เห็นอารมณ์โดยความเป็นกิริยาอาการเท่านั้นไม่ต้องตัดสิน ไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว มองอย่างเดียว ไม่อะไรในความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่มีสี สัณฐาน ขนาด และรส การเห็นโดยความเป็นเพียงกิริยาเมื่อเห็นโดยความเป็นกิริยา สภาวะแห่งความเป็นกิริยาไม่สามารถนำมาขยายผลได้ ในที่สุดก็สลายไป กลายเป็นความว่างไปในที่สุด การเห็นอารมณ์โดยความเป็นสภาวะอย่างนี้เองเป็นการผ่าตัดอารมณ์ในระดับปรับเปลี่ยน DNA ทำให้ผู้เฝ้าดูไม่หลงเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในกิริยาอาการ เพราะมันเพียงสภาวะที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปเท่านั้น ผลแห่งกิริยาเป็นเพียงปฏิกิริยา ไม่ทำให้จิตนำไปสร้างเชื้อเก็บไว้ในภวังคจิตได้อีกต่อไป

สรุป
          อารมณ์เป็นสิ่งที่จะต้องให้ความใส่ใจเป็นอย่างมากสำหรับคนทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ทำงาน การทำงานถ้าหากไม่รู้จักบริหารอารมณ์จะทำให้ชีวิตนี้เกิดปัญหาขึ้นได้ แน่นอนแม้ว่าจะไม่สามารถสลายอารมณ์ในระดับปรับเปลี่ยน DNA เพียงแค่พัฒนาจิตเข้าถึงระดับที่ ๕ ก็นับว่ามาได้ไกลแล้ว แต่ถ้าผู้ใดรู้จักบริหารอารมณ์ที่ถูกต้องได้อีกก็เชื่อได้ว่า ไม่เพียงแต่ทำงานได้อย่างมีความสุขเท่านั้น ชีวิตนี้เข้าถึงเป้าหมายที่สูงสุดแล้วเป็นความสุขสูงสุดในชีวิตที่ไม่กลับกลายมาเป็นความทุกข์อีกด้วย

บทบาทพระพุทธศาสนาในประเทศอาเซียน


บทบาทพระพุทธศาสนาในประเทศอาเซียน
          คำว่า บทบาทของพระพุทธศาสนาในประเทศอาเซียน สามารถแสดงถึงนัยอยู่ ๒ ประเด็นใหญ่ ได้แก่ บทบาทของแต่ละประเทศที่กระทำกันอยู่ในภายในแต่ละประเทศในฐานะที่เป็นสมาชิกอาเซียน ซึ่งก็เป็นปกติของแต่ละประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาที่จะต้องมีข้อวัตรปฏิบัติตามแนวพระพุทธศาสนาทั้งในฝ่ายพระสงฆ์และฝ่ายของคฤหัสถ์ และอีกนัยหนึ่งหมายเอาบทบาทของพระพุทธศาสนาที่จะทำร่วมกันในอนาคตในฐานะที่เป็นประชาคมอาเซียนร่วมกัน บทความนี้มีจุดมุ่งหมายของการยกหัวข้อนี้ขึ้นมาก็คงมีจุดประสงค์เพื่อการมองหาจุดร่วมกันในการผลักดันพระพุทธศาสนาให้เข้าสู่เสาหลักที่ ๓ ของประชาคมอาเซียนที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางสังคมและวัฒนธรรมร่วมกันได้อย่างไร
          ข้อควรทราบเบื้องต้น พระพุทธศาสนาเป็นวัฒนธรรมทางสังคมที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนไปสู่ทิศทางที่สมบูรณ์ที่สุด เป็นวัฒนธรรมสำหรับการดำเนินชีวิต (Way of life)  อาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ กล่าวไว้ว่า พระพุทธศาสนาเป็นต้นตำรับวัฒนธรรมที่เก่าแก่ที่สุด แต่ยังทันสมัยและมีหลักอารยธรรม คือการนำให้พ้นความป่าเถื่อนที่ทำกันอยู่เดิม ไม่ว่าการกีดกันทางวรรณะ การบูชายัญ เป็นต้น วัฒนธรรมพระพุทธศาสนาทั้งปฏิวัติและปฏิรูปสังคมให้ดีขึ้น[1] เช่น ปฏิวัติระบบวรรณะ (Caste System) ไม่ให้ยึดถือการเป็นคนดีไม่ดีอยู่ที่ชาติกำเนิด แต่ให้อยู่ที่การกระทำ ปฏิวัติเรื่องการบูชายัญด้วยการฆ่าสัตว์แล้วได้บุญ แต่ให้บูชายัญด้วยการรักษาศีล ปฏิบัติสมาธิและเจริญปัญญาแทน ปฏิวัติความเชื่อในพรหมลิขิตมาเป็นกรรมลิขิตแทน ปฏิรูปการไหว้ทิศที่ไร้ความหมายมาเป็นทิศที่มีความหมาย เป็นต้น ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางพระพุทธศาสนาที่ได้ทำไว้เป็นตัวอย่างในสมัยพุทธกาลและสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน แต่ปัจจุบันเริ่มมีความอ่อนแอทางด้านการเน้นย้ำวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาให้เป็นรูปธรรม
จะเห็นได้ว่า พระพุทธศาสนานั้นเป็นรากเหง้าแห่งวัฒนธรรมที่สามารถพัฒนาคนให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ประเสริฐยิ่งกว่าสรรพสัตว์ใด ๆ ได้ ดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน โส เสฏฺโ เทวมานุเส ผู้ที่สมบูรณ์ด้วยความรู้และความประพฤติจึงชื่อว่าประเสริฐในหมู่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย”  พุทธวัฒนธรรมจึงเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่ดีงามและมีคุณค่าเป็นมรดกแห่งสังคมที่ควรรักษา
ในที่นี้จึงขอเสนอกรอบการแสดงบทบาทพระพุทธศาสนาในฐานะรากฐานสำคัญของสังคมและวัฒนธรรมในกลุ่มประเทศอาเซียนที่นับถือพระพุทธศาสนาเป็นหลักและที่กำลังได้รับการเผยแผ่เข้าไปสู่ประเทศอื่น ๆ ตามกรอบของวัฒนธรรมทั้ง ๔ ด้าน ได้แก่ กรอบคติธรรม เนติธรรม วัตถุธรรมและสหธรรม โดยมุ่งหมายให้ประชาคมอาเซียนยึดตามกรอบนี้กำหนดบทบาทของพระพุทธศาสนาร่วมกัน ดังนี้
            ๑. บทบาททางด้านคติธรรมในพระพุทธศาสนา   
            “คติธรรม” คือ ความเชื่อที่มีต่อหลักธรรมในพระพุทธศาสนาและต่อหลักความเชื่อ ๔ ประการ จะทำอย่างไรที่จะผลักดันให้เกิดความร่วมมือกันปฏิบัติกันตามคติธรรมนี้อย่างเป็นรูปธรรม หลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนา คือ หัวใจพระพุทธศาสนา ได้แก่ ละความชั่ว (สพฺพปาปสฺส อกรณํ) ทำความดีให้สมบูรณ์ (กุสลสฺสูปสมปทา) และทำจิตใจให้ผ่องใส (สจิตฺตปริโยทปนํ) ส่วนการปฏิบัติตามหลักสัทธาทั้ง ๔ ประการ ได้แก่ หลักความเชื่อในกรรม หรือการกระทำ (กมฺมสทฺธา) หลักความเชื่อในผลของกรรม หรือผลของการกระทำ (วิปากสทฺธา) หลักความเชื่อว่าทุกคนมีกรรมเป็นของของตน (กมฺมสกตฺตาสทฺธา) และหลักความเชื่อที่มีต่อการตรัสรู้พระพุทธเจ้า (ตถาคตโพธิสทฺธา)
            การผลักดันกรอบแห่งคติธรรมข้อนี้ร่วมกันเชื่อว่าจะเป็นหลักพื้นฐานให้สังคมในประชาคมอาเซียนมีความเชื่อที่ถูกต้อง บุคคลจะเป็นเช่นไรก็ด้วยการกระทำของบุคคลผู้นั้นเอง หากทำงานก็ย่อมได้รับผลของงาน หากทำความชั่วก็ย่อมได้รับผลของความชั่วแน่นอนทั้งในระดับภายในและภายนอก ภายในได้แก่ความทุกข์ใจ ภายนอกได้แก่ความเสื่อมจากลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ตามหลักแห่งกรรมในจูฬกัมมวิภังคสูตรว่า “สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับมรดกกรรม มีกรรม เป็นกำเนิด มีกรรมเป็นพวกพ้องเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย กรรมนั่นแหละจำแนกสัตว์ให้ทรามและดี”[2]
          นอกจากนั้นในการดำเนินชีวิต ควรถือแนวคติของพระโพธิสัตว์ ดังที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (พ.ศ. ๑๗๒๔-๑๗๖๓) เคยปฏิบัติมาแล้ว ทำให้บ้านเมืองสงบร่มเย็น เพราะพระโพธิสัตว์นั้นมีชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ปัดเป่าทุกข์ภัยให้กับผู้อื่น คติธรรมเช่นนี้เข้าได้กับความเชื่อในจิตอาสา ถ้าสามารถสร้างจิตอาสา สร้างคติแห่งพระโพธิสัตว์ในการดำเนินชีวิตย่อมทำให้ภูมิภาคนี้โดดเด่นขึ้นมาในด้านความสุข สงบของสังคมแน่นอน
            ๒. บทบาททางด้านวัตถุธรรมในพระพุทธศาสนา
            ในด้านวัตถุธรรมเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม ปติมากรรม จิตรกรรมทางพระพุทธศาสนา เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า วัตถุธรรมทางด้านนี้ของพระพุทธศาสนานั้นงดงาม แสดงให้เห็นถึงอารยธรรมชั้นสูงของสังคมในประเทศอาเซียน จำเป็นต้องกำหนดร่วมกันผลักดันให้พุทธศิลป์ทั้งหมดเหล่านี้ได้รับการศึกษา รักษาไว้ และเผยแผ่ออกไปเพื่อให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ ให้ชาวโลกได้เสพความงดงามทางด้านนี้ พุทธศิลป์ทั้งมวลสร้างขึ้นบนพื้นฐานพุทธปรัชญาเพื่อใช้ศิลปะให้เข้าถึงจริยธรรม เป็นการเติมเต็มความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น บทบาทของประชาคมอาเซียนต้องร่วมมือกันจัดกิจกรรมสื่อวัตถุธรรมให้โดดเด่น ให้เป็นประโยชน์ทุกมิติ ทั้งมิติศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมด้วย
            ๓. บทบาททางด้านเนติธรรมในพระพุทธศาสนา
            หลักเนติธรรม เป็นหลักที่แสดงถึงความเชื่อในกฎเกณฑ์กติกาในสังคม กล่าวได้ว่า เนติธรรมที่เป็นกฎหมายบ้านเมืองนั้นสร้างวัฒนธรรมให้คนกลัวการลงโทษ แต่เนติธรรมที่เป็นความเชื่อทางสังคมนั้นจะทำให้เกิดความกลัวที่มาจากใจ ไม่กล้าทำผิด เป็นการมีหลักหิริและโอตัปปะต่อการกระทำความผิด แม้ไม่มีคนเห็นก็ไม่กล้าทำเนื่องจากเกรงจะเป็นเภทภัยกับตนและครอบครัว การใช้ระบบเนติธรรมที่เรียกว่า การขัดเกลาทางสังคม (Socialization)[3] นั้นมีความยั่งยืนและแน่นอนกว่าการบีบบังคับ
เนติธรรมตามหลักแนวของพระพุทธศาสนา ตั้งอยู่บนพื้นฐานของศีล ๕ คือ การไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตให้ได้รับความเดือดร้อน ไม่ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ ไม่ผิดประเวณีโดยการครอบครองของรักของหวงของผู้อื่น ไม่พูดกลับกลอกหลอกลวง และไม่ดื่มน้ำเมาและสิ่งเสพติดที่ทำให้เป็นที่มาของความประมาท และตั้งอยู่บนพื้นฐานของธรรม ๕ คือ ความมีเมตตากรุณา การรู้จักเสียสละ การยินดีในภรรยาของตน การมีสัจจะรักษาคำพูด และการมีสติสัมปชัญญะ ประชาคมอาเซียนที่นับถือพระพุทธศาสนาจะต้องผลักดันให้ประชาชนในแต่ละประเทศของตนยึดถือเนติธรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างสังคมคมดี คนดี สร้างสังคมสันติ ไม่ละเมิดทางทั้งกาย วาจา และใจต่อผู้อื่น และสร้างสังคมเสมอภาค กล่าวคือ มนุษย์ทุกคนย่อมได้รับผลกรรมที่ตนได้กระทำไว้ไม่ว่าดีหรือชั่วก็ตามดังคำสอนในพระพุทธศาสนากล่าวไว้ว่า ถ้าท่านกลัวทุกข์ก็อย่าทำกรรมชั่วทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ถ้าท่านจักทำ หรือทำอยู่ซึ่งกรรมชั่ว ถึงแม้จะเหาะหนีไปก็จะไม่พ้นจากความทุกข์ไปได้เลย[4] เบื้องต้นให้ทำเป็นโครงการนำร่องปฏิบัติในแต่พื้นที่หรือแต่ละโซน (zoning) เป็นลำดับโดยให้แต่ละประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันบทบาทด้านนี้ประสบความสำเร็จตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้กลายเป็นบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมและสามารถเชื่อมโยงหลักศีลธรรมนี้ในการพัฒนาสังคมให้สงบสุขได้
            ๔. บทบาททางด้านสหธรรมในพระพุทธศาสนา
                    สหธรรม (Social Cultural) เป็นวัฒนธรรมทางสังคมในด้านการมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกันตามหน้าที่ และสถานะทางสังคม เช่น หน้าที่ระหว่างมารดาบิดากับบุตรธิดา ครูอาจารย์กับศิษย์ สามีกับภรรยา มิตรกับมิตร นายกับบ่าว และสมณพราหมณ์กับฆราวาส เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีเรื่องการอยู่ร่วมกัน การปฏิบัติร่วมกัน ความเอื้อเฟื้อ การเดิน การยืน และการรับประทานอาหาร ความเคารพ ความอ่อนน้อม การใช้ภาษา กริยามารยาทที่มีต่อกันและกันในสังคม[5] บทบาทในด้านนี้ควรเริ่มที่ภาษา ควรผลักดันให้มีการศึกษาภาษาบาลีในคัมภีร์ให้เป็นรูปธรรมร่วมกัน นอกจากนั้นยังรวมไปถึงการใช้ภาษาที่มีรากฐานเดียวกันอีกด้วย เพราะให้เกิดความเข้าใจในสายใยร่วมกันที่เชื่อมโยงทางด้านภาษา
          นอกจากนั้นปัจจุบันกำลังจะมีการสร้างธนาคารพระพุทธศาสนา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำนุ บำรุงพระพุทธศาสนาเป็นหลัก และเป็นองค์กรทางการเงินร่วมกันในการสนับสนุน ส่งเสริม และผลักดันกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาทุกด้านให้เป็นรูปธรรมขึ้นมา สถาบันการเงินทางพระพุทธศาสนาขนาดใหญ่อย่างนี้จะเป็นการเชื่อมประสานการเงินระหว่างประชาคมอาเซียนเพื่อกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะก็ยิ่งทำให้บทบาททางด้านสหธรรมเด่นชัดเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
(อ่านต่อในบทความวิชาการบัณฑิตวิทยาลัย มมร)


            [1]สุชีพ ปุญญานุภาพ, วัฒนธรรมวิทยา, พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย. ๒๕๔๐), หน้า ๘๖.
[2]ม.อุปริ. ๑๔/๒๙๐/๓๕๐. (ไทย)
[3]คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สังคมและวัฒนธรรม, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๕๕), หน้า ๖๙.
[4]ขุ.อุ. ๒๕/๑๑๕/๑๕๐.
[5]จำนงค์  ทองประเสริฐ, ราชบัณฑิต, วัฒนธรรมไทย ภาษาไทย, (กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๗), หน้า ๓๘.

วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2556

โศลกที่ ๔๐ ผ่อนใจ ผ่อนคลาย


โศลกที่ ๔๐
ผ่อนใจ ผ่อนคลาย

ประกายในนัยน์ตาแจ่มจ้า
ชุ่มด้วยความกรุณาเอิบอิ่ม
ใจผ่อน กายผ่อน ผ่อนปรน
ยิ้มแย้ม เบิกบาน เข้าใจ ไม่กดดัน
ไม่จดจ่อ ไม่กังวล ไม่เคร่งเครียด
มองโลก มองจักรวาล เดือนดารา
เห็นดอกไม้ใบหญ้า เห็นนก เห็นแมลง
เห็นน้ำค้าง สายน้ำ ลำธาร
ราดลดเมตตาชโลมจิต
ผลแห่งการบำเพ็ญแผ่กระจาย
ปลดปล่อย อิสระ สงบ
เป็นวิถีชีวิตงดงาม

         
          “ผ่อนคลาย” เป็นกระบวนการทางจิตที่น่าทึ่ง เพราะพอผ่อนคลายลงเมื่อใด ทุกอย่างที่ยึดเกาะแน่นก็ถูกสลัดหลุด การผ่อนคลายจึงเป็นที่ต้องการของการทำงานทุกอย่าง การทำงานด้วยความผ่อนคลายทำให้มีช่องว่างสำหรับการได้มองรอบ ๆ ตัว เมื่อใดที่เห็นสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัว ก็เท่ากับชีวิตยังมีทางแก้ไข ชีวิตยังเป็นชีวิต ชีวิตยังมีทางเจริญเติบโตได้อีก แต่เมื่อใดที่ไม่สามารถผ่อนคลายได้ ชีวิตก็กลายเป็นเพียงวัสดุทำงานได้ชิ้นหนึ่งเท่านั้น
          ความผ่อนคลายเป็นการผ่อนใจ ใจที่ผ่อนลงเปรียบเหมือนการผ่อนเครื่องยนต์รถที่วิ่งด้วยกำลังแรงมาโดยตลอด ใจที่ผ่อนลงทำให้เกิดความผ่อนคลาย เมื่อผ่อนคลาย สติปัญญาก็เริ่มกลับคืน ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงคิดอะไรออกตอนอยู่ในห้องน้ำ คิดอะไรออกตอนนอนแช่น้ำ คิดอะไรออกตอนที่ไม่สนใจในเรื่องที่กำลังทำอยู่ ไม่เพียงเฉพาะการทำงานตามปกติของชีวิตทั่วไป แม้กระทั่งการเจริญภาวนาบำเพ็ญเพียรสมณธรรมก็ต้องอาศัยการผ่อนใจ ผ่อนคลาย จึงจะประสบผลที่ถูกต้อง
          ความผ่อนคลาย (Relaxation) เป็นที่สุดทางของความเพียร หากไม่มีความเพียร ความผ่อนคลายก็ไม่ปรากฏ ความเพียร ความเคร่งเครียด ความเอาจริงเอาจังเป็นเรื่องที่จำเป็น หากไม่มุ่งมั่นเอาจริงเอาจังไหนเลยจะปรากฏผลออกมาได้ แต่ผลที่ออกมาจะไม่ปรากฏขึ้นแน่นอนหากมีแต่ความเคร่งเครียด จริงจัง มากด้วยความเพียร เช่นเดียวกันความผ่อนคลายก็ไม่ใช่ความผ่อนคลายหากไม่ได้ผ่านความเพียรอย่างเต็มกำลังเสียก่อน ลองนึกถึงชื่อคนดูสิ คนจำหน้าเขาได้ แต่นึกชื่อเขาไม่ได้ ยิ่งนึกก็ยิ่งไปกันใหญ่ แต่พอไม่สนใจ พอผ่อนปรน ออกไปทำอะไรต่อมิอะไรเสีย ชื่อนั้นก็จะปรากฏขึ้นมาเอง ความผ่อนคลายกับความเพียรเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยกันและกันจึงจะก่อเกิดผลที่งดงามขึ้น มีแต่ผ่อนคลายไม่มีความเพียรก็กลายเป็นความขี้เกียจ มีแต่ความเพียรไม่มีผ่อนคลายก็กลายเป็นโรคประสาท กระทำอย่างเต็มที่ เต็มกำลังความสามารถ ทำเต็มความมุ่งมั่นแล้วปล่อยวาง ปลดปล่อย นั่งจิบชากาแฟมองไปในท้องทุ่ง มองไปในต้นไม้ใบหญ้า มองดูมดแมลง แล้วในที่สุดช่องว่างแห่งปัญญาก็ปรากฏ หรือไม่ก็เกิดขึ้นในขณะยืนปัสสาวะ นั่งอุจจาระ หรือในขณะเอนกายลงนั่งหรือนอนนั่นแหละ
          กฎแห่งธรรมชาติมีอยู่ว่า หากสิ่งหนึ่งกำลังทำงานอยู่อีกสิ่งหนึ่งก็ไม่สามารถทำงานได้ หรือทำงานได้ไม่ดี เช่นในขณะที่ตั้งใจฟังเพลง ฮัมไปกับเสียงเพลง ซึ้งไปกับเสียงเพลง หากมีคนเดินผ่านมาผ่านไป เขาก็ไม่ทราบว่าเป็นใคร และไม่ทราบด้วยว่าเดินผ่านไปกี่คน ก็เพราะหูกำลังทำงานอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกันกับจิตที่ทำงานเต็มที่ คิดอยู่เต็มที่ ความโพล่งขึ้นแห่งจิตใต้สำนึกก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ในขณะเดียวกันความโพล่งแห่งจิตใต้สำนึกก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน หากไม่มีการทำงานของจิตสำนึกอย่างเต็มที่ นี่เป็นกฎการทำงานของจิต
           อีกประการหนึ่ง การทำงานด้วยความตั้งใจมากนั้นมักเต็มไปด้วยอัตตาแฝงอยู่มากตามไปด้วยเช่นกัน เพราะความทุ่มเทมาก ย่อมมีความคาดหวังมาก เมื่อคาดหวังมาก ก็ย่อมมีความกระหายให้ประสบความสำเร็จมาก ความกระหายต่อความสำเร็จนี้เป็นสิ่งปิดกั้นต่อความสำเร็จ ความสำเร็จที่กล่าวถึงนี้เป็นความสำเร็จที่เป็นการผลิดอกออกผล ไม่ได้หมายถึงความสำเร็จที่ใช้แรงกายในการทำงาน ขนของ ก่อสร้างบ้าน ทำเขื่อน เหล่านี้ เมื่อใดก็ตามละทิ้งความกระหายเหล่านั้น ละทิ้งความเพียรเหล่านั้นลง วางความคาดหวังเสียสิ้น ไม่มีอดีต อนาคต ไม่มีเป้าหมายให้พิชิต ไม่เหลือสิ่งใดให้เข้าไปยึดถืออีก เมื่อนั้นความว่างจึงปรากฏ ปัญญาจึงปรากฏ อนัตตาจึงปรากฏ
          ให้ผ่อนคลายต่อทุกสิ่ง ทุกเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นความเป็นตัวตนแห่งการดำรงอยู่ พฤติกรรม การกระทำ เดินอย่างผ่อนคลาย ทานอย่างผ่อนคลาย ยิ้มอย่างผ่อนคลาย ฟังอย่างผ่อนคลาย หายใจด้วยความผ่อนคลาย ผ่อนคลายในทุก ๆ กระบวนการขั้นตอน เคลื่อนไหวทุกอย่างด้วยความผ่อนคลาย แล้วความผ่อนคลายจะทำให้เกิดความมหัศจรรย์ขึ้น ปัญญาจะเกิดขึ้น แต่มิให้คาดหวังต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้น เพราะเมื่อใดคาดหวัง เมื่อนั้นก็ไม่ใช่ผ่อนคลาย
โศลกว่า “ชุ่มด้วยความกรุณาเอิบอิ่ม ใจผ่อน กายผ่อน ผ่อนปรน” ในการเจริญภาวนาบำเพ็ญเพียรสมณธรรมเป็นเหมือนการปลูกรากแห่งสมาธิลงสู่พื้นดิน เพื่อให้ราก อันได้แก่ความสงบหยั่งลงไปสู่พื้นดิน หยั่งเข้าไปแผ่กระจายลงเต็มพื้นที่เข้าไปในภายใน หยั่งลงไปให้ลึกที่สุด เพื่อให้ต้นแห่งสมาธิเจริญพ้นออกไปบนดินให้มากที่สุด ต้นแห่งสมาธิได้แก่จิตกรุณา สมาธินั้นเป็นรากแก้วแห่งต้นไม้กรุณา หากกรุณาไม่ปรากฏทั้งที่ทำสมาธิมานาน นั่นแสดงว่า มีความบกพร่องอยู่ภายในการปฏิบัติสมาธิ เจริญจิตภาวนาบำเพ็ญเพียรสมณธรรมเป็นแน่ ต้องมีการทบทวน เพราะเมื่อใดก็ตามที่หยั่งรากแห่งสมาธิลงไปในจิต ต้นกรุณา ดอกใบแห่งความเมตตาย่อมเจริญงอกงามปรากฏแผ่ไป เพราะสภาวะ ๒ สิ่งนี้เป็นความเกี่ยวเนื่องกันและกัน ยิ่งผู้มีความกรุณามากเท่าใด จิตแห่งสมาธิก็ย่อมเพิ่มพูนมากเท่านั้น ผู้เจริญสมาธิมากเท่าใด จิตกรุณาก็เจริญงอกงามแผ่ไปเช่นกัน
จิตกรุณานั้นย่อมมองเห็นผู้อื่นมีคุณค่ามากกว่าตน มีตนเป็นเครื่องมือ มีผู้อื่นเป็นเป้าหมาย อุทิศตนเป็นทางให้ผู้อื่นได้รับความสุข เห็นความสุขของผู้อื่นเป็นการบำเพ็ญของตน ยินยอมพร้อมใจรับความทุกข์ของผู้อื่นไว้ นี่เป็นจิตกรุณา ผู้จะทำอย่างนี้ได้ต้องเป็นผู้ปลูกรากแห่งสมาธิลงไปในดินจนลึกซึ้งเท่านั้น มิฉะนั้นย่อมไปผลิดอกเมตตาบนลำต้นกรุณาออกมาได้
 ผู้ฝึกสมาธิย่อมเต็มเปี่ยมด้วยความตื่นตัวเต็มที่ ในขณะที่ตื่นตัวเต็มที่เป็นช่วงเวลาแห่งความเจริญงอกงามแห่งจิตกรุณา ย่อมเห็นตัวตนของตนสลายไป สลายกลายเป็นเพียงเครื่องมือทำให้ผู้อื่นประสบความสุขเท่านั้น ในขณะที่อยู่ในสมาธิเป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลาย แต่ในขณะที่ฝึกสมาธินั้นเป็นช่วงเวลาที่ไม่ผ่อนคลาย สมาธิคือความตื่นตัวทั่วพร้อมต้องอาศัยการเจริญทำให้มากขึ้น ฝึกให้เกิดความเป็นสมาธิ ฝึกให้ถึงจุดที่ต้องผ่อนคลาย คือระดับที่สี่แห่งอานาปานสติ เมื่อใดจิตผ่อนคลาย ความกรุณาจะเจริญเติบโต ความเมตตาจะเบ่งบาน ความกรุณาที่เจริญเติบโตก็คือชีวิตที่เจริญงอกงาม เป็นชีวิตที่มีชีวิต เป็นธรรมชาติแห่งชีวิต ไม่ใช่ชีวิตที่ถูกดองไว้ใช้งาน ไม่ใช่ชีวิตคอมพิวเตอร์ที่ถูกสร้างขึ้นใช้งานตามถนัด ถูกใช้งานเฉพาะด้าน
โศลกว่า “มองโลก มองจักรวาล เดือนดารา เห็นดอกไม้ใบหญ้า เห็นนก เห็นแมลง ชีวิตของผู้คนโดยมากแล้วไม่เคยเห็นโลก เห็นจักรวาล เห็นเดือนดารา แมกไม้นานาพันธุ์อย่างแท้จริง สิ่งที่เห็นกันทุกวันนี้เป็นการเห็นในความคิดของตน การเห็นสิ่งต่าง ๆ ผ่านความคิดของตนนั้นเป็นการเห็นผ่านเงาสะท้อนเท่านั้น ยิ่งเงาสะท้อนมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งห่างไกลจากความจริงมากขึ้นเท่านั้น เงาสะท้อนที่ว่าได้แก่ ต้องเห็นผ่านความคิดของตน พอมองโลกก็เห็นโลกตามทัศนะของตน นี่เงาสะท้อนด่านที่หนึ่ง เห็นตามฐานภูมิความรู้ในการศึกษาของตน เป็นเงาสะท้อนด่านที่สอง เห็นตามฐานศาสนาของตนเป็นด่านที่สาม เห็นตามฐานภูมิวัฒนธรรมของตน เป็นเงาสะท้อนด่านที่สี่ อย่างนี้แล้วจะเห็นโลก เห็นจักรวาลที่แท้จริงได้อย่างไร
มีแต่ผู้ปฏิบัติเจริญภาวนาบำเพ็ญเพียรสมณธรรมเท่านั้นจึงจะเห็นโลก เห็นจักรวาลจริง เพราะสมาธิเป็นตัวขจัดเงาสะท้อนเหล่านั้นออกไป เป็นการมองเข้าไปตรง ๆ ไม่มองผ่านความคิด ไม่มองผ่านการศึกษา ไม่อิงภูมิความรู้ตำราของใคร โลกและจักรวาลในที่นี้ไม่ใช่โลกและจักรวาลที่เหล่านักวิทยาศาสตร์แสวงหาคำตอบ ไม่ใช่โลกในความหมายของนักภูมิศาสตร์ นักดาราศาสตร์ แต่เป็นโลกและจักรวาลแห่งเบญจขันธ์นี้ เห็นโลกคือชีวิต เห็นเส้นสายโยงใยชีวิตในจักรวาล เห็นดอกไม้ใบหญ้า วิหคและมวลแมลงที่เชื่อมโยงอยู่ในจักรวาลนี้ รากคือสมาธิ ลำต้นคือกรุณา ดอกใบคือเมตตา มีไว้เพื่อสรรพสิ่งเหล่านั้นนั่นเอง
โศลกว่า “ปลดปล่อย อิสระ สงบ เป็นวิถีชีวิตงดงาม” การปลดปล่อยเป็นการเข้าถึงรากแห่งชีวิตและเป็นการเข้าถึงยอดแห่งชีวิต ปลดปล่อยกระแสแห่งชีวิตคือดอกไม้เมตตาให้ไหลผ่านช่องว่างระหว่างรากชีวิตและยอดชีวิต ชีวิตที่โลดแล่นไประหว่างรากและยอดชีวิตเป็นวิถีชีวิตที่งดงาม พระอริยะทั้งหลายคือผู้ที่เข้าถึงเบื้องต้นและที่สุดแห่งชีวิต เบื้องต้นคือ การเกิดขึ้น ที่สุดคือการสิ้นชีวิต พระอริยะบุคคลเข้าใจแจ่มชัดแล้วว่า ก่อนนั้นไม่รู้ชีวิตมาอย่างไร และจะไปอย่างไร แต่บัดนี้รู้แล้วว่า ชีวิตมีที่มาและที่ไปอย่างไร ไม่ต้องลอยคออยู่ในวัฏฏะสงสารอีกต่อไป
ความตายมีอยู่เมื่อมีอัตตา เมื่ออัตตาหายไปความตายก็หายไปด้วย อัตตานั้นหวาดกลัวต่อความตาย เพราะความตายนั้นได้พรากสิ่งต่าง ๆ ออกไปจากอัตตาที่เข้าไปยึด อัตตาจึงเห็นความตายเป็นข้าศึก เป็นสิ่งอันน่าเกลียดน่ากลัว เป็นภัยพิบัติอันโหดร้ายต่อชีวิต มีแต่ผู้ปลดปล่อย อิสระ สงบและเข้าถึงแก่นแท้แห่งชีวิต ก็จะพบว่า เบื้องต้นและที่สุดแห่งชีวิตนั้นเป็นเพียงฝั่งคลองที่โอบอุ้มไว้ซึ่งกระแสชีวิตให้โลดแล่นไปเท่านั้น กระแสแห่งชีวิตคือความเป็นทั้งหมดของชีวิต ไม่ใช่เพียงครึ่งหนึ่งของชีวิต ผู้มีอิสระ ปลดปล่อยย่อมหยั่งรากสมาธิไว้ลึกเพื่อให้ลำต้นและดอกใบแห่งกรุณา ความรัก ความเมตตาปกคลุมไปทั่ว ลำต้นและดอกใบเหล่านี้ทำให้เกิดความสุข สงบ ร่มเย็นทั้งแก่ผู้ปฏิบัติและผู้ที่อยู่ใกล้อาณาบริเวณ ไม่ว่าพระอริยบุคคลไปที่ไหน อยู่ที่ใดย่อมนำพาความสงบสุขไปถึงที่นั่น
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงพระอริยบุคคลไว้ดีแล้วว่า “ผู้ถึงธรรม ไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ไม่ฝันเพ้อถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง ดำรงอยู่ด้วยสิ่งที่เป็นปัจจุบัน ฉะนั้นผิวพรรณของท่านจึงผ่องใส
ผู้ปฏิบัติธรรมเจริญภาวนาบนทางที่ถูกต้อง ย่อมปลูกรากแห่งสมาธิลงไปในจิตก่อเกิดความกรุณาและเมตตาขึ้นย่อมเปล่งประกาย ยิ้มแย้ม ผ่องใส ไม่เศร้าหมอง ผู้ใดที่โลดแล่นไปอย่างอิสระในโลกนี้ ไม่กังวลต่อสิ่งใดอีก ชีวิตนี้ไม่มีอะไรให้ต้องศึกษาอีก ย่อมเป็นผู้มีความสุขที่สุด
พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ดีแล้วว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุผู้มองเห็นนิพพานโดยความเป็นสุข จักเป็นผู้ประกอบด้วยข้อพินิจที่เกื้อแก่การบรรลุสัจจะ ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ข้อที่ภิกษุผู้ประกอบด้วยข้อพินิจที่เกื้อแก่การบรรลุสัจจะ จักก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ข้อที่ภิกษุผู้ก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม จักบรรลุโสดาปัตติผล หรือสกทาคามิผล หรืออนาคามิผล หรืออรหัตตผล ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้”
          ผู้ใดก็ตามที่ปฏิบัติถูกต้อง จิตย่อมหยั่งลงสู่ความสงบสุข นี่เป็นเบื้องต้นแห่งนิพพาน ผู้ปฏิบัติถูกต้องตามสัมมัตตนิยาม ก็คืออริยอัฏฐางคิกมรรค ย่อมเข้าถึงความเป็นอริยบุคคลอย่างไม่ต้องสงสัย วิถีชีวิตที่งดงามคือวิถีแห่งพระอริยบุคคล วิถีแห่งบุคคลผู้ใช้ขันธ์นี้เพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ วิถีแห่งบุคคลผู้มีตนเป็นเครื่องมือ มีผู้อื่นเป็นเป้าหมาย ชโลมจิตด้วยเมตตา มีกรุณาทุกอณูสรรพางค์กาย ขอความงอกงามไพบูลย์ในเมตตาและกรุณา ปฏิบัติตามแนวทางแห่งอริยอัฏฐางคิกมรรคเพื่อความสิ้นไปแห่งทุกข์โดยชอบเถิด
นี่คือ โศลกที่สี่สิบแห่งคัมภีร์สุวิญญมาลา