วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552

ความจริง : ความแตกต่างแบ่งขั้ว



ความจริง : ความแตกต่างแบ่งขั้ว





การดำรงชีวิตของมนุษย์ท่ามกลางความสัมพันธ์ กับสิ่งแวดล้อม นั้นเริ่มมีความยุ่งยากมากขึ้น ซับซ้อน มากขึ้น มนุษย์เริ่มมองสภาพแวดล้อมเหล่านี้ เป็น ความแตกต่าง (Differentiation) จึงกลายเป็นว่า มนุษย์อยู่ท่ามกลางความแตกต่าง เป็นความแตกต่าง ที่เป็นความจริงอันไม่อาจจะขจัดออกไปได้ ภายใต้ ความแตกต่างนี้การดำรงอยู่ของมนุษย์จึงมีแต่ความ ขัดแย้ง และเดือดร้อนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เนื่องจาก มนุษย์แต่ละคนมองความแตกต่างนั้นต่างกัน ดังนั้น ไม่ว่าจะยินยอมสูญเสียอย่างไร พอพบว่าเป็นความ แตกต่างแล้วก็ยินยอมไม่ได้ เช่น ความแตกต่าง ทางอารมณ์ ความต้องการ ภาษา ภูมิอากาศ สถานที่ เผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ ความเชื่อ ล้วนแล้วแต่เป็นความ แตกต่าง ที่นำมาสู่ชนวนแห่งความขัดแย้งทั้งสิ้น นักปรัชญาเรียกสภาวะเหล่านี้ว่า ภาวะแห่งการแบ่งขั้ว (Dichotomy) ในยุคก่อนความแตกต่างนั้นยังไม่ชัดเจน จึงทำให้มนุษย์ยังคงยินยอมให้แก่กันและอยู่ร่วมกันได้ แต่พอ มาในยุคนี้สภาวะเช่นนี้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะเมื่อโลกแห่ง จิตวิญญาณกับโลกแห่งวัตถุถูกแบ่งกันชัดเจน ถ้าจะ พูดให้ชัดก็เมื่อโลกแห่งวิทยาศาสตร์ (วัตถุ) กำลังเข้ามา รุกล้ำโลกแห่งจิตวิญญาณ โลกแห่งการบริโภคเข้ามา มีบทบาทมากกว่าโลกแห่งความสันโดษพอเพียง มนุษย์จึง มองสิ่งแวดล้อมเป็นความแตกต่างโดยมีภาษา แห่งเหตุผลเข้ามาเป็นเครื่องมือในการแบ่งแยก

ทางออกที่มืดมน



การคิดหาทางแก้ไขปัญหาการดำรงชีวิตของมนุษย์ ในฐานะปัจเจกท่ามกลางความขัดแย้ง นี้จะทำได้ อย่างไร หนทางหนึ่งที่นักปรัชญาให้ความสนใจต่อการ ดำรงชีวิตภายใต้โลกแห่งความขัดแย้ง คือ ใช้ปรัชญาที่ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรง ชีวิตบนพื้นฐานของความรู้ (Knowledge Based life) สังคมบนพื้นฐานของความรู้ (Knowledge Based Society) การเมืองบนพื้นฐานของความรู้ (Knowledge Based Policy) เศรษฐกิจบนพื้นฐานของความรู้ (Knowledge Based Economy) เป็นต้น การมีชีวิตที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้นี้จะทำให้ภาวะ แห่งความขัดแย้งเบาลง อย่างน้อยก็สามารถแก้ ปัญหาไปได้ระดับหนึ่ง
เมื่อพิจารณาอย่างแท้จริง ปรัชญาบนพื้น ฐานของความรู้ที่กำลังใช้กันอยู่ในขณะนี้ ยังเป็น ปรัชญาอันตรายสำหรับมนุษยชาติ แม้จะมีแนวคิด ทางปรัชญาที่ว่า “ศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐาน ของความรู้” (-Logy based on Knowledge) แต่หาก เป็นความรู้ที่ไม่ตั้งอยู่พื้นฐานแห่งปัญญาที่สมบูรณ์ (Knowledge without Insight) นั่นก็ยังมิใช่ทางออก ร่วมกันที่ปลอดภัย จะเห็นได้จากความรู้ที่กำลัง นำมาเป็นที่ตั้งนั้นอยู่บนพื้นฐานของความโลภ ความโกรธ และความหลง ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ความรู้อย่างนี้ก็แสดงผลออกมาเป็น กำไร /ขาดทุน มี/ไม่มี ได้/ไม่ได้ พวกเรา / พวกเขา ดี / ไม่ดี ทำลายล้าง /ดำรงอยู่ โกรธ/รัก เหมือนเดิม แน่นอนในระดับโลกีย์นี้ ไม่มุ่งหวังให้หลุดพ้นดั่งเช่นพระอริยะทั้งหลาย แต่สำหรับความรู้ที่นำมาเป็นพื้นฐานนั้นต้องเป็นความรู้ ระดับโลกียวิญญุฐานวิชชา คือ การดำรงอยู่บนโลก อย่างผู้รู้ (Enlightened Mundane)



ถามว่า ปรัชญาบนพื้นฐานของความรู้ (Knowledge Based Philosophy) ที่ใช้อยู่ นี้เป็น แนวทางที่ตั้งอยู่ บนโลกียวิญญุฐานวิชชาแล้วหรือไม่ ที่เห็นกันอยู่ยังเป็นความรู้แบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก ความรู้ ของผู้มีฐานะต่อรองกับผู้ไม่อยู่ในฐานะต่อรองได้ นั่น ก็เท่ากับว่าไม่สามารถอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง นั้นได้ อีกเช่นเดิม ที่ยังไม่เกิดปัญหาเพราะถูกบีบให้ยินยอม ถูกกำหนดให้ยินยอมอยู่ภายใต้ความขัดแย้งที่ไม่ สามารถโต้แย้งได้ เมื่อใดที่แรงบีบนั้นเบาบางลง สถานการณ์ก็คง กลับไปเป็นเช่นเดิม
(อ่านต่อวารสารบัณฑิตศาส์น มมร.เล่ม ๔)

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2552

ภาพพักสายตา


แอ๊คยังกะมืออาชีพแนะ














จังซี่มันมันต้องโชว์



ทุ่งมัสตาสใครจำได้บ้าง?



กะเรียนริมทาง


ไม่รู้เป็นคู่แฝดหรือเปล่า?







ทานตะวันข้างบ้าน







วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

ปรัชญาการศึกษาโลกาภิวัฒน์





ดร.สุวิญ รักสัตย์

อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย


“โลภาภิวัฒน์” คือ อะไร การศึกษาที่เหมาะสมกับโลกแห่งความอภิวัฒน์นั้นควรเป็นอย่างไร เราควรทำความเข้าใจในคำทั้งสองนี้ให้กระจ่างชัดเพื่อที่จะได้ตั้งหลักให้ถูกต้อง จะได้ไม่หลงทางและเป็นการศึกษาที่ยั่งยืน เพื่อประโยชน์สุขอันยั่งยืน ฉบับก่อนเราได้แสดงให้เห็นถึงความผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวไปของการศึกษา ความบิดเบี้ยวนี้เกิดจากความไม่สมดุลของการเน้นไปข้างใดข้างหนึ่งทำให้เกิดความไม่สมดุล หากเน้นไปทางกาย ก็จะกลายเป็นบริโภคนิยม (Consumerism) คือ ถือทุกสิ่งเป็นเพียงสิ่งที่ต้องบริโภคเพื่อสนองเนื้อหนังมังสา สนองผัสสะทั้งห้า แม้แต่มนุษย์ด้วยกันเองก็กลายเป็นเพียงสิ่งสนองเท่านั้นไม่มีความหมายมากไปกว่านั้น แต่หากเน้นไปทางจิต (Idealism) ก็จะทำให้ละเลยความสำคัญทางกาย ถือเรื่องของกายเป็นเรื่องหยาบช้า ต่ำ เกิดการเหยียดหยาม ถือการสนองจิตวิญญาณเป็นเรื่องใหญ่ สิ่งสนองจิตวิญญาณก็คือ ทิฏฐิที่หยาบ แข็งกระด้าง นำไปสู่การล้มล้าง

“ความสมดุล” จึงกลายมาเป็นปรัชญาที่เหมาะกับโลกาภิวัฒน์ (Globalization Flow) แต่ความสมดุลมิใช่เรื่องที่จะปฏิบัติได้ง่าย เพราะมีองค์ประกอบจำนวนมากที่จะต้องรอบรู้ จึงกลายเป็นว่า การจะเข้าถึงปรัชญาความสมดุล (Middlelogy) ได้ต้องอาศัยเครื่องมือเพียงหนึ่งเดียวคือ ความรอบรู้ อันเกิดจากการพิจารณาโดยแยบคาย (โยนิโสมนสิการ) อันเป็นผลมาจากสัมมาปัญญา (Right Wisdom)

ความรอบด้านของทุกเรื่องโดยมากก็สรุปรวมอยู่ ๔ มิติ ได้แก่
๑. มิติมืด (Negative Dimension)
๒. มิติสว่าง (Positive Dimension)
๓. มิติเกือบมืด (Trend Negative Dimension)
๔. มิติเกือบสว่าง (Trend Positive Dimension)

ทุกเรื่องราวล้วนอยู่ในมิติทั้ง ๔ นี้ เมื่อจะมองอะไรก็ขอให้พิจารณาว่า สิ่งนั้นมีมิติใดและกำลังโน้มเอียงไปสู่มิติใด หลักการที่สามารถนำมาประกอบการพิจารณาในความโน้มเอียงนี้มีหลักดังนี้ การปฏิบัติหรือการคิดหรือสิ่งใดนำไปสู่ความไม่ลุ่มหลง ไม่มัวเมา ไม่ผูกมัด ไม่ละโมบ ไม่หยิ่งผยอง รู้จักเพียงพอ รู้จักประมาณ เพิ่มฉันทะ มีอิสระ ให้ถือว่า เป็นมิติสว่าง ให้ดำเนินการต่อไป สิ่งใดตรงกันข้ามคือ มิติมืด ให้ลด ละ เลิก หากทำได้ไม่ครบก็ค่อนข้างสว่าง และค่อนข้างมืด

ปรัชญาการศึกษาที่เหมาะสมกับโลกยุคโลกาภิวัตน์ต้องคำนึงถึงจุดสมดุลให้มาก และพยายามใช้วิจารณญาณให้มาก โลกยุคโลกาภิวัตน์เป็นยุคที่มีความไวสูง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างภูมิคุ้มกันโดยการฉีดวัคซีน PHC (Proper Hermeneutic Contemplation) ได้แก่ การพิจารณาแยกแยะโดยแยบคายให้ทราบระดับมิติและจุดมุ่งหมายในข้อความ โดยตรวจทานกับหลักการที่นำไปสู่มิติดังกล่าวแล้ว เลือกปฏิบัติ หาทฤษฎีเสริมสร้างในมิติที่พึงประสงค์

ปรัชญาแห่งความสมดุลนี้ เป็นปรัชญาที่เหมาะสำหรับโลกยุคใหม่ และอยากจะบอกต่อไปว่า ความสมดุล มีถ้อยคำเรียกที่เหมือนกันอยู่หลายคำ ได้แก่ สายกลาง พอเพียง เหมาะสม พอดี ได้สัดส่วน พอประมาณ เป็นต้น หวังว่า ผู้ที่มีส่วนในการขับเคลื่อนการศึกษาของประเทศจะร่วมกันผลักดันปรัชญาการศึกษาแนวนี้ให้เป็นที่ประจักษ์ และเข้มแข็ง ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คนในประเทศเข้มแข็งอย่างมีทิศทางเท่านั้น แต่ยังเป็นการศึกษาที่ตั้งอยู่บนปัญญาสากล (Universal Knowledge Based Education) เพียงหนทางนี้เท่านั้นที่จะทำให้การศึกษาไทยอยู่รอด และโลกก็อยู่รอด



(อ่านในหนังสือพิมพ์เพื่อนครู)

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552

เรื่องสั้น เถระยุคสุดท้าย


มีแต่ต้องยอมรับจังจะทำให้ใจสงบลง
แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้อย่างสนิทใจ
คำ..ยอมรับ..
ที่ทำไดโดยไม่เสียน้ำตาเล่า!”
ขึ้นสิบค่ำเดือนสิบ
ดินแดนสารขันธ์กลายเป็นที่รู้จักกันทั่วเพราะมีสถานเริงรมย์ เหลาสุรา
โรงเตี๊ยมและนารี ผู้คนต่างพากันใฝ่ฝันอยากจะได้มาแวะชมสักครั้ง
แต่ผู้คนอดตั้งคำถามในใจตนไม่ได้ว่า
เหลาสุรานารีใยอยู่ใกล้อารามภิกษุยิ่งนัก
ป้ายอารามหมองมัว
แผ่นชื่อเหลาสุราสะดุดตา
น่าอาดูรต่อวิญญูชนอย่างยิ่ง
เสียงดนตรีประโคมดังผ่านช่องหน้าต่างเข้าสู่อารามในยามราตรี
สตรีสูงวัยสองนางกำลังทำความสะอาดเก็บเก้าอี้และโต๊ะอย่างเงียบๆ คล้ายไม่สนใจใยดีต่อเรื่องราวใดๆ
พลันประตูอารามเปิดออก สตรีชราสองนาง เงยหน้ามองว่าเป็นผู้ใด ใช่ว่านางไม่เคยเห็นผู้คนเข้าประตูนี้มา แต่มาเวลานี้นางก็อดดูไม่ได้


[[[[[



หนทางแผ่นศิลาเรียบสายหนึ่ง
สองข้างทางมีร้านค้าแบละเหลารุราเรียงเป็นแนวยาวดูเป็นระเบีรยบ
ผู้คนกำลังเดินไปบนเส้นทางที่มุ่งไปสู่ตึกหลังใหญ่หลังหนึ่ง
เอ้งฮวง เป็นภิกษุหนึ่งท่านหนึ่งที่เข้าไปสู่ห้องบรรยายธรรมที่ตึกใหญ่หลังนั้น
ตัวห้องปูพรมหสีแดงงดงาม บนโต้ะมีเครื่องรับภาพอันทันสมัยทุกตัว
ท่านยังใหม่ในธรรมวินัย นั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่งพร้อมกับดึงสมุดบันทึกขึ้นมาไว้บนตัก

สตรีนางหนึ่งเดินผ่านไป
กลิ่นน้ำหอมมีราคาปะทะจมูกจนทำให้มันต้องยกมือขึ้นลูกจมูกพร้อมกับเหลือมองด้วยหางตาแวบหนึ่ง
ชุดสีเท่าที่นางสวมใส่เป็นชุดที่ทันสมัยยิ่ง
ในยุคนี้ ตุ้มหูมุกส่องประกายจากติ่งหูทั้งสองข้างของนาง
ทรงผมสั้นเพียงบ่าคล้ายทรงผมสตรีแดนอาทิตย์อุทัย กระโปรงสีครีม่ยามคลุมมาถึงข้อเท้า รองเรท้สีน้ำตาลอ่อนที่รองรับเท้าที่เล็กเรียวดูปราดเปรียว
มันอดนึกชมนางในใจไม่ได้ว่า สตรีนางนี้ดูสง่างามภาคภูมิ
สองมือนางหอบหนังสือชุดหนึ่งแนบอกเดินผ่านไปเบื้องหน้า

ความสง่างามของบุคคลดูได้จากพฤติกรรม
ความสง่างามเกิดจากความเพียร
ความสง่างามเกิดจากความสุขุมคัมภีรภาพ
สง่างามด้วยอาการสงบ
สมาธิเป็นการรวมพลังความสง่างามให้แผ่ซ่านไป…

ในขณะที่มันกำลังปล่อยจิตให้คิดอย่างเป็นอิสระนั้น เอ้งฮวงต้องตกใจเมื่อมันได้ยินเสียงหนึ่งทักขึ้น
เป็นเสียงชายผู้มีอายุท่านหนึ่งยืนอยู่ข้างมันเมื่อไรไม่ทราบ
“ขอโทษ ข้ามารบกวนท่านหรือไม่?”
“หามิได้” มันผายมือไปยังม้านั่งที่ว่าง
“เชิญท่านอาวุโส”
“ข้ามิเคยพบเจ้ามาก่อน มิทราบมาแต่ที่ใด” อาวุโสท่านนั้นถามพร้อมกับแนะนำตนเอง
“ข้าแซ่ลี้ นางเอียงกอ”
“ข้ามาจากลุ่มอิรวดี” เอ้งฮวงตอบตามมารยาทสังคม “ข้าแซ่ซือ นามเอ้งฮวง”
“ท่านมาด้วยธุระใด?”
“ข้าเพียงต้องการทราบข่าวพระเถระท่านหนึ่งที่อยู่ ณ อารามแห่งนี้”
“ท่านรู้จักหรือ?”
“หามิได้”
“หากเจอแล้วจะรู้จักหรือ?”
“หากท่านพระเถระต้องการปกปิด ไหนเลยจะทราบได้”
“ถ้าเช่นนั้นหวังว่า ท่านจะได้พบในเร็ววัน” ผู้อาวุโสแซ่ลี้ให้ความหวัง นัยตาเป็นประกายวูบหนึ่ง
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโส”

ไม่ว่าผู้ใด ในชีวิตหนึ่งย่องต้องพบกับเหตุการณ์เปลี่ยนแปรกระทันหันมากมาย
เหตุการณ์เหล่านั้นมีทั้งน่ายินดีและทั้งเลวร้าย มีทั้งน่าปีติหรรษา
มีบ้างที่น้างความท้อแท้รันทดแก่ผู้คน
กระนั้นผู้คนก็ยากยิ่งจะบังคับให้ทุกสิ่งเป็นไปดังที่ผู้คนคาดหวัง
ทุกคนต่างมีปมของตนที่แก้ไม่ตกและไม่อาจแพร่งพราย

ผู้อาวุโสเดินจากไปด้วยท่าทางเฉื่อยชา คล้ายเบื่อหน่ายต่อชีวิตอย่างยิ่ง
เอ้งฮวงลอบคิดในใจ ผู้อาวุโสท่านนี้มาหลายส่วนน่าเลื่อมใส



(อ่านต่อในรวมเรื่องสั้น ปุ๊ซินเนี่ยน)