วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552

คัมภีร์ห่วงโซ่จักรวาล (๓)











ชุปปี้ก้อนสุดท้ายกำลัยเปื่อยยุ่ยอยู่ในปาก
และกำลังจะหมดไป

ดวงอาทิตย์บ่ายคล้อยมากแล้ว
ยอดเขาลูกนี้เป็นยอดเขาที่เจ็ด
มันใช้เวลาทั้งคืนและทั้งวันไปให้ไกลจากเมืองราลโปมากที่สุด ให้ไกลพอที่พ่อเขาจะตามตัวมันไม่พบ

หิมะบนภูเขาปกคลุมเบาบาง แสดงว่าใกล้ที่อยู่ของผู้คนแล้ว
อันตรายประการหนึ่งของการเดินบนภูเขาหิมะก็คือ หิมะยิ่งปกคลุมพื้นน้อยลง
ก็ยิ่งต้องระมัดระวังยิ่งขึ้น เพราะอาจทำให้ให้มันละลายเลื่อนไหลลงได้ง่าย

จามรีฝูงหนึ่งกำลังเดินลัดเลาะตามแนวเขาเบื้องล่าง
พวกมันเหยาะย่างอย่างช้า ๆ อาศัยใบไม้ใบหญ้าที่โผล่ออกมาจากหิมะละลายเป็นอาหาร
ความหวังของเขาที่จะได้พบบ้านคนยิ่งเพิ่มทวี

ยามใดที่จิตใจลิงโลดมักเป็นจุดบดบังความระมัดระวัง
ขอเพียงท่านลิงโลดใจเกินไป
ก็จงเตรียมตนไว้สำหรับโศกนาฏกรรม

มีบ้างบางคนยึดถือเอาโศกนาฏกรรมเป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตคน
หากมีแต่โศกนาฏกรรมที่เกิดกับตนเองเท่านั้น
จึงเป็นโศกนาฎกรรมที่แท้จริง




ความอบอุ่นสัมผัสใบหน้า พร้อมกับมีเสียงร้องเรียก
เสียงนั้นคล้ายดังอยู่ห่างไกล คล้ายเป็นเสียงในความฝัน
สัมผัสแห่งความอบอุ่นที่กระทบใบหน้ากลายเป็นสิ่งที่เห็นในมโนภาพ
“กลับมาเถิดลูกรัก…ทำไมเจ้าทอดทิ้งพ่อแม่ได้ลง ผู้ใดจะมาดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่าเล่า !
ใครเล่าจะดูเห็นพ่อแม่ตอนสิ้นใจ เมื่อเจ้าจากไปพ่อแม่อยู่ไปเพื่อประโยชน์อันใดกัน…..”

เสียงร้องเรียกของพ่อแม่กลายเป็นเสมือนกระบี่อันคมกริบบาดแทงจิตใจมันยิ่งนัก
“ลูกรู้สึกผิดที่กระทำเช่นนี้ ลูกยอมรับคำว่า “อกตัญญู”
แต่ท่านทั้งสองจงไว้เถิดว่า ทางที่ลูกกำลังเดินอยู่นี้เป็นทางอันยิ่งใหญ่
เป็นทางที่พระอริยะและเหล่าโยคีทั้งหลายกำลังเดินอยู่ ลูกจะทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจ” เขาตอบด้วยน้ำตานองใบหน้า

มืออันบอบบางทั้งสองข้างของธากีณีฉุดเขาไว้ ดวงตาที่เอ่อนองด้วยน้ำตาจ้องมองด้วยอาการวิงวอน
หัวใจนางคล้ายดั่งจะหลุดลอยไปกับน้ำตาที่หลั่งริน ปากยังคงพร่ำรำพัน
“ธากีณี….มีอันใดที่ทำให้ไม่เป็นที่พึงปรารถนา เป็นสตรีที่อัปลักษณ์หรือไร
คงเป็นเพราะบาปกรรมแต่ปางก่อนจึงทำให้พี่ท่านต้องหลีกหนี หมดอาลัยใยดี
ทำให้ธากีณีนี้ต้องครองชิวิตกินแต่อัสสุชลนับแต่เมื่อรู้ว่าท่านพี่จากไป
เอาเถิด…แม้ไม่เห็นแก่น้อง ก็ควรเห็นแก่พ่อแม่ทั้งสอง….” นางยิ่งกล่าวน้ำตายิ่งไหลพราก
“?!?”

คำ “อภัยให้ข้าด้วยเถิด” ไม่อาจเปล่งผ่านลำคอออกมาได้

“ท่าน…ท่าน….ท่าน” เสียงเรียกดังขึ้นอีก มือทั้งสองของนางจัดแขนเขาไว้แน่น ในที่สุดมันรู้สึกไม่อาจขยับเขยื้อนได้
“ปล่อยข้าไปเถิด” ทินเล่กล่าวขอร้อง…ก่อนที่มันจะลืมตาขึ้น
ใบหน้าที่มันเห็นนั้นหาใช่พ่อแม่และธากีณีไม่ แต่กลับเป็นสตรีที่เขาไม่รู้จักนางหนึ่ง
“พวกเราหาได้กักขังหน่วงเหนี่ยวท่านไว้ไม่ รอท่านหายเป็นปกติค่อยไปเถิด” นางกล่าวคล้ายกลัวความผิด
“นี่ข้าพเจ้า….”
“ใช่…ท่านนอนกองอยู่ในซอกหิน หาไม่แล้วท่านอาจกลิ้งตกไปไกลกว่านี้และอาจ…..”
นางไม่กล่าวคำอัปมงคงต่อไป “ดีที่จามรีตัวหนึ่งของเราไปทางนั้น เราตามไปจึงพบท่านนอนสลบอยู่ สองวันแล้วที่ท่านนอนไม่รู้สึกตัว เอาแต่ละเมอให้เราปล่อยท่าน” นางเล่าเหตุการณ์ให้ฟังเสียยืดยาว พร้อมกับตัดพ้อเล็กน้อย
“ไม่ต้องกังวลหรอก เราย่อมไม่หน่วงเหนี่ยวท่านไว้แน่ และยิ่งกลัวท่านจะทอดทิ้งเหมือนทำกับผู้อื่นมา”
ทินเล่…พลันรู้สึกว่าตนคงเพ้อเรื่องราวออกไปมากมาย ทำให้นางกล่าวเช่นนั้นได้
อย่างน้อยในยามที่นางตัดพ้อ กล่าววาจาเหน็บแนม ทำให้มันพบเห็นความเป็นสตรีของนางเด่นชัดขึ้น
ความจริงในยามที่สตรีเง้างอน ใยมิใช่ทำให้นางน่ารักขึ้นเล่า!!

บุรุษใดไม่พอใจการเง้างอนของสตรี
แสดงว่ามันใกล้จะเป็นสตรีเข้าไปแล้ว
และบุรุษใดไม่เข้าใจธรรมชาติข้อนี้ของสตรี
น่ากลัวมันย่อมมีชีวิตไม่ยืนยาวนัก….

(อ่านต่อตอนที่ ๔)

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2552

การตีความตามกระบวนทัศน์

การตีความเป็นศาสตร์ที่กำลังได้รับความสนใจในยุคปัจจุบัน กล่าวกันว่า ที่โลกมีความสับสนและยุ่งเหยิงอยู่ในขณะนี้ก็เพราะไม่เข้าใจในเรื่องเดียวกัน บางครั้งเป็นความเข้าใจคนละด้าน บางครั้งเป็นฐานความเข้าใจคนละฐานจึงไม่สามารถมาบรรจบกันได้ ดังนั้นการตีความจึงเป็นศาสตร์ (hermeneutics) ที่มีการศึกษากันในระดับอุดมศึกษา

(กล้วยเสาเอก บ้านบำเพ็ญ)


ในที่นี้ลองมาศึกษาการตีความตามกระบวนทัศน์ (Paradigm) ของแต่ละยุคดูบ้าง

ก่อนอื่นต้องแสดงให้ทราบก่อนว่า ยุคตามกระบวนทัศน์ทางปรัชญานั้น แสดงไว้ ๕ กระบวนทัศน์ คือ

๑. กระบวนทัศน์แบบดึกดำบรรพ์ กระบวนทัศน์ในยุคนี้นั้น มองเห็นความที่โลกไม่มีกฎเกณฑ์ การเกิดสิ่งใดขึ้นก็จะคิดว่า สิ่งนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ สิ่งที่จะช่วยได้ก็เพียงแต่บนบานมิให้สิ่งลี้ลับเหล่านั้นเกิดขึ้นเป็นภัยแก่ตนเท่านั้น หากยังมีสิ่งที่เป็นภัยแก่ตนอยู่ก็คิดว่า เป็นเพราะตนยังไม่สามารถทำให้อำนาจลี้ลับนั้นพอใจ

๒. กระบวนทัศน์แบบโบราณ กระบวนทัศน์ในยุคนี้เชื่อว่า โลกมีกฏเกณฑ์ แต่เทพทั้งหลายเป็นผู้รู้กฎเกณฑ์และเป็นผู้ควบคุมกฏเกณฑ์เหล่านั้น แนวทางปฏิบัติที่มนุษย์จะพึงทำได้มี ๒ แนวทาง คือ ๑) อ้อนวอนขอให้เทพเจ้าให้พร และขออย่าให้ท่านลงโทษ ๒) ปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงกฎเกณฑ์นั้นเสียเอง

๓. กระบวนทัศน์ยุคกลาง กระบวนทัศน์ในยุคนี้เชื่อว่า การจะถึงความสุขได้ก็เมื่อได้ปฏิบัติตนตามคำสอนของศาสดา ปฏิบัติตนเป็นนักบวช การใช้ชีวิตอย่างชาวโลกนั้นไม่อาจเข้าถึงกฎเกณฑ์ได้ นอกเหนือจากนั้น การกระทำใดที่ผิดไปจากคำสอนที่ระบุไว้ในคัมภีร์ถือว่าเป็นการกระทำที่มีความผิด ดังนั้นในยุคนี้จึงตกอยู่ในการควบคุมของนักบวชทั้งหลาย จนมีชื่อเรียกยุคนี้ว่า ยุคมืด เนื่องจากนักบวชที่มีอำนาจสามารถกำจัดผู้ไม่เชื่อฟังได้

๔. กระบวนทัศน์ยุคใหม่ กระบวนทัศน์ในยุคนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กระบวนทัศน์ยุครู้แจ้ง หรือกระบวนทัศน์ยุควิทยาศาสตร์ ในยุคนี้เชื่อว่า ทุกอย่างต้องสามารถพิสูจน์ได้ด้วยเหตุผล สิ่งใดที่พิสูจน์ไม่ได้ ไม่มีเหตุผลเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ยุคนี้เกิดขึ้นจากผลแห่งการกดดันของยุคมืดนั่นเอง เพราะบุคคลที่มีความรู้ความสามารถไม่อาจแสดงความคิดได้ เนื่องจากไม่เป็นไปตามคัมภีร์ และเชื่อในความคิดแบบวิทยาศาสตร์ที่สามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง อีกทั้งจะสร้างความสุขให้มนุษย์ด้วยวิทยาศาสตร์

๕. กระบวนทัศน์ยุคหลังนวยุค กระบวนทัศน์ในยุคนี้เกิดขึ้นจากผลแห่งหายนภัยอันมาจากวิทยาศาสตร์ กระบวนทัศน์หลังนวยุคเชื่อว่า ความคิดของมนุษย์ในยุคที่ผ่านมานั้นบกพร่องอันมีสาเหตุมาจากภาษา นักคิดหลังนวยุคค้นพบว่า มนุษย์ในยุคใดๆ ได้ใช้ภาษาอยู่ ๒ ภาษา คือ ภาษาตรรกะและภาษาคณิตศาสตร์ โดยแยกให้เห็นว่า ยุคดึกดำบรรพ์ ยุคโบราณ และยุคกลางนั้นใช้ภาษาตรรกะเป็นหลัก ส่วนยุคใหม่นั้นใช้ภาษาคณิตศาสตร์เป็นหลัก ภาษาตรรกะนั้นมีความไม่แน่นอนสูงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ส่วนภาษาคณิตศาสตร์นั้นแน่นอนจนไม่ใช่ภาษาของมนุษย์ที่มีจิตใจ ดังนั้น นักหลังนวยุคจึงพบว่า ภาษาที่เหมาะกับมนุษย์ก็คือ ภาษาการตีความ (Hermeneutics) สามารถกล่าวได้ว่า ภาษาการตีความ

จากแนวทางการใช้วิธีตีความตามกระบวนทัศน์ทั้ง ๕ นั้น มีหลักคิดหรือที่เรียกว่า วิจารณญาณ อยู่ ๕ วิธี ดังนี้
๑. ตีความตามพยัญชนะ (Literal Interpretation)
๒. ตีความตามสัญลักษณ์ (Symbolical Interpretation)
๓. ตีความตามสำนวนภาษา หรือ อรรถะ (Idiomatic Interpretation)
๔. ตีความตามเหตุผล (Rational Interpretation)
๕. ตีความตามประเภทวรรณกรรม (Literal-form Interpretation)

สมมติตัวอย่างในการศึกษาการตีความตามนัยของกระบวนทัศน์โดยผ่านการตีความทั้ง ๕ วิธี ยกตัวอย่างว่า การประสูติแล้วเดินได้ ๗ ก้าวของพระพุทธเจ้า มองผ่านการตีความดังนี้

กระบวนทัศน์ที่ ๑ มองการตีความตามพยัญชนะ คำว่า ๗ ก้าวคือ ๗ ก้าวจริงๆ เนื่องจากพระพุทธเจ้าไม่ใช่บุคคลธรรมดา เป็นบุคคลที่เทพยดาอารักษ์ดูแล

กระบวนทัศน์ที่ ๒ มองการตีความตามสัญลักษณ์ คำว่า ๗ ก้าวนั้น แท้จริงเป็นการเปรียบเทียบให้เห็นว่า พระพุทธเจ้านั้นสามารถก้าวไปเผยแผ่คำสอนถึง ๗ แคว้น

กระบวนทัศน์ที่ ๓ มองการตีความตามสำนวนภาษา หรือ อรรถะ การเดินได้ ๗ ก้าวของพระพุทธเจ้า หมายถึง หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอน เช่น โพชฌงค์ ๗ เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ เป็นวิสุทธิ ๗

กระบวนทัศน์ที่ ๔ มองการตีความตามเหตุผล การเดินได้ ๗ ก้าวของพระพุทธเจ้าเป็นความสามารถของพระพุทธเจ้า บุคคลที่มาเป็นพระพุทธเจ้าสามารถทำได้อย่างนี้ นอกจากนั้นยังยกตัวอย่างประกอบว่า ลูกกวาง ลูกวัว เกิดมาแล้วยังเดินได้ พระพุทธเจ้าจะเดินไม่ได้ยังไง บุคคลที่มีความสามารถพิเศษในโลกนี้มีจำนวนมาก เช่น มนุษย์แม่เหล็ก มนุษย์ไฟฟ้า มนุษย์พลังจิต

กระบวนทัศน์ที่ ๕ มองการตีความตามวรรณกรรม การเดินได้ ๗ ก้าวของพระพุทธเจ้าเป็นข้อความที่ปรากฏในคัมภีร์อรรถกถา เป็นประเภทของบริบทในคัมภีร์ ไม่สามารถเข้าถึงเจตนาของผู้เขียนในขณะนั้นได้ ก็เข้าใจว่า การที่ผู้เขียนเช่นนี้คงมีความมุ่งหวังอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เข้าใจตามบริบทคัมภีร์นี้

เหมือนดังการได้ยินคำ “เค็ม” ถ้าไม่มีบริบทก็ยากที่จะเข้าใจได้ว่า ผู้กล่าวหมายถึงอะไร เพราะอาจตีความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เช่น เป็นคนขี้เหนียว ใส่เกลือมาก ใส่ปูนมาก ก็ได้ ในที่นี้เดินได้ ๗ ก้าว บริบทเป็นการกล่าวถึงพระโพธิสัตว์ประสูติที่มีประกอบไปด้วยความมหัศจรรย์ ก็น่าเชื่อได้ว่า นี่เป็นการเขียนถึงความน่าอัศจรรย์ของพระพุทธเจ้า

การที่คนใดคนหนึ่งยึดมั่นกระบวนทัศน์ใดกระบวนทัศน์หนึ่งย่อมเกิดความกระทบกับกระบวนทัศน์อื่นเป็นแน่ ดังนี้จึงเสนอให้เข้าใจตามกระบวนทัศน์ที่ ๕ คือ เข้าใจบริบทนั้นเสีย ไม่มีความสงสัยเป็นอื่น แต่เชื่อตามบริบท เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้เกิดการยืดหยุ่น และไม่หักล้าง ไม่ทำลาย ทำความเข้าใจผู้อื่น เป็นความดีของกระบวนทัศน์ที่ ๕

(อ่านต่อในบทความวารสารบัณฑิตศาส์น มมร)

หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะทั่วสากล



















ภาระหน้าที่ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนานั้นถือเป็นภาระหลักของศาสนทายาทในพระพุทธศาสนา
โดยยึดพระดำรัสที่ว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงจาริกไป เพื่อประโยชน์สุขแก่ชนจำนวนมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ อย่าไปโดยทางเดียวกันสองรูป จงแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ที่พร้อมทั้งอรรถะและพยัญชนะบริสุทธิ์ บริบูรณ์ ครบถ้วน สัตว์ทั้งหลายที่มีธุลีในตาน้อย มีอยู่ ย่อมเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม จักมีผู้รู้ธรรม”

ก็หมายความว่าให้จาริกไปเพื่อประกาศพระสัจธรรม หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะ (ความรู้แจ้ง) ลงในจิตของเหล่าเวไนยสัตว์ที่พร้อมจะรองรับเมล็ดพันธุ์นี้ การสร้างเครื่องมือในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้นกระทำได้ด้วยกิจกรรมอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสถานพยาบาล โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย และสถานสงเคราะห์อื่นๆ หรือแม้แต่กิจกรรมที่เรียกว่า “จิตอาสา” (Service Mind)

ลักษณะการทำงานในรูปแบบขององค์กรจิตอาสานี้กระทำกันมากในประเทศฝ่ายมหายาน เขาจะใช้ตัวกิจกรรมสาธารณะนี้เป็นเกณฑ์ในการวัดความอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือเหล่าเวไนยสัตว์ ถือปณิธานตามองค์พระอวโลกิเตศวร คือ โปรดสัตว์ทั่วสากล ทำให้โลกนี้เป็นแดนสุขาวดี คือแดนที่มีแต่ความสงบร่มเย็น เป็นการสร้างสวรรค์บนพื้นพิภพ

อย่างไรก็ตาม ผลสัมฤทธิ์ที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ ย่อมมีเบื้องหลัง คำกล่าวที่ว่า “อย่าดูที่ผล จงดูที่เหตุ” เป็นคำเตือนสติผู้ทำงาน เพราะกว่าที่จะมีวันนี้ได้ มีปัจจัยอะไรที่ส่งผลให้ท่านเผยแผ่พุทธธรรมสู่สากล ปลูกหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะลงจิตแห่งเวไนย์ ผูกบุญสัมพันธ์ไปทั่วหล้า นอกเหนือจากความมุ่งมั่นจิตปณิธานแล้ว สถานการณ์ก็สร้างโพธิบุรุษเช่นกัน ให้ถือปณิธานที่ว่า “อาศัยความสงสารปณิธานเป็นคันไถ อาศัยความอดทนพากเพียรเป็นจอบเสียม คราดไถทะเลทรายที่แห้งแล้งให้กลายเป็นดินแดนสุขาวดีที่ต้นโพธิออกดอกผล” เป็นคำปณิธานของท่านภิกษุชิงหวิน ทุกขณะของการปฏิบัติงานคือ การบำเพ็ญจิต

ดังที่หลวงพ่อพุทธทาสกล่าวว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรม ธรรมคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ การปฏิบัติธรรมมิใช่ต้องเข้าไปสู่ห้องเงียบๆ เข้าไปหลีกเร้นในวัด จึงจะปฏิบัติธรรมได้ ก็หน้าที่ที่ตนเองกระทำนั่นแหละคือการปฏิบัติธรรม การเผยแผ่ธรรมะคือการปฏิบัติธรรม อย่าถือโลกธรรมเป็นตัวสกัดกั้นการทำความดี ลบเลือนปณิธาน เพราะในไม่ช้าต่างคนก็ต่างไป คำครหานินทาเป็นของคู่โลก ชั่วก็ไม่ดี ดีก็ไม่ได้ นี่คือนิสัยมนุษย์สามัญ ผู้คนทั่วไปเคยชินการวอนขอ ต่อว่า ระแวงสงสัย ผู้ประสบความสำเร็จในประวัติศาสตร์มีใครบ้างไม่ถูกกล่าวหา มีใครบ้างรอดพ้นการนินทา ในไม่ช้าต่างคนก็ต่างไป เมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะที่หว่านปลูกลงในใจของเหล่าเวไนย์ต่างหากที่คงอยู่ชั่วนิรันดร์

การเผยแผ่พระพุทธศาสนามาถึงปัจจุบันบางครั้งรูปแบบควรเปลี่ยนไป แต่หลักการต้องเป็นเช่นเดิม องค์ทะไลลามะได้ตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้สรุปความได้ว่า “พระพุทธศาสนาเมื่อจะแผ่ไปสู่ที่ไหน ก็ต้องเคารพสิทธิ์ของบุคคลในประเทศนั้น หลักธรรมในพระพุทธศาสนาสามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ศึกษาพระพุทธศาสนาย่อมได้ประโยชน์ทวีคูณ และยังทำให้พระพุทธศาสนาได้รับการยอมรับจากสังคมนั้นๆ ง่ายขึ้น ขอเพียงหลักธรรมพื้นฐานของพระพุทธศาสนาคงอยู่ ไม่เปลี่ยนแปลง การหลอมรวมเช่นนี้มีแต่ประโยชน์ถ่ายเดียว เมื่อยึดถือพุทธธรรม ควรเรียนรู้เคารพศรัทธาของผู้อื่นด้วย การบำเพ็ญเพียรและการพัฒนาเป็นเรื่องของภายใน สำคัญกว่าภาพลักษณ์ภายนอกมากนัก”

ขอเพียงมุ่งมั่นรักษาโพธิจิตนี้ไว้ กุศลธรรมทั้งหลายก็จะไพบูลย์งอกงาม
โลกเป็นเวทีให้สรรพสัตว์ได้มาบำเพ็ญเพื่อเพิ่มพูนบุญกุศล
อย่าได้ใช้โลกนี้เป็นสถานที่ก่อกรรมทำเข็ญ
ผู้ที่มองเห็นสรรพสัตว์ด้วยใจกรุณาปราณี เอื้อเฟื้อ อนุเคราะห์
เมล็ดพันธุ์แห่งโพธินี้จะงดงามเบ่งบาน

(อ่านฉบับเต็มในเอกสารมหายานวัดโฟวกวงซาน)

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2552