วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

คัมภีร์ห่วงโซ่จักรวาล (๑๐)

ผู้คนที่อุทกขัณฑะออกมาต้อนรับเหล่านักรบผู้กล้าของตน
บ้างดีใจที่ยังพบบุคคลที่ตนร่ำลา
แต่มีบางคนเปล่งเสียงร่ำไห้เมื่อบุคคลที่ตนรอนั้นไม่มีโอกาสได้ทักทายกับตนต่อไป
เรื่องราวเช่นนี้ ยังคงมีอยู่คู่โลกใบนี้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

บ้านเรือนล้วนสร้างด้วยอิฐทรายแดง แข็งแรงทนทาน
ทินเล่ ปลีกตัวไปจากกองทหาร มันสังเกตว่า
ผู้คนที่นี่มีร่างกายสูงใหญ่ ใบหน้ามีเคราดกหนา
ดวงตาโปนโต รับกับขนตาที่งอน ดวงตามีสีน้ำตาล
จมูกโด่งเป็นสัน ทั้งที่เป็นชายก็ยังมีลักษณะอันน่าเกรงขามยิ่ง
ลักษณะเช่นนี้คล้ายดั่งรูปนักปราชญ์ในตำนาน หรือไม่ก็เป็นเชื้อสายของพระเจ้ากนิษกะเป็นแน่

มันเดินมาไกลยิ่งแล้ว ไกลจนเกือบถึงอีกด้านหนึ่งของตัวเมือง
แพะสามสีตัวเดินเหยาะย่างผ่านหน้ามันไปอย่างสบายใจ
สิ่งที่มันพบอีกประการหนึ่งก็คือ
ทุกหนทุกแห่งจะมีรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
ประจำอยู่ทุกมุมกำแพงถนน
เยื้องป้อมหนึ่งไปมีสวนไผ่เรียงรายดูเป็นระเบียบอย่างยิ่ง
มันอดคิดไม่ได้ว่า ที่ผ่านมานั้นคือดินแดนนรก
บัดนี้มันได้เข้ามาสู่ดินแดนเทพเจ้าแล้ว

[[[[[

















ความร่มรื่นของธรรมชาติมักช่วยย้อมจิตใจผู้คนให้เยือกเย็นลงได้
ผู้ใดเข้าใจธรรมชาติ
ไม่แยกตนออกจากธรรมชาติ
ชื่อว่าย่อมบรรลุแก่นแท้ของธรรมชาติ
และเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง
เฉกเช่นดี ชั่ว
หากผู้ใดภายในใจยังแยกแยะมีดีมีชั่ว
ก็ยังไม่ชื่อว่าบรรลุถึงแก่นแท้สัจธรรม
เพราะแท้จริงต้องบรรลุถึงความไม่มีทั้งดีและชั่ว ข้ามพ้นดีชั่ว
ที่ยังมีดีและชั่วเนื่องจากจิตมีความเป็นเราเป็นเขา
พระอริยะทั้งหลายเข้าถึงสภาวะไม่มีนี้เองจึงหลุดพ้นได้



สายน้ำในลำธารไหลรินคละเคล้าโคลนตม
สายฝนโปรยปรายลงจากก้อนเมฆเบื้องบน
ถ้ายังแยกแยะสายน้ำกับสายฝนก็ยังไม่เข้าถึงความจริงแท้
ก็เพราะสายน้ำกับสายฝนคือสิ่งเดียวกันเพียงแต่ต่างสถานะเท่านั้น

ทางสายเล็กๆ ราบเรียบทอดยาวไปตามแนวไผ่ เสียงไผ่เสียดสีกอกลายเป็นเพลงธรรมชาติ
ชีวิตที่พ้นจากความทุกข์ยากมาได้ย่อมพบกับความเบิกบาน น่าภาคภูมิใจอยู่บ้าง สมควรที่ผู้คนควรอดทนให้ถึงวันนั้น



รางวัลสำหรับผู้อดทน ดิ้นรน ต่อสู้
มักน่าภาคภูมิใจยิ่ง หอมหวานเสมอ
หากผู้คนเพราะพันธุ์ความอดทนลงในตัวเอง
ในที่สุด…เขาจะเก็บเกี่ยวผล
ของความสำเร็จภายหลัง


ในขณะที่ทินเล่ชื่นชมธรรมชาติและยังไม่ทราบจะตัดสินใจอย่างไรต่อไป
“เจ้ามาจากดินแดนตะวันออกหรือ?”
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง มาตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ เอ่ยวาจาขึ้น
“ท่านเคยไปที่นั่น?” ทินเล่หันไปตามเสียงนั้น พร้อมกับตั้งคำถามแทนคำตอบ
“ไม่เคย” ชายผู้นั้นมีท่าทีเฉยๆ รักษาสีหน้าไว้เป็นปกติ “แม้ข้าไม่เคยไปที่นั่น แต่เมืองของเราก็มีพ่อค้าหลายคนมาจากดินแดนตะวันออก” เขาหยุดนิดหนึ่ง คล้ายดั่งสังเกตดูทินเล่ พร้อมกับเอ่ยขึ้นอีก “เจ้ามาค้าขายที่นี่หรือ?”
“หามิได้” ทินเล่บอกจุดประสงค์ของตนเอง ซึ่งมันไม่เคยปิดบังเพราะนั่นคือปณิธาน “ข้าเดินทางหลายพันลี้มาก็เพื่อศึกษาทางแห่งโมกขธรรม”
“เอาเถอะ….ไม่ว่าเจ้าจะมาเพื่อจุดประสงค์ใด แต่ข้าก็เชื่อว่าเจ้าต้องทานอาหาร”

เขากล่าวความจริงอย่างยิ่ง
ไม่ว่ามนุษย์จะยิ่งใหญ่ปานใด
จะมีปณิธานยิ่งใหญ่ปานใด
แต่มนุษย์ก็ไม่อาจไม่กินอาหาร
มันไม่รู้จักชายผู้นี้มาก่อน
แต่ตอนนี้มันกำลังเดินตามเขาไป
ชายผู้นั้นเดินอ้อมสวนไผ่ไปอีกด้านหนึ่ง ทั้งสองเดินห่างออกไปจากตัวเมือง
เสียงน้ำในลำธารไหลเอ่ยๆ ด้านล่าง ลมสายัณหกาลพัดเบาๆ
เสียงสดใสไพเราะของธรรมชาติฟังคล้ายเทพธิดากำลังกรีดพิณโบราณบรรเลง
ฟังแล้วสามารถกล่อมเกลาจิตใจให้เคลิบเคลิ้มหลงใหลได้ไม่น้อย
ทั้งสองข้ามสะพานไม้เก่าๆ ไป


เบื้องหน้าเป็นหน้าผาหินทรายเหลือง มองดูดุจดังเป็นที่สุดสิ้นขอบโลกเด่นตระหง่านขวางกั้น
ทั้งสองหยุดที่ประตูโบราณแห่งหนึ่ง

ไม่มีความคิดเห็น: