วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2563

“จากวงจรชีวิตหนูสู่โควิด-19” (Rat Life Cycle – COVID-19)


โลกทัศนะสถานการณ์โลกมนุษย์
“จากวงจรชีวิตหนูสู่โควิด-19 (Rat Life Cycle – COVID-19)

รศ.ดร.สุวิญ  รักสัตย์

         สืบเนื่องจากสถานการณ์ไวรัสบุกโลกปัจจุบัน ทำให้นึกย้อนถึงเหตุการณ์ใส่หน้ากากเข้าหากันเมื่อไวรัสซาร์ส (SARS-CoV) ระบาดในปี พ.ศ. ๒๕๔๕-๒๕๔๖ ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกกว่า ๖๐๐ คน ต่อมาไวรัสเมอร์ส (MERS-CoV) ระบาดในปี พ.ศ.๒๕๕๕ และ ปี พ.ศ.๒๕๕๘ ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตเกือบ ๙๐๐ คน บัดนี้โคโรน่าไวรัส หรือ coronavirus (CoV) หรือ COVID-19 ที่กำลังระบาดอยู่ในช่วงนี้ นับเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งคาดกันว่าแม้จะมีความรุนแรงไม่เท่าสายพันธุ์ก่อนๆ และเชื้อไวรัสสามารถพัฒนาตัวเองจนมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ยังไม่สามารถระบุว่าจะมีการเสียชีวิตไปอีกเท่าไร ขณะที่เขียนนี้เป็นวันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๓ มีสถิติพุ่งขึ้นจำนวนมากและทวีคูณในบางประเทศ นำมาแสดงเฉพาะ ๕ ประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากและ ๔ ประเทศสุดท้ายที่มีผู้ติดเชื้อน้อย ดังนี้ 

         จากการสังเกตวงจรไวรัสที่ผ่านมา พบว่า เกิดห่างกันเฉลี่ยเพียง ๘-๑๐ ปี เท่านั้น แสดงถึงการเกิดขึ้นถี่มาก การเกิดขึ้นแต่ละครั้งที่ผ่านมาได้คร่าชีวิตคนไปหลักร้อยถึงหลักพันคน และยังไม่รวมถึงผลกระทบเชิงเศรษฐกิจที่คนล้มละลาย ฆ่าตัวตาย เป็นโรคเครียด โรคซึมเศร้าอันเนื่องมาจากไวรัสก็คงน่าจะคร่าชีวิตถึงหลักหมื่นคน  สำหรับในครั้งนี้ดูจากสภาพสถานการณ์แล้ว นับว่าหนักหนาสาหัสมากเท่าที่เคยได้พบมา ผลจากการระบาดของเชื้อไวรัสกระทบเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้สนามบินสุวรรณภูมิแทบจะร้าง นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ไม่เคยนึกว่าจะเห็นภาพแบบนี้ครับ”


ภาพประกอบ : Thai PBS ข่าวไทยพีบีเอส วันจันทร์ที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓

เมื่อภาพแห่งการใส่หน้ากากเข้าหากันปรากฏอีกครั้ง ภาพแห่งการประกาศปิดสถานประกอบการและสถานที่ทำงานในประเทศได้เกิดขึ้น จนไปถึงการปิดประเทศ ทำให้ความคิด ๓ เรื่อง กลับมากระตุ้นเตือนชัดเจนขึ้นอีกรอบ
๑. วงจรชีวิตหนูน่าจะเป็นจริง
๒. การดำเนินชีวิตของผู้คนจะต้องเปลี่ยนไป
๓. ต้องใช้หุ่นทำงานแทน

วงจรชีวิตหนู (Rat Life Cycle)
ครั้งหนึ่งได้ดูสารคดี “วงจรชีวิตหนู” เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้นกับชีวิตหนู ดังนี้
ระยะที่ ๑ เมื่อนำหนูไปอยู่ในอาณาจักรที่มีระบบนิเวศที่เหมาะสมกับจำนวนหนู พวกหนูจะอยู่กันด้วยความสงบสุข
ระยะที่ ๒ เมื่อหนูแพร่พันธุ์มากขึ้น พวกหนูจะกัดกันเองจนตายประปราย
ระยะที่ ๓ เมื่อประชากรหนูมีมากขึ้นอีก พวกหนูจะยกพวกกัดกันบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมากขึ้น
ระยะที่ ๔ เมื่อประชากรหนูยังไม่ลดลง ระบบนิเวศหนูเสียหาย ห่วงโซ่ชีวิตขาดสมดุล ก็เกิดโรคระบาดขึ้น พวกหนูบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก
ระยะที่ ๕ เมื่อประชากรหนูยังไม่ลด พวกหนูต่างพากันไปกระโดดหน้าผาตาย ประชากรหนูลดลงเป็นจำนวนมากอีกครั้ง และพวกหนูก็อยู่กันอย่างสงบสุขอีกครา
เมื่อได้ดูสารคดีนั้น ก็นึกถึงวงจรชีวิตมนุษย์บนโลก มนุษย์มักอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขเมื่อมีประชากรเหมาะสมกับระบบนิเวศ มนุษย์เริ่มทำร้ายและทำลายกันมากขึ้นเมื่อมีประชากรเพิ่มขึ้น นับแต่ประวัติศาสตร์ที่เคยมีมนุษย์มา สังคมมนุษย์ก็ไม่เคยหมดการทำร้ายและทำลายกัน ที่รุนแรงมากขึ้น ก็คือ มนุษย์ยกกลุ่มฆ่ากันที่เรียกว่า “สงคราม” นับตั้งแต่สงครามกรุงลงกา พระรามกับทศกัณฐ์ สงครามทุ่งกุรุเกษตร ตระกูลเการพและปาณฑพ สงครามเมืองทรอยระหว่างชาวอะคีอันส์ (ชาวกรีก) กับชาวกรุงทรอย มาจนถึงสงครามศาสนา สงครามชาวมองโกล สงครามไทย-พม่า สงครามฯ อื่น ๆ เป็นต้น ที่รุนแรงมากก็เรียกว่า “สงครามโลก” ที่ผ่านมา มีสงครามโลกแล้ว ๒ ครั้ง สงครามโลกครั้งที่ ๑ (World War 1) เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๗-๒๔๖๑ (ค.ศ.๑๙๑๔-๑๙๑๘) ต่อมาผ่านไปเพียง ๒๑ ปี สงครามโลกครั้งที่ ๒ (World War 2) ก็เกิดขึ้นอีก เมื่อปี พ.ศ.๒๔๘๒-๒๔๘๙ (ค.ศ.๑๙๓๙-๑๙๔๕) บัดนี้ห่างจากสงครามครั้งที่ ๒ มาแล้ว ๗๔ ปี ดูเหมือนมีสงครามย่อย ๆ ก็มีมากพอสมควร ในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็สื่อให้เห็นวงจรชีวิตมนุษย์ไม่ต่างอะไรจากวงจรชีวิตหนู หลายคนก็เกรงว่า สงครามโลกครั้งที่ ๓ จะเกิดขึ้น เมื่อพิจารณาสาเหตุโดยรวมของสงครามทั้งหลายก็พบว่า เกิดจาก “แย่งอาหารกันกน แย่งถิ่นกันอยู่ แย่งคู่กันพิสวาส แย่งอำนาจกันครอง”

ภาพสงครามโลกครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒
  
บัดนี้เข้าสู่ระยะโรคระบาด โรคระบาดแต่ละครั้งได้คร่าชีวิตของมนุษย์ไปเป็นจำนวนมากนับกาลเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่ยุคที่การผลิตวัคซีนรักษายังไม่ทันสมัย จนกระทั่งมาถึงโลกยุคปัจจุบันที่วงการแพทย์ก้าวหน้าไปมาก แต่การผลิตวัคซีนก็ยังไม่สามารถทำได้ทันกับการระบาดของโรค มีการเก็บสถิติไว้ว่า ทุก ๑๐๐ ปี จะมีการระบาดใหญ่ ๑ ครั้ง พ.ศ.๒๒๖๓ กาฬโรค คนตายทั่วโลกประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน พ.ศ.๒๓๖๓ อหิวาตกโรค มีคนเสียชีวิตประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน พ.ศ.๒๔๖๓ ไข้หวัดใหญ่ มีคนเสียชีวิตประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน และ ๒๕๖๓ โคโรน่า (COVID-19) ข้อมูล ณ วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๓ จำนวนสถิติผู้ป่วยโควิด-19 สะสมทั่วโลก ๒๗๘,๕๕๗ คน สถิติผู้เสียชีวิตไปแล้ว ๑๑,๕๕๔ ราย (สถิติกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข)
  
ภาพประกอบ : กาฬโรคและอหิวาตกโรค
เมื่อดูจากวงจรชีวิตหนู ก็เหลือแต่การฆ่าตัวตายหมู่ที่ยังไม่เกิดขึ้น แม้ว่าจะมีการชวนกันฆ่าตัวตายของลัทธิบางลัทธิอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่มีมาก จะมีก็แต่การฆ่าตัวตายเดี่ยวที่เริ่มมีสถิติมากขึ้นทั่วโลก จากรายงานการจัดอันดับประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในโลกประจำปี พ.ศ.๒๕๖๒ (ค.ศ.๒๐๑๙) โดย World Population Review ที่สำรวจและพิจารณาข้อมูลการฆ่าตัวตายขององค์การอนามัยโลกในปีที่ผ่านมา พบว่าลิทัวเนียเป็นประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในโลกอยู่ที่ ๓๑.๙ คนต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน จาก ๑๘๓ ประเทศทั่วโลก ญี่ปุ่นอยู่อันดับที่ ๑๔ คือ ๑๘.๕ สำหรับไทยอยู่อันดับที่ ๓๒ คือ ๑๔.๔ (ข้อมูลจาก The Standard Stand up for the people) การที่จะเข้าสู่ยุคแห่งการตัดสินใจตายหมู่หรือไม่นั้น ไม่อาจบอกได้ แต่เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาของวงจรชีวิตหนูบอกไว้ก็มีความเป็นจริงอยู่มาก มนุษย์จะต่างไปจากหนูหรือเปล่าก็อยู่ที่สติปัญญาหรือจะปล่อยให้ยีนส์กระตุ้นเตือนให้กระทำ


ภาพประกอบ : สถิติการฆ่าตัวตาย (google.co.th/search?q=สถิติการฆ่าตัวตาย)

การดำเนินชีวิตจะต้องเปลี่ยนไป
ในครั้งนั้นเมื่อเหตุการณ์โรคซาร์สเกิดขึ้น ทุกคนสวมใส่หน้ากากกัน แต่ก็ไม่ถึงกับหน้ากากอนามัยขาดแคลน ไม่ถึงกับกักตุนและหารายได้จากหน้ากาก ภาพที่ทุกคนใส่หน้ากากเป็นเหมือนมนุษย์ต่างดาว เหมือนกับคนที่ต้องเผชิญอยู่กับความไม่ปลอดภัยอันเกิดจากเชื้อโรคที่สามารถติดต่อกันทางอากาศ คนและสัตว์ สุดท้ายภาพนั้นก็เลือนหายไปภายในระยะเวลาประมาณ ๖ เดือน จากเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๖ - เมษายน พ.ศ.๒๕๔๗ บทเรียนครั้งนั้นไม่มีอะไรมาก เพียงแต่รู้สึกตื่นกลัวกันบ้างเท่านั้น แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า (COVID 19) ในครั้งนี้กระทบไปทั่วโลก ภาพการปิดเมือง ปิดประเทศ ปิดสถานบันเทิง สถาบันการศึกษา และสถานที่ที่คิดว่าเชื้อไวรัสจะแพร่ไปได้ ก็เกิดขึ้นจริง
บทเรียนจากการรับมือเชื้อไวรัสเช่นนี้จะต้องเกิดขึ้น เพราะจากสถิติคือ มีไวรัสเกิดขึ้นทุก ๑๐ ปี ในช่วง ๓๐ ปีมานี้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจครั้งนี้มีมหาศาลจริง ๆ ตัวอย่างได้ถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์มาแล้วหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่มีการสร้างเขตกักกันไวรัส บัดนี้มีขึ้นจริงๆ แต่เป็นการกักกันตนเองไม่ให้เคลื่อนที่ไปไหน ภาพของการปิดเมือง หรือสถานที่ต่าง ๆ เพื่อจัดการกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสเป็นวิธีจัดการกับไวรัสที่ดีที่สุด จีนสั่งปิดเมืองอู๋ฮั่น มาเลเซียปิดประเทศในแถบภูมิภาคนี้เป็นประเทศแรก ไต้หวันก็ปิดประเทศ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ก็สั่งปิดประเทศ นี่คือบทเรียนที่ต้องศึกษาเรียนรู้กันอย่างจริงจัง การดำเนินชีวิตหลังจากสถานการณ์กลับมาเป็นปกติคงต้องมีการคิดทบทวนกันใหม่ ทั้งระบบ

ภาพเมืองอู๋ฮั่น และมาเลเซีย หลังจากถูกปิด

ต้องใช้หุ่นทำงานแทน
         ภาพของโลก ที่ทุกคนจะอยู่กันแต่ในบ้าน ส่วนนอกบ้านนั้นให้หุ่นทำแทนใกล้ความเป็นจริงแล้ว ภาพยนตร์ชุด Surrogate คือ หุ่นตัวแทนร่างจริงกำลังเกิดขึ้นจริง สาเหตุเพราะฝุ่นละอองพิษ อากาศเป็นพิษ ไวรัสร้าย กำลังคุกคามชีวิตมนุษย์มากขึ้น ขณะนี้วันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๓ กรมควบคุมมลพิษประกาศว่า คุณภาพอากาศบริเวณ ๕ อำเภอในจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะที่อำเภอเมือง อำเภอแม่สาย พบปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM2.5) มีค่า ๒๐๓ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m3) อยู่ในเกณฑ์มีผลกระทบต่อสุขภาพ ปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๑๐ ไมครอน (PM10) มีค่า ๒๔๒ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m3) อยู่ในเกณฑ์มีผลกระทบต่อสุขภาพ แสดงให้เห็นว่า ไม่เพียงแต่ภัยอันตรายจากไวรัสเท่านั้น สภาพอากาศก็มีความผันแปรเลวร้ายมากขึ้น
          ผลกระทบอันเกิดจากไวรัสและสภาพอากาศอันเป็นพิษทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตเป็นอย่างยิ่ง ปัจจุบันต้องใช้งบประมาณไปกับการดูแลรักษาสุขภาพของคนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสภาพที่เป็นพิษนี้มากยิ่งขึ้น จำเป็นต้องหาวิธีแก้ไข หนึ่งในวิธีก็คือ ก็แต่ในบ้าน นอกบ้านให้หุ่นยนต์ทำงาน
  
ภาพประกอบ : หุ่นยนต์ทำงานร่วมกับคน และ การให้หุ่นทำงานนอกบ้าน

          โลกยุค 5G จะช่วยให้การจัดการกับการดำรงชีวิตของมนุษย์มีลักษณะเปลี่ยนไป พฤติกรรมมนุษย์ก็จะเปลี่ยนไป เพราะไม่ว่าการประชุม การส่งข้อมูล การศึกษาเล่าเรียน ระบบการขนส่ง และอีกจำนวนมาก เทคโนโลยี AI และ VR จะเข้ามามีบทบาทแทนบทบาทที่มนุษย์เคยทำอยู่มากยิ่งขึ้น มนุษย์ก็จะทำงานในบ้านที่ปลอดภัย งานต่าง ๆ จะส่งผ่านเครื่องมือทางเทคโนโลยีแทน หลายมหาวิทยาลัยกำลังฝึกให้บุคลากรทางการศึกษาใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยีมาเพื่อการศึกษาอย่างจริงจัง ต่อไปการศึกษาก็จะไม่ต้องใช้พื้นที่นับเป็นร้อย เป็นพันไร่ ในการสร้างอาคารสถานที่ แต่จะสร้างอาคารสำหรับเป็นศูนย์เทคโนโลยีเชื่อมผ่านเครื่องมือสื่อสารแทน ไม่ว่าจะเป็น Hologram, VR – AI - AR จะได้รับการนำมาเป็นเครื่องมือการศึกษาสำหรับโลกอนาคต ชีวิตแบบ 5 – 6 G กำลังเข้ามาปรับพฤติกรรมของทุกคน
  
          ภาพประกอบ : การ Debate ผ่าน Hologram Technology
intelligence.businesseventsthailand.com/en/blog/future-meeting-in-thailand

         ความคิด ๓ เรื่องที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน กลับเข้ามาอีกครั้ง และภาพแห่งความเป็นจริงของโลกยุคเปลี่ยนแปลงฉับพลัน (Disruptive Age) เกิดขึ้นในขณะนี้ นี่คือจุดเปลี่ยน (Turning Point) ของโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง

ความตายกับโรคภัยของมนุษย์
         สถานการณ์ภัยธรรมชาติพิบัติก็ดี โรคระบาดก็ดี สถานการณ์โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องก็ดี โรคร้ายประจำโลก เช่น มะเร็ง หัวใจ ความดัน เบาหวาน วัณโรค ปอด ไต เป็นต้นก็ดี อุบัติเหตุประจำฤดูกาลก็ดี ยังไม่ต้องพูดถึงการทำร้าย ทำลายให้บาดเจ็บล้มตายด้วยวิธีการต่าง ๆ ของมนุษย์ด้วยกันเอง ล้วนแล้วแต่คร่าชีวิตของมนุษย์ไปจำนวนมากในแต่ละปี แต่มนุษย์ไม่เคยให้ความสนใจกับการบาดเจ็บล้มตายกับเหตุการณ์การเสียชีวิตที่ผ่านมา เหมือนกับว่า เป็นเรื่องรับได้ ปกติธรรมดา ทั้งที่เมื่อนับชีวิตที่ต้องเสียชีวิตไปกับโรคภัยดังกล่าวจำนวนมากกว่าไวรัสที่กำลังเกิดขึ้นด้วยซ้ำ
          
          ภาพประกอบ : สถิติคนตายด้วยโรคมะเร็งเฉพาะในประเทศไทย
ยกตัวอย่าง เฉพาะสองโรคสำคัญ คือ โรคมะเร็งและโรคหัวใจ จากรายงานขององค์กรระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง หรือ IARC ขององค์การอนามัยโลก พบว่า สถานการณ์มะเร็งทั่วโลกในปี พ.ศ.๒๕๖๓ คาดว่า มีจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งมากกว่า ๑๘ ล้านคน และมีผู้ป่วยใหม่ประมาณ ๙ ล้านคนในทุกๆ ปีและจะมีคนตายด้วยโรคมะเร็งมากกว่า ๑๑ ล้านคน และจะเกิดขึ้นในประเทศที่กำลังพัฒนามากกว่า ๗ ล้านคน สำหรับประเทศไทยพบว่ามีผู้ป่วยรายใหม่วันละ ๓๓๖ คน หรือ ๑๒๒,๗๕๗ คนต่อปี เสียชีวิตวันละ ๒๑๕ คน หรือ ๗๘,๕๔๐ คนต่อปี เฉลี่ยชั่วโมงละ ๘ ราย (ที่มา : ฝ่ายแผนงานและสถิติ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ (National Cancer Institute) ส่วนโรคหัวใจจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี ๒๕๕๙ พบทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจปีละประมาณ ๕๗ ล้านคน สำหรับประเทศไทยในปี ๒๕๖๐ พบว่า คนไทยเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดถึง ๒๐,๗๔๖ คน เฉลี่ยเสียชีวิตวันละ ๕๗ คน
เมื่อพิจารณาจากสถิติดังกล่าว เพียงแค่ ๒ โรคสำคัญ ก็ทำให้คนเสียชีวิตไปทั่วโลกเกือบร้อยล้านคนต่อปี แต่ทำไมคนจึงไม่ได้ตื่นกลัว อาจเป็นเพราะโรคมะเร็งและโรคหัวใจไม่ใช่โรคระบาดจึงทำให้มนุษย์ไม่กลัว แต่หากมองในแง่เป็นสาเหตุทำให้คนตายมากจัดเป็นโรคระบาดในอีกความหมายหนึ่งได้เช่นกัน ตัวเลขดังกล่าวไม่น่าจะธรรมดา เหตุใดมนุษย์ไม่พยายามหาวิธีรักษา หรืออาจเป็นเพราะว่า นี่คือมหันตภัยเงียบที่ทำให้มนุษย์ตายโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น โลกจึงไม่ให้ความสนใจ ไม่พยายามร่วมกันระดมสรรพกำลังในการหาวิธีการรับมือกับโรคร้ายเช่นนี้ เป็นเรื่องน่าคิดเหมือนกันว่า เพราะเหตุใด สันนิษฐานได้ประการหนึ่งก็คือ มนุษย์ได้สูญเสียความรู้สึกที่มีต่อความตายของมนุษย์ด้วยกันไปแล้ว คงมีแต่ภัยอันเกิดจากไวรัสนี่แหละที่ทำให้มนุษย์วิตกกังวลร่วมกันได้ถึงขั้นนี้บ้าง

สาเหตุ? ฝากไว้ให้คิด
         หายนะหลายครั้งต่อหลายครั้งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติภัย โรคภัย หรือมนุษยภัย ล้วนมีที่มาทั้งสิ้น ไม่มีคำว่า บังเอิญ สาเหตุหลายอย่างเกินที่สายตามนุษย์จะสามารถเห็นได้ แต่สายตาของเหล่าเทพเทวาทั้งหลายท่านเห็น เทพเหล่านั้นต่างหวังว่ามนุษย์จะคิดได้ และได้คิด ขอประมวลสาเหตุของหายนภัยมาฝากไว้ให้คิด
          ๑. เกิดจากความไม่สมดุลของดินฟ้าอากาศ ระบบนิเวศวิทยา สาเหตุนี้มาจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพนิเวศวิทยาโลก ที่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เลวร้ายรุนแรงและรวดเร็ว ทั้งที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติโลกเอง ไม่ว่าจะเป็นไฟป่า ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม เป็นต้น และเกิดจากการเสริมแรงเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ คือ โรงงานอุตสาหกรรมทั้งหลาย การทดลองระเบิดนิเคลียร์ที่ผ่านมา เป็นต้น
          ๒. เกิดจากความไม่สมดุลของระบบห่วงโซ่อาหาร ธรรมชาติของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งแอบอิงอาศัยซึ่งกันและกันอย่างเป็นระบบสัมพันธ์ หากมีการทำลายห่วงโซ่อาหารของบางสิ่ง ก็อาจกระทบไปสู่การดำรงอยู่ของระบบอื่น ๆ ด้วย
          ๓. เกิดจากการกลืนกินไม่เลือก มนุษย์เริ่มกินทุกอย่างที่ขวางหน้า ขาดสติปัญญาไตร่ตรองว่า สิ่งใดควรกิน ไม่ควรกิน และชอบทานแปลก ๆ ดิบ ๆ ด้วยทัศนคติผิด ๆ ว่าเป็นยาบำรุงโน่น นี่ นั่น สัตว์บางตัวมีลักษณะเป็นที่เพาะพันธุ์ไวรัสมานานนับปี พอมีการกินเข้าไปก็ทำให้ไวรัสแพร่สายพันธุ์ทันที
          ๔. เกิดจากแรงกรรมของสัตว์ที่ตายคราวละมากๆ ปัจจุบันมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สัตว์คราวละมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าเพราะเหตุผลทางธุรกิจ ฆ่าเพราะเทศกาล ฆ่าเพราะบูชายัญ คราวหนึ่งมีข่าวการฆ่าบูชายัญโค กระบือนับร้อย นับพันตัว สุดท้ายก็เกิดแผ่นดินไหว คร่าชีวิตคนไปพอสมควร ประเทศไทยฆ่าไก่ทั่วประเทศปีนั้น พลันก็เกิดอุทกภัยได้รับทุกข์ร้อนกันถ้วนหน้า สึนามิญี่ปุ่นครั้งใหญ่ปี ๒๕๕๔ มีผู้เสียชีวิตสองหมื่นกว่าราย แรงพยาบาทของสัตว์มีมากก็บันดาลธรรมชาติเอาคืน
          ๕. บ้านเมือง โลกขัดแย้ง ห้ำหั่นกันมาก จะเกิดภัยพิบัติกำจัดมนุษย์ ในอดีตกาลถ้าหากเกิดข้าวยากหมากแพง โรคร้ายเกิดกะทันหัน สันนิษฐานไว้ประการหนึ่งว่า ผู้นำไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรม กลั่นแกล้ง ใช้นโยบายทำร้ายผู้คน
          ๖. เกิดจากแรงกรรมชั่วของชาวโลก จะเห็นได้ว่า เกิดโรคร้ายคร่าชีวิตมนุษย์จำนวนมาก เกิดมาจากความเป็นพิษของดิน น้ำ อากาศ พืชพันธุ์ สัตว์ อาหาร ที่สั่งสมมาตั้งแต่ยุคสมัยทดลองอาวุธนิวเคลียร์ในอากาศ บนดิน ใต้ดิน กัมมันตภาพรังสียังคงสะสมอยู่ในธรรมชาติ ทำให้เกิดความผิดปกติทางร่างกาย
          สรุปเป็นภาพวงจรสาเหตุที่เห็นได้และไม่อาจเห็นได้ เชื่อมโยงเชิงสัมพัทธ์และสัมพันธ์ ตามแผนภาพนี้

          คำว่า “กรรมยุติธรรมเสมอ” เป็นคำที่มนุษย์ต้องเรียนรู้ให้มาก กรรมมีหลายระดับทั้งระดับส่วนบุคคล ครอบครัว สังคม ประเทศและโลก เมื่อคนระดับโลกทำก็ย่อมกระทบไปทั่วโลกเช่นกัน สาเหตุเหล่านี้เป็นผลกรรมที่มนุษย์ทำขึ้น การจะแก้กรรมได้ก็ต้องแก้ที่พฤติกรรม เมื่อพฤติกรรมเปลี่ยน โลกก็เปลี่ยน ขอยกสุภาษิตจีนบทหนึ่งที่เข้าได้กับประเด็นนี้ว่า “เมื่อฟ้าลงทัณฑ์ ไหนเลยฎีกาได้”

ทางเลือก ทางรอด
         ปรากฏการณ์ COVID-19 นั้นมาแรงอันเนื่องจากการสื่อสารที่รวดเร็วทั้งในประเทศและต่างประเทศ จุดดีของการข่าวที่รวดเร็วก็ทำให้มีการป้องกันกันอย่างได้ทันท่วงที แต่ก็เกิดภาวะผลกระทบตามมาด้วย ได้แก่ ความวิตกกังวล ระบบเศรษฐกิจชะงักงัน เกิดการกักตุนอาหาร เกิดภาวะเครียด เกิดภาวะหวาดระแวงกันและกัน เกิดการปรับตัวในภาวะวิกฤติ เกิดภาวะก่นด่ากันและกัน เป็นต้น ประเทศไทยปัจจุบันเปรียบเหมือนถูกพิษ ทำให้อวัยวะประเทศไม่สามารถทำงานได้บางส่วน ถ้าปล่อยไว้นานก็จะทำให้เป็นภาวะอัมพาตได้ ผลที่เกิดจากอัมพาตนั้นจะมีผลข้างเคียงอีกหลายประการตามมา มวลความเครียดของประเทศจะเพิ่มสูงขึ้น (GDT-Gross Domestic Tension Increasing)
          ขอเสนอทางเลือกเพื่อให้รอดในภาวะอย่างนี้ ถอดบทเรียนจากประเทศที่มีการบริหารจัดการที่ดี รักษาชีวิตของประชาชนในประเทศไว้ให้มีผลกระทบน้อยที่สุด ดังมีแนวทางต่อไปนี้
          ๑. อนุมัติงบประมาณมาเพื่อการช่วยเหลือและป้องกันโรคระบาดทันที งบประมาณเพื่อดูแลชีวิตคนในประเทศไม่ต้องกลัวเสียเปล่า ทำอย่างอื่น เสียอย่างอื่นยังเสียได้ แต่การใช้งบประมาณมาเพื่อแก้ไขชีวิตในยามวิกฤติเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำอย่างยิ่ง ได้บุญมหาศาล ได้ใจประชาชน
          ๒. ให้ความสะดวกแก่หน่วยปฏิบัติการช่วยเหลือ คือ แพทย์ พยาบาล อาสาสมัครทางการแพทย์ การปฏิบัติการของแพทย์และพยาบาลในช่วงนี้นั้นเป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ บุคลากรทางการแพทย์นั้นสั่งสมภูมิความรู้ไว้มาก จำเป็นต้องได้รับการดูแล ให้อุปกรณ์ที่เพียงพอ ให้ความเอาใจใส่ที่เพียงพอ บัดนี้ต้องเห็นความสำคัญ ส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคคลเข้ามาสนใจเข้ามาสู่วิถีบำเพ็ญตนช่วยเหลือชีวิตคนอย่างแท้จริง นับแต่โบราณกาลมา แพทย์ พยาบาลเปรียบเหมือนผู้ให้ชีวิต พึงรักษาความรู้สึกนี้ไว้ อย่าให้กลายพันธุ์ ได้เห็นตัวอย่างบุคลากรทางการแพทย์ของจีนทั้งในและต่างประเทศอุทิศตนแล้ว เชื่อว่า “ได้ใจกรรมการ” ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันบุคคลที่สนใจจะเข้ามาเป็นแพทย์ พยาบาลนั้นน้อยลง โดยเฉพาะแพทย์และพยาบาลแบบจิตวิญญาณ ไม่สอดคล้องกับคนไทยที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บจำนวนมากในแต่ละปี ใครอยากรู้เข้าไปดูในโรงพยาบาล
          ๓. พยุงเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบมากและกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดความเคลื่อนไหวในระดับรากหญ้าขึ้นไป ถึงเวลาที่จะต้องฝึกให้คนไทยได้รับรู้ว่า ประเทศนี้มีของดี ให้ซื้อ ให้ใช้ และให้สนับสนุนของภายในประเทศ โดยเฉพาะผลผลิตทางการเกษตรและศิลปหัตถกรรม สนับสนุนให้คนไทยทำงานที่ตนรัก ส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่ระดับย่อย ถึงระดับใหญ่ พัฒนาแหล่งการท่องเที่ยวเชิงภูมิปัญญา อย่าส่งเสริมคนไทยเสียนิสัยได้เงินโดยง่ายดาย การจะช่วยใคร อะไร ให้ช่วยแบบมีอุบายวิธี ให้คิดอุบายวิธีที่เหมาะสมด้วย
          ๔. ให้บทบาทแก่ปัญญาชนทางการศึกษาเข้ามาช่วยเหลือประเทศอย่างเป็นอัศจรรย์ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยนับเป็นปัญญาชน จากสถิติของศูนย์ข้อมูลวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ สำรวจเมื่อปี พ.ศ.๒๕๖๑ มีนักศึกษา จำนวน ๔๐๔,๕๘๑ คน พลังบุคลากรที่สำคัญของประเทศมีมากถึงเพียงนี้ ควรใช้ให้เป็นประโยชน์เพื่อให้ทุกคนทำหน้าที่ในการรณรงค์คนละไม้ คนละมือ สื่อสัญญาณทั้งแบบจิตอาสาและแบบเฝ้าระวัง แบ่งสรรปันส่วนภาระหน้าที่ให้ลงตัว ถือเป็นโอกาสอันดีให้ปัญญาชนได้แสดงฝีมือออกมาบ้าง ในยามที่ประเทศชาติต้องการ อย่าปล่อยให้คนมีความรู้นั่งมองคนอื่นทำงาน
          ๕. ให้ศาสนาเข้ามามีบทบาทรักษาภาวะเครียดของศาสนิก อีกองค์กรหนึ่งที่สำคัญมากในฐานะเป็นที่พึ่งทางใจ คือ ศาสนา ในสถานการณ์เช่นนี้ศาสนาต้องเข้ามามีส่วนช่วยอย่างเต็มกำลัง เพราะไม่เพียงเกี่ยวกับการเจ็บป่วยจากการติดเชื้อเท่านั้น ยังเกี่ยวกับภาวะทางจิตใจที่ได้รับผลกระทบสถานการณ์ไวรัส COVID-19 ในหลายมิติอีกด้วย แนวทางที่ศาสนาสมควรแสดงบทบาท โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา คือ
                     ๑) ให้ปัญญา ใช้หลักอริยสัจ ๔ มาเป็นกรอบ คือ เข้าใจสถานการณ์ล่าสุด รู้สาเหตุของไวรัสโคโรน่า และสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ โรคนี้สามารถป้องกันได้ แก้ไขได้ โดยวิธีการไม่อยู่ใกล้ผู้ติดเชื้อ และไม่ให้ผู้ติดเชื้อเคลื่อนที่ รู้จักเฝ้าระวังตนเองและผู้อื่นไม่ให้เข้าไปในสถานที่ชุมชนจำนวนมาก ทำให้ครบทั้ง ๓ ระบบ สัจญาณ คือ รู้สถานการณ์ กิจญาณ คือรู้ภาระหน้าที่ที่ต้องกระทำ และกตญาณ คือได้กระทำตามคำแนะนำที่ถูกต้องแล้ว
                     ๒) ให้ความเข้าใจ การเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เนื่องเพราะชีวิตนี้เกิดมาแล้วก็ต้องเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บเป็นธรรมดา ไม่วันนี้ก็วันหน้า ไม่ต้องวิตกกังวลมาก ให้ระลึกถึงอภิณหปัจจเวกขณะเสมอ คือ “เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้” แต่ไม่ได้หมายถึง ปล่อยตัวให้เป็นไปตามเรื่องตามราว ให้ปฏิบัติตามข้อแรก เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติตื่นตูม กลายเป็นโรคซ้อนโรค คือ โรคเครียดและโรคกังวล จนมีผลต่อสุขภาพร่างกายและวิถีการดำรงชีวิต
                     ๓) ให้ความรู้ ภายใต้สถานการณ์อย่างนี้ ข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้เป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นต้องให้ความรู้ในเรื่องต่อไปนี้
(๑) ให้ความรู้เรื่อง “COVID-19” ติดตามจากข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น จากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข หรือ WHO (World Health Organization)
(๒) ให้ความรู้เรื่อง “เหตุปัจจัยสัมพันธ์” “เด็ดดอกไม้ กระเทือนดวงดาว” สถานการณ์ COVID-19 เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดเกี่ยวกับเหตุปัจจัยสัมพันธ์ เหตุเกิดขึ้นที่อู๋ฮั่น ประเทศจีน กระเทือนไปทั่วโลกในเวลาต่อมาเพียงไม่นาน จะได้ไม่ประมาทว่า เป็นเรื่องของเขา เราไม่เกี่ยว จะต้องช่วยกันดูแลรักษาโลก โดยเฉพาะธรรมชาติและพฤติกรรมมนุษย์ที่วิปริตผิดเพี้ยน รับประทานสัตว์ด้วยวิธีการแปลกๆ จนเป็นพาหะขยายเชื้อไวรัส ความสัมพันธ์กันของโลกนั้นเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสนใจอย่างมาก “โลกนับวันจะอยู่ยาก หากไม่ร่วมกันรักษาสมดุลใหม่ใน 5C Re-Equilibrate” คือ Capitalization-Crisis-Catastrophe-Crime-Covid 19 Pandemic เป็นเรื่องที่ต้องปรับสมดุลทั้งสิ้น ในประเด็นนี้ รศ.ดร.สมเจตน์ ทิณพงศ์ ได้ให้มุมมองของการอยู่บนโลกที่ต้องจัดสมดุลภายใต้แผนภาพนี้ (รายละเอียดต้องสอบถามในโอกาสต่อไป)




ที่มา : รศ.ดร.สมเจตน์ ทิณพงศ์ ๑๙ มีนาคม ๒๕๖๓ เวลา ๑๗.๑๒

(๓) ให้ความรู้เรื่อง ครอบครัวโลก (Global Village) อย่าถือคติ เอาตัวรอด (คนเดียว) เป็นยอดดี ปัจจุบันนี้โลกกลายเป็นครอบครัวใหญ่ที่เรียกว่า Global Village ทุกคนเป็นเหมือนญาติพี่น้องร่วมสุข ร่วมทุกข์ ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน สมควรช่วยเหลือแบ่งปันกัน ให้ใช้คติที่พระพุทธเจ้าประกาศศาสนาว่า “จรถ ภิกขเว จาริกัง พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ อัตถายะ หิตายะ สุขายะ เทวามนุสสานัง” ภิกษุ (ผู้เห็นภัยในวัฏฏะ) ทั้งหลาย จงจาริกไป เพื่อประโยชน์และความสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์ทั้งหลาย จะเห็นได้ว่า จากพุทธพจน์นี้ พระองค์ขยายผลไปถึงเทวโลก ในฐานะผู้ยังเวียนว่ายตายเกิด ทุกวันนี้โลกใกล้ชิดกันมากกว่าเดิม เรื่องทั่วทุกมุมโลกรู้ได้ภายในอึดใจเดียว
                     ๔) ให้ความรักและเมตตาช่วยเหลือกันและกัน ในสถานการณ์อย่างนี้ เปรียบเหมือนสถานการณ์นกที่อยู่ในตาข่ายดักจับ ถ้าหากต่างถกเถียงกันอยู่ว่าเป็นหน้าที่ของคนนั้นคนนี้ ฉันไม่เกี่ยว มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ ก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด สุดท้ายก็ตายยกชุด ถอดประเทศออก ถอดโลโก้ ยี่ห้อ ผลกำไร ขาดทุน พรรค ขั้วอำนาจออก ความโง่ ฉลาดออก มองเห็นทุกคนเป็นคน (Human Being) มองด้วยสายตาแห่งพ่อแม่ที่รักและเมตตาต่อลูก ๆ ที่กำลังได้รับความทุกข์ร้อนจากโรคภัย ให้ความรักความเมตตาอาทร ช่วยเหลืออย่างไม่มีข้อแม้
                     ๕) ให้เกิดศรัทธา คือ ความเชื่อมั่น เป็นความเชื่อมั่นประกอบปัญญาว่า กายและใจสัมพันธ์กัน ปัจจุบันหน่วยงานทางพระพุทธศาสนาได้ให้ชาวพุทธสวดมนต์ช่วยเหลืออีกทางหนึ่ง ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ป้องกันลูกศรดอกที่สอง” ในสัลลัตถสูตร สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค โดยความว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงเปรียบเทียบบุคคล ๒ ประเภท คือ คนโง่กับคนฉลาด คนโง่พอได้รับความทุกข์ทางกาย เหมือนถูกลูกศรดอกแรกอยู่แล้ว กลับเดือดร้อนทางใจอีก เปรียบเหมือนถูกลูกศรดอกที่สองยิงซ้ำเข้าไปอีก ส่วนคนฉลาดนั้น เมื่อได้รับความทุกข์ทางกายย่อมไม่เดือดร้อนทางใจ คือไม่ถูกลูกศรดอกที่สองยิงซ้ำ การสวดมนต์เป็นการสร้างศรัทธาว่าตนจะไม่ถูกลูกศรยิงซ้ำ เจ็บเฉพาะทางกาย แต่ใจไม่กระวนกระวาย รตนสูตร เป็นพระสูตรที่เกี่ยวกับความศรัทธาในพระรัตนตรัย ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และปฏิบัติตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อกล่าวทางวิทยาศาสตร์ การตั้งใจสวดมนต์ย่อมทำให้โมเลกุลน้ำในร่างกายเรียงตัวได้ดี นั่นส่งผลให้มีจิตใจสงบ เยือกเย็นขึ้น มีสติปัญญาขึ้น ไม่สับสนวุ่นวาย วิตกกังวล
          ๖. ได้โอกาสอันดีที่จะ Detox ประเทศ เมื่อพิจารณาโดยละเอียดแล้ว ประเทศไทยนั้นมีพิษหลายอย่างคงค้าง จะเห็นได้จากประเทศไทยในฐานะประเทศพระพุทธศาสนา แต่ภาพที่ปรากฏยังไม่สามารถสื่อนัยว่าได้ปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนา ดังดัชนี้เรื่องอาชญากรรม การละเมิดกฎเกณฑ์พื้นฐานของมนุษย์ด้วยกัน ได้แก่ ทำร้าย เข่นฆ่าคนและสัตว์ แย่งชิงลักขโมยสิ่งของผู้อื่น ทำลายสัมพันธภาพของครอบครัวตนเองและผู้อื่น บิดพลิ้วผิดสัญญาข้อตกลงที่ให้ไว้ และทำลายสุขภาพของตนเองด้วยยาเสพติด การไม่ทำหน้าที่ชาวพุทธให้ถูกต้อง เป็นต้น แสดงว่า มีสารพิษตกค้างในประเทศมาก บัดนี้ได้โอกาสอันดีที่จะ Detox ประเทศไทย COVID-19 เข้ามาท้าทายภูมิปัญญาของคนไทยแล้ว เพราะมนุษย์โดยมากมักจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุการณ์หนัก ๆ เข้ามาในชีวิต ต้องอาศัยสถานการณ์นี้
                     (๑) Detox ด้านคุณค่าแท้ คนไทยได้รับพิษการเสพคุณค่าเทียมสูง ต้องถอนพิษด้านนี้ให้ออกไป และให้รู้คุณค่าแท้ของชีวิตตามปัจจัย ๔ คือ อาหารที่มีประโยชน์ทางโภชนาการ สะอาด ปลอดภัย ทานในเวลาที่ควรทาน ทานเท่าที่ร่างกายต้องการเท่านั้น ไม่ทานสัตว์แปลกประหลาด ทานแบบพิสดารเครื่องนุ่งห่ม เสื้อผ้าอาภรณ์ใช้ปกปิดร่างกาย ป้องกันอันตรายจากดิน ฟ้า อากาศ แมลง สิ่งมีพิษทั้งหลาย     นุ่งห่มอย่างมีความเป็นเอกลักษณ์ของชาติ เหมาะสมกับภูมิประเทศ ที่อยู่อาศัย ให้ถูกสุขลักษณะ ใช้ประโยชน์เต็มพื้นที่ บ้านคือสถานให้ความสุข สงบ พักผ่อน สบาย ไม่สร้างบ้านให้คนรับใช้อยู่และเอาไว้อวดฐานะ ยารักษาโรค รู้จักใช้ยาสามัญประจำบ้าน สมุนไพรใกล้ตัว รู้จักปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้แก่กันและกัน และใส่ใจสุขภาพ ไม่ใช่ผลิตยาเพื่อทำกำไร
                     (๒) Detox ด้านการศึกษา ถือได้ว่า มีความเป็นพิษค่อนข้างสูง การศึกษาต้องพัฒนาอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้มีคุณภาพ ศักยภาพ สมรรถภาพ และประสิทธิภาพ ทุกองค์ความรู้ ทุกหลักวิชา ต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาชีวิตให้สูงขึ้น เจริญขึ้น ขับไล่ความเห็นแก่ตัวได้อย่างชะงัด ปลูกความเสียสละให้งอกงาม มีทั้งความรู้ควบคู่คุณธรรม ไม่ใช่การศึกษาหมาหางด้วน การศึกษารับใช้โรงงาน
                     (๓) Detox ด้านทัศนคติ ประเทศไทยมีความเป็นพิษทางทัศนคติสูง ให้ใช้หลักสามัคคีธรรมและอหายนธรรม ได้แก่ สาราณียธรรมและอปริหานิยธรรมมาเป็นตัว Detox โดยใช้ Goal Setting คือ ความสงบสุขร่มเย็นเป็นสุขถ้วนหน้า เป็นเป้าหมาย คนมีทรัพย์สมบัติมากอนุเคราะห์ สงเคราะห์คนมีน้อย ให้โอกาสคนมีปัญญาทำงาน ดึงคนมีความรู้เข้ามาพัฒนาประเทศ ดังที่สมเด็จพระปิยมหาราชได้ทรงทำไว้ พึ่งพาตนเองให้มาก ดังที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงทำไว้ Detox ขจัดพิษหมั่นไส้และความคิดลบ (Negative Thinking) ออกไป พิษตกค้างนี้กัดกร่อนชีวิตคนไทยมาหลายชั่วอายุคน ทั้งที่แต่เดิม คนไทยได้รับสมญานามว่า สยามเมืองยิ้ม (Land of Smile) หรือ แดนแห่งพระพุทธศาสนา (Land of Yellow Robe) คือ ประเทศสงบร่มเย็น
                     (๔) Detox ด้านรังสรรค์ขุมปัญญา ประเทศไทยมีพิษขุมปัญญาตีบตัน ไม่ว่าจะเป็นความเจริญในด้านใดๆ ไทยต้องไปรับมาจากต่างประเทศ ทั้งที่ประเทศของเรานั้นมีขุมปัญญาอันยิ่งใหญ่ ได้แก่ พระไตรปิฎก ภูมิปัญญาของโลกที่มีอยู่กัปป์นี้ไม่มีใครเกินพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เทวดา มาร พรหม ใน ๓ โลก ปูพรมทำวิจัยแบบรังสรรค์นวัตกรรมออกมาใช้ในทุกมิติเพื่อพัฒนาประเทศนี้ รังสรรค์ความเจริญบนตารางพื้นที่ประเทศไทยอาศัยพระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้าในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต อย่าให้พระไตรปิฎกเป็นเพียงคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทางพระพุทธศาสนาใช้สำหรับกราบไหว้บูชา คำสอนของพระพุทธเจ้าจะมีอภินิหาริย์ก็ต่อเมื่อนำมาปฏิบัติ ปรับใช้ได้กับชีวิตทุกมิติ ที่เรียกว่า “อนุสาสนีปาฏิหาริย์”
                     (๕) Detox ด้านกล้าคิด กล้าทำ สารตกค้างพิษในประเทศไทย คือ การไม่กล้าคิด ไม่กล้าทำ กลัวถูกตำหนิ ถูกเอาโทษ ถูกกลัวว่า ล้ำหน้า เป็นสารพิษ “กลัวมันเก่ง” ตกค้างมา เพราะถ้าเก่ง เกรงว่าคนไทยไม่เชื่อฟัง ใครคิดจะทำอะไรด้วยตนเองไม่ได้ ต้องรายงานก่อน รออนุญาตก่อน รอผู้ใหญ่ก่อน รอเห็นชอบก่อน มุ่งแต่เอาผิด ไม่เอาถูก เขียนระเบียบบอนไซความสามารถคน พิษในตัวประเทศด้านนี้มีสูง ต้องได้รับการ Detox ให้เป็นกล้าคิด กล้าทำ ใครทำได้ให้มารับเหรียญอัจฉริยะ ส่งเสริมให้พัฒนาความสามารถเพื่อความเป็นเลิศ ทั้งสองด้านคือ ความรู้และความประพฤติ คนไทยมีเชื้อสายมาจากคนหลายเผ่าพันธุ์ แต่ละเผ่าพันธุ์จะมีความโดดเด่นของตนเอง ส่งเสริมให้แต่ยีนส์ของเผ่าพันธุ์นั้น ๆ แสดงศักยภาพของตนออกมาให้ได้ ภายใต้หลักการที่ว่า “ภูมิปัญญาไทย รับใช้โลก”
          ทางเลือก และทางรอดที่แสดงมา เป็นไปทั้งระบบ เพียงแต่อาศัยจังหวะและโอกาสที่ประเทศได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสระบาดครั้งนี้มาสร้างทางรอดให้คนไทย ศึกษาได้จากแผนภูมิต่อไปนี้


 ที่มา : รศ.ดร.สุวิญ รักสัตย์ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๓

จากพฤติกรรมวงจรชีวิตหนูมาสู่การเรียนรู้ปรับตัวของมนุษย์ อาศัยสถานการณ์ COVID-19 ถึงเวลา Detox ประเทศ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าน่าจะให้บทเรียนแก่มนุษย์ มนุษย์ต้องหันกลับมาทบทวนตนเองกันได้แล้ว มิฉะนั้น ธรรมชาติก็จะลงโทษ ธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่ต้องพิชิตเอาชนะ แต่ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และปรับสมดุล เหตุปัจจัยที่เรียกว่า ปัจจยการ ซึ่งเป็นรากฐานของธรรมชาติมีความจำเป็นต้องได้รับการเรียนรู้ให้ชัดแจ้ง ทฤษฎีห่วงโซ่อาหาร ทฤษฎีสัมพัทธภาพเชิงนิเวศ แนวคิดหมู่บ้านโลก (Global Village) หรือ บ้านของฉัน (My Gaia) เป็นเรื่องที่มนุษย์ต้องศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้เพื่อการดำรงอยู่บนโลกได้อย่างปลอดภัย โลกต้องได้รับการปกป้องคุ้มครอง รังสรรค์ให้โลกให้น่าอยู่มากกว่านี้ แม้ว่าโลกจะต้องเสื่อมสลายไปตามกาล แต่ถ้ามนุษย์รู้จักเรียนรู้โลกให้เข้าใจและรู้จักรักโลกดุจดังรักชีวิตของตนเองก็จะเป็นทางรอดได้ บัดนี้ พึงใช้โอกาสการแพร่ระบาดของ COVID-19 มาสร้างความเข้าใจรากฐานของสาเหตุ และร่วมมือกันรักษาโลกไว้ มาช่วยกันทำโลกนี้ให้เป็นมรดกอันมีค่าแก่ลูกหลานในอนาคตกาล ไม่ทิ้งโลกที่เป็นมรดกพิษไว้ให้พวกเขา
สำหรับประเทศไทย เรามีพระพุทธศาสนาเป็นรากฐานของชีวิต ชาวพุทธต้องรู้จักนำหลักพุทธธรรมในพระไตรปิฎกมาใช้ในทุกมิติ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งชีวิต หลักคำสอนก็มีไว้สำหรับการดำรงชีวิตอย่างแท้จริง มิใช่มีไว้ให้เป็นพิษทางความรู้ หรือมีไว้เป็นเพียงเครื่องประดับหิ้งบูชา หรือมีไว้เป็นเพียงฉลากยาสำหรับอ่าน แต่มีไว้สำหรับใช้เป็นสารตั้งต้น Detox ประเทศ มีไว้เพื่อให้รู้จักอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล มีไว้สร้างภูมิปัญญาป้องกันเชื้อไวรัสทั้งหลายในโลก ไวรัส COVID-19 เป็นเพียงแค่กรณีตัวอย่าง ยึดหลักอริยสัจ ๔ มาปรับใช้ เสริมสร้างพลังใจให้มีศรัทธาและปัญญา เมื่อถูกลูกศรแรกยิงเข้าทางกาย ก็ต้องไม่ให้ลูกศรดอกที่สองยิงซ้ำเข้าไปทางใจ “ธัมโม กุโลกปตนา ตทธาริธารี” ธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรมไม่ให้ได้รับความทุกข์ เดือดร้อน “ธัมโม หเว รักขติ ธัมมจาริง” ธรรมย่อมรักษาผู้ทำคุณความดี “ธัมโม สุจิณโณ สุขมวาหติ” คุณความดีที่ผู้ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว ย่อมนำมาซึ่งความสงบสุข



¥¥¥¥¥¥¥



วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2561





เสขะ-ขีณาสวปกาสินี

การแยกแยะผู้ศึกษาในพระศาสน์
วัดตรงที่สามารถข้ามผ่านขันธ์
ดำรงชีพอิสระเป็นประกัน
เรียกว่าขั้นเสขาเสขะคน
เห็นภูตะปฏิบัตินั่นเกิดดับ
ภูตะรับอาหารสืบสานผล
หมดสิ้นเชื้อหมดกันในบัดดล
คงฝึกฝนเรื่อยไปเป้าหมายมี
ส่วนผู้เรียกอเสขะขีณาสพ
คือผู้พบภูตะทำหน้าที่
ละยึดมั่นด้วยปัญญาสัจวาที
เกิดดับนี้ตถตาสังขาต์ธรรม




เรื่องบางเรื่องเป็นเรื่องคิดตามหลักปกติธรรมดาไม่ได้ เพราะร่องแห่งความคิดนั้นเป็นร่องที่กำหนดไว้แล้วว่า ต้องเป็นไปอย่างนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่ใช้ความคิดตามร่องเดิม ๆ ก็จะเกิดผลแบบเดิม ๆ อยู่เสมอ แม้ว่า ผลจะเกิดขึ้นในเชิงปริมาณจะมีขึ้น เกิดขึ้นอย่างหลากหลาย แต่ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นก็คือ ทุกอย่างยังคงเป็นแบบเดิม ๆ คือ กระบวนการเสริมแรงด้วยอาหารแห่งอัตตา อัตตาเจริญขึ้นได้เพราะอาหารเหล่านั้น ขันธ์ดำรงอยู่อย่างอ้วนพีเพราะมีอาหารเสริม ความคิด คือ กระบวนการของขันธ์ (สังขารขันธ์) ที่ทำหน้าที่อยู่ภายใต้ร่องเดิม ๆ อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ การคิดที่ถูกโปรแกรมไว้แล้วด้วยอวิชชาจึงไม่เหลือแสงสว่างใดเลยที่ส่องทางออกไปได้
ชีวิตที่เริ่มต้นด้วยความคิดดิ้นรน อยากชนะ อยากรวย อยากมีอยู่มีกิน อยากสะดวก สบาย อยากได้ อยากมี อยากเป็น ไม่อยากพบกับความทุกข์ยาก ไม่ยากประสบสิ่งอันไม่พึงใจทั้งหลาย ไม่อยากเจอสิ่งทำลายความหวังทั้งมวล ร่องความคิดที่เริ่มด้วยความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ล้วนแล้วแต่เป็นความคิดที่ตกอยู่ภายใต้ร่องความคิดปกติของมนุษย์โลกที่เดินทางไปสู่กับดัก และไม่อาจเอาชนะได้เลย เป็นกับดักแห่งคองยักษ์ (อวิชชา) ที่รอคอยจนผู้คนคิดว่าตนไปใกล้ถึงเส้นชัยแล้วโผเข้าหาเส้นชัย สุดท้ายเข้าก็พบว่า ตนพ่ายแพ้อีกแล้ว คนอื่น ๆ ก็ยังคงไม่เชื่อว่า คนที่พ่ายแพ้นั้นเพราะเขาไร้ความสามารถ ตนเองต่างหากที่มีความสามารถเข้าถึงเส้นชัย จึงกระโดดเข้าหา สุดท้ายเขาก็ไปถึงจุดจบแห่งความพ่ายแพ้เช่นกันคนแล้วคนเล่า เป็นกันทั้งโลก จุดจบนั้นก็คือ ชีวิตไร้ความหมาย ชีวิตที่กลวงหาแก่นสารอะไรไม่ได้ ผู้ที่พอจะมีปัญญาก็จะสำนึกตนได้ในขณะนั้น แต่ผู้ไม่มีปัญญาก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง
Ready Player One” เป็นกรณีตัวอย่างของคนทั้งโลกที่มุ่งเดินทางไปตามกระแสความคิดปกติ แต่แล้วก็ต้องถึงจุดจบ เพราะต่างมุ่งหวังจะเข้าถึงเส้นชัยด้วยความคิดปกติ เช่นเดียวกับ เวด วัตส์ Wed Wats ภายใต้ชื่ออวตารในโลกแก่ OASIS ว่า พาร์ไซวัล ผู้เข้าใจความคิดของ James Holliday ภายใต้แนวคิดของ Ernest Cline ผู้เขียนเรื่อง โดยมี Steven Spielberg เป็นผู้รังสรรค์ผลงาน “ถอยหลังให้เต็มที่” เป็นกระบวนการคิดที่กลับด้านในเรื่องนี้ ในที่สุดเขาก็พ้นจากกับดักของโลก

Related image

การคิดสวนทางกับโลกเป็นเรื่องยากยิ่ง จำเป็นต้องใช้พลังมหาศาลในตอนต้น เปรียบเหมือนการส่งกระสวยอวกาศขึ้นสู่วงโคจรของโลก จำเป็นต้องใช้พลังขับส่งที่มีพ้นพลังมหาศาลจึงจะสามารถหลุดพ้นจากแรงโน้มถ่วงของโลกได้ พลังนี้ก็เช่นเดียวกับพลังกลับด้านของความคิดใน Ready Player One ที่สวนกระแสของความคิดปกติที่ทะยานไปข้างหน้า การทะยานไปข้างหลังอย่างแรง จะพบว่า เป็นคนละระดับของคนในโลก เขาจะเห็นความเป็นไปของโลกที่คนเป็นกันอยู่ เห็นคนทั้งหลายกำลังตะเกียกตะกายทะยานไปข้างหน้า เห็นหายนะทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นกับคนที่แข่งขันเหล่านั้น แต่เขากำลังกลับไปข้างหลัง เป็นกระบวนความคิดสายปฏิโลม
กระบวนความคิดสายปฏิโลม เป็นปฏิจจสมุปบาทที่สวนกระแสของโลก เพราะโลกหมุนไปตามอำนาจของอวิชชา แต่กระบวนการสายปฏิโลมนั้นไม่เป็นไปตามอำนาจ กลไก ความคิด ความเข้าใจธรรมดาของโลกอย่างนั้น เป็นกระบวนการกลับด้าน ไม่เป็นไปตามอำนาจโลก แต่เป็นไปตามพลังถอยกลับแห่งพละ ๕ คือ ความเชื่อมั่น ความเพียร ความระมัดระวัง ความตั้งใจมั่น และความรอบรู้ ถอยเต็มแรง ถอยเต็มกำลัง ในที่สุดก็จะพบว่า ด่านแต่ละด่านนั้นพังลงตามลำดับ ไม่ว่าจะกระทบกับอะไร ไม่เข้าไปใส่ความคาดหวังอะไร อะไร อะไร และต้องอะไรต่อไป แต่กลับสร้างความชัดเจนในปรากฏการณ์นั้น ๆ ขึ้นมาแทน มีแต่ความแจ่มชัดในขันธ์ ธาตุ อายตนะ ผัสสะ เวทนา ด่านแต่ละด่านก็ล้มลงไปตามลำดับ เพราะอาศัยความแจ่มแจ้งในขณะนั้น ๆ เท่านั้น นี่เป็นกระบวนการผิดปกติของโลก เป็นการทวนกระแสโลก
เบญจขันธ์คือ โลก ที่มีลักษณะไหลไปตามปกติของโลกด้วยอำนาจของอวิชชา เมื่อคิดสิ่งใดก็คิดไปตามโลก ไม่สามารถคิดหลุดไปจากวงจรโลกได้ ในภูตสูตรแห่งสังยุตตนิกาย กฬารขัตติยวรรค (สํ.นิ.๑๖/๓๑/๖๑) พระพุทธเจ้าได้ยกคำถามของอชิตมานพ ศิษย์ของพราหมณ์พาวรีขึ้นเพื่อให้พระสารีบุตรขยายความว่า “พระขีณาสพเหล่าใดมีสังขาตธรรม ส่วนพระเสขะที่ยังไม่มีสังขาตธรรมนั้นดำรงชีวิต” พระสารีบุตรไม่ทราบจะตอบอย่างไรดีในข้อนี้จึงเงียบอยู่ พระพุทธเจ้าจึงให้แนวว่า เธอเห็นหรือว่านี่คือ ภูตะ (เบญจขันธ์)” พระสารีบุตรจึงได้แนวในการขยายความ
ความสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ว่า เส้นทางของการพ้นจากเบญจขันธ์นี้ทำอย่างไร ก่อนอื่นก็ต้องรู้อย่างลึกซึ้งในเบญจขันธ์ก่อน เบญจขันธ์นั้นได้รวมกันทำงานอย่างเป็นระบบ ระเบียบ มีกลไกสมบูรณ์แบบตามลักษณะที่โลกดำเนินไปอยู่ กล่าวคือ มีการกระทำไปตามกาย วาจา ใจ มีการคิด จดจำ รู้สึก รับรู้ และหมุนวนไปมา สลับกันไปมา โดยมีอัตภาพนี้เป็นสนามทำงาน ผลักดัน ขับเคลื่อนไปตามอำนาจแห่งอวิชชา ตัณหา อุปาทาน มีตัณหาเป็นอาหาร เป็นปัจจัยให้ภูตะดำเนินไปได้อย่างไม่มีจบสิ้น
เมื่อใดก็ตามเข้าไปพิจารณาเบญจขันธ์ หรือ ภูตะ เห็นตามความจริงด้วยปัญญาอันชอบจึงย้อนกลับหลัง เข้าสู่สายปฏิโลม คือ ปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย ปฏิบัติอย่างไร ก็คือ ใช้ปัญญาพิจารณาความเกิดดับของขันธ์แต่ละขันธ์นั้น เห็นขันธ์แต่ละขันธ์เกิดขึ้นก็เพราะอาหาร คือ มีความอยากเป็นไปในเบื้องหน้า ถ้าหากดับความยาก คือ อาหารของเบญจขันธ์เสียได้ เบญจขันธ์ก็ดับไปก็เพราะอาหารฉะนั้น กระบวนการกลับหลังหันให้กับอาหาร กระทำได้ด้วยการเห็นแจ้งด้วยสติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียร ถึงสภาพที่ขันธ์เกิดดับอยู่อย่างนี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า วนแล้ว วนเล่า ครั้งแล้ว ครั้งเล่า พระเสขะทั้งหลายจึงเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด พิจารณาต่อไป  ๆ จนกว่า จะเป็นการเห็นแจ้งในจิตอยู่ทุกเมื่อ เป็นธรรมชาติอัตโนมัติแห่งการเห็น เรียกบุคคลเช่นนี้ว่า พระเสขะบุคคล
ส่วนผู้ใดที่เมื่อเห็นแจ้งแล้วเพราะความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ละความยึดมั่นถือมั่นในเบญจขันธ์ได้แล้ว มีปัญญาอัตโนมัติแล้ว จิตหลุดพ้นจากการยึดมั่นถือมั่นในเบญจขันธ์อีกต่อไป นี้เรียกว่า พระขีณาสพ สุดท้ายพระพุทธเจ้าตรัสจึงกับพระสารีบุตรว่า
“สารีบุตร บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า นี้คือ ภูตะ (ขันธปัญจก) ที่เกิดแล้ว ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อความดับภูตะที่เกิดแล้ว ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ขันธปัญจกนี้เกิดเพราะอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อความดับแห่งขันธปัญจกที่เกิดเพราะอาหาร ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า สิ่งใดเกิดแล้ว สิ่งนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะความดับแห่งอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมปฏิบัติเพื่อความหน่าย เพื่อคลายความกำหนัด เพื่อความดับแห่งภูตะที่มีความดับเป็นธรรมดาเพราะอาหารนั้นดับไป
สารีบุตร ก็บุคคลชื่อว่ามีสังขาตธรรมเป็นอย่างไร คือ บุคคลเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า นี้คือภูตะ ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย คลายกำหนัด ดับ เพราะไม่ถือมั่นภูตะ ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ภูตะนี้เกิดเพราะอาหารนั้น ครั้นเห็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย คลายกำหนัด ดับ เพราะความไม่ถือมั่นภูตะที่เกิดแล้วเพราะอาหารนั้น ย่อมเห็นด้วยปัญญาโดยชอบตามความเป็นจริงว่า ภูตะใดเกิดแล้ว ภูตะนั้นมีความดับเป็นธรรมดา เพราะความดับแห่งอาหารนั้นครั้นเห็นอย่างนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นเพราะความหน่าย คลายกำหนัด ดับ เพราะไม่ถือมั่นภูตะที่มีความดับเป็นธรรมดา บุคคลได้ชื่อว่ามีสังขาตธรรม (พระขีณาสพ) เป็นอย่างนี้
กระบวนการคิดที่ไม่เป็นไปตามปกติของโลกที่มุ่งแต่ความยากเป็นเป้าหมาย ก็ย่อมมีแต่ความเกิดแห่งเบญจขันธ์อยู่นั่นเอง เบญจขันธ์นี้ก็คือที่รวมลงแห่งทุกข์ทั้งมวล เป็นกระบวนการสายทุกข์ การที่ไม่รู้ความเกิดและความดับของเบญจขันธ์ว่าสิ้นสุดลงได้อย่างไร ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากเกมของวัฏฏะได้อย่างนั้น เกมของวัฏฏะนั้นมีกิเลส กรรม วิบาก เป็นกระบวนการขับเคลื่อน เมื่อใดที่ไม่ถอยให้สุดกำลัง ไม่กลับหลังให้สุดกำลัง เมื่อนั้นเส้นชัยที่แท้ก็ไม่ปรากฏ
ความต่างกันระหว่างผู้อยู่ระหว่างทาง ผู้พ้นจากการเดินทาง และผู้ที่ไม่เข้าทางนั้นต่างกัน ผู้อยู่ระหว่างทางที่เรียกว่า เสขะบุคคล เป็นผู้เห็นสังขาตธรรมแล้ว กำลังเร่งเครื่องเพื่อทำความเห็นแจ้งขันธ์อยู่ก็ยังชื่อว่า ผู้กำลังมุ่งไปสู่จุดหมายแบบไม่ได้มุ่งไปไขว่คว้า แต่ทำให้ปัญญาชัดเจนยิ่งขึ้น ๆ ส่วนผู้ที่มีสังขาตธรรมแล้ว ก็คือ ผู้ที่ข้ามพ้นเกมแห่งเบญจขันธ์แล้ว หลุดพ้นจากโลกแห่งขันธมายา พ้นจากโลกแห่งสมมติมายา พ้นจากโลกแห่งการหลีกหนีความจริง และพ้นจากโลกแห่งเกมการเสพสารตัณหา สำหรับผู้ที่ยังไม่ทราบถึงทางออกของเกมก็ตกอยู่ภายในวังวนของเบญจขันธ์เกมอยู่อย่างไม่มีสิ้นสุด รอบแล้วรอบเล่า ชาติแล้วชาติเล่า การได้เห็นผู้ที่หยุดตามโลก การสังเกตผู้เข้าสู่ทาง การมีสติคิดกลับด้าน คือเส้นทางเข้าสู่ทางแห่งการหลุดพ้นจากเกมขันธมายาได้



จบเสขะ-ขีณาสวปกาสินี


วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2561





นิโรธมัคคญาณปกาสินี

โอ...ทุกข์เกิดประเสริฐนักควรจักเห็น
ผูกโยงเป็นกระบวนสายธรรมไหลต่อ
สิ่งนี้มีสิ่งนี้เกิดธรรมเปิดรอ
มีขั้วข้อเพราะปัจจัยสืบสายวน
สมุทัยปัจจัยเหตุกิเลสเชื่อม
ผูกพันเหลื่อมขมวดรับจนสับสน
อวิชชาตัณหายึดเหนียวหนืดตน
ปัญญาค้นเห็นวาระสละวาง
สายดับพลันอุบัติขึ้นจิตตื่นแล้ว
เป็นธรรมแถวปฏิโลมคือล้มร่าง
วัฏฏะสิ้นทุกข์หายซากประจักษ์ทาง
ส่องสว่างนิโรธะคามินี
วิสุทธิ์ญาณประกาศชี้อริยมรรค
ประกอบหลักปฏิบัติอัฏฐ์วิถี
ทิฏฐิชอบเสริมปัจจัยธรรมให้มี
เส้นทางนี้อริยพระสัทธรรม




การศึกษาค้นคว้าวิจัยในโลกยิ่งนับวันก็ยิ่งห่างไปไกลออกจากเส้นทางมากขึ้น เส้นทางในที่นี้หมายถึงเส้นทางสายพัฒนามนุษย์ให้เข้าไปสู่จุดหมายสูงสุดของชีวิต คือ เส้นทางสายกลางมุ่งตรงต่อพระนิพพาน ไม่แปลกใจว่า ในที่สุดโลกแห่งการศึกษาแทนที่จะเป็นการศึกษาให้ปัญญาเพื่อแสวงหาความสุข ความสมบูรณ์แห่งความเป็นมนุษย์ แต่การศึกษากลับมุ่งหมายไปที่การสะสม กอบโกย สนองการกิน กาม เกียรติ จนกลายพันธุ์ไปกันใหญ่ ไม่น่าเชื่อว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่เข้าใจว่า มีปัญญาโดยแท้ แต่กลับกระทำดุจเหมือนผู้ไร้ปัญญามากขึ้นเรื่อย ๆ ดูจากพฤติกรรมมนุษย์ทั่วไปที่มุ่งแย่งอาหารกันกิน แย่งถิ่นกันอยู่ แย่งคู่กันพิศวาส แย่งอำนาจกันครอง ผลแห่งการแย่งก็คือการทำลาย เบียดเบียนกันและกันนั่นเอง
ถามว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ก็ต้องตอบว่า ผู้ที่ดูแลการศึกษาของประเทศและของโลกนั้นไม่มีมุมแห่งความคิดด้านการสร้างความสมบูรณ์ให้กับความเป็นมนุษย์เหลืออยู่เลย มีแต่มุมที่เรียกว่า แข่งขัน โลกแห่งการแข่งขัน โลกแห่งการชิงความได้เปรียบ โลกแห่งการเป็นผู้นำการค้า ทรัพยากร ทหาร อาวุธ เทคโนโลยี เข็มทิศชีวิตชี้ไปสู่สงครามแห่งการแข่งขันเท่านั้น ไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่เลยสำหรับมนุษย์ยุคปัจจุบัน ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากบรรยากาศทั้งมวล สถานการณ์ทุกจุดของโลก ตกอยู่ในภาวะสงครามแย่งชิงข้างต้น หากมีใครคนใดคนหนึ่งเปิดหน้าต่างชีวิตบานอื่นหยิบยื่นให้ เหตุผลนับพันจะอัดเขาทันทีว่า “พวกไม่คิดทำอะไร พวกยอมแพ้” ยังจำเหตุผลของเล่าปี่ที่ไปหาขงเบ้ง แต่ไม่พบ กลับไปพบซุยเป๋งพ่อตาขงเบ้ง ซุยเป๋งหยิบยื่นทางสงบให้ แต่เล่าปี่ก็มีเหตุผลเพราะ ๆ ให้กับตนและสหายว่า “ปราชญ์เต๋ารักสันโดษ แต่เราไหนเลยจะให้ทรราชครองเมือง” ที่ร้ายแรงกว่านั้น คือแนวคิดของคอมมิวนิสต์ที่เห็นผู้มีปัญญาอยู่อย่างมนุษย์ที่มีความสุขสมบูรณ์ว่า เป็นคนไร้ค่า พวกเขามองค่าของมนุษย์อยู่ที่วัตถุ พวกเขาจะบังคับให้บุคคลเหล่านี้ไปทำงาน หาเลี้ยงชีพ สร้างความร่ำรวยให้กับรัฐ แล้วเป็นฐานให้กับอำนาจของพวกเขานั่นแหละคือคุณค่าชีวิต
บุคคลผู้แสวงหาทางสร้างความสมบูรณ์ให้กับชีวิต เห็นแล้วว่า วิถีแห่งการแย่งชิงนั้นนำมาซึ่งความทุกข์ ความเดือดร้อน ทั้งตนเองและผู้อื่น ยังจดจำเหตุผลที่พระเตมีย์โพธิสัตว์เห็นประโยชน์ของการดำรงชีวิตอย่างมนุษย์ที่สมบูรณ์ยินยอมอดทนอยู่ถึง ๑๖ ปี ในที่สุดพระราชา ๓ เมืองก็เห็นด้วยว่า การดำรงชีวิตอยู่อย่างมนุษย์ที่สมบูรณ์นั้นอยู่ได้ และอยู่อย่างผู้มีปัญญานั้นประเสริฐอย่างยิ่ง ถ้อยคำสำคัญในเหตุการณ์นี้ ก็คือ “กษัตริย์เหล่านี้สละสมบัติดุจบ้วนน้ำลายทิ้ง ไม่หวงแหนเสียดาย ไหนเลยเราจะเก็บน้ำลายที่เขาบ้วนทิ้งมาทานอีกเล่า” สำนวนนี้เป็นสำนวนวิเศษสำหรับผู้ที่มีปัญญารู้ว่า อะไรคือคุณค่าแท้ของชีวิต อะไรคือคุณค่าเทียมของชีวิต
มนุษย์เมื่อได้คิดเช่นนี้จึงจะเข้าใจชีวิตที่แท้ได้ ชีวิตที่แท้นั้นคือความสุข ความสุขอันเกิดจากกาม เกิดจากความสงบ และการจากการปล่อยวางหลุดพ้น เป็นแต่ละระดับ ไม่ว่าจะเป็นความสุขแบบไหน ก็ต้องมีเหตุปัจจัยทำให้เกิดขึ้น ชาวโลกล้วนประสงค์สุขอันเกิดจากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และซาบซึ้งจิต แต่ไม่ใช่การสะสมทรัพย์สมบัติให้ท่วมท้นล้นธนาคาร ไม่ใช่ต้องเป็นเศรษฐีติดอันดับของโลกจึงจะได้รับความสุขอย่างนั้น นั่นไม่ใช่ปัจจัยที่ถูกต้อง แต่ปัจจัยที่ถูกต้องก็คือ การรู้จักวิธีได้รับความสุขเช่นนั้น นี่คือ จุดประสงค์ของการศึกษาที่แท้จริง การดำรงชีวิตด้วยการเสพความสุขเช่นนั้นโดยมิใช่มุ่งแข่งขัน มุ่งเสพสื่อ หลงเข้าไปติดกับในเครื่องเสพติดทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ เกม เน็ต ไลน์ และอื่น ๆ ใด เพราะนั่นคือ ผู้ที่ยังไม่ได้รับการศึกษา หน้าที่ของผู้ให้การศึกษาต้องทำให้คนมีปัญญา รู้ เข้าใจ ปฏิบัติอย่างเป็นมนุษย์ที่ได้รับการศึกษาในการหาความสุขให้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นจะต้องขยับฐานความสุขขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่ายินดีความสุขแบบหนอน ๆ ที่ต้องกินต้องเสพสิ่งปฏิกูลอยู่อย่างนั้นว่าเป็นสิ่งที่สุดยอดที่สุดในชีวิต หน้าที่การศึกษาคือ ทำให้คนเข้าใจความสุขที่มีระดับสูงขึ้นไป และทำให้คนขยับฐานไปให้ได้
เส้นทางที่ขยับฐานนั้นเรียกว่า ทางแห่งกุศล หรือกุศลกรรมบถ และทางสายกลางอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐ เรียกว่า อริยอัฏฐางคิกนิโรธคามีนีมัชฌิมาปฏิปทา นี่เป็นทางที่นำไปสู่การเลื่อนระดับสำหรับบุคคลผู้แสวงหาปัญญา เป็นหัวใจปรัชญาของการศึกษา ที่เรียกว่า “ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่ฉลาดรู้จักเลือกสิ่งที่เป็นคุณค่าแท้ของชีวิตได้ดียิ่งขึ้น”
ผู้ที่ยังไม่แน่ใจ ก็ให้พิสูจน์ด้วยตนเองก่อน ให้ฝึกตนเองเป็นนักพิสูจน์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นนักศึกษา ค้นคว้าวิจัยด้วยตนเอง พิสูจน์อย่างไร ก็พิสูจน์โดยการศึกษาเส้นสายกระบวนธรรมที่เกิดขึ้น เห็นความทุกข์อันเกิดขึ้นทั้งหลายกับตนและกับผู้อื่นในลักษณะอย่างลึกซึ้ง สำนวนที่ว่า “เมื่อเห็นทุกข์ ก็ถึงธรรม” ย่อมเกิดขึ้นกับผู้พิสูจน์ ก็ทุกข์คืออะไร ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ได้สิ่งที่ไม่ต้องการได้ ไม่ได้สิ่งที่อยากได้ สรุปแล้วตัวขันธ์คือ ทุกข์ จงใช้ความรู้สึก สติ ปัญญา เข้าไปสัมผัสกับทุกข์เหล่านั้น ให้เห็นความทุกข์เหล่านั้นมีอยู่ในตน มีแต่ทุกข์ที่เกิดกับตนจึงเป็นทุกข์ที่แท้ ถ้ามิใช่ทุกข์เกิดกับตนก็ไม่สำนึก เช่น เราเห็นผู้อื่นบาดเจ็บ ล้มตาย อย่างมากก็รู้สึกเสียใจ อย่างน้อยก็ปล่อยผ่าน ไม่กระเทือนความรู้สึกอย่างใด แต่พอหนามตำเท้าตนเอง ปวดฟัน คนรักทิ้ง ฯลฯ เมื่อนั้นจึงรู้สึกว่า นั่นเป็นทุกข์จริง ๆ การที่เห็นทุกข์อย่างลึกซึ้งเช่นนี้จะทำให้เข้าใจทุกข์ว่า แท้จริงเกิดจากอะไร
ผู้มีปัญญาศึกษาพิสูจน์ความจริงจึงจะเห็นต่อไปว่า แท้จริงความทุกข์ทั้งมวลนั้นเกิดขึ้นก็เพราะอาศัยปัจจัยเหล่านี้ คือ การเกิดมีชีวิต การกระทำให้เกิดมีชีวิต การยึดติดในชีวิต ความมุ่งหมายอยากในชีวิต ความรู้สึกต่อชีวิต การกระทบกันของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์แห่งชีวิต การทำงานร่วมของระบบชีวิต การปรุงขึ้นแห่งชีวิต โดยมีความไม่รู้เป็นฐาน สิ่งที่เรียกว่า ทุกข์จึงปรากฏขึ้น ก็เมื่อปัจจัยเหล่านี้อาศัยกันและกันเกิด ปัจจัยเหล่านี้ก็ต้องอาศัยกันและกันดับได้ นี่คือ ญาณเป็นเครื่องรู้ ในเชิงวิทยาศาสตร์เปรียบเหมือน ไฟเกิดขึ้นเพราะอาศัยเชื้อ ความร้อน อากาศ และประจุไฟ เมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งขาดไป ไฟก็ดับไป ความทุกข์ก็ฉันนั้น เมื่อเหตุแห่งทุกข์ คือ ชาติหมดไป ความแก่ ความเจ็บ ความตายก็หมดไปด้วย นี่คือความเป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน ที่เรียกว่า “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ”
ปัญญาที่เห็นแจ้งสายเกิดและสายดับเช่นนี้เป็นการเข้าไปศึกษาในระดับต้นตอของเหตุ ดุจดังนักวิทยาศาสตร์ที่ทราบถึงกระบวนการได้ยินเสียงว่า มีกระบวนการอย่างไรบ้าง ไม่มุ่งหมายไปที่เสียงอะไร แต่มุ่งหมายไปว่า ได้ยินได้อย่างไร เมื่อได้ยินแล้วส่งผลให้เกิดความรู้สึกอย่างไร เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง พระพุทธศาสนาเข้าไปทราบถึงสาเหตุของการได้ยินแล้วว่า เกิดจากอายตนะ ผัสสะ วิญญาณ ทำงานร่วมกัน ทำให้เกิดการได้ยิน ปัญหาอยู่ที่ว่า ได้ยินแล้วรู้สึกอย่างไร มัชฌิมาปฏิปทาจึงจำเป็นอยู่ในขั้นตอนนี้ เช่น ได้ยินคำด่าอย่างรุนแรง ผู้ที่ไม่มีการศึกษาก็จะต้องตกอยู่ในอำนาจของความทุกข์อันเกิดจากคำด่านั้น เพราะสัญญาเก็บไว้แล้วว่า เป็นคำด่า ด่าใคร ด่าเรา แต่ผู้ที่มีปัญญาและใช้มัชฌิมาปฏิปทาเป็นกระบวนการดับเหตุ มิให้เสียงนั้นเลื่อนไหลไปตามอำนาจอวิชชาโดยปกติ แต่เป็นการเกิดขึ้นแห่งปัญญากำกับ ก็เมื่อมีอายตนะก็ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงเสียง เสียงก็ไม่อาจกำหนดได้ว่าต้องเป็นคำชมหรือคำด่าเท่านั้น คลื่นเสียงกระทบหูเกิดการรับรู้ว่าเป็นเสียง และรู้ว่าเป็นคำด่า ความเพียร ปัญญาและสติ (อาตาปี สัมปชาโน สติมา) เข้าไปย่อยสลายให้เห็นว่า ก็เสียงเป็นเพียงคลื่นชนิดหนึ่งที่กระทบประสาทหู วิญญาณรับรู้ว่าเป็นคำด่า (หรือชม) แต่เมื่อไม่เข้าไปตั้งความยากไว้ว่า มีเขา มีเรา มีคำด่า และไม่ยึดว่าเป็นนั่นเป็นการด่า เป็นแต่อาการของเสียงที่ดังแล้วดับไปเท่านั้น ลองนึกถึงว่า คำนี้เมื่ออ่านเจอก็ดี หรือได้ยินลอย ๆ หรือเป็นภาษาอื่นที่เราไม่รู้ความหมายก็ดี คำนั้น เสียงนั้นก็หายไป จบไป ไม่มีผลอะไรทั้งสิ้น ก็เพราะไม่เข้าไปตั้งความยากยึดไว้นั่นเองว่า เป็นเรา เป็นเขา เป็นของเรา ของเขา คำด่า คำชม เห็นเพียงอาการเกิดดับ เป็นธรรมชาติล้วน ๆ ตกอยู่ในอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ยถาภูตญาณทัศนะก็เกิด อริยมรรคมีองค์แปดก็เกิดขึ้นเพียงลัดนิ้วมือเดียว เกิดขึ้นในจิตและดับในจิตนี้ เกิดขึ้นชั่วลมหายใจเข้า หายใจออกเท่านั้น นี่คือ กระบวนการสร้างเหตุปัจจัยสายดับด้วยมัชฌิมาปฏิปทา
การศึกษาปัจจยการบนฐานอริยสัจ ๔ นี้นำมาซึ่งการเลื่อนระดับชีวิตมนุษย์ให้สมบูรณ์ขึ้น รู้จักมีปัญญาเลือกสรรสิ่งที่เป็นคุณค่าแท้สำหรับชีวิตมากขึ้น มนุษย์ที่ได้ชื่อว่า ผู้มีปัญญาจักต้องพิสูจน์ทราบด้วยตนเอง ธรรมในพระพุทธศาสนามุ่งหวังให้ผู้มีใจเป็นนักพิสูจน์ทราบได้ทดลอง เมื่อนั้นความจริงก็จะประจักษ์แจ้งด้วยตนเอง การศึกษาของโลกพึงมุ่งพัฒนาชีวิตอย่างนี้จึงจะสมกับเป็นมนุษย์ผู้มีปัญญาที่แท้


จบนิโรธมัคคญาณปกาสินี





วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2561




ทุกขผัสสะปกาสินี

รหัสลับที่สวมในความเห็น
ล้วนกลายเป็นทิฏฐิที่ยิ่งใหญ่
หาต้นตอความทุกข์ที่ผูกใจ
คำตอบใช่สี่มุมตกหลุมมาร
ไม่เป็นเราก็ท่านผู้ปั้นแต่ง
อาจพลิกแพลงสองเราต้องเข้าหาร
หรือทุกข์รอจะเกิดแค่เปิดกาล
สี่มุมม่านชาละคลุมอนันต์
หามีผู้คนใดมาใส่ทุกข์
เพียงแค่ปลุกผัสสะกระทบขันธ์
ปัจจัยก็เลื่อนไหลสืบสายกัน
คอยแค่กั้นกระแสที่แผ่ไป
คือการปรับทิฏฐิแก้มิจฉา
เกิดปัญญาเห็นแจ้งแถลงไข
ทำลายข้อสับสนแห่งกลไก
แก้มัดให้สรรพสัตว์พ้นวัฏวน



นับเป็นหายนะแห่งธรรมชาติของมนุษย์ที่ถูกปิดบังด้วยความไม่รู้มานับกาลไม่ถ้วน จนกลายเป็นความเห็นผิดแบบถาวรที่เรียกว่า วิปลาส ความเห็นผิดนี้มีอยู่ ๓ ระดับใน ๔ เรื่องด้วยกัน คือ
๑.    ระดับสัญญา เรียกว่า สัญญาวิปลาส หมายเอาความจำได้หมายรู้ที่ผิดพลาดใน ๔ ประเด็น ได้แก่ หมายรู้ผิดพลาดคลาดเคลื่อนว่า ๑) สิ่งไม่เที่ยง ว่าเที่ยง ๒) สิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าสุข ๓) สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน ว่าเป็นตัวตน ๔) สิ่งที่เป็นของปฏิกูล ว่างดงาม
๒.    ระดับจิต เรียกว่า จิตวิปลาส หมายเอา จิตที่รับรู้ เข้าใจผิดพลาด คลาดเคลื่อนใน ๔ ประเด็น ได้แก่ หมายรู้ผิดพลาดคลาดเคลื่อนว่า ๑) สิ่งไม่เที่ยง ว่าเที่ยง ๒) สิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าสุข ๓) สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน ว่าเป็นตัวตน ๔) สิ่งที่เป็นของปฏิกูล ว่างดงาม
๓.    ระดับทิฏฐิ เรียกว่า ทิฏฐิวิปลาส หมายเอา การยึดมั่น ถือมั่น เชื่อตามสัญญาหรือจิตนั้น แล้วกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่ผิดพลาดต่อเนื่องจนกลายเป็นความเคยชิน และกลายเป็นวัฒนธรรมที่ผิดพลาด คลาดเคลื่อน เช่น ความเชื่อตามจิตตวิปลาสว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีผู้สร้าง (ตัวตน) พอเกิดแผ่นดินไหว ก็เชื่อว่า เป็นเพราะเทพเจ้าบันดาล (พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตฺโต) พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, ๒๕๕๘ : ๑๓๘)
เพราะความเห็นผิดเข้าใจผิดอย่างนี้จนกลายเป็นธรรมชาติของมนุษย์ จึงไม่แปลกที่มีเหตุการณ์อะไรบางอย่าง บางประการเกิดขึ้นกับตนเองหรือใครก็ตาม มนุษย์ก็ต้องมองหาสาเหตุว่า เป็นใคร เกิดจากสาเหตุอะไร โดยโยงใยไปสู่ความเห็นผิดเช่นดังกล่าว เปรียบเหมือนคนที่ตาบอดอยู่แล้ว เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น ไหนเลยคนตาบอดจะรู้ว่า เป็นอะไร ก็ล้วนแต่เดาว่า เป็นสิ่งนั้น สิ่งนี้ มีลักษณะอย่างนั้น อย่างนี้ ถกเถียงกันไปทั่วสังคม โดยมากก็จะมีข้อสรุปว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับตนนั้น ไม่ว่าจะเป็นสุข เป็นทุกข์ ก็ตามย่อมเกิดมาจากเหตุทั้ง ๔ ประการนี้เท่านั้น คือ
๑.    สุขหรือทุกข์เป็นเพราะผู้อื่นกระทำให้เกิดขึ้นกับตน
๒.    สุขหรือทุกข์เป็นเพราะตนเองกระทำให้เกิดขึ้นเอง
๓.    สุขหรือทุกข์เป็นเพราะผู้อื่นและตนเองกระทำให้เกิดขึ้นร่วมกัน
๔.    สุขหรือทุกข์ไม่เกี่ยวกับผู้อื่นและตนเองกระทำให้เกิดขึ้นได้ คือ เกิดได้เอง
ความคิดเห็นทั้ง ๔ ประการนี้ แบ่งออกเป็น ๒ ความคิดผิดที่เรียกว่า สัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ กล่าวคือ ความคิดในทัศนะความมีตัวตน หรือมีสิ่งยืนโรง และความคิดผิดว่า ไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นผลกันทั้งนั้น และเมื่อมีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้นในโลก คนทั้งหลายก็จะใช้ความคิดเห็นผิดผลาดคลาดเคลื่อนนี้เข้าไปเป็นตัวตัดสิน ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งเสมอ
เมื่อมองจากการหาคำตอบว่า สุขหรือทุกข์ที่เกิดขึ้นกับตนนั้นมาจากไหน ร้อยละ ๗๐ โดยประมาณต้องบอกว่า เป็นเพราะเขาคนนั้น เนื่องจากเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่มองออกไปข้างนอกเสมอแล้วก็เห็นเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา จึงไม่อาจให้คำตอบเป็นอื่นไปได้ ก็ต้องลงความเห็นว่า เพราะคนนั้น กลุ่มนั้น ประเทศนั้นจึงทำให้เราเป็นอย่างนี้ ได้รับความทุกข์หรือสุขอย่างนี้ แต่ก็มีประมาณร้อยละ ๑๕ ที่มองว่า เป็นเพราะตัวเราทำตนเอง คำที่มักจะได้ยินว่า “ก็เพราะเขาทำร้ายตัวเขาเอง” หรือ “เพราะฉันมันไม่ดีเอง” จึงเป็นคำที่สรุปว่า เป็นเพราะตนเองก็ทำขึ้นมาจึงได้รับผลอย่างนั้น แต่ก็มีบ้างประมาณร้อยละ ๑๐ ที่ลงความเห็นว่า เป็นเพราะทั้ง ๒ ฝ่ายทำร่วมกัน ดังที่เรามักได้ยินคำพูดว่า “ตบมือข้างเดียวไม่ดัง” กล่าวคือ ไม่ว่าสุขหรือทุกข์นั้นก็เพราะทั้ง ๒ ฝ่ายทำขึ้นมา จึงได้รับผลอย่างนั้น ยังคงเหลืออีกประมาณร้อยละ ๕ ที่มองว่า ไม่ว่ายังไง สุขทุกข์นั้นไม่เกี่ยวกับใครทั้งนั้น ดังที่เรามักได้ยินคำพูดว่า “อะไรมันจะเกิด มันก็ต้องเกิด” คือ สุขทุกข์เป็นอิสระ ไม่เกี่ยวกับสิ่งไหน ไร้เหตุผลโยงใย มันเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
ปัญหานี้มิใช่เกิดขึ้นเฉพาะในปัจจุบัน ในอดีตก็มีผู้สงสัยและสนใจอยากรู้ ดังข้อความที่เหล่าปริพาชกถามพระสารีบุตรที่เข้าไปพบปะทักทายเวลาเช้าก่อนออกบิณฑบาตว่า
“ท่านพระสารีบุตร มีสมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะพวกหนึ่งบัญญัติว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่ตนกระทำเอง อนึ่ง สมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะพวกหนึ่งบัญญัติว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่คนอื่นกระทำให้ สมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะพวกหนึ่งบัญญัติว่า ทุกข์เป็นสิ่งที่ตนกระทำเองด้วย และเป็นสิ่งที่คนอื่นกระทำให้ด้วย อนึ่ง สมณพราหมณ์ฝ่ายกรรมวาทะพวกหนึ่งบัญญัติว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุที่ตนกระทำเองก็มิใช่และคนอื่นกระทำให้ก็มิใช่ท่านพระสารีบุตร ก็ในวาทะเหล่านี้ พระสมณโคดมตรัสไว้อย่างไร ตรัสบอกไว้อย่างไร และพวกข้าพเจ้าจะตอบอย่างไร จึงจะชื่อว่าพูดตรงตามที่พระสมณโคดมตรัสไว้ ไม่ชื่อว่ากล่าวตู่พระสมณโคดมด้วยคำเท็จ ชื่อว่ากล่าวแก้อย่างสมเหตุสมผลทั้งไม่มีการคล้อยตามคำเช่นนั้นที่จะเป็นเหตุให้ถูกตำหนิได้” (สํ.นิ. ๑๖/๗๒/๓๒-๓๓)
          จากข้อความนี้ประเด็นที่น่าสนใจมิใช่เพียงแต่ปัญหาที่ถามเกี่ยวกับเรื่องทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นคนทำแล้ว ปริพาชกทั้งหลายยังระมัดระวังว่า การที่ตนไม่รู้จริงว่าพระพุทธเจ้าตรัสตอบเรื่องนี้ไว้อย่างไร แล้วนำไปกล่าวต่อ จะเป็นการกล่าวตู่พระพุทธเจ้า จะทำให้ตนเองได้รับการตำหนิเอาได้ว่า ไม่รู้จริงแล้วกล่าวไป นี่คือ ธรรมสำคัญอย่างหนึ่งของนักปราชญ์ในยุคนั้น จะไม่เป็นไปตามสำนวนที่ว่า “ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด”
          พระสารีบุตรตอบคำถามเหล่านี้โดยสรุปความว่า “ทุกข์ที่สมณพราหณ์กล่าวว่ามีสาเหตุ ๔ ประการนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสภาวะที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ปัจจัยนั้นก็ได้แก่ผัสสะ การตอบเช่นนี้ชื่อว่าตอบตามหลักพระพุทธศาสนา ไม่ถูกตำหนิได้” พระอานนท์ได้ฟังการสนทนานั้นด้วย จึงนำมากราบทูลต่อพระพุทธเจ้าว่า คำตอบเช่นนั้นถูกต้องหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ดีละ ดีละ อานนท์ ตามที่สารีบุตรพยากรณ์นั้น ชื่อว่า พยากรณ์โดยชอบ...” (สํ.นิ. ๑๖/๗๔-๗๕/๓๔)
          พระพุทธศาสนามีคำตอบในเรื่องนี้มุ่งเน้นไปที่ต้นขั้วที่แท้จริง มิใช่มองไปที่ปลายขั้ว หรือมองออกไปภายนอก การมองออกไปภายนอกก็จะพบสาเหตุที่เป็นคน วัตถุ สิ่งของ พอมองไม่เห็นก็ลงความเห็นว่า ไม่มีอะไรเป็นเหตุ โลกตกอยู่ภายใต้คำตอบเช่นนี้เป็นเวลานาน ไม่เพียงแต่เป็นคำตอบเท่านั้น แต่เป็นการหาตัวการที่ผิดผลาดทำให้กระทำต่อตัวการที่ผิดพลาดไปด้วย พวกแรกก็มักโทษผู้อื่น พวกที่สองก็มักโทษตนเอง พวกที่สามมักโทษกันและกัน พวกที่สี่ก็ปล่อยประละเลย เมื่อเป็นเช่นนี้จะหาทางออกจากทุกข์ไม่ได้เลย ต่างก็พากันวนเวียนอยู่ในกองทุกข์อยู่ร่ำไป
          สำหรับพระพุทธศาสนามองเห็นทุกข์มีผัสสะเป็นปัจจัย ก็เพราะการกระทบของอายตนะภายในและอายตนะภายนอก ทั้ง ๖ ประการ เวทนาอย่างหนึ่งอย่างใดก็ปรากฏ ถ้าหากพอใจก็เป็นสุขเวทนา หรือมีความสุข ถ้าหากไม่พอใจก็เป็นทุกขเวทนา หรือมีความทุกข์ ถ้าหากไม่มีทั้งความพอใจหรือไม่พอใจก็เป็นอทุกขมสุขเวทนา คือ เฉย ๆ การที่มองเห็นต้นขั้วของสุข ทุกข์เช่นนี้ย่อมเห็นกระบวนการไหลไปของสายปัจจยการที่จะนำไปสู่การยึดมั่นถือมั่นเอาสุข และทุกข์ที่เกิดในเวทนานั้นเป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวเป็นตนของเรา จนทำให้กองทุกข์ในขันธ์ทั้งมวลเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อรู้สาเหตุที่แท้อย่างนี้ก็ย่อมเข้าไปตัดตอน ณ จุดกระทบได้ ก็เมื่อผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดสุข ทุกข์ ก็ต้องเห็นอาการกระทบนั้นเป็นเพียงธรรมชาติอย่างหนึ่ง เป็นธรรมชาติของอายตนะ เมื่อมีอายตนะ บางครั้งเรียกว่า อินทรีย์ เพราะมีความเป็นใหญ่ในการทำหน้าที่ เปรียบเหมือนอากาศทั้งหลายที่ทำหน้าที่ อากาศหนาวก็ทำให้หนาว อากาศร้อนก็ทำให้ร้อน เมื่อตาเห็นรูป ก็เพราะมีตาและมีรูป มีจุดกระทบ และมีวิญญาณรับรู้ นั่นก็เป็นธรรมชาติของปัจจยการ การที่ตากระทบรูปที่ไม่น่าพอใจนั้นเป็นอกุศลวิบาก ส่วนที่น่าพอใจนั้นเป็นกุศลวิบาก ขณะนั้นจะต้องทำอะไร อย่างไร ก็ต้องพิจารณาเห็นถึงความเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่งด้วยสติ ปัญญา และความเพียร ตัดตอนไม่ให้เกิดผลอันเป็นกุศล หรืออกุศลเชิงสาเหตุอีกต่อไป เมื่อเป็นกุศล อกุศล เชิงวิบากก็ให้เป็นอันเห็นและเข้าใจเท่านั้น ณ จุดนี้เป็นจุดที่ตัดตอนไม่ให้เกิดตัณหาต่อจากเวทนาอีก เพราะเมื่อผัสสะดับ เวทนาก็ดับ ตัณหาก็ดับสืบเนื่องต่อไป
          ยกตัวอย่าง การเห็นกองขี้หมาเลอะหน้าประตูบ้าน เป็นอกุศลวิบาก ความเป็นทุกข์ก็เกิด โดยมากล้วนก็ต้องหาว่าใครทำ หรือตัวไหนขี้ จากนั้นกระบวนการทำงานของปัจจยการก็ไหลไปตามอำนาจแห่งอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เริ่มที่จิตเป็นอกุศลกรรม วาจาที่เป็นอกุศลกรรมก็จะพรั่งพรูออกมา จากนั้นการกระทำที่เป็นอกุศลก็จะเกิดตาม กองทุกข์ทั้งมวลก็ไหลรวมเป็นเหตุแห่งทุกข์ต่อไป แต่พอเข้าใจเห็นผัสสะที่กระทบ เข้าใจถึงกระบวนการสืบเนื่องทุกข์ ก็ตั้งสติ มีปัญญา ใช้ความเพียรดับปัจจยการนั้นเสีย มองเห็นเป็นธรรมชาติของการมีอายตนะ มีผัสสะ หรือการเห็น หรือมีขันธ์ มีสุนัข มีคนอื่นหรือขันธ์อื่น มีบ้าน มีที่ว่าง มันก็เป็นไปได้ทั้งนั้นที่จะต้องมีสิ่งเหล่านี้ การที่จะไปโทษสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ผู้มีปัญญาจะพึงกระทำ ดึงกลับเข้าสู่คลองแห่งธรรมชาติ พลังแห่งอวิชชา ตัณหา อุปาทานก็ลดทอน ถึงขั้นไม่อาจทำงานให้เป็นปัจจยการได้อีกต่อไป ตรงนี้เองที่เรียกเป็นภาษาธรรมแห่งผู้บรรลุว่า “เห็นสักว่าเห็น ได้ยินสักว่าได้ยิน”
          การที่จะทันความไวของจิตที่ทำงานตามปกตินั้นเป็นไปได้ยากมากสำหรับผู้ที่ไม่ได้รับการฝึกฝนมาก่อน แต่สำหรับผู้ที่ได้รับการฝึกฝนอบรมมาดีแล้ว ก็มีความเป็นไปได้ ความไวของจิตมีเท่าใด ความไวของสติก็มีไวเท่านั้น เพราะสติเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตทันทีเช่นกัน ขอเพียงได้รับการฝึกฝนอบรมอย่างถูกต้อง ถูกทาง ตามธรรมสมควรแก่ธรรม สติ ปัญญา ศรัทธา ความเพียร ก็ทำงานไปร่วมกันเพื่อระงับยับยั้งมิให้กระแสแห่งปัจจยการที่นำไปสู่ทุกข์ทำงานได้อย่างคล่องตัว เมื่อกระทำได้เช่นนี้เส้นทางในการเดินไปสู่การดับทุกข์อย่างสิ้นเชิงก็มีได้ กระบวนแห่งปัจจยการสายปฏิโลม หรือสายนิโรธวารก็เกิดขึ้น นี่เป็นสายการสิ้นไปแห่งทุกข์
          สุข ทุกข์ ที่เกิดขึ้นกับคนทั้งโลกมีผัสสะเป็นปัจจัย ไม่ต้องไปโทษใคร ๆ หรือตัวตนอะไรทั้งสิ้น นี่เป็นธรรมชาติแห่งขันธวิบากที่เกิดขึ้นมาแล้ว ก็ไม่อาจหลุดรอดจากผัสสะไปได้ เปรียบเหมือนเมื่อเกิดขึ้นมาบนโลก ก็ไม่อาจหลุดรอดจากพ่อแม่ ดิน ฟ้า อากาศ สังคม สิ่งแวดล้อมไปได้ ความสำคัญอยู่ที่ว่า เข้าใจความเป็นธรรมชาติของสิ่งเหล่านั้นในแง่ที่สร้างความทุกข์ ๒ ระดับให้กับเราหรือไม่ คือ ระดับเหตุคือเวทนา และระดับผลคือทุกข์ โทมนัส อุปายาส ได้หรือไม่ ถ้าเข้าใจก็ดับเหตุเสีย คือ ตัดตอข้อห่วงบ่วงเกี่ยวที่ผัสสะ ทุกข์ในระดับสาเหตุก็ดับ เมื่อทุกข์ในระดับเหตุดับไป ทุกข์ในระดับผลก็ย่อมไม่มี เปรียบเหมือนการไม่ต้องเกิดมาในโลก คือ ดาวดวงนี้ ก็ไม่ต้องพบกับสภาพธรรมชาติของดาวดวงนี้เช่นกัน
          สมควรให้ทุกท่านได้ปรับมิจฉาทิฏฐิออกเสีย ได้รู้ ได้เห็นธรรมที่เป็นสัจธรรมปรมัตถ์ และพยายามปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม คือปฏิบัติไปตามการรู้แจ้งธรรมชาติแห่งปัจจยการเช่นนี้ เห็นสาเหตุ ทางออก และกระบวนการปฏิบัติออกจากวงจรแห่งทุกข์ คือการวิปัสสนาต่อผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา และตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน...เมื่อเห็นเช่นนี้กองทุกข์ทั้งมวลก็สิ้นไป     อิมัสสะ เกวลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ นิโรโธ โหติ


จบทุกขผัสสะปกาสินี