วันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560




๕. มัคคามัคคปกาสินี

เพราะว่าไม่รู้เกิดอยู่ไหน
หรือดับอย่างไรก็ไม่เห็น
มิแจ้งปฏิปทาที่มาเป็น
เกิดดับสลับเร้นจึงมืดมน
เพียงเห็นชรามีสาเหตุ
ก่อเลศแปลงสารพาสัตว์ป่น
รู้ทางดับสลายพาให้วน
จึงพ้นวัฏฏะสมุทัย

          แนวทางการแสวงหาต้นตอของเรื่องหรือสิ่งต่าง ๆ นั้น มีมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย เพราะเป็นแรงผลักดันของมนุษย์ผู้มีความอยากรู้อยากเห็นเป็นปกติวิสัย จนกระทั่งเกิดเป็นแนวทางวิทยาศาสตร์ที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นในโลกตะวันตกในปัจจุบัน และมีวิธีการแสวงหาเชิงสาเหตุได้อย่างลงตัวมากขึ้น เนื่องจากวิทยาศาสตร์มุ่งหมายอยากเอาชนะธรรมชาติ และมุ่งหมายเพื่อสร้างและพัฒนาทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดนั้นให้มีมูลค่ายิ่งขึ้น วิธีการต่าง ๆ ที่จะค้นหาเชิงสาเหตุและการนำไปพัฒนาชีวิตและสังคมในด้านวัตถุครอบคลุมมนุษย์ในยุคนี้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด กระแสวิทยาศาสตร์จึงคลุมโลกไปทั่ว หนึ่งในกระบวนวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้กันก็คือ กระบวนการหาปัจจัย (Factor Analysis Research) ไม่ว่าจะในรูปแบบการสำรวจ (EFA) หรือการยืนยัน (CFA) ต่างก็ต้องการหาองค์ประกอบที่แท้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง ปัจจัยไหนเกี่ยวข้อง ไม่เกี่ยวข้องบ้าง ที่เกี่ยวข้องมีปัจจัยเท่าไร อะไรบ้าง อาศัยการวิเคราะห์ของโปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ทำให้ค้นพบปัจจัยที่ซับซ้อนได้ง่าย และมีความแม่นยำสูง นี่เป็นกระบวนการหาคำตอบจากทางสถิติและจากทางการทดสอบทดลองต่าง ๆ จนสามารถสร้างเป็นทฤษฎีได้มากขึ้นในทุกวงการ
          ลองนึกย้อนกลับไปผ่านยุคสมัยก่อน ก็จะพบว่า การค้นหาปัจจัยว่ามาจากสาเหตุอะไรนั้นเป็นเรื่องที่ยาก แต่ถึงกระนั้นก็ตาม อัจฉริยภาพทางสมองของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องที่ไม่อาจจะคาดคำนวณได้ว่า มีความสามารถเพียงไหน ยิ่งผู้ที่จิตอยู่ในภาวะแห่งฌานด้วยแล้ว ยิ่งไม่อาจคาดคิดคำนวณด้วยความคิดธรรมดาได้ ภาวะแห่งจิตในฌานนั้นมีค่าเทียบกับระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชั้นสูง ที่สามารถแยกแยะปัจจัยได้อย่างแม่นยำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยที่สัมพันธ์กับจิตที่มีความสลับซับซ้อนสูง ถ้าจับเหตุและปัจจัยผิดผลาดก็นำไปสู่กรงขังของโลก แต่ถ้าจับเหตุและปัจจัยถูกก็สามารถหลุดพ้นจากกรงขังของโลกหรือวัฏฏะได้
          ทางกับไม่ใช่ทางเท่านี้เอง มีอะไรเป็นปัจจัย (มคฺคปจฺจโย) โจทย์อยู่ที่ความถึงที่สุดแห่งทุกข์กับการไหลไปสู่ความมีทุกข์ (อิมสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิรุชฺฌนฺติ/สมุทโย โหติ) นักปราชญ์ นักการศาสนา เจ้าลัทธิและครูทั้งหลายใช้ชีวิตทั้งชีวิตพยายามแสวงหาทางออกจากทุกข์ดังกล่าว แต่เนื่องจากไม่อาจประมวลสาเหตุได้อย่างถูกต้อง ต่างยึดจับสิ่งนั้นสิ่งนี้ว่าเป็นแนวทางแห่งการพ้นทุกข์ บ้างก็มุ่งไปที่การบูชาเทพเจ้า บ้างมุ่งไปที่การทรมานตนเองด้วยวิธีการต่าง ๆ บ้างฝึกฝนทางจิตด้วยการเข้าฌานสมาบัติ บ้างมุ่งไปที่การพยายามหักห้ามกรรมของตน ด้วยคาดหมายว่า การหยุดยั้งกรรมเก่า ไม่ทำกรรมใหม่ แต่กลับไม่ทราบว่า การไม่ทำกรรมใหม่นั้นต้องทำอย่างไร ก็กลายเป็นเหตุปัจจัยแห่งกรรมสืบเนื่องกันไปอีก
          สำหรับกรณีผู้ที่ได้ถึงฌานที่ ๘ คือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน นั้น นับได้ว่ามีความก้าวหน้าในสมาธิขั้นสูงที่สุดในยุคหนึ่ง ต่างก็เชื่อว่า นั่นเป็นที่สุดแห่งกระบวนการทางจิตที่ถึงการหลุดพ้น เพราะอยู่ในสภาพที่กึ่งมีจิตและกึ่งไม่มีจิต โดยเฉพาะส่วนที่เป็นสัญญา ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ฌานนี้สัมปยุตด้วยสัญญาก็ไม่ใช่ เพราะไม่มีสัญญาที่หยาบ และชื่อว่าไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เพราะสัญญาที่ละเอียดยังมีอยู่ และเป็นอายตะด้วย คือ มนายตนะและธรรมายตนะ รวมทั้งเวทนา วิญญาณ ผัสสะก็มีเหมือนไม่มีด้วย (วิสุทธิ.อารุปปนิเทศ ๒/๖๐๓) ลองคิดดูเถิดว่า ผู้ที่ดำรงจิตอยู่ในขั้นนี้นั้นจะมีความสุขสงบมากเพียงไหน จะไม่เข้าใจว่า ตนบรรลุถึงจุดสูงสุดได้อย่างไร พระพุทธเจ้าตอนที่ไปฝึกฝนอยู่ในสำนักของครูทั้ง ๒ ได้เคยผ่านมาแล้ว แต่พระองค์ได้พิจารณาโดยสาเหตุแล้วว่า นี่ยังไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ จนเมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้แล้วจึงได้หวนระลึกถึงครูทั้ง ๒ เพื่อที่จะไปโปรดเพราะทั้งสองท่านนั้นเป็นบัณฑิตผู้ฉลาดเฉียบแหลม มีปัญญา มีธุลีในตาน้อยมานาน แต่พอรู้ว่า ครูทั้งสองได้สิ้นชีวิตไปแล้วไม่นานพระองค์ถึงกับดำริว่า “มหาชานิโย โข” (วิ.๔/๑๐/๑๐) เป็นผู้มีความเสื่อมนานหนอ คือ ต้องไปเกิดในอักขณะภพ ที่มีชีวิตยืนยาวในภพนั้นกว่าจะได้กลับมาเกิดเพื่อเห็นธรรมได้อีกนั้นเป็นเวลาที่แสนจะยาวนาน
          ประเด็นที่กล่าวในที่นี้หมายถึงผู้ที่เข้าใกล้ทางที่สุดแล้ว แต่แล้วก็ยังพลาดจากทางอีก ยังไม่ต้องพูดถึงผู้ที่ไม่เข้าใกล้ทางอย่างใดเลย จะมีเส้นทางแห่งวัฏฏะนั้นยาวไกลมากเพียงไหน จุดสำคัญของทางและไม่ใช่ทางนั้นมีจุดตัดกันอยู่ที่เป็นไปตามสายเกิดหรือเป็นไปสู่สายดับ กระบวนการพิจารณาตรวจสอบหาปัจจัยเชิงสาเหตุนี้เองที่ทำให้พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็เป็นเช่นเดียวกัน เพราะล่วงรู้กระบวนการแห่งเหตุปัจจัยทั้งสายเกิดและสายดับ กล่าวคือ รู้ว่าชรา มรณะเป็นอะไร มีสาเหตุจากอะไร ดับไปได้อย่างไร ทำอย่างไรจึงจะดับลงไปได้ “ชรามรณํ ปชานนฺติ ชรามรณสมุทยํ ปชานนฺติ ชรามรณนิโรธํ ปชานนฺติ ชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทํ ปชานนฺติ...” (๑๖/๓๙/๑๕) ก็ผู้ใดก็ตามที่เข้าไปรู้ว่า ก็เพราะชาติเป็นปัจจัยนั่นเอง ชรามรณะจึงมี เมื่อชาติดับไป ชรามรณะก็ดับไปด้วย แต่ชาติจะดับไปได้อย่างไร ก็เมื่อภพดับไปก่อน ภพจะดับไปได้อย่างไร ก็เพราะอุปาทานดับไปนั่นเอง ส่วนทางที่ทำให้ถึงการดับไปแห่งชรามรณะนั้นได้แก่อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ทางที่นำไปสู่การสิ้นทุกข์ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ชาตินิโรธา ชรามรณนิโรโธ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทา เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโน สมฺมาอาชีโว สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ...” (๑๖/๘๙/๔๒) เพราะชาติดับ ชรามรณะจึงดับ อริยะมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ชื่อว่า ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับไปแห่งชราและมรณะ”
          ก็อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เป็นมรรคสมังคี เป็นธรรมสมังคี มิได้หมายถึงการนำไปอธิบายเป็นแต่ละองค์ธรรม แต่หมายรวมเอากิจกรรมทางการบำเพ็ญที่ประกอบไปด้วยอริยมรรคทั้ง ๘ นี้ อิริยาบถทุกขณะไม่ว่าจะเป็นการยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ล้วนประกอบด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ ด้วยเหตุนี้วิธีที่จะทำให้มีอริยมรรคมี ๘ อยู่เสมอก็ต้องเจริญในอานานาปานสติ เพราะทำให้สติปัฏฐาน ๔ เจริญ สติปัฏฐานเมื่อเจริญแล้ว ย่อมทำให้โพชฌงค์ ๗ เจริญ เมื่อโพชฌงค์เจริญแล้วย่อมทำให้วิชชาและวิมุตติเจริญ “สนฺติ ภิกฺขเว ภิกฺขู อิมสฺมึ ภิกฺขุสงฺเฆ อานาปานสติภาวนานุโยคมนุยุตฺตา วิหรนฺติ. อานาปานสติ ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา. อานาปานสติ ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา        จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน ปริปูเรนฺติ...วิชฺชาวิมุตฺตึ ปริปูเรนฺติ. (๑๔/๒๘๗/๑๖๔) กระบวนแห่งมรรคมีองค์ ๘ นั้นประกอบพร้อมอยู่ในอานาปานสติ สติปัฏฐาน โพชฌงค์ วิชชา และวิมุตติ โดยเฉพาะพลวัตแห่งองค์ธรรมที่เป็นตัวขับเคลื่อนมรรคสมังคีให้ดำเนินไป คือ อาตาปี สัมปชาโน สติมา ที่มีอยู่ทุกขณะแห่งการดำเนินชีวิต อยู่ทุกกิจกรรม เพราะเป็นธรรมที่ทำให้จิตตั้งอยู่บนอุเบกขธรรมที่ไม่ให้จิตตกไปสู่ความยินดี (อภิชฺฌา) และความยินร้าย (โทมนัส) กระบวนแห่งปฏิจจสมุปบาทก็จะเข้าสู่กระแสดับทันที เพราะไม่มีเชื้อส่งต่อไปสู่สายเกิด อาหารทั้งหลายที่มีตัณหาเป็นแดนเกิดก็หยุดกระบวนการอันเนื่องจากเวทนาดับไปตัณหาจึงดับ
          คำว่า “ดับ” ในภาษาบาลีใช้คำว่า “นิโรธ” เป็นคำพิเศษที่ไม่ได้หมายถึงการดับอย่างโลกิยบัญญัติ แต่หมายถึงเชื้อที่จะส่งไปสู่กระบวนการสายเกิดดับลง เวทนาขันธ์ยังคงทำหน้าที่ไป แต่เป็นขันธวิมุตติ เป็นสักว่า เพียงเวทนา เวทนาในขันธ์กับเวทนาในปฏิจจสมุปบาทนั้นเป็นการกล่าวต่างกัน เพราะเวทนาในขันธ์นั้นหมายเอาเวทนาที่ทำหน้าที่รู้สึกหนาว ร้อน เย็น สงบ แต่เวทนาในปฏิจจสมุปบาทนั้นหมายเอาเวทนาที่ประกอบด้วยเชื้อที่ส่งทอดกันมา การดับเวทนาในปฏิจจสมุปบาท หมายเอาการดับเชื้อที่ทำให้เกิดตัณหาต่อไป เมื่อเวทนาเป็นสักว่าเวทนา เชื้อในเวทนาก็ดับไป ฉะนั้น มิได้หมายถึงเวทนาขันธ์หายไป มิฉะนั้นผู้ที่เป็นพระอรหันต์ทั้งหลายจะมีความรู้สึกได้อย่างไร เวทนาขันธ์เป็นฐานของสัตว์ที่เกิดในภูมินี้ เป็นคุณสมบัติของสัมภเวสีสัตว์ ยกเว้นในสัตว์ที่เป็นอรูปพรหมและอสัญญีสัตว์ที่มีขันธ์ไม่ครบ ก็เป็นคุณสมบัติผู้สัตว์ผู้ไปเกิดในภพนั้น ๆ แต่เวทนาขันธ์นั้นไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวใช่ตนของเรา มีความเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปเป็นธรรมดา ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่ทีฆานขปริพาชกว่า “สุขา อคฺคิเวสน...ทุกฺขาปิ...อทุกขมสุขาปิ...อนิจฺจตา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺมา...อริยสาวโก สุขายปิ เวทนาย...ทุกฺขายปิ เวทนาย...อทุกฺขมสุขายปิ เวทนาย นิพฺพินฺทติ นิพฺพิทํ วิรชฺชติ วิราคา วิมุจฺจติ วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ ญาณํ โหต ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหมจริยํ กตํ กรณียํ...” (๑๓/๒๗๓/๒๒๐) อัคคิเวสสนะ สุขเวทนาไม่เที่ยง...แม้ทุกขเวทนาก็ไม่เที่ยง... แม้อทุกขมสุขเวทนาก็ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้นอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา...อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายทั้งในสุขเวทนา ทั้งในทุกขเวทนา ทั้งใน อทุกขมสุขเวทนา เมื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว
          การเข้าไปทราบทางและมิใช่ทางนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่จะสื่อให้เห็นว่า ผู้ที่รู้ทางย่อมมีทางที่จะไปถึงได้ แต่ขึ้นอยู่ว่า จะเดินไปตามทางนั้นหรือไม่ สำหรับผู้ไม่รู้จักทางหรือผู้หลงทาง ย่อมไม่รู้ทางที่จะหลุดพ้นได้เลย ในกรณีผู้รู้ทางแต่ไม่เดินไปตามทางนั้นมีอยู่มาก เป็นที่สงสัยของคนในสมัยนั้นเช่นกันว่า เหตุใดจึงมีผู้ไม่ได้บรรลุธรรมมีอยู่มากทั้งที่บวชมาแล้วก็ตาม ทั้งที่ศึกษาพระพุทธศาสนาแล้วก็ตาม ในเรื่องนี้ก็เพราะบางท่านเดินทางไปแล้วหยุดเสีย บางท่านหลงเพลินไปกับสิ่งต่าง ๆ ในหนทาง บางท่านรู้จักหนทางดีแต่ไม่ได้เริ่มเดินทางจึงไม่ถึง ในอีกนัยหนึ่งพระพุทธเจ้า ตรัสเปรียบเทียบกับขอนไม้ (ปฐมทารุกขันโธปมสูตร) ที่จะไหลไปถึงมหาสมุทรได้เพราะอะไร  ก็เพราะขอนไม้นั้นจะไม่ลอยเข้ามาใกล้ฝั่งนี้ (อายตนภายใน ๖)  ไม่ลอยเข้าไปใกล้ฝั่งโน้น (อายตนภายนอก ๖)  ไม่จมกลางแม่น้ำ (นันทิราคะ)  ไม่เกยตื้น (มานะ) ไม่ถูกมนุษย์นำไป (คลุกคลีคฤหัสถ์) ไม่ถูกอมนุษย์นำไป (ปรารถนาเทวสมบัติ) ไม่ถูกเกลียวน้ำวนดูดไว้ (กามคุณ ๕) ไม่ผุภายใน (ทุศีล) เมื่อเป็นเช่นนี้ ขอนไม้นั้นก็จักลอยไปสู่สมุทรได้ ไหลไปสู่สมุทรได้เลื่อนไปสู่สมุทรได้ “สเจ โข ภิกฺขเว ทารุกฺขนฺโธ น โอริมํ ตีรํ อุปคจฺฉติ น ปาริมํ ตีรํ อุปคจฺฉติ น มชฺเฌ สํสีทิสฺสติ น ถเล อุสฺสาทิสฺสติ น มนุสฺสาคฺคาโห คาหิยติ น อมนุสฺสคฺคาโห คาหิยติ น อาวฏฺฏคฺคาโห คาหิยติ น อนฺโตปูติ ภวิสฺสติ...” (สฬา. สํ. ๑๘/๓๒๒/๑๘๖) ถ้าหากไม่ติดข้องอยู่กับสิ่งเหล่านี้ จักน้อมไปสู่นิพพาน โน้มไปสู่นิพพาน โอนไปสู่นิพพาน ผู้ไม่รู้จักทางย่อมเข้าไปติดสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ส่วนผู้รู้จักทางและเดินไปตามทางย่อมระวังอุปสรรคขัดขวางเหล่านี้


จบมัคคามัคคปกาสินี


วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

๔. มิจฉาปุจฉาปกาสินี

อย่าหลงผิดคิดถามความสงสัย
ว่าเป็นใครกลืนกินจิตตาหาร
หรือเป็นใครยึดฮุบอุปาทาน
นี่คือม่านบังตาต้องหาคน
หามีใครแฝงอยู่จงรู้เถิด
สาเหตุเกิดดับไปปัจจัยสน
สืบเป็นสายเคล้าคละและปะปน
ออกเป็นผลดอกทุกข์เพาะปลูกเอง




       ความเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในตัวตนของสัตว์ทั้งหลายใน ๓ แดนโลกธาตุเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงทำให้สัตว์ทั้งหลายจึงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏะสงสารอยู่นี้เรื่อยไป มาพิจารณาสำหรับมนุษย์ สาเหตุที่ทำให้มนุษย์ยึดมั่นถือมั่น เนื่องจากมนุษย์ทุกคนมองเห็นเพียง ๒ ลักษณะใหญ่ ๆ ในการดำเนินชีวิต คือ ตนเองและผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นในระดับโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับมนุษย์ก็จะมีเพียง ๒ ประการนี้ เช่น หลักภาษาก็จะมีตนเองและผู้อื่น ผม-คน ผม-เขา ผม-พวกเขา เรียกว่า บุรุษที่ ๑ และบุรุษที่ ๒ เพื่อร้องเรียก หรือคำที่กลายเป็นประโยคคำถามสำคัญ คือ ใคร ทำไม อะไร... ล้วนแต่ต้องหาบุคคล เวลา และสถานที่ให้ได้
นอกจากนั้นในแง่ของปรัชญาก็จะมีปรัชญาว่าด้วยอัตตวิสัย และปรวิสัย หมายถึง อาศัยตนเองเป็นฐาน และอาศัยผู้อื่นเป็นฐาน หรือแม้แต่นักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์คนสำคัญของฝรั่งเศส ได้แก่ เรอเน เดการ์ต (René Descartes คศ. ๑๖๑๖) เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นนักคิด "แห่งยุคสมัยใหม่" คนแรกในฐานะผู้วางรากฐานทางปรัชญาให้กับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ โดยก้าวข้ามพ้นประสาทสัมผัสเข้าสู่จิต เพราะประสาทสัมผัสนั้นไม่สามารถให้ความจริงได้ วาทะที่โด่งดังของเขาคือ “ถ้าฉันถูกหลอกได้ นั่นแปลว่า "ฉัน" จะต้องมีอยู่จริง กลายเป็นบทสรุปของความคิดว่า cogito ergo sum, I think therefore I am เพราะฉันคิด ฉันจึงมีอยู่” ก็ยิ่งตอกย้ำให้มนุษย์เข้าไปติดกับดักของความคิดอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง และเป็นมานานนับกัปกัลป์
        พระยามิลินท์ (Menander I Soter ๑๖๕ – ๑๕๕ ก่อน ค.ศ.) กษัตริย์อินโด-กรีก ปกครองเมืองสาคละ หรือเมือง Sailkot ในปากีสถานปัจจุบัน พระองค์นับว่าเป็นนักปรัชญาคนหนึ่งที่สนใจภูมิปัญญาที่มีอยู่ในขณะนั้นของทุกปรัชญาและศาสนา จนได้มาสนทนากับพระนาคเสนในคัมภีร์ที่เรียกว่า ปัญหาพระยามิลินท์ บรรดาคำถามเหล่านั้น มีคำถามหนึ่งที่สื่อถึงการต้องการหาผู้กระทำให้ได้ว่า เหตุใดพระนาคเสนจึงกล่าวไม่มีนาคเสน พระยามิลินท์ได้ทีในคำตอบของพระนาคเสนจึงได้ช่องจู่โจมทันทีว่า
“ขอให้ชาวโยนกทั้ง ๕๐๐ นี้และพระภิกษุสงฆ์ ๘ หมื่นองค์นี้ จงฟังถ้อยคำของข้าพเจ้าเถิด พระนาคเสนนี้กล่าวว่า เพื่อนพรหมจรรย์เรียกอาตมาภาพว่า “นาคเสน” ก็แต่ว่าไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนอันใดอยู่ในคำว่า “นาคเสน” นั้น ข้าแต่พระนาคเสน ถ้าไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาอยู่แล้ว บุคคลเหล่าใดถวายบาตร จีวร อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และวัตถุที่เก็บเภสัชไปแล้ว บุญกุศลก็ต้องไม่มีแก่บุคคลเหล่านั้นน่ะซิ ผู้ใดผู้หนึ่งคิดว่า จะฆ่าพระผู้เป็นเจ้า โทษปาณาติบาตก็เป็นอันไม่มีน่ะซิ ถ้าบุคคลตัวตนเราเขาไม่มีอยู่แล้ว ก็ใครเล่าจะถวายจีวร อาหาร ที่อยู่ ยา และที่ใส่ยา แก่พระผู้เป็นเจ้า ใครเล่าจะบริโภคสิ่งเหล่านั้น ใครเล่ารักษาศีล ใครเล่ารู้ไปในพระไตรปิฎก ใครเล่าเจริญภาวนา ใครเล่ากระทำให้แจ้งซึ่งมรรคผล นิพพาน ใครเล่ากระทำปาณาติบาต ใครเล่ากระทำอทินนาทาน ใครเล่าประพฤติกาเมสุมิจฉาจาร ใครเล่ากล่าวมุสาวาท ใครเล่าดื่มสุราเมรัย ใครเล่ากระทำอนันตริยกรรมทั้ง ๕ เพราะฉะนั้น ถ้าสัตว์บุคคลตัวตนไม่มีแล้ว กุศลก็ต้องไม่มี อกุศลก็ต้องไม่มี ผู้ทำหรือผู้ให้ทำซึ่งกรรมดีกรรมชั่วก็ต้องไม่มี ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วก็ต้องไม่มี ข้าแต่พระนาคเสน ผู้ใดฆ่าพระผู้เป็นเจ้าโทษปาณาติบาตก็ไม่มีแก่ผู้นั้น เมื่อถืออย่างนั้นก็เป็นอันว่าอาจารย์ของพระผู้เป็นเจ้าก็ไม่มีอุปัชฌาย์ของพระผู้เป็นเจ้าก็ไม่มี อุปสมบทของพระผู้เป็นเจ้าก็ไม่มี คำใดที่พระผู้เป็นเจ้ากล่าวไว้ว่า พวกเพื่อนพรหมจรรย์เรียกอาตมภาพว่า " นาคเสน " อะไรเป็นนาคเสนในคำนั้น เมื่อโยมถามพระผู้เป็นเจ้าอยู่อย่างนี้ พระผู้เป็นได้ยินเสียงถามอยู่หรือไม่ ?” (มิลินท.๑/๒)
        ข้อความทั้งหมดนี้สื่อให้เห็นว่า มนุษย์ทั่วไปก็อย่างนี้มุ่งหมายเอาแต่ว่า ใครเป็นเจ้าของ ใครเป็นผู้กระทำ ใครเป็นผู้รับผลการกระทำ และก็ใคร ๆๆๆ ไปเรื่อย จนไม่อาจจะถอยคืน ความไม่มีใคร หรือความไม่มีตัวตนได้อีกเลย ในโมลิยผัคคุนสูตรแห่งสุตตันตปิฎกก็เช่นกัน พระโมลิยผัคคุนะเมื่อได้ฟังเกี่ยวกับอาหารที่สัตว์ทั้งหลายต้องทานเข้าไป ก็เกิดความสงสัยว่าใครเป็นผู้ทานอาหารเหล่านั้น กล่าวคือ ใครทานกวฬิงการาหาร ผัสสาหาร วิญญาณาหาร และมโนสัญเจตนาหาร จึงกราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “โก นุ โข ภนฺเต วิญญาณาหารํ อาหาเรติ” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครหนอย่อมกลืนกินวิญญาณหาร” พระพุทธเจ้าตรัสว่า “น กลฺโล ปญฺโหติ ภควา อโวจ อาหาเรตีติ อหํ น วทามิ อาหาเรติ” ปัญหานี้ไม่สมควรถาม เรามิได้กล่าวว่า ย่อมกลืนกิน” (สํ.นิ.๑๖/๓๒/๑๓)
        ความสำคัญอยู่ตรงนี้นี่เอง ในพระพุทธศาสนานั้นมุ่งแยกแยะให้เห็นถึงเหตุปัจจัยทั้งสายเกิดและสายดับ ในส่วนที่เป็นระดับปรมัตถ์ ในระดับสมมตินั้นถ้ามุ่งหมายในการสื่อสารก็ไม่ต้องนำมาปะปน ในที่นี้ท่านพระโมลิยผัคคุนะ พอได้ยินเรื่องอาหารที่พระพุทธเจ้ามุ่งหมายในระดับปรมัตถ์ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วอาหารเหล่านั้นใครเป็นคนทาน เพราะในเรื่องอาหารที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้นไม่ได้มีคำว่า คนกลืนกิน แต่ได้ตรัสว่า อาหารนั้นมีอะไรเป็นแดนเกิด ไม่เกี่ยวกับการรับประทานเข้าไป เพราะปัญหาเรื่องใครทานอาหารนั้นเป็นการตั้งสมมติฐานผิดในส่วนนี้และไม่จำเป็นต้องหาใครมาเป็นผู้ทาน แต่ต้องการทราบว่า อาหารเหล่านั้นมีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยทำให้ต้องกินอาหาร ก็พบว่า มีตัณหาเป็นเหตุเป็นปัจจัย
พระพุทธเจ้าจึงตรัสชี้แจงคำถามที่ไม่ควรถามว่า ใครเป็นผู้ทาน หรือใครเป็นผู้เสวย แต่คำถามที่ควรถามคือ “วิญญาณาหารมีเพื่ออะไร...อะไรเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี...อะไรเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี...อะไรเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี...อะไรเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี นี่จึงเป็นปัญหาสมควรถาม...” เพราะจะทำให้เห็นกระบวนการเกิดอาหารและการดับอาหารไปในที่สุด
เรื่องการตั้งคำถามผิดนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าหากตั้งคำถามผิดย่อมทำให้เกิดการผิดประเด็นไปกันอีกไกล และมีการต่อประเด็นนั้นไปอีก ก็ยิ่งทำให้ไกลไปกันใหญ่ เปรียบเหมือนเกมการต่อคำกระซิบ จากเรื่องหนึ่งอาจนำไปสู่เรื่องอื่นได้ เรื่องความเชื่อการมีตัวตนเป็นผู้เสวยนี้ก็คงเช่นเดียวกันเนื่องจากมีการตอบคำถามต่อการตั้งประเด็นผิดมานานจนทำให้ความเป็นอัตตาและการยึดมั่นอัตตากลายเป็นของคู่โลกไปในที่สุด แต่พระพุทธเจ้านั้นไม่เป็นเช่นนั้น ถ้าหากมีการตั้งคำถามผิดประเด็นไปพระพุทธองค์จะทักและให้เปลี่ยนคำถามใหม่ ดังที่มีข้อความในพระสูตรข้างต้น นอกจากนั้น ยังมีปริพาชกชื่อติมพรุกขะเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าและตั้งคำถามผิดเช่นกัน ดังในติมพรุกขสูตรว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม สุขและทุกข์ ตนกระทำเองหรือ...ผู้อื่นกระทำให้หรือ...ตนเองทำด้วย ผู้อื่นกระทำด้วยหรือ (ทั้ง ๒ ฝ่าย)...มิใช่ทั้งตนเองกระทำ มิใช่ผู้อื่นกระทำหรือ (เกิดขึ้นลอย) ...สุขทุกข์ไม่มีหรือ...พระโคดมไม่รู้ ไม่เห็นสุขและทุกข์หรือ...”
สำหรับคำตอบนี้ถ้าหากหมายเอาดังที่ติมพรุกขะประสงค์ว่ามีผู้เสวยเวทนา พระพุทธศาสนาไม่เข้าไปตกอยู่ในเกมความเชื่อนี้ ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสตอบว่า “เมื่อบุคคลถืออยู่ว่า นั่นเวทนา นั่นผู้เสวยเวทนา ดังนี้ แต่เราไม่กล่าวอย่างนี้ว่า สุขและทุกข์ตนกระทำเอง เมื่อบุคคลถูกเวทนาทิ่มแทง อยู่ว่าเวทนาอย่างหนึ่ง ผู้เสวย เป็นอีกคนหนึ่ง ดังนี้ แต่เราไม่กล่าวอย่างนี้ว่า สุขและทุกข์ผู้อื่นกระทำให้ ติมพรุกขะ ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้งสองนั้นว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ...” (สํ.นิ.๑๖/๕๔-๕๕/๒๒-๒๓)
การตั้งหลักไว้ที่ต้องมีผู้เสวยเวทนา ผู้เสวยผลของเวทนา ที่เป็นตัวตนนั้นนำไปสู่การยึดมั่นถือมั่นในความเชื่อแห่งสัสสตทิฏฐิได้ง่าย เมื่อเข้าไปยึดมั่นถือมั่นแล้วย่อมไม่สามารถออกจากวงจรแห่งความคิดผิดนั้นได้โดยง่าย เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ที่สอนธรรมในพระพุทธศาสนาจำเป็นต้องระมัดระวังให้มาก อย่าตกอยู่ในวงวนของคำถามที่ผิดและนำไปสู่การสอนและการตอบที่ผิด จะต้องยึดหลักแห่งปฏิจจสมุปบาทให้ดี เพราะหลักนี้สามารถรักษาหลักทางสายกลางในพระพุทธศาสนาได้ ไม่ตกไปทั้งที่เป็นความมี (อัตถิ) และความไม่มี (นัตถิ) แนวคิดที่เชื่อว่าโลกมีอยู่ เป็นแนวคิดของสัสสตทิฏฐิ ส่วนแนวคิดว่าโลกไม่มี เป็นแนวคิดของอุจเฉททิฏฐิ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระกัจจานโคตรว่า “ทฺวยนิสฺสิโต โขยํ กจฺจาน โลโก เยภุยฺเยน อตฺถิตญฺจ นตฺถิตญฺจ” (สํ.นิ.๑๖/๔๓/๑๗) “กัจจานะ โดยมากโลกนี้อาศัยที่สุด ๒ อย่าง คือ (๑) ความมี (๒) ความไม่มี” และตรัสไว้เป็นพุทธพจน์ที่ชัดเจนว่า “ทุกฺขเมว อุปฺปชฺชมานํ อุปฺปชฺชติ ทุกฺขํ นิรุชฺฌมานํ นิรุชฺฌตีติ น กงฺขติ น วิจิกิจฺฉติ อปรปฺปจฺจยา ญาณเมวสฺส เอตฺถ โหติ” (สํ.นิ.๑๖/๔๓/๑๗)  (พระอริยสาวกเมื่อ) “ไม่เคลือบแคลงสงสัย ไม่สงสัยว่า ‘ทุกข์นั้นแล เมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับไป อริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องโดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย”
ในข้อความนี้หมายความว่า หมู่ชนในโลกนี้ยังติดอยู่กับความยึดมั่นถือมั่นแนวคิดทั้ง ๒ ส่วนนี้ อย่างเหนียวแน่นต่อเนื่อง ผู้ที่เห็นว่าโลกมี ก็ยืนยันในส่วนของตน ผู้ที่เห็นว่าโลกไม่มี ก็ยืนยันในส่วนของตน จึงเป็นต้นเหตุของ ๒ แนวคิดหลักของโลก คือ โลกเที่ยงและโลกศูนย์ แต่พระอริยะทั้งหลายนี้ไม่เข้าไปยึดทางสุดโต่งทั้ง ๒ สายที่โลกเขายึดกันอยู่ พระอริยะนั้นเดินตามทางสายกลางคือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี...ในทางกลับกัน เพราะอวิชชาดับไปไม่เหลือด้วยวิราคะ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ...นี่เป็นมัชเฌนธรรมที่ไม่ตกไปในทางแห่งความมีและไม่มี โดยการมองเห็นสายเกิดด้วยปัญญาอันชอบ ย่อมป้องกันแนวคิดสัสสตทิฏฐิ เมื่อมองเห็นสายดับด้วยปัญญาอันชอบ ย่อมป้องกันการตกไปในอุจเฉททิฏฐิ
เมื่อตั้งอยู่บนฐานที่ถูกต้องแล้ว ก็ต้องปฏิบัติตามฐานที่ถูกต้องด้วย เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา คือ การมีสติ มีสัมปชัญญะ มีอาตาปะ ต่อจุดกระทบอันได้แก่ ตาเห็นรูป ก็ไม่เข้าไปผูกจิตชอบหรือไม่ชอบ เห็นชอบด้วยญาณถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาของตาและรูป ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่านั่นเป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวเป็นตนของเรา เป็นแต่สักว่าผัสสะ เป็นสักแต่ว่าเห็น ดุจดังที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนแด่พระพาหิยะว่า “ตสฺมาติห เต พาหิย เอวํ สิกฺขิตพฺพํ ทิฏฺเฐ ทิฏฺฐมตฺตํ ภวิสฺสติ สุเต สุตมตฺตํ ภวิสฺสติ มุเต มุตมตฺตํ ภวิสฺสติ วิญฺญาเต วิญฺญาตมตฺตํ ภวิสฺสติ...” (ขุ.อุ.๒๕/๔๙/๗๔) ดูกรพาหิยะ เพราะเหตุนั้นแล ท่านพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเห็น จักเป็นสักว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าฟัง เมื่อทราบจักเป็นสักว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง...หลังจากที่พระพาหิยะพิจารณาเช่นนั้นแล้วจึงบรรลุธรรมถึงที่สุดแห่งทุกข์ นี่คือการเข้าใจถูก ไม่ตั้งคำถามผิดจนนำไปสู่ความพลาดจากทางสายกลาง



จบมิจฉาปัญหาปกาสินี


วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

๓. อาหารปกาสินี

ทั้งสามภูมิสัตว์หาแต่อาหาร
เป็นอาการตัณหาความกระหาย
เพื่อเติมเต็มชีวะก่อนจะตาย
แต่เมื่อได้เสริมสารชีวันคง
กวฬิงการะผัสสาหาร
อีกวิญญาณเจตนาก็มาส่ง
อนุเคราะห์หมู่สัตว์ตามชั้นลง
จนใหลหลงภาวะอัตตาตน


          อาหารชื่อว่าหนึ่ง” ที่ชื่อว่า หนึ่ง เพราะสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงดำรงอยู่ด้วยอาหาร “สพฺเพ สตฺตา    อาหารฏฺฐิติกา” (ที.ปาฏิ.๑๑/๒๒๖/๑๙๕) ที่นำข้อความนี้ขึ้นต้นก็เพราะอาหารเป็นเรื่องสำคัญในกาลทุกเมื่อ โดยเฉพาะโลกยุคปัจจุบัน ปัญหาเกิดขึ้นทั้งทรัพยากรเกี่ยวกับอาหารจะไม่เพียงพอเนื่องจากประชากรของโลกเพิ่มขึ้น ปัญหาวัสดุสารปนเปื้อนอาหาร การใช้วัสดุเติมแต่งสีสัน บรรจุภัณฑ์ การใช้สารในการเก็บรักษาอาหาร การอุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟ การสร้างอาหารขึ้นด้วยสารเคมี รวมทั้งอาหารเสริมต่าง ๆ ล้วนเป็นปัญหาเกี่ยวกับอาหารทั้งสิ้น นอกจากนั้น ยังเป็นปัญหาเกี่ยวกับนิสัยการทานอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย นิสัยการทานอาหารเพื่อสังคม และเป็นสารตั้งต้นให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บประการต่าง ๆ ด้วย จำเป็นอย่างยิ่งต้องสนใจอาหารให้มากขึ้นจริงๆ มิฉะนั้นก็กลายเป็นโรค “โอษฐภัย” คือภัยอันเกิดจากการกินหรือรับประทาน
          สำหรับอาหารในทัศนะของพระพุทธศาสนานั้นได้รับการจัดให้เป็นหนึ่ง เพราะสรรพสัตว์ทั้งหลายที่วนเวียนอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ทั้ง ๓๑ ภูมินี้ล้วนต้องอาศัยอาหารทั้งสิ้น แต่อาหารสำหรับแต่ละภูมินั้นแตกต่างกันไปตามประเภทของอาหารที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในสังยุตนิกาย อาหารสูตรว่า “จตฺตาโรเม ภิกฺขเว อาหารา ภูตานํ วา สตฺตานํ ฐิติยา สมฺภเวสีนํ วา อนุคฺคหาย...กวฬีกาโร อาหาโร โอฬาริโก วา สุขุโม วา ผสฺโส ทุติโย มโนสญฺเจตนา ตติยา วิญฺญาณํ จตุตฺถํ” ภิกษุทั้งหลาย อาหาร ๔ อย่างนี้ เป็นไปเพื่อการดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดแล้วหรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด...คือ
๑. กวฬิงการาหาร (อาหาร คือ คำข้าว) ทั้งหยาบและละเอียด
๒. ผัสสาหาร (อาหาร คือ ผัสสะ)
๓. มโนสัญเจตนาหาร (อาหาร คือ มโนสัญเจตนา)
๔. วิญญาณาหาร (อาหาร คือ วิญญาณ) (สํ.นิ.๑๖/๒๘/๑๒)
          สัตว์ที่เกิดในกามภพมีอาหารครบทั้ง ๔ ประการนี้ เทพและพรหมทั้งหลายมีอาหาร ๓ ประการ ขาดแต่กวฬิงการาหาร ส่วนพรหมอสัญญสัตตะเป็นอเหตุกะไม่มีอาหารไม่มีผัสสะ มีฌานเป็นอาหาร ดุจดังสัตว์นรกมีปาปกรรมเป็นอาหาร
กล่าวถึงเฉพาะมนุษย์ที่มีอาหารทั้ง ๔ เป็นอาหาร แต่มนุษย์ให้ความสนใจแต่อาหารที่หยาบประเภทเดียว ได้แก่ อาหารที่ให้สารอาหารทุกประการ ซึ่งเป็นเหตุให้มนุษย์ได้รับพิษจากอาหารที่เหลืออีก ๓ ประการ ได้แก่ อาหารที่ตก ณ จุดกระทบทำให้เกิดปฏิกิริยาเชิงการดำรงชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องสัมผัส ใจรับอารมณ์ นี่คือผัสสาหาร ความตั้งใจทุกประการเป็นมโนสัญเจตนาหาร ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ต่อไปได้ การรับรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นทางอายตนะเป็นวิญญาณาหารทำให้ชีวิตดำเนินไปได้ สังเกตได้จากคนที่ไม่ได้ทานข้าวปลาอาหารเพราะตั้งใจทำอะไรสักอย่างหนึ่งอย่างมุ่งมั่น แสดงถึงกำลังทานมโนสัญเจตนาหาร หรือคนที่รู้สึกเพลิดเพลินไปกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ไม่ทานอาหารได้ กำลังเสพผัสสาหาร หรือคนที่รับรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ทั้งสุข หรือทุกข์ ก็ไม่อาจทานข้าวปลาอาหารได้ เพราะได้ทานวิญญาณาหารเข้าไปแล้ว อย่างนี้เป็นต้น ประเด็นอยู่ที่ว่าเฉพาะช่องทางเดียวคือ ต้องแสวงหาอาหารคือ โภชนาการทั้งหลาย มนุษย์ก็ตกเป็นทาสอาหารอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงอยู่แล้ว แต่นี่เป็นทาสของอาหารอีก ๓ ช่องทาง จึงทำให้ยากต่อการเป็นอิสระจากผู้บงการให้มนุษย์ต้องทานอาหาร และเป็นทาสอย่างสมบูรณ์
          พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องอาหารไว้เพื่อแสดงให้เห็นสาเหตุแห่งอาหารทุกประการ โดยมีจุดมุ่งหมายให้หาทางออกจากผู้บงการอาหารเสียได้ มิฉะนั้น ก็ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่งผู้บงการนี้ แล้วผู้บงการที่ให้สัตว์ทั้งหลายต้องทานและเสพอาหารคืออะไร ในเนื้อหาพระสูตร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “อิเม จตฺตาโร อาหารา ตณฺหานิทานา ตณฺหาสมุทยา ตณฺหาชาติกา ตณฺหาปภวา” (สํ.นิ.๑๖/๒๙/๑๒) อาหาร ๔ อย่างนี้มีตัณหาเป็นเหตุ มีตัณหาเป็นเหตุเกิด มีตัณหาเป็นกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด”
จากข้อความนี้ก็ทำให้เห็นว่า เมื่อจับต้นตอของผู้บังคับบัญชาผลักดันให้สัตว์ทานอาหารได้แล้วก็สืบหาต้นตาของผู้บงการอีกทีว่าอะไรเป็นต้นตอของตัณหาอีกที ก็พบว่า คือ เวทนา คือ ผัสสะ คือ สฬายตนะ สืบเนื่องขึ้นไปจนถึงต้นตอใหญ่คือ อวิชชา เมื่อพบสาเหตุและต้นตออย่างนี้ก็ทำให้มีหนทางในการออกจากวงจรแห่งทุกข์ได้ด้วยการเข้าสู่กระบวนการสายดับ พระพุทธศาสนามุ่งหมายให้ชีวิตพ้นจากทุกข์ ไม่มีจุดมุ่งหมายอื่นอีก เพราะทั้งหมดของพระพุทธศาสนาคือ เรื่องทุกข์ กับการดับทุกข์ หรือเรียกว่า สายเกิด กับสายดับเท่านั้น
พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้เห็นถึง ๔ สิ่งที่ประเสริฐไว้มรรควรรคแห่งขุททกนิกาย ธรรมบทว่า
มคฺคานฏฺฐงฺคิโก มคฺโค     สจฺจานํ จตุโร ปทา
วิราโค เสฏฺโฐ ธมฺมานํ      ทิปทานญฺจ จกฺขุมา. (ขุ.ธ.๒๕/๓๐/๔๖)
บรรดาทางทั้งหลาย ทางมีองค์ ๘ ประเสริฐ, บรรดาสัจจะทั้งหลาย บท ๔ ประเสริฐ,
บรรดาธรรมทั้งหลาย วิราคะประเสริฐ, บรรดาสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลาย พระตถาคตผู้มีจักษุประเสริฐ
          ในที่สุดแห่งการแสดงสาเหตุแห่งอาหารจากนั้นพระพุทธเจ้าตรัสความเป็นเลิศแห่งธรรม คือ วิราคะไว้ในอาหารสูตร ในฐานะธรรมที่เป็นความไม่เหลือแห่งอวิชชาด้วยวิราคะธรรม สังขารจึงดับ “อวิชฺชาย เต̣วว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ...” (สํ.นิ.๑๖/๒๙/๑๒) เหตุใดวิราคะธรรมจึงเป็นสำคัญ เพราะวิราคะธรรมเป็นมรรค มีวิมุติเป็นผล ในขณะที่ผู้เข้ากระแสแห่งพระนิพพานนั้นมีความเห็นชอบในอริยสัจ ๔ ย่อมคลายออกจากมิจฉาทิฏฐิทั้งปวง คลายออกจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาทิฐินั้น คลายออกจากการยึดมั่นในขันธ์ และคลายออกจากสรรพนิมิตภายนอก มีวิราคะ (มรรค) มีวิราคะ (นิพพาน) เป็นอารมณ์ มีวิราคะเป็นโคจร เข้ามาประชุมในวิราคะ ตั้งอยู่ในวิราคะ ประดิษฐานอยู่ในวิราคะ คือทั้งนิพพานและธรรมที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ (ขุ.ปฏิ.๓๑/๕๘๘/๓๙๒)
          เมื่อใดก็ตามพระโยคาวจรเข้าไปพิจารณาเห็นความเป็นหนึ่งแห่งอาหาร ทั้งที่เป็นตัวอาหารและปัจจัยแห่งอาหารก็ดี พิจารณาสัตว์ต้องอาศัยอาหารเป็นไปก็ดี ย่อมเข้าไปตั้งอยู่ในความหน่าย (นิพพิทา) ได้ เพราะผู้พิจารณาย่อมเห็นเหตุแห่งอนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยงในอาหารและเห็นอนิจจตาในสังขารทั้งหลายที่เข้าใจกันว่าสัตว์ทั้งปวงเหล่านั้น ย่อมจะเป็นผู้ทำที่สุดทุกข์ได้โดยลำดับและบรรลุความบริสุทธิ์ในปรมัตถธรรมในที่สุด
          ด้วยเหตุนี้ในพระพุทธศาสนานั้นมุ่งเน้นให้บริโภคและเสพอาหารด้วยสติ ด้วยอาการแห่งปฏิกูลของอาหาร “อาหาเร ปฏิกูลสัญญา” ไม่เข้าไปหลงใหลในอาหารทั้ง ๔ ประเภท ความเป็นปฏิกูลแห่งอาหารที่พอกระทบกับอัตภาพนี้เท่านั้นก็กลายเป็นของไม่น่าหลงใหล น่าใคร่ น่าพอใจ ไม่ว่าจะกลายเป็นสารอาหาร หรือมีกระบวนการย่อย รวมถึงกระบวนการแห่งอาหารอื่น ๆ แต่การบริโภคอาหารทั้งมวลนั้นเพื่อความยังอัตภาพให้เป็นไป เพื่อประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ก็เมื่อไม่เข้าไปหลงใหลในอาหาร เวทนาที่เป็นแดนเกิดของตัณหาก็ดับลง ตัณหาก็ส่งเชื้อไปสู่ความอยากอาหารไม่ได้อีกต่อไป เมื่อนั้นวงจรสายดับจึงปรากฏ เป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์
  

จบอาหารปกาสินี




๒. ปฏิจจสมุปปาทปกาสินี

เห็นการแตกตัวของวัฏฏะ
เห็นสาระปัจจัยเคลื่อนไหวอยู่
เห็นการเกิดดับกับอณู
จึงรู้รหัสปัจจยา
ผัสสะกระทบมิจบสิ้น
ได้ยินวนเวียนแล้วเปลี่ยนค่า
กลายเป็นสาเหตุเวทนา
รองอกตัณหาอุปาทาน

         

          การดำรงชีวิตของมนุษย์ในโลกนี้เป็นการมีชีวิตแบบปลาถูกโยนขึ้นบก แล้วกั้นรั้วล้อมรอบตนเองด้วยเกรงว่า ปลาตัวอื่นจะล้ำเส้นเข้ามาในแดนของตนเอง ลองนึกดูเถิดว่าเป็นการดำรงชีวิตอยู่อย่างไร ปลาที่ถูกโยนขึ้นบนบกก็รอวันตายอยู่แล้ว พยายามตะเกียกตะกายหาที่ลงสู่น้ำให้ได้ แต่พอต่างก็พยายามดิ้นลงหาแหล่งน้ำ ปลาก็มองเห็นว่า ปลาตัวอื่นจะมาแย่งที่ดิ้นของตนเอง จึงทำรั้วล้อมรอบด้วยคิดว่าจะป้องกันปลาตัวอื่น และปลาทุกตัวก็คิดอย่างนั้น เกิดอะไรขึ้น ก็คือการล้อมรั้วเพื่อฆ่าตนเองก็เท่านั้น เช่นเดียวกับมนุษย์ที่คิดว่าเป็นสัตว์ฉลาดกว่าสัตว์ประเภทอื่น ในที่สุดมนุษย์ก็ติดกับดักความคิดของตนทั้งสิ้น ทุกคนต่างแสวงหาความสุขเช่นเดียวกันหมด เพราะความสุขคือน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ มนุษย์ทุกคนพยายามทำมาหากินแสวงหาทุกสิ่งเพื่อจะได้นำมาซึ่งความสุข แต่ไม่น่าเชื่อว่า มนุษย์กลับเกรงกลัวว่าคนอื่น ๆ จะมาแย่งพื้นที่ดิ้นรนลงสู่น้ำของตน จึงได้กั้นรั้วบ้านแบบมิดชิด ล้อมด้วยกฎเกณฑ์กติกา กฎหมาย สัญญา ฯลฯ จนทำให้มนุษย์ทุกคนต้องตกอยู่ภายใต้พันธะที่ผูกมือ ขา คอ กันทุกคน แต่กลับภาคภูมิใจว่า เป็นของสวยงาม เป็นของป้องกันตนเอง เป็นเครื่องแสดงความร่ำรวย มนุษย์ที่เห็นอย่างนั้นก็หลงผิดคิดไปกับความเชื่ออย่างนั้นจึงเป็นกันทั้งโลก รอวันตายกันทั้งนั้น เมื่อไรจึงจะได้ลงท่าน้ำแห่งความสุขเล่า ก็ในเมื่อทุกคนปิดกั้นตนเองเสียขนาดนั้น
          เป็นเพราะอะไร ก็เพราะความเข้าใจผิด เป็นความเข้าใจผิดในสาระสำคัญอันยิ่งใหญ่ที่เรียกว่า “มิจฉาปฏิปทา” คือ การดำรงชีวิตที่ผิด เป็นความเข้าใจว่า หากสนองความต้องการทุกอย่างแล้วจะทำให้ตนเองได้รับความสุข แต่หารู้ไม่ว่า นั่นคือการสร้างกำแพงหลายชั้นกั้นตนเองจากการเข้าถึงความสุขมากยิ่งขึ้น เพราะเส้นทางนี้นำไปสู่ความทุกข์ ปลายทางนั้นมีแต่ความแห้งผาก ดุจปลาที่ดิ้นตายบนดินร้อน ยิ่งนานก็ไม่เหลือความชุ่มชื้นให้พอประทังตนได้อีกเลย ความเข้าใจผิดในการดำเนินชีวิตนี้เป็นอย่างไร ก็คือ ความดิ้นรนไปตามกระแสแห่งความอยากอันเกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ที่เสพอาหารประจำเฉพาะชนิด คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์
          เอาที่หยาบที่สุด คือ ตา เห็น รูป ถ้าน่ารัก น่าปรารถนา น่าพอใจ มนุษย์ไหนเลยจะยับยั้งกระแสความอยากนี้ได้ สงครามในประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเพราะเรื่องนี้มีให้เห็นจนนับไม่ถ้วน ขอยกตัวอย่างที่กลายเป็นระดับตำนาน ก็คือ สงครามรามเกียรติ์ ศึกแย่งพระนางสีดานั่นเอง หรือศึกแย่งพระนางเทราปที แห่งสงครามมหาภารตะ รวมถึงสงครามแย่งนางคลีโอพัตราแห่งอียิปต์ รวมถึงการเห็นทรัพย์สิน เงิน ทอง ของใช้ของผู้อื่นแล้วอยากได้ ก็หาวิธีแย่งชิงกันทั้งทางตรงและทางอ้อม หากรูปนั้นไม่น่ารัก ไม่น่าปรารถนา หรือไม่น่าพอใจ ก็จะพยายามหาทางขจัด เรื่องนี้ก็คือ สงครามที่เกิดจากความโกรธทั้งหลาย หรือเล็กลงมาก็คือ การทำร้าย ทำลาย เข่นฆ่ากันเพราะไม่ชอบ อิจฉา เกลียดขี้หน้า โดยรวมแล้วนี่ก็คือ แย่งอาหารกันกิน แย่งถิ่นกันอยู่ แย่งคู่กันครอง แล้วผลสุดท้ายของการทำตามกระแสความอยากจะนำไปสู่ความสุขได้อย่างไร ยิ่งในระดับที่ละเอียด คือ ธรรมารมณ์ที่เกิดกับใจ เป็นระดับเจตสิกที่มักห่อหุ้มจิต กลุ้มรุมจิต ผลักดันจิตให้ชอบ ไม่ชอบ อยากได้ ไม่อยากได้ สลับไปมา ระยะหนึ่งพอใจ อีกระยะหนึ่งไม่พอใจ เวลาหนึ่งหงุดหงิด รำคาญ แต่อีกระยะหนึ่งหายไป อันเนื่องจากความคิดที่ไหลไปกับกระแสต่าง ๆ นานา กระแสความคิดนี่เองที่น่ากลัวยิ่งกว่า เพราะถ้าหากความคิดนี้จับกระแสที่ร้ายแรง เหนียวแน่น ก็เป็นดั่งเช่น ฮิตเลอร์ หรือ พล พต หรือ พวกญี่ปุ่นที่ทำคะมิกะเซะ ล้วนมาจากความคิดทั้งสิ้น ความคิดที่ผิดห่อหุ้มจิตให้เกิดการตายด้าน ไม่รับทราบถึงชีวิตผู้คน แต่เพื่ออุดมการณ์อะไรบางอย่างมนุษย์ยินยอมทำเช่นนั้น ทั้งที่ไม่ได้เห็น ไม่ได้รู้จัก ไม่ได้อยากได้ครอบครองตัวบุคคล แต่เพื่อความเป็นใหญ่แห่งจิตที่ท่วมทับด้วยพลังตัณหาในจิตเท่านั้น มนุษย์ก็ยินยอมฆ่าหมู่ผู้อื่น สังเวยชีวิตตนเอง นี่คือเส้นทางนำไปสู่ความทุกข์ทั้งมวล
          ในทางตรงกันข้ามที่เรียกว่า “สัมมาปฏิปทา” เป็นทางสายดับพลังอำนาจแห่งอกุศลทั้งหลาย เป็นสายปฏิโลมที่มีผลมวลรวมแห่งความสุข ได้แก่ การทำลายรั้วที่ล้อมรอบตนเองออกเสีย ต่างพยายามช่วยเหลือกันว่ายลงสู่แม่น้ำคือ ความสุข ร่วมกัน แม้ว่าจะยังไม่ถึง แต่เพราะในตัวปลาทุกตัวนั้นมีเมือกเย็นอยู่ก็พอช่วยให้ชุ่มชื่นพักระยะไปจนกว่าจะถึงแม่น้ำใหญ่ คือ นิพพาน ในที่สุดได้ ต่างเข้าใจตรงกันว่า การพยายามดับกระแสแห่งความอยากอันเกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ที่กำลังเสพอาหารประจำเฉพาะชนิด คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ โดยใช้อาตาปะ ความเพียรเครื่องเผาความอยาก สติจับตัวความอยากที่เกิดในที่นั้น ๆ และในขณะนั้น ๆ ไว้ จากนั้นก็สลายลงเสียด้วยสัมปชัญญะ คือ ความรู้แจ้ง
ทั้งมิจฉาปฏิปทาคือ การดำเนินชีวิตที่ผิด และสัมมาปฏิปทา คือ การดำเนินชีวิตที่ถูก นี้หมายเอาสายเกิดและสายดับแห่งปฏิจจสมุปบาทเป็นตัวบ่งชี้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “มิจฺฉาปฏิปทญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ สมฺมาปฏิปทญฺจ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามิ...อวิชฺชาปจฺจยา ภิกฺขเว สงฺขารา สงฺขารา ปจฺจยา วิญฺญาณํ...อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว มิจฺฉาปฏิปทา...อวิชฺชาย เต̣วว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ สงฺขารนิโรธา วิญฺญาณนิโรโธ...อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว มิจฺฉาปฏิปทา” (สํ.นิ. ๑๖/๑๙-๒๐/๔-๕)
           เพื่อให้เกิดความเห็นแจ้งถึงทั้งสายเกิดและสายดับดังกล่าว จึงยกตัวอย่างบุคคลที่ทำหน้าที่ประจำวันให้เห็นว่า เป็นสายเกิดอย่างไร เช่น นายพาล (นามสมมติ) คิดค้ายาเสพติด (จิตสังขารอันมีอวิชชาเป็นปัจจัย) จึงได้รับรู้ในเรื่องยาเสพติดว่าเป็นทางทำให้รวย (วิญญาณปรากฏ) จากนั้นก็รู้ถึงลักษณะและวิธีการว่าจะทำอย่างไรต่อไป (นามและรูปปรากฏ) จากนั้นก็หาช่องทางไหนดีจึงติดต่อกับเครือข่ายค้ายาเสพติด (สฬายตนะปรากฏ) เมื่อพบกับพ่อค้ายาเสพติดจึงเจรจา (ผัสสะปรากฏ) จึงรู้ว่า ยาจำนวนเท่าไรเป็นเงินเท่าไร บวก ลบ คูณ หาร เรียบร้อยรู้สึกเห็นภาพว่า ตนเองจะรวยแล้ว (เวทนาปรากฏ) จากนั้นจึงได้รับยาจำนวนเท่าที่ตนอยากจะได้เงิน (ตัณหาปรากฏ) เมื่อรับของมาแล้วก็ต้องรับผิดชอบ ไม่ให้หาย ต้องส่งถึงมือลูกค้าให้ได้ (อุปาทานปรากฏ) พอนัดพบลูกค้าเพื่อจะส่งมอบยาเสพติดให้ (ภพปรากฏ) การนำของไปส่งมอบตามวันและสถานที่ที่นัดหมายเป็นที่เรียบร้อย (ชาติปรากฏ) จนกระทั่งการส่งมอบผ่านไป ได้เงินเป็นค่าตอบแทน เงินเริ่มหมดไป (ชราปรากฏ) ความกลัวว่าตนจะถูกหักหลัง ถูกเก็บ ถูกจับ ถูกเอาเปรียบ ฯลฯ (มรณะปรากฏ) การไม่อาจหยุดยั้งจากการค้ายาเพราะเข้าไปในวงจรของเขาแล้วออกไม่ได้ ความทุกข์อันมีประการต่าง ๆ ก็เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว พ่อ แม่ ญาติ พี่น้อง เพื่อน คนค้ายาด้วยกัน ตำรวจ คุก ได้ไหลเข้าสู่คลองแห่งความนึกคิด หวาดผวา มีแต่ความทุกข์ทั้งกายและใจ ต้องป้องกันตัว ในที่สุดชีวิตก็จบอยู่ ๒ ทาง คือ ถูกจับจำคุกตลอดชีวิตหรือถูกประหารชีวิต นี่คือชีวิตที่เดินตามทางของมิจฉาปฏิปทา
          ในทางกลับกัน กรณีของนางสาวบัณฑิต (นามสมมติ) ที่ได้รับการอบรมมาดี เข้าใจถึงการมีสติดำรงชีวิตอยู่ เริ่มต้นที่ตื่นนอนก็คิดว่า ชีวิตนี้ประกอบด้วยขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ทุกองค์ประกอบก็ทำหน้าที่ของแต่ละขันธ์เอง สติเราต้องตามให้ทันในการทำงานของขันธ์เหล่านั้น ไม่เข้าไปยึดถือว่าเป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวเป็นตนของเรา (วิชชาก็ปรากฏ) จากนั้นขึ้นรถไปมหาวิทยาลัยเห็นผู้คนบนรถที่แตกต่างกัน ก็เข้าใจในความเป็นมนุษย์ที่มีองค์ประกอบเหมือนกัน และเข้าใจอีกว่า แต่ละคนนั้นมีกรรมเป็นของๆ ตน มีความรู้และไม่รู้ในขันธ์แตกต่างกันไป พอได้ยินเสียงพูดจาของวัยรุ่นสมัยปัจจุบันที่เริ่มต้นด้วยคำว่า “แม่งแดกหมด” “เหี้ยเอ้ยไม่เหลือเลย” ก็เข้าใจถึงการทำงานของขันธ์ผู้อื่น พอกระทบกับขันธ์ตนเองทางรูป กล่าวคือ หูและเสียง สลายคำพูดเหล่านั้นให้เป็นเพียงรูป ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา เป็นเพียงหูและเสียง ที่เป็นสักว่า “ได้ยิน” แล้วการได้ยินก็หายไป ทุกอย่างไหลเข้าสู่กระบวนแห่งการดับเป็นลำดับ ผัสสะกระทบก็เป็นเพียงผัสสะ ชื่อว่า ผัสสะนั้นดับลง เนื่องจากไม่มีเชื้อไหลไปสู่ความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ พอใจ ไม่พอใจ ในเสียงที่ได้ยิน เช่นนี้ชื่อว่า เวทนานั้นดับลง เพราะการดับลงของกระบวนการในวงจรหนึ่งย่อมนำไปสู่การดับของวงจรอื่น ๆ เช่นเดียวกับไฟฟ้าที่ขาดไป ณ ที่ใดที่หนึ่ง ก็ไม่อาจส่งผลต่อไปหลังจากนั้นได้ ไม่ว่าจะขาดที่หม้อแปลง ขาดที่สายไฟ หรือขาดที่ต้นกำเนิดแหล่งผลิตไฟ ที่สุดแห่งสายดับนี้ก็นำไปสู่ความสุขที่ไร้เงื่อนไข เป็นความสุขแห่งธรรมชาติเพราะความเข้าใจธรรมชาติ
          ปัญหาอยู่ที่ว่าจะเดินทางถูกและเดินทางผิดนั้นมีอะไรเป็นปัจจัยสำคัญ ปัจจัยสำคัญก็อยู่ที่การได้ยินได้ฟัง (ปรโตโฆสะ) เกี่ยวกับเส้นทางที่ถูกและทางที่ผิด ถ้าหากไม่ได้ยินได้ฟัง ไม่รู้ ไม่ทราบ ก็ไม่อาจเข้าใจได้ว่าอย่างไร เรียกว่า ถูก อย่างไรเรียกว่า ผิด เมื่อได้ยินได้ฟังแล้วต้องนำมาปฏิบัติ คือการพิจารณาใคร่ครวญ ไตร่ตรองด้วยโยนิโสมนสิการปัญญา เพื่อความเข้าใจในเส้นทางดังกล่าว จากนั้นก็ปฏิบัติตาม กล่าวคือ ฝึกเห็นสักว่าเห็น ได้ยินสักว่า ได้ยิน ได้กลิ่น สักว่า ได้กลิ่น ลิ้มรส สักว่า ลิ้มรส ถูกต้องสัมผัส สักว่าถูกต้องสัมผัส อารมณ์ปรากฏ สักว่าอารมณ์ปรากฏเท่านั้น ด้วยอาศัยเครื่องมือ คือ “อาตาปี สัมปชาโน สติมา” ฝึกฝนอยู่เช่นนี้ไปอย่างสม่ำเสมอ กระทำอะไรก็ให้สักว่า เป็นการกระทำ คือไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัว เป็นตนของเรา เช่นนี้ชื่อว่า ดำรงชีวิตที่ถูกต้อง
          ข้อสำคัญอย่าเข้าใจผิดว่า ผู้ที่ทำอย่างนี้แล้วจะทำให้เป็นคนไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร ผู้ที่มีใจจืดชืด ไม่สนใจใคร ปล่อยวางให้เป็นไปตามยถากรรม ละทิ้งหน้าที่ แต่ความจริงแล้ว บุคคลที่ดำเนินชีวิตที่ถูกต้องอย่างนี้จะเป็นคนที่ทำอะไรอย่างมีความสุขที่สุดในโลก ทำอย่างเต็มความสามารถ ทำเพราะเห็นถึงประโยชน์ที่แท้จริงคือ ความสุขในทางที่ถูกจึงได้ทำ ไม่ได้ทำเพราะถูกผลักดันด้วยกระแสอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ใช้ขันธ์ได้อย่างคุ้มค่า ดังการทำงานของพระอริยะทั้งหลายที่ทำอยู่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน


จบปฏิจจสมุปปาทปกาสินี