วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

โศลกที่ ๓๗ กายซ้อนกาย


โศลกที่ ๓๗ กายซ้อนกาย






กายหยาบกดทับกายละเอียด
กายเนื้อซ้อนกายสภาวะ
เหลื่อมกันอยู่คนละระดับ
ในขณะปฏิบัตินั่งสงบนิ่ง
เริ่มกระบวนการประสานกาย
มีลมหายใจเป็นเครื่องมือ
มีกำหนดรู้เป็นวิธีการ
มีสติเป็นตัวเฝ้าระวัง
เชื่อมจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน
สุดท้ายไม่เหลือกายใดอีก
เมื่อนั้นแรงกดทับก็หายไป
เวทนาทางกายก็คลายลง
สมาธิดิ่งดำรงอยู่ต่อเนื่อง




มีผู้คนจำนวนมากที่ไม่ทราบความพิสดารระหว่างกายกับจิต ทราบแต่เพียงจิตเป็นนายกายเป็นบ่าว ทราบแต่ว่า เมื่อจิตต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร กายต้องปฏิบัติตาม แม้กายอ่อนเพลียง่วงนอน แต่จิตบอกยังนอนไม่ได้ แม้กายหิวท้องร้อง จิตบอกยังไม่ถึงเวลา แม้กายบอกอิ่มแล้ว แต่จิตก็บอกว่า กินเอาน้ำใจเพื่อนหน่อยนะ นี่แหละคือการปฏิบัติต่อกายอย่างบีบบังคับ เป็นการข่มขืนกายอย่างแท้จริง ไม่ได้ให้เกียรติกายเลย
กายเป็นที่อยู่ของใจที่ปลอดภัยที่สุด เป็นวัดของใจที่ซื่อสัตย์ที่สุด เมื่อเราปฏิบัติต่อวัดจริง ๆ เป็นดั่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างไร ก็ควรปฏิบัติต่อกายอย่างนั้น กายนี้เที่ยงตรง ชัดเจน มีระบบ ระเบียบ มีมาตรฐาน มีเกราะป้องกันให้ใจอยู่ได้อย่างอบอุ่น ขอเพียงทำความเข้าใจร่างกายให้ดี ดุจดังหนุ่มสาวที่รักกันอย่างลึกซึ้งเข้าใจกันและกัน ปฏิบัติต่อกันและกันอย่างทะนุถนอม ทั้งกายและจิตก็จะโอบอุ้มคุ้มครองกันและกันอย่างดี
การเข้าใจกายและใจ การปฏิบัติต่อกายอย่างถูกวิธี ไม่เพียงเฉพาะทำให้การดำรงชีวิตทั่วไปมีประสิทธิภาพเท่านั้น แม้ในยามปฏิบัติธรรมก็ส่งเสริมการปฏิบัติให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นด้วย ในยามที่ปฏิบัติบำเพ็ญเพียรสมณธรรม ยิ่งต้องเข้าใจระบบของกายให้มากกว่าเดิมขึ้นไปอีก เบื้องต้นต้องอาศัยกายเป็นฐานแรกในการจะหยั่งเข้าสู่ฐานอื่น ๆ ถ้าหากฐานแรก หรือสภาพร่างกายไม่พร้อม ไม่สมบูรณ์ ฐานนี้ก็จะรบกวนให้ฐานอื่น ๆ ไม่อาจดำเนินต่อไปได้ หรือดำเนินไปได้ไม่ดีเท่าที่ควร คำว่า “ร่างกายไม่พร้อม” บางครั้งไม่ได้หมายถึงเป็นโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน หรือไม่ได้หมายถึงอุปสรรคอันไม่สัปปายะทั้งหลายรบกวนเท่านั้น แต่หมายถึงในขณะที่ปฏิบัตินั้นเกิดเวทนากล้าจนไม่อาจปฏิบัติต่อไปได้ ผู้ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียรภาวนาทั้งหลาย มีจำนวนมากไม่อาจผ่านด่านนี้ไปได้ นั่นก็เพราะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดนั่งเล่นไพ่ทั้งคืนนั่งได้ แต่นั่งสมาธิ ๒๐ นาทีไม่ได้
โศลกว่า “ในขณะปฏิบัตินั่งสงบนิ่ง เริ่มกระบวนการประสานกาย” มีบุคคล ๒ ประเภทโดยส่วนมากปฏิบัติต่อกายอย่างนี้
ประเภทที่ ๑ ประเภทยินยอมตามใจ ใจสั่งอะไรก็ทำตามนั้น ไม่ขัดขืน เช่น หากมีอาการเหน็บชา มีอาการปวดเท้า เข่า ขา ก้น ไหล่ ตา หรือกายส่วนใดส่วนหนึ่ง ใจจะบอกว่า กายเจ้าทำให้ข้าลำบากแล้วนะ ขยับปรับเปลี่ยนเถอะแล้วจะสบาย ผู้ปฏิบัติโดยมากก็ขยับปรับเปลี่ยนท่าทางเพื่อคลายความเจ็บปวดเวทนานั้นเสีย บางคนให้เหตุผลน่าฟังว่า การปฏิบัติธรรมไม่ใช่อยู่ที่นั่งนานหรอก ขยับเถอะ ไม่งั้นเป็นการทรมานตนนะ ไม่ใช่ทางสายกลาง ในที่สุดก็ต้องยอมทำตามใจ
ประเภทที่ ๒ ประเภทบีบบังคับกาย ประเภทนี้ก็เหมือนบางศาสนาที่ชอบทรมานกายให้ได้รับเวทนา ด้วยมุ่งหมายว่า เมื่อกายได้รับเวทนาแล้วใจก็จะถูกทรมานตามไปด้วย โยคีแต่กาลก่อนชอบใช้วิธีนี้ เพื่อต้องการเอาชนะกาย บีบบังคับกายไม่ให้ขยับเขยื้อน เป็นพวกนั่งมาราธอน ยืนมาราธอน นอนมาราธอน เป็นพวกแสดงท่านั้น ๆ ได้นาน ทนทำได้นาน เพื่อนำไปบันทึกสถิติลงในยีเนียสบุ๊ค (Genius Book) หรือไม่ก็เพื่อให้ได้รับการยอมรับนับถือ หรือไม่ก็ภูมิใจในการนั่งได้นานของตน  
ผู้ปฏิบัติต่อกายทั้ง ๒ ประเภทนี้ ชื่อว่าตกลงสู่ขั้วทั้ง ๒ ทั้งนั้น คือ พวกขั้วบวก (Positive Side) พวกขั้วลบ (Negative Side) บุคคลทั้ง ๒ พวกนี้โดยสาระแล้วไม่ได้แตกต่างอะไรกัน ก็เป็นพวกข่มขืนกายให้ทำตามทั้งนั้น พวกหนึ่งยินยอมทำตามใจ ไม่ให้ใจลำบากเพราะกายเป็นเหตุ อีกพวกหนึ่งทรมานกายตามใจต้องการ
การปฏิบัติที่ถูกตามแนวพระพุทธศาสนาไม่ใช่ทั้ง ๒ แนวทางดังกล่าว ไม่ใช่ทั้งทำตามหรือขัดขืน แต่เป็นการเฝ้าดู (Watchfulness) การเฝ้าดูไม่ตกอยู่ในเกมของจิต เป็นการออกจากเกมของจิต แต่เป็นกระบวนการเล่นเกมกับจิต หากอยู่ในเกมของจิต ก็จะถูกจิตปั่นให้ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ตามที่จิตปรารถนาตลอดเวลา พออย่างนี้รู้สึกไม่ไหวก็ไหลไปอย่างนั้น พอขั้วนั้นไม่เป็นไปดั่งที่ใจคาดคิดก็หันไปใช้ขั้วโน้น สลับไปมาระหว่างยินดี ไม่ยินดี เป็นอยู่อย่างนั้นไม่สิ้นสุด แนวทางในที่นี้ต้องดึงมาสู่การเล่นเกมกับจิต นั่นคือ เกมเฝ้าดู นี่เป็นกระบวนการวิปัสสนา มีสติเป็นพระเอก สติจะเป็นผู้ควบคุมให้จิตอยู่ในเกมเอง เมื่อนั้นจิตจะไม่สามารถบงการอะไรได้อีก เพราะสติไม่มียินดี ยินร้าย ดีใจ เสียใจ เป็นสุข เป็นทุกข์ มีแต่เฝ้าดู เฝ้าดูจนรู้แจ้ง (วิปัสสนา) เท่านั้น
เมื่อเฝ้าดูจนถึงระดับหนึ่ง ระดับที่เวทนาปรากฏชัดอันเนื่องจากกาย พระโยคาวจรย่อมพบว่า กายนี้ประกอบด้วยรูปกายและสภาวะกายซ้อนอยู่ หากรูปกายกับสภาวะกายยังไม่ประสานกันได้ดี ยังเหลื่อมกันมาก กล่าวคือ รูปกายก็ยังคงเป็นรูปกายตราบใด หรือยังเป็นกายหยาบชัดเจนอยู่ตราบใด ตราบนั้นก็ยังคงต้องถูกแรงกัดทับจากแรงโน้มถ่วงของโลกตราบนั้น ย่อมเกิดอาการชา อาการปวด อาการร้อน อาการแข้งขาก้นจะระเบิด แต่เมื่อใช้ลมหายใจประสาน ใช้วิธีการเฝ้าดู กายหยาบจะค่อย ๆ สลายไป จะเหลือแต่กายสภาวะ กายสภาวะจะเข้ามาทับซ้อนแทนเข้าไปในกายหยาบหรือกายลักษณะ เมื่อนั้นแรงกดทับจะเบาลง ๆ เบาจนกระทั่งแรงกดทับหายไปเนื่องจากกายสภาวะไม่ตกอยู่ในแรงโน้มถ่วงของโลกอีกต่อไป
โศลกว่า “สุดท้ายไม่เหลือกายใดอีก เมื่อนั้นแรงกดทับก็หายไปการแบ่งกายอีกลักษณะหนึ่งก็คือ กายเนื้อ กายลม และกายสังขาร เมื่อใดที่กายเนื้อกลายเป็นกายลมและเป็นเพียงกายสังขาร เมื่อนั้นย่อมพ้นจากการบีบคั้นจากแรงโน้นถ่วงของโลก ในขณะที่ปฏิบัติธรรมเจริญภาวนาบำเพ็ญเพียรสมณธรรมเริ่มต้นนั้นกายนี้ยังคงรูปเป็นกายเนื้ออยู่เต็มที่ เป็นกายที่เริ่มเข้าสู่กระบวนการ ทุกอย่างยังมีรูปลักษณ์ สัณฐาน มีความหยาบอยู่ ยังเห็นเป็นแข้ง ขา มือ เท้า เข่า ก้น อย่างชัดเจน ทั้งหมดนี้อยู่ในระดับรูปกาย แต่พอกาลเวลาผ่านไป กระบวนการเริ่มทำงาน กล่าวคือ การกำหนดรู้ลมหายใจ สั้น ยาว เข้า ออก เมื่อนั้นกายลมย่อมปรากฏขึ้น กายที่เหลืออยู่มีแต่ลมหายใจสั้นยาวเข้า ออก เท่านั้น ชั่วขณะนี้นั้นอยู่ในขั้นปรับเปลี่ยนจากกายเนื้อ ผ่านกายลมเข้าสู่กายสังขาร ภาวะระหว่างกายเนื้อไปสู่กายสังขารนี้จะมีอาการเผชิญกับเวทนากล้าต่าง ๆ นานา
จวบจนกระทั่งกายลมได้ปรับสมดุลเรียบร้อยแล้วจึงเข้าถึงกายสังขาร กายสังขารในที่นี้จะไม่เหลือกายใดอีก เป็นแต่สภาวะกาย เป็นแต่กายสภาวะเท่านั้น ไม่เหลือสิ่งใดที่เป็นรูปให้ได้ถูกบีบคั้นอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้พระโยคาวจรทั้งหลายจึงสามารถข้ามพ้นแรงบีบคั้นจากโลกได้ ล่วงอาการเจ็บปวดเวทนากล้าจากกายได้ การดำรงอยู่ในอริยะวิหารธรรมก็ดี (เข้าฌาน) การฝึกปฏิบัติเป็นเวลานาน (บัลลังก์) ก็ดี จึงสามารถทำได้อย่างไม่มีปัญหาใด ๆ ไม่เหลือรูปกายให้ถูกบีบคั้นอีก
พระโยคาวจรผู้รู้จักวิธีการผ่านระบบการก้าวล่วงแรงโน้มถ่วงของโลก เข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านระหว่างกายเนื้อ เข้าสู่กายลม เข้าถึงกายสังขารได้โดยไว ย่อมไม่ลำบากต่อการเผชิญแรงโน้มถ่วงนั้นอีก ร่างกายนี้ก็ดี กระบวนการก็ดี วิธีการก็ดี ผู้เฝ้าดูก็ดี เมื่อได้เข้าสู่ระบบทำงานประสานกันและกันดีแล้ว ก็ก้าวข้ามพ้นเวทนาอันกล้านั้นไปได้โดยง่าย ดุจนักขี่จักรยานล้อเดียวแสดงกายกรรม เขายืนบนล้อจักรยานล้อเดียว ปล่อยมือ เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เดินหน้า ถอยหลัง ทำได้ดั่งใจ ไม่ยากลำบากฉันใด พระโยคาวจรที่รู้จักวิธีก็ฉันนั้น
อีกประการหนึ่ง ในขณะปฏิบัติบำเพ็ญเพียรสมณธรรมอยู่นั้น สภาพภายนอกกับสภาพภายในยังไม่เสมอกัน เบื้องต้น สภาพภายนอกกำลังเย็น เพราะผู้ปฏิบัติกำลังนั่งสงบปฏิบัติอยู่ แต่สภาพภายในจิตนั้นยังคงร้อนอันเกิดจากกองไฟที่สุม ได้แก่ ไฟราคะ ไฟโทสะ และไฟโมหะ การที่ใช้น้ำเย็น คือ สมาธิ รดไฟให้เย็นลงนั้นย่อมเป็นเรื่องลำบากอยู่บ้างในตอนเริ่มต้น ย่อมมีการต่อต้าน ขัดขืน ย่อมมีความกระวนกระวาย เพราะไฟเหล่านั้นกำลังแสดงอาการออกมา แต่เมื่อใดปฏิบัติมากขึ้น รดน้ำสมาธิมากขึ้น ไฟภายในเริ่มลดระดับความร้อนลง ก็จะเริ่มมีความเสมอกันระหว่างสภาพภายในกับภายนอก เมื่อนั้นก็เกิดความสงบในการปฏิบัติบำเพ็ญต่อไป  
โศลกว่า “เวทนาทางกายก็คลายลง สมาธิดิ่งดำรงอยู่ต่อเนื่องเวทนาอยู่ได้ก็เพราะอาศัยกายนี้ดำรงอยู่ เมื่อกายเนื้อสลายไป เวทนาก็ไม่มีที่ให้อยู่อีก ไม่มีสัณฐานให้ได้อาศัยอีก เวทนาก็หายไป เหลือแต่สภาวะเวทนา ไม่ใช่เวทนาอันเนื่องด้วยกาย แต่เป็นเวทนาอันเนื่องด้วยจิต เวทนาที่เนื่องด้วยกายนั้นเกิดเพราะยังมีรูปกายนี้อยู่ ย่อมมีการเจ็บปวดตามอวัยวะที่ถูกกดทับเป็นปกติ เมื่อรูปกายสลายไป กายลมสลายไป เหลือแต่กายสังขารเท่านั้น เวทนาก็ปรากฏขึ้นกับกายสังขาร ได้แก่ ปีติ ปัสสัทธิ และสุข ความเย็นปรากฏขึ้นมาแทนที่ จุดนี้เป็นจุดบรรจบกันระหว่างรูปและนาม จุดบรรจบกันระหว่างกายสังขารและจิตสังขารนั่นเอง
สมาธิที่ดำรงอยู่ในขั้นนี้นั้นเป็นสมาธิที่กำลังไหลไปตามกระแสสมาธิ กระแสสมาธิในที่นี้ก็คือความใสสะอาด การดำรงมั่นแห่งสภาวธรรม สภาวธรรมที่เป็นความสมบูรณ์แห่งอินทรีย์ สภาวธรรมที่ปราศจากนิวรณ์เข้ามารบกวน ในขณะนี้เป็นขณะที่อินทรีย์เหมาะแก่งาน สภาวธรรมแห่งอินทรีย์เหมาะแก่การทำหน้าที่ในขณะต่อไปเพื่อให้เกิดพลัง นั่นคือ “สิกขติ” สภาวะที่ปรากฏขึ้น การพิจารณาด้วยสติอันแรงกล้าหยั่งเข้าไปเห็นรูป เวทนา จิต และธรรม ย่อมเห็นความไม่เที่ยง การคลายความยึดมั่นถือมั่น การไม่เหลือที่ตั้งอยู่แห่งความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์นี้ การปล่อยวางไปตามธรรมชาติของขันธ์ ไม่มีความเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ไม่มีความเป็นเรา ของเรา เป็นตัวเป็นตนของเรา เมื่อสติพิจารณาเห็นแจ้งดังนี้ ปัญญาญาณย่อมเกิด วิชชาย่อมเกิด ความสว่างรู้แจ้งโลกย่อมเกิด ทุกองคาพยพแห่งอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ยังคงทำหน้าที่ไปเหมือนเดิม แต่บัดนี้กลับสติที่มีกำลังกล้าเฝ้าดูอย่างไม่เสื่อมคลาย เป็นปกติของสติไปแล้ว สติกลายเป็นพลังไปแล้ว เป็นสติที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย สติที่เป็นผลแห่งการปฏิบัติ เป็นผลจากการหลอมละลายกลายเป็นพลังหยั่งทะลุไม่เหลือช่องว่างให้อวิชชาได้ซ่อนตัวอยู่อีก ปฏิจจสมุปบาทสายดับเริ่มแล้ว กองทุกข์ทั้งมวลหมดไปแล้ว ชาติสิ้นแล้ว


          พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้วว่า  
         ภิกษุ ท. ! เราจักแสดง ซึ่งญาณวัตถุ ๗๗ อย่างแก่พวกเธอทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายจงฟังความข้อนั้น จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์ เราจักกล่าวบัดนี้ ภิกษุ ท. ! ก็ ญาณวัตถุ ๗๗ อย่าง เป็นอย่างไรเล่า? ญาณวัตถุ ๗๗ อย่างนั้น คือ :-
๑. ญาณ คือความรู้ว่า เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ
๒. ญาณ คือความรู้ว่า เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะ ย่อมไม่มี
๓. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ
๔. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอดีต เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะย่อมไม่มี
๕. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เพราะมีชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ
๖. ญาณ คือความรู้ว่า แม้ในกาลยืดยาวนานฝ่ายอนาคต เมื่อชาติไม่มี ชรามรณะย่อมไม่มี
๗.ญาณ คือความรู้ว่า แม้ธัมมัฏฐิติญาณในกรณีนี้ ก็มีความสิ้นไป เสื่อมไป จางไป ดับไป เป็นธรรมดา
ก็เพราะมีภพ คือแดนเกิด จึงทำให้มีชาติ เมื่อไม่มีแดนเกิด จะมีที่ให้เกิดแต่ที่ไหน ก็ในเมื่อสติตื่นอยู่ในปัจจุบัน ก็หลุดพ้นจากวัฏฏะอันเป็นสายเกิดแห่งทุกข์ ขอการปฏิบัติต่อกายและจิตให้ถูกต้องจงบังเกิดมีแก่ผู้บำเพ็ญเพียรสมณธรรมทั้งหลาย เพื่อการทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด
นี่คือ โศลกที่สามสิบเจ็ดแห่งคัมภีร์สุวิญญมาลา


วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556

โศลกที่ ๓๖ ชีวิตคือความฝัน

โศลกที่ ๓๖ ชีวิตคือความฝัน


มีสติอยู่ในกระบวนการปฏิบัติ
ปฏิเวธเข้าถึงจุดหมายแล้ว
ทั้งปฏิบัติและปฏิเวธ
ล้วนเป็นประสบการณ์ทั้งสิ้น
พ้นวิสัยคิดคาดคะเนเอาได้
ประสบการณ์ไม่ใช่ความคิด
ความคิดอาศัยอดีตและอนาคต
ไหนเลยเป็นประสบการณ์จริงได้
ความคิดอยู่ไม่ได้ในปัจจุบัน

สติในการปฏิบัติเป็นปัจจุบัน
ปัจจุบันขณะไม่มีในกาลเวลา



ในพระพุทธศาสนาแสดงหลักสัทธรรมเอาไว้ ๓ ประการ ได้แก่ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ หลัก ๓ ประการนี้เป็นแนวทางในการเจริญภาวนาบำเพ็ญเพียรสมณธรรม เป็นหลักในการฝึกฝนตนเองให้เข้าถึงความหลุดพ้นจากวัฏฏะ ปริยัติในที่นี้ก็คือ การเรียนรู้วิธีการปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นแนวทางแห่งอานาปานสติ แนวทางแห่งสติปัฏฐาน แนวทางแห่งตจปัญจกกัมมัฏฐาน แต่เมื่อว่าโดยรวมแล้วไม่ว่าแนวไหนก็ตาม พอเข้าถึงขั้นตอนที่ ๒ แล้วก็เข้าสู่กระบวนการเดียวกันทั้งสิ้น นั่นคือ กระบวนการขั้นปฏิบัติ กระบวนการขั้นนี้เป็นกระบวนการที่ไม่เหลือพื้นที่ให้ความคิดได้ทำงานอีกต่อไป เพราะเป็นขั้นของการมีสติอยู่กับเครื่องมือที่ได้ศึกษามานั่นเอง

การปฏิบัติเปรียบเหมือนการได้เคี้ยวอาหารอยู่ในปาก เคี้ยวให้ละเอียด รู้สึกถึงรสอาหารที่เคี้ยวอยู่ ไม่ว่าจิตจะปรุงแต่งไปอย่างไร แต่ความจริงก็คือ การเคี้ยวอาหารอยู่อย่างนั้น จิตที่ปรุงแต่งให้อาหารเลิศรสอย่างไรก็ไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้น รังแต่จะทำให้การทานอาหารเป็นแต่เพียงทานในความฝัน เพราะการฝันก็เป็นกระบวนการคิดอย่างหนึ่งของจิตที่อยู่ภายใน ดังนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรสมณธรรมทั้งหลายจึงพิจารณาคำข้าวที่เคี้ยวอยู่นั้น เพื่อให้เป็นการทานอาหารที่แท้จริง ไม่ใช่ทานแต่ในเพียงความฝัน ถึงแม้จะเป็นการทานจริงก็เถอะ แต่ถ้าไม่มีสติในการทานอาหาร การทานนั้นก็เป็นแต่เพียงการทานในความฝันเท่านั้น การเคี้ยวอาหาร การรับทราบรสอาหาร จนกระทั่งการกลืนลงคอไป อาหารได้รับการย่อยสลายกลายเป็นสารอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตกายนี้อย่างไร การปฏิบัติบำเพ็ญเพียรสมณธรรมเจริญภาวนาก็เป็นอย่างนั้น เป็นขั้นของประสบการณ์ เป็นขั้นของการรู้เคี้ยว รู้รส รู้กลืน ไม่หลงเหลือให้จิตได้คิดอะไรกับกระบวนการเหล่านี้เลย หากว่า คิดในสิ่งที่เคี้ยวอยู่ในปากนั้น ก็เท่ากับว่า การทานอาหารนั้นเป็นการทานในความฝันเท่านั้น เนื่องจากผู้เคี้ยวไม่ได้ทราบว่าตนเองทำอะไรลงไป การเคี้ยวเป็นแต่การเคี้ยวในความฝัน ฝันว่าได้เคี้ยว ฝันว่าได้ทาน ฝันว่าอร่อย นั่นไม่ใช่การทานอาหารที่แท้จริง แม้แต่จะเป็นการทานอาหารจริงๆ ก็ตาม ก็ฝันที่มีอยู่นั้นก็เป็นจริง ก็เพราะเป็นฝันของผู้ฝันนั่นแหละ ใครจะปฏิเสธว่าฝันไม่มีอยู่จริง ก็จิตที่คิดไปก็เป็นความฝันแล้ว ด้วยเหตุนี้โลกนี้ทั้งโลกจึงมีแต่คนหลับฝันอยู่เท่านั้น จะมีสักกี่คนที่ตื่นจากฝันนั้นขึ้นมา

ประสบการณ์เฉพาะตนที่เกิดจากการปฏิบัตินั้น การมีสติอยู่กับกระบวนการปฏิบัตินั้นเท่านั้นจึงเรียกว่า ประสบการณ์ จึงเรียกว่า “ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ” ผู้ปฏิบัติย่อมรู้แจ้งเห็นจริงได้เฉพาะตน ประสบการณ์ที่ใครต่อใครพูดกันว่า “มีประสบการณ์มากี่ปี มีประสบการณ์ชีวิต” นั่นล้วนแต่เป็นความฝันที่เคยฝันไปเท่านั้น ไหนเลยเรียกว่า “ประสบการณ์ได้” เพราะประสบการณ์นั้นไม่มีในความคิด ไม่ใช่สิ่งที่คาดคะเน ไม่ใช่สิ่งหลับฝันไปแล้วบอกว่า เป็นประสบการณ์ ประสบการณ์ในฝันไม่ใช่ประสบการณ์จริง แม้ว่าจะฝันจริงๆ แม้ว่า จะเคยทำสิ่งนั้นจริงๆ แม้ว่าจะมีอายุผ่านร้อนหนาว หลายกาลฝนมาแล้วนานนับหกสิบปี หรือจะมากกว่านั้นก็ตาม ก็ไม่ได้หมายถึงว่าเป็นผู้มีประสบการณ์อะไรเลย จะกล่าวได้แต่เพียงว่า “เป็นประสบการณ์ฝันมาแล้วหกสิบปี” ก็พอกล่าวได้

โศลกว่า “ทั้งปฏิบัติและปฏิเวธ ล้วนเป็นประสบการณ์ทั้งสิ้น” ประสบการณ์เป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติ มีแต่ผู้ตื่นแล้วเท่านั้นจึงจะเรียกว่า “มีประสบการณ์” คำๆ นี้ถูกนำมาใช้ในภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษว่า “Experience” ในความหมายว่า เคยเจออะไรมา เคยทำอะไรมา เคยมาแล้วนานเท่านั้นปี เท่านี้เดือน ก็เรียกผู้เคยผ่านสิ่งเหล่านั้นมาว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ ควรจะกล่าวว่า ฝันว่าเคยได้ทำในเรื่องนั้นๆ มานานเท่าใดมากกว่า ฝันเสียจนเข้าใจว่า สิ่งที่ตนเองฝันไปนั่นแหละเป็นจริง จากนั้นก็นำความฝันมาเล่าให้กันและกันฟังว่าเคยทำสิ่งนั้นสิ่งนี้มา แล้วก็นำความฝันมาเทียบกันว่า ฉันฝันนานกว่า เพราะมีประสบการณ์ฝันนับสิบปี

ประสบการณ์เป็นขั้นของการปฏิบัติ การปฏิบัติเป็นเรื่องของผู้ตื่นอยู่เท่านั้น ผู้ตื่นอยู่คือ ผู้มีสติเท่านั้น คำว่า “ผู้ตื่น” ไม่ได้หมายถึง ผู้ที่นอนตื่นตอนเช้า นอนหลับตอนค่ำ แต่หมายถึง ผู้ตื่นจากความฝันที่เป็นกันอยู่เท่านั้น ตื่นจากการถูกความคิดปรุงแต่ง ผู้ที่ตื่นอยู่คือผู้ที่อยู่ในระดับของการเข้าถึงความว่าง พ้นจากระดับกายภาพ พ้นจากระดับจิตภาพ พ้นจากระดับของอารมณ์ แต่เข้าถึงระดับของความเป็นจริงที่แท้เท่านั้นจึงจะชื่อว่า “ตื่นอยู่”

โศลกว่า “ความคิดอยู่ไม่ได้ในปัจจุบัน สติในการปฏิบัติเป็นปัจจุบัน” พึงศึกษาพระพุทธศาสนาเสียใหม่ การศึกษาพระพุทธศาสนาที่เป็นมานานแล้วหยุดอยู่แค่การรู้ระดับได้ยิน ได้เห็น ได้ฟัง (สุตะ) เสียส่วนมาก นี่เป็นความรู้ในระดับกายภาพ เป็นเพียงข้อมูลในระดับปรากฏการณ์ สิ่งที่ปรากฏให้เห็น ได้ยิน ได้อ่าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเอกสาร ตำรับ ตำรา เทศนา บรรยายธรรม ไม่ได้มีอะไรมากมาย เป็นแต่คนที่ฝันมาเล่าความฝันให้คนที่กำลังฝันได้ฟังเท่านั้น เป็นผู้เล่าความฝันได้อย่างน่าฟังเท่านั้น ผู้ฟังก็เคลิบเคลิ้ม ผู้เล่าก็ภูมิใจที่เล่าความฝันได้อย่างไม่ติดขัด ไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนแปลง ไม่ได้ทำให้ตื่นขึ้น ยิ่งกล่อมทำให้ผู้ฟังหลับลึกลงไปมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

จะดีขึ้นบ้างก็ผู้รู้จักคิด ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง จนเกิดเป็นความรู้ขึ้นมาเพิ่มเติมจากข้อมูลที่ได้รับ (จินตะ) พระพุทธศาสนาในระดับนี้เป็นระดับจินตภาพ ก็เป็นเพียงการจมอยู่กับความคิด เป็นความฝันที่ชัดเจนขึ้น เพราะฝันเป็นจริงเป็นจัง ฝันจนรู้วิธีการในฝันได้ นักปรัชญาเมธีทั้งหลาย นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายก็อาศัยความฝันระดับนี้สร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาให้โลกได้ชื่นชม บ่งบอกถึงความเป็นผู้ฉลาด สามารถ เป็นแต่ผู้ที่ใช้ความฝันให้เป็นประโยชน์สำหรับคนที่ฝันเท่านั้นเอง การศึกษาพระพุทธศาสนาระดับนี้ก็ไม่ใช่การศึกษาของพระพุทธศาสนา เพราะการศึกษาอย่างนี้เขาทำกันมานานแล้ว ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการใช้จิตตาภินิหารแสดงให้ผู้คนทั้งหลายได้ชมเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงภายใน มีนวัตกรรมเกิดขึ้นประดับโลกเพิ่มเติม ยังเป็นเรื่องของผู้หลับอยู่นั่นเอง

การศึกษาพระพุทธศาสนานั้นมีเพื่อให้สติดำรงอยู่ทุกขณะ อาการกิริยา มีเพื่อฝึกสติให้มากขึ้นที่เรียกว่า ระดับภาวนา ภาวนาแปลว่า เจริญ กระทำให้มาก กล่าวคือ การทำสติให้มาก หลักธรรมทั้งหลายที่มีอยู่นั้นสรุปลงที่สติเท่านั้น การมีสติคือจุดหมายปลายทางของการศึกษาในพระพุทธศาสนาทั้งหมดทั้งสิ้น เรื่องอื่น สิ่งอื่นนั้นเป็นเพียงอุปกรณ์ให้ปฏิบัติเพื่อให้มีสติเท่านั้น พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของการปลุกให้ทุกคนตื่นจากการหลับใหล ด้วยเหตุนี้ คำว่า “พุทธะ” คือ “ผู้ตื่น” พระอริยะทั้งหลายคือผู้ตื่นแล้ว พระอริยะทั้งหลายคือผู้มีสติ ผู้มีสติคือผู้อยู่ในปัจจุบัน ผู้อยู่ในปัจจุบันจะไม่มีอัตตาใดหลงเหลืออยู่ เพราะปัจจุบันขณะนั้นคือ ความว่าง ความว่างเป็นปัจจุบันขณะ ปัจจุบันนั้นไม่มีกาลเวลา ผู้อยู่ในปัจจุบันขณะ คือผู้มีสติอยู่ ผู้มีสติอยู่จะไม่มีอัตตาดำรงอยู่ ผู้ไม่มีอัตตาอยู่มัจจุราชจะเห็นได้อย่างไรเล่า

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน นิพเพธิกสูตร พระสูตรว่าด้วยเรื่องของการสลายกิเลสไว้ตอนหนึ่งว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงทราบกรรม เหตุเกิดแห่งกรรม ความต่างแห่งกรรม วิบากแห่งกรรม ความดับแห่งกรรม ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรม เราอาศัยอะไรกล่าว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ

ก็เหตุเกิดแห่งกรรมเป็นไฉน คือ ผัสสะเป็นเหตุเกิดแห่งกรรม

ก็ความต่างแห่งกรรมเป็นไฉน คือ กรรมที่ให้วิบากในนรกก็มี ที่ให้วิบากในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานก็มี ที่ให้วิบากในเปรตวิสัยก็มี ที่ให้วิบากในมนุษย์โลกก็มี ที่ให้วิบากในเทวโลกก็มี

ก็วิบากแห่งกรรมเป็นไฉน คือ กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน กรรมที่ให้ผลในภพที่เกิด กรรมที่ให้ผลในภพต่อๆ ไป

ความดับแห่งกรรมเป็นไฉน คือ ความดับแห่งกรรมย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งผัสสะ

อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นี้เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งกรรม

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อใด อริยสาวกย่อมทราบชัดกรรม เหตุเกิดแห่งกรรม ความต่างแห่งกรรม วิบากแห่งกรรม ความดับแห่งกรรม ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรมอย่างนี้ๆ เมื่อนั้น อริยสาวกนั้นย่อมทราบชัดพรหมจรรย์อันเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส เป็นที่ดับกรรมนี้”

จะเห็นได้ว่า พระพุทธศาสนานั้นไม่ได้สอนสิ่งอื่นใดที่จะทำให้เข้าใจเรื่องข้อมูล ความคิด หรือความรู้สึกใดๆ แต่มุ่งเน้นให้ปฏิบัติในอริยมรรคมีองค์ ๘ เท่านั้น ก็อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เป็นความสมบูรณ์พร้อมแห่งทางปฏิบัติที่จะทำให้มีสติอยู่ เป็นการอยู่ในปัจจุบัน เป็นการพ้นจากกรรม คือ ความคิดได้ ขออย่าได้นำอริยมรรคมีองค์ ๘ ไปอธิบายหรือบรรยายให้อยู่ในระดับข้อมูลความรู้ หรือความคิดเด็ดขาด เพื่อเมื่อเป็นเช่นนั้นก็ยังไม่พ้นจากกรรม อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นทางปฏิบัติให้พ้นจากกรรม เมื่อพ้นจากกรรม คือ ความคิดได้ ก็ชื่อว่า “ตื่นแล้ว” ไม่ใช่ผู้หลับฝันอีกต่อไป

นี่คือ โศลกที่สามสิบหกแห่งคัมภีร์สุวิญญมาลา





วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555


โศลกที่สามสิบห้า "บูรณาการแห่งธรรม"



อานาปานสติทั้งสี่บรรพ
สิกขติลมหายใจสงบเย็นกายสังขาร
สิกขติความรู้สึกสงบเย็นจิตสังขาร
สิกขติจิตตั้งมั่นปล่อยจิตดำรงอยู่
ถึงช่วงเวลาวิปัสสนาบูรณาการ
ใช้ธรรมมิติเข้าสิกขติทั่วสภาวะ
อินทรีย์มีพลังในการเดินวิปัสสนา
เห็นแจ้งอนิจจตาในกายเวทนาจิต
คลายความหลงใหลในกายเวทนาจิต
สิ้นความยึดมั่นในกายเวทนาและจิต
ปล่อยวางจิตกายเวทนาไปตามธรรมชาติ
สภาวะจิตเปลี่ยนผ่านข้ามพ้นปุถุชนโคตรภูมิ
นี่เป็นผลบูรณาการแห่งธรรมในอานาปานสติ


“บูรณาการ” คำ ๆ นี้กำลังได้รับการความสนใจในหลาย ๆ วงการ โดยเฉพาะวงการศึกษาซึ่งได้ใช้คำนี้มาสักระยะหนึ่งแล้วและความเห่อนั้นกำลังจะหายไป ไม่ว่าจะหายไปหรือไม่อย่างไร บูรณาการก็เป็นวิธีการที่เหมาะสมกับทุกศาสตร์ ศัพท์ว่า บูรณาการ (integration) คือ การทำให้สมบูรณ์ไปกับส่วนอื่น กล่าวให้ชัดคือ การนำองค์ประกอบหนึ่งไปรวมกับองค์ประกอบอื่น ๆ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ หรือการมองทั้งระบบที่โยงใยสัมพัทธ์และสัมพันธ์กันแล้วจัดการให้สมบูรณ์ ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดตามเป้าหมาย ไม่ได้หมายถึงนำหนึ่งบวกสอง บวกสาม หรือบวกสี่ แต่อาจหมายถึงหนึ่งบวกสี่ สองบวกสามหรือกระทำอื่นใดก็ได้ในระบบนั้นเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ เพียงแต่ต้องเป็นไปอย่างมีระบบ ไม่ใช่ทำอย่างสะเปะสะปะ ความสมบูรณ์ที่เป็นบูรณาการนั้นมีปรากฏอยู่แล้วเพียงแต่ไม่ได้นำมาศึกษา เช่น บูรณาการของอาหาร บูรณาการของดนตรี บูรณาการของเภสัช บูรณาการของไอแพท-ไอโฟน บูรณาการแห่ง 3G เป็นต้น ระบบต่าง ๆ ที่กำหนดไว้สามารถเชื่อมโยงกันทุกจุดขององค์ประกอบเพื่อประมวลผลออกมาอย่างสมบูรณ์

ความสำคัญของการบูรณาการนั้นอยู่ที่ความเข้าใจหน้าที่ของตน ๆ ยกตัวอย่างเรื่องดนตรี ดนตรีตัวไหนเป็นตัวนำจังหวะ ตัวไหนเป็นตัวทำนอง ตัวไหนเป็นตัวเคล้าตัวโน๊ต การทำหน้าที่ของแต่ละดนตรีนั้นผู้ควบคุมวงดนตรี (Conductor) ต้องทราบว่า จะให้ทำหน้าที่ตอนไหน เครื่องดนตรีตัวไหนเล่นกับตัวไหน ตัวไหนหยุดในขณะไหน ตอนไหนเล่นร่วมกันทั้งหมด ทุกอย่างมีระบบเพื่อความไพเราะของดนตรี มีทั้งเล่นเอง เล่นกับพวก มีทั้งหยุด มีทั้งส่ง มีทั้งรับ เป็นต้น

ระบบบูรณาการที่สุดมหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งก็คือ ระบบบูรณาการของร่างกายนี่เอง จะเห็นได้จากอวัยวะแต่ละส่วนนั้นทำงานประสานกันได้อย่างเป็นระบบ เรียกว่าบูรณาการกันอย่างลงตัว หากมีส่วนไหนบกพร่องก็จะเกิดอาการติดขัดทันที ที่เรียกว่า “ป่วย” “ไม่สบาย” เป็นการฟ้องว่า มีอวัยวะบางชิ้นส่วนไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ ทำงานไม่สมบูรณ์ หรือทำงานบกพร่อง ต้องได้รับการดูแล ต้องได้รับการซ่อมแซมบำรุงให้เป็นปกติ ระบบกายก็มีองค์ประกอบของกาย ระบบจิตก็มีองค์ประกอบของจิต เมื่อพิจารณาการบูรณาการของทั้ง ๒ ระบบนี้ภายใต้ระบบใหญ่ที่เรียกว่า “ระบบองค์รวม”(Holistic System)


กายตกอยู่ภายใต้กฎสิ่งไร้ชีวิต (อุตุนิยาม Physical Law) และกฎสิ่งมีชีวิต (พีชะนิยาม Bio-Physical Law) จิตตกอยู่ภายใต้กฎเจตจำนง (จิตนิยาม Psychic Law) และกฎแห่งการกระทำ (กรรมนิยาม Karmic Law) แต่ทั้งกายและจิตนั้นตกอยู่ภายใต้กฎแห่งธรรมชาติ (ธรรมนิยาม Universal Law) นิยามทั้ง ๕ นั้นทำงานสัมพัทธ์กันเป็นเชิงบูรณาการผลักดันให้แต่ละขันธ์ดำเนินไป หมุนวนไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าหากไม่รู้จักวิธีดับกระแสระบบนี้ ก็ไม่มีทางเลยที่จะหยุดยั้งการหมุนวนแห่งขันธ์นี้ได้ ถ้าเข้าใจระบบการทำงานของแต่ละส่วนได้ ก็จะสามารถเข้าไปจัดการกับระบบนั้นได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะทำให้ระบบทำงานดีขึ้นหรือทำให้ระบบหยุดทำงานลง แต่ถ้าหากไม่เข้าใจระบบถูกต้อง ย่อมทำให้การกระทำต่อระบบผิดพลาด แทนที่จะทำให้ระบบเดินไปด้วยดี แต่กลับแทรกแซงและทำลายระบบอย่างไม่ถูกวิธี เช่นคิดว่า จะหยุดยั้งระบบ แต่กลับยิ่งทำให้ระบบหมุนไวขึ้น ซับซ้อนขึ้น ยิ่งทำ ก็ยิ่งห่างไกลจากการหยุดยั้งระบบ ตัวอย่างคนผิดหวังจากความรักแล้วฆ่าตัวตาย หรือไม่ก็ฆ่าคนที่ทำให้ตนผิดหวังตาย ด้วยคิดว่า การทำเช่นนั้นจะหยุดระบบเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่หารู้ไม่ว่านั่นแหละเป็นการกระทำต่อระบบที่ผิด ระบบจะยิ่งซับซ้อนตามพลังแรงกรรม ซึ่งจะทำให้ระบบหมุนมากขึ้น ซับซ้อนขึ้นยิ่งกว่าเดิม

โศลกว่า “ใช้ธรรมมิติเข้าสิกขติทั่วสภาวะ อินทรีย์มีพลังในการเดินวิปัสสนา”
ในที่นี้จะได้แสดงระบบของกายและจิตให้ทราบก่อน กายเป็นเรื่องของรูป (Material Qualities) ระบบของรูปดำเนินไปได้ด้วยสารอาหารหล่อเลี้ยง ต้องได้รับการดูแลป้องกันภัยจากดินฟ้าอากาศหรือจากโรคภัยไข้เจ็บที่มีผลต่อรูป รูปมีฐานอยู่ ๔ ส่วน ได้แก่

๑. ส่วนที่เป็นของแข็ง เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นต้น
๒. ส่วนที่เป็นของเหลว เช่น ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ น้ำลาย เป็นต้น

๓. ส่วนที่เป็นอุณหภูมิ เช่น อุณหภูมิทำให้ร่างกายอบอุ่น ทำให้ร่างกายแก่ชรา ทำให้เป็นไข้ ทำให้อาหารย่อย เป็นต้น

๔. ส่วนที่เป็นอากาศ เช่น ลมหายใจ ลมในท้อง ลมในไส้ การหาว เรอ ผายลม ลมทั่วร่างที่ทำให้ร่างกายไหวไปมาได้ เป็นต้น

ส่วนประกอบทั้ง ๔ นี้เป็นฐานของกาย ซึ่งต้องได้รับการดูแลให้เป็นปกติของแต่ละฐาน ไม่ให้มาก ไม่ให้น้อย ไม่ให้ได้รับความเสียหาย และต้องบำรุงด้วยสารอาหารให้เพื่อให้ส่วนประกอบทั้ง ๔ นี้ ทำงานไปได้ตามปกติ นอกจากนั้นฐานของรูปกายทั้ง ๔ นี้ ยังเป็นที่ประกอบของรูปอื่น ๆ อีก ๒๔ ประเภทซึ่งไม่จำเป็นต้องแสดงไว้ในที่นี้

ส่วนจิตเป็นเรื่องของนาม (Psychic Qualities) ส่วนนี้ก็ต้องได้รับการดูแลเช่นเดียวกับกาย จิตเจริญด้วยอาหารเช่นกัน ช่องทางรับสารอาหารของจิตมี ๓ ทาง ฐานของจิตมี ๒ ฐาน ได้แก่

๑. ส่วนที่เป็นสภาพของจิตเอง แยกย่อยออกได้ถึง ๘๙ หรือ ๑๒๑ ลักษณะ แต่รวมแล้วก็คือ สภาพที่รับและรู้อารมณ์

๒. ส่วนที่ประกอบเข้ากับจิตนี้ แยกย่อยออกได้ถึง ๕๒ ลักษณะ แต่รวมแล้วก็คือ สภาพปรุงแต่งจิตให้เกิดความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ รัก โลภ โกรธ หลง เมตตา ดีใจ หดหู่ เบิกบาน เป็นต้น ปรุงแต่งจิตไปเพื่อให้เกิดการกระทำออกมา

นอกจากนั้น จิตยังมีระบบการทำงานเฉพาะ เรียกว่า จิตวิถี หรือระบบการทำงานของจิต ๑๗ ขั้นตอน สรุปเป็นขั้นตอนรักษาภพ ขั้นตอนรับรู้อารมณ์ภายใน อารมณ์ภายนอก รับทราบอารมณ์ เสพอารมณ์ และก็ส่งอารมณ์ไปเก็บไว้

การที่กายกับจิตทำงานสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบเช่นนี้ จึงต้องย้อนไปดูปัจจัยนำเข้า (Input) กระบวนการ (Process) ผลที่ปรากฏ (Output) การนำผลที่ปรากฏนั้นไปทำปฏิกิริยาทางจิตเคมีให้มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกที นี่คือ การทำความเข้าใจระบบการทำงานของกายและจิต จุดที่สำคัญในโศลกนี้อยู่ที่ว่า เมื่อทราบขั้นตอนการทำงานของกายและจิตแล้ว ก็ใช้ระบบแห่งกรรม (Karmic Law) ซึ่งมีกฎอยู่ที่ว่า เหตุ=ผล ใส่ปัจจัยนำเข้าอะไรเข้าไป ผลก็ออกมาเช่นนั้น ป้อนปัจจัยนำเข้านี้ที่ช่องทางรับอาหารของจิต ให้จิตได้เสพสิ่งนั้นอาหาร

เมื่อมีความเข้าใจการทำงานของระบบกายกับใจแล้ว การปฏิบัติบำเพ็ญเจริญสติภาวนา เป็นวิธีป้อนอาหารเข้าสู่ระบบจิต ปัจจัยนำเข้าในที่นี้ ได้แก่ ลมหายใจ ความรู้สึก สภาวะจิต เป็นตัวป้อนเข้าสู่ระบบ สติพิจารณาเห็นปัจจัยนำเข้าเหล่านี้ตลอดสาย ผลลัพธ์ย่อมปรากฏขึ้น มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ได้แก่ ความเย็นกาย ความเย็นจิต ความตั้งมั่นของจิต การกำหนดจิตให้เสพลมหายใจ ความรู้สึก และสภาวะจิตเอง ผลก็คือ การหายใจก็จะหายไป เหลือแต่ลมที่เข้าออกระหว่างภายในกับภายนอก ร่างกายก็จะหายไปเหลือแต่ธาตุที่ผสมผสานกันของธาตุทั้ง ๔ ปีติสุขก็หายไป เหลือแต่ความเย็นแห่งจิต สภาวะจิตที่เสพตัวมันเองอยู่ก็หายไป เหลือแต่ความตั้งมั่น ความเป็นจิตสลายไปเหลือแต่ความว่าง ขณะนี้ชื่อว่า ผลปรากฏแล้ว เมื่อนั้นก็ใช้ผลที่ปรากฏนี้เป็นตัวผลักดันให้จิตทำงานโดยมีสติเป็นตัวควบคุมอยู่ตลอด

ในขณะนี้เป็นเวลาที่เหมาะแก่การบูรณาการธรรม ๔ มิติเข้าไปสู่ระบบ ได้แก่ บูรณาการความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาของกาย เวทนา และจิต (อนิจจตา) เข้าไป บูรณาการความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ไม่ยึดมั่นถือมั่นใน กาย เวทนา จิต และแม้กระทั่งธรรมที่เป็นตัวพิจารณาเอง (วิราคา) เข้าสู่ระบบ บูรณาการการไร้การยึดมั่นกาย เวทนา และจิต (นิโรธา) เข้าไปอีก และบูรณาการการปล่อยวางกาย เวทนา จิตไว้อย่างนั้น (ปฏินิสสัคคา) เข้าไปทั้งชุดธรรม เมื่อบูรณาการธรรมทั้งสี่มิติด้วยสติอันคมกล้า สติอันเข้มแข็ง สติที่เต็มเปี่ยม อินทรีย์ทุกส่วนก็เต็มเปี่ยมแก่กล้ากลายเป็นกำลัง (พละ) ที่สมบูรณ์ ระบบกายและจิตย่อมมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแน่แท้

โศลกว่า “เห็นแจ้งอนิจจตาในกายเวทนาจิต คลายความหลงใหลในกายเวทนาจิต”
เมื่อบูรณาการธรรมทั้งสี่มิติเข้าไปในกระบวนการเช่นนี้แล้ว เมื่อนั้นย่อมเห็นแจ้งด้วยญาณทัสสนะซึ่งความไม่เที่ยง ความเปลี่ยนแปร ความไม่มีแก่นอัตตาในกาย เวทนา และจิต เมื่อเห็นแจ้งเช่นนี้ก็ย่อมเห็นภัยที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในกาย เวทนา และจิตนั้น เมื่อเห็นแจ้งด้วยปัญญาญาณเช่นนี้ก็ย่อมคลายความหลงใหลในกาย เวทนา และจิตนั้นเสียได้ เมื่อคลายออกจนสุด คลายออกจนไม่เหลือ ถอนความยึดมั่นจนหมดสิ้นแล้ว ย่อมเห็นแจ้งด้วยปัญญาซึ่งความดับไม่เหลือของกาย เวทนา และจิตนั้น ปัญญาเกิดแล้ว วิชชาเกิดแล้ว ญาณเกิดแล้ว ความสว่างเกิดแล้ว จากนั้นก็ปล่อยให้สรรพสิ่งเคลื่อนไหวไปอย่างธรรมชาติ ปล่อยวางกาย เวทนา จิต และธรรมไปตามธรรมชาติอยู่เช่นนั้น

พระพุทธองค์ทรงตรัสแก่ปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปัตตนมฤคทายวันว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปเป็นอนัตตา... เวทนาเป็นอนัตตา... สัญญาเป็นอนัตตา... สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา วิญญาณเป็นอนัตตา ถ้าวิญญาณนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว วิญญาณเหล่านี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในวิญญาณว่า วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย ภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะวิญญาณเป็นอนัตตา ฉะนั้น วิญญาณจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อม ไม่ได้ในวิญญาณว่า วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย (ก็ในเมื่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา รูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่ารูป...เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ...เธอทั้งหลายพึงพิจารณารูป เวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณนั้นด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา

ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้ฟัง ได้พิจารณาอยู่อย่างนี้แล้ว ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารทั้งหลาย และในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัดจิตก็พ้น เมื่อจิตพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นก็ทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

การมีสติดิ่งลงในการพิจารณาเห็นกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมย่อมเข้าถึงการหลุดพ้นจากสิ่งร้อยรัดทั้งหลาย การบูรณาการธรรมมิติ นำไปสู่การหลุดพ้นจากวัฏฏะได้ ขอการบูรณาการแห่งธรรมมิติจงเป็นไปในกาย เวทนา จิต ของผู้บำเพ็ญเพียรสมณธรรม เพื่อความสิ้นไปแห่งทุกข์โดยชอบเถิด

นี่คือ โศลกที่สามสิบห้าแห่งคัมภีร์สุวิญญมาลา





วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555


โศลกที่สามสิบสี่ "ข้ามไปอีกขั้น"


ความสำเร็จทุกอย่าง
มีจุดเริ่มต้น มีด่านทดสอบ
การบำเพ็ญเพียรสมณธรรมก็เช่นกัน
ด่านแรกคือระยะเวลา
หนึ่งชั่วโมงเป็นขีดขั้นกำหนด
ด่านสองคือเวทนากล้า
ผู้บำเพ็ญเพียรผ่านสองชั่วโมง
จึงสำเร็จผ่านด่านกายเวทนาไปได้
สาระสำคัญมิใช่ได้เวลามากน้อย
แต่ได้เวลาบำเพ็ญตบะที่นานพอ
พอชื่อว่ากระทำให้มาก เจริญให้มาก
บำเพ็ญสมณธรรมมีแก่นแท้เท่านี้

“เวลา” เป็นสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ยังไม่อาจเข้าใจได้กระจ่าง เป็นที่สงสัยอยู่เสมอมา ต่างพากันตั้งคำถามว่า แท้จริงเวลามีอยู่จริงหรือไม่ ถ้ามี แล้วเวลาเป็นอะไร และเวลาจะมีวันหมดไปหรือไม่ นักปราชญ์ราชบัณฑิตต่างพากันแสวงหาคำตอบเรื่อยมา บ้างก็ได้คำตอบ บ้างก็ยังไม่พึงพอใจกับคำตอบที่ได้ กล่าวตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายเวลาว่า “ชั่วขณะความยาวนานที่มีอยู่หรือเป็นอยู่ โดยนิยมกำหนดขึ้นเป็นครู่ คราว วัน เดือน ปี เป็นต้น” นิยามนี้ก็ไม่ได้บอกอะไรมากเกี่ยวกับตัวเวลา แต่บอกอาการที่เวลาแสดงออกเท่านั้น

นักวิทยาศาสตร์อย่างไอน์สไตน์ให้ความคิดเกี่ยวกับเวลาว่า “เวลามีความสัมพัทธ์กับความเร็วแสง หากแสงเดินทางช้าลงก็จะไปดึงเวลาให้เดินเร็วขึ้น เพื่อชดเชยกับความเร็วแสงที่สูญเสียไป ทำให้แสงเดินทางด้วยความเร็วคงที่อยู่ตลอดเวลา โดยปัจจัยที่ทำให้แสงเดินทางช้าลง เช่น แรงโน้มถ่วง กล่าวคือ ในที่ ๆ ไม่มีแรงโน้มถ่วงเวลาจะเดินเร็วกว่าในที่ที่มีแรงโน้มถ่วง” ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเวลาในมุมมองนี้แสดงถึงกาลอวกาศ สสาร พลังงานที่ทำหน้าที่แสดงออกมาเป็นลักษณะเวลา แต่ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่า เวลาคืออะไรกันแน่ เวลาตั้งอยู่อย่างไร เวลาเป็นสสารหรือพลังงาน หรือเวลาไม่ใช่ทั้งสสารและพลังงาน แต่เป็นอีกมิติหนึ่งที่มนุษย์ยังไม่ทราบ ถ้าหากสามารถหยุดเวลาได้ก็สามารถหยุดสิ่งต่าง ๆ ได้หรือไม่

ในส่วนของพระพุทธศาสนา ได้ให้ทัศนะเกี่ยวกับเวลาไว้ว่า “เวลาเป็นกฎแห่งไตรลักษณ์ที่เรียกว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป” ไม่ว่าอะไรก็ตามหากเกิดขึ้นก็ตกอยู่ภายใต้กฎนี้ทั้งนั้นจะเรียกว่า เวลาหรือกาล หรืออะไรก็แล้วแต่ เมื่อมีเกิดขึ้น ก็จะดำรงอยู่ และก็จะดับไปในที่สุด เวลาก็คือช่วงของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปนั้นเอง การเกิดขึ้นนับจากเวลานั้นไปก็จะกลายเป็นอดีต ขณะที่ดำรงอยู่ก็เป็นปัจจุบัน การจะดับไปในกาลข้างหน้าก็เป็นอนาคต และก็จะหมุนเวียนอย่างนี้ไปไม่มีวันจบสิ้น จึงเรียกว่า “สังสารวัฏ”

พระพุทธศาสนาเมื่อกล่าวถึงเวลา ไม่ได้ให้ใส่ใจในความเป็นเวลาว่ามันจะเป็นอะไร ไม่ใช่หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องไปสนใจ ดังนั้น ในคำถาม ๑๐ ประการที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ก็บวกเรื่องเวลาไว้แล้ว นั่นคือ “สังสารวัฏ (โลก) มีที่สิ้นสุดหรือไม่ หรือว่า โลก (เวลา สังสารวัฏ) ไม่มีที่สิ้นสุด” ปัญหาเหล่านี้จัดเป็นอัพยากตปัญหา พระพุทธเจ้าไม่ใช่ไม่แสดงเรื่องนี้ไว้ แต่ไม่ทรงตอบกับใคร ๆ ที่เข้ามาถามเพื่ออยากรู้ ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงอุปมาไว้ว่า หากมีชายคนหนึ่งถูกลูกศรยิงเข้าทรวงอก เมื่อมีหมอมารักษา เขากับตั้งคำถามมากมายว่า ลูกศรยิงมาจากทางไหน ทำด้วยอะไร ใครยิง ฯลฯ ถ้ายังไม่รู้คำตอบก็ยังไม่ให้รักษา ชายผู้นี้จัดเป็นคนโง่หรือฉลาด พระพุทธเจ้าทรงเป็นนายแพทย์ผู้รักษาโรคทุกข์ของมนุษย์ มนุษย์ทุกคนที่ยังไม่หลุดพ้นต่างจมอยู่ในทะเลทุกข์ทั้งนั้น พระพุทธเจ้าทรงมาช่วย แต่มนุษย์ทั้งหลายพยายามไม่ให้พระองค์ช่วย กลับพากันตั้งคำถามต่าง ๆ นานา ถึงแม้ว่า พระพุทธองค์จะตอบให้ทราบ เขาทั้งหลายรู้คำตอบแล้ว ก็หาได้ช่วยเหลือให้พ้นจากทุกข์ไม่ ก็เพียงแค่ประดับความรู้เท่านั้น ไม่ได้ลดการเกิดในภพชาติ กิเลสตัณหาก็หาได้ลดลงแต่อย่างใด

ท่าทีของพระพุทธศาสนาที่มองเรื่องเวลามี ๒ ลักษณะ คือ เวลาภายนอกและเวลาภายใน เวลาภายนอกนั้นได้แก่ สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นมาแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ส่วนมนุษย์และสัตว์ก็ไหลไปตามกรรม หมุนเวียนตามกิเลส รับผลแห่งวิบาก จึงเป็นกิเลส กรรม วิบาก ในส่วนนี้ก็เป็นธรรมชาติของสรรพสิ่งที่มีการเกิดขึ้น ก็ต้องสลายไปตามกาล ไม่ใช่เรื่องน่าวิตกหรือพิเศษอะไร ส่วนเวลาภายในก็คือความรู้สึกที่มีต่อเวลา หากมีความสุขมาก ก็อยากให้เวลานั้นอยู่ไปนาน ๆ หากมีความทุกข์ ก็อยากให้เวลานั้นหมดไปเร็ว ๆ เป็นเรื่องของเวทนา ตัณหาและอุปาทาน คือ ความรู้สึก ความอยากและความยึด

เมื่อพิจารณาจากมุมมองในพระพุทธศาสนาแล้วก็สามารถเห็นวิธีการหลุดพ้นจากกาลเวลาได้ อยู่เหนือกาลเวลาได้ ไม่จำกัดอยู่ในกาลเวลาได้ ตามทฤษฎีก็คือ หากไม่ต้องเกิดก็ไม่ต้องตั้งอยู่และดับไป หากไม่มีกรรม กิเลส และวิบาก ก็ไม่ต้องหมุนวนอยู่ในวัฏฏะ หากไม่มีอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ก็ไม่ต้องมีกาลเวลา กาลเวลามี เพราะมีเรา มีที่ตั้งแห่งเรา หากไม่มีเรา ไม่มีที่ตั้งแห่งเรา ก็ไม่มีเวลา ก็ในสังสารวัฏนี้มี ๓๑ ภูมิ หากไม่ตกอยู่ในขอบเขตแห่งภูมิใดภูมิหนึ่ง ก็ไร้กาลเวลา ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าแล้วจะทำอย่างไร นี่คือ สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง นี่คือสิ่งที่พระพุทธศาสนาให้ความใส่ใจ นี่คือคำสอนทั้งหมดของพระพุทธศาสนาเพื่อให้สรรพสัตว์พ้นจากทุกข์ หรือพ้นจากกาลเวลา เพราะกาลเวลาก็คือ ความไม่เที่ยง เปลี่ยนแปร ก็สิ่งที่ไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ และสิ่งที่เป็นทุกข์ เพราะสิ่งนั้นเป็นอนัตตา

โศลกว่า “ด่านแรกคือระยะเวลา หนึ่งชั่วโมงเป็นขีดขั้นกำหนด”
 การบำเพ็ญสมณธรรม เป็นการสงบเพื่อรอคอยอย่างอดทน เพื่อรอกาลเวลาเบ่งบาน ดุจดังการรอคอยการเบ่งบานของพืชพันธุ์ดอกไม้ที่มีต่อแสงอาทิตย์ หน้าที่ของดอกไม้ก็คือรอคอยด้วยความอดทน สงบอยู่ นิ่งอยู่ ว่างอยู่ ไม่แกว่งไกว สั่นไหว ด่วนบาน หากไม่มีความอดทน การเบ่งบานก็ไม่ปรากฏ ระยะเวลาแห่งการอดทนนั้นเป็นด่านทดสอบการปฏิบัติ คำว่า “ปฏิบัติ” ในที่นี้ก็คือการเจริญภาวนา การเจริญภาวนาก็คือ “การรักษาสติให้ดำรงอยู่ต่อเนื่องตลอด” การทำให้สติเจริญขึ้น มากขึ้น ชื่อว่าปฏิบัติธรรม สติเพิ่มพูนขึ้นมากเท่าใด ความแจ่มชัดแห่งปัญญาก็จะเพิ่มพูนตามเมื่อนั้น ในช่วงนี้เป็นระยะเวลาแห่งการใช้ความเพียร คือ ความอดทน เป็นตบะธรรมเครื่องเผากิเลส หากไม่มีความอดทน สติก็ไม่เจริญ ปัญญาก็ไม่ปรากฏ ทุกอย่างต้องอาศัยเวลาแห่งการเบ่งบาน ดอกไม้ก็ต้องอาศัยเวลา รอกาลเบ่งบาน การปฏิบัติเจริญภาวนาบำเพ็ญสมณธรรมก็ต้องอาศัยเวลา รอกาลเต็มเปี่ยมเช่นกัน ไม่อาจคาดคิดด่วนได้เป็นอันขาด เพราะการคาดคิดด่วนได้ทำให้พลาดโอกาสไปทันที หน้าที่ของการปฏิบัติเจริญภาวนาบำเพ็ญสมณธรรมก็คือ ดำเนินต่อไป บำเพ็ญต่อไป ต่อเนื่องไม่ขาดสาย ส่วนปัญญาที่จะเบ่งบานนั้นเป็นเรื่องของความเต็มเปี่ยมแห่งอินทรีย์เอง

ความงดงามนั้นต้องอาศัยเวลาของมัน ระยะเวลาระหว่างเมล็ดไปเป็นดอกผลนั้นมีความละเอียดอ่อนมาก มีความซับซ้อนมาก ต้องรู้จักอดทนรอคอย หน้าที่รดน้ำพรวนดินเป็นหน้าที่ของเรา หน้าที่เจริญงอกงามให้ดอกผล เป็นเรื่องของต้นไม้พืชพันธุ์ แต่จุดสำคัญอยู่ที่การรู้จักวิธีปลูกเมล็ดพืชพันธุ์ รู้จักวิธีรดน้ำให้ถูกเวลา รู้จักกาลใส่ปุ๋ยพรวนดิน รู้จักกำจัดวัชพืชที่เป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโต รู้จักระยะเวลาที่พืชพันธุ์แต่ละชนิดจะให้ดอกผล รู้จักเก็บเกี่ยวช่วงระยะเวลาที่พืชพันธุ์ให้ผล ไม่ใช่รอคอยอย่างเดียว ไม่ใช่อดทนอย่างเดียว ทุกอย่างต้องมีระบบและการบริหารจัดการที่ดีและถูกต้อง

ระยะเวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง เป็นระยะเวลาเริ่มแรกของการปฏิบัติเจริญภาวนาบำเพ็ญสมณธรรม ระยะเวลาแห่งการเริ่มจนไปถึงกาลที่ผลจะปรากฏ หรือที่เรียกในภาษาธรรมว่า ในระยะ “ปฏิบัติไปสู่ปฏิเวธ” นั้นมีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน แน่นอนระยะเวลาที่ระบุไว้นั้นเป็นเรื่องไม่ใช่กฎเกณฑ์ตายตัวสำหรับทุกคน ทุกคนเป็นพืชพันธุ์แต่ละชนิดที่ต่างกัน บ้างใช้เวลามาก บ้างใช้เวลาน้อย แต่เพื่อให้เห็นเป็นแนวทางกลาง ๆ ในการพิสูจน์กระบวนการที่จะเกิดขึ้นตามมาสำหรับผู้เริ่มปฏิบัติทุกคน นั่นก็คือ เวทนาอันเกิดจากความบีบคั้นทางกายที่ต้องนั่งหรือเดินประมาณ ๑ ชั่วโมง คำ ๆ หนึ่งที่มักได้ยินเป็นประจำในขณะที่จะต้องรับมือกับเวทนาก็คือ “ไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นธรรม” เนื่องจากเวทนาอันเกิดจากแรงบีบคั้นนี้กำลังเป็นขั้นตอนเปลี่ยนถ่ายระดับ พิจารณาดูขั้นตอนการทำอะไรทุกอย่างจะมีจุดเปลี่ยนอยู่ช่วงหนึ่ง จุดเปลี่ยนตรงนี้สำคัญมาก ถ้าหากผ่านจุดเปลี่ยนตรงนี้ไปได้ก็จะขึ้นไปสู่อีกระดับหนึ่งทันที ซึ่งจะรู้สึกง่ายยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างการยกตัวของเครื่องบินที่กำลังบินขึ้น ช่วงของการบินขึ้นและช่วงของการไต่ระดับขึ้นไปนั้นต้องใช้กำลังอย่างมาก จุดที่ฝึกขี่จักรยานกำลังจะเป็นนั้นต้องใช้พลังอย่างมากเช่นกัน แต่เมื่อผ่านจุดผันผวนตรงนี้ไปก็จะผ่านด่านทดสอบความตั้งใจ

(อ่านต่อในหนังสือคัมภีร์สุวิญญมาลา วางแผงเร็วๆ นี้)