วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เวทนานี้ก็เท่านั้น

















โศลกที่ยี่สิบหก "เวทนานี้ก็เท่านั้น"
ธรรมารมณ์เข้ามา
มโนทวารเปิดรับ
มโนวิญญาณปรากฏ
จุดกระทบเกิดขึ้น
เวทนาสืบต่อเพราะเหตุปัจจัยนี้
เวทนาอาศัยสิ่งใดเกิด
สิ่งนั้นไม่เที่ยง แปรเปลี่ยน ดับลง
สิกขติเข้าไปธรรมนั้น
ย่อมเห็นความไม่เที่ยงและเสื่อมไป
จึงคลายออกและปล่อยวาง
เวทนานี้ก็เท่านั้น




ศาสตร์โบราณได้เน้นย้ำไว้สำหรับให้ปฏิบัติต่อความรู้สึก นั่นก็คือ เป็นผู้เฝ้าดูความรู้สึกนั้นเท่านั้น ไม่ต้องกระทำอะไรไปมากกว่านั้น เพียงแต่เฝ้าดูความรู้สึกอย่างเดียว ไม่ปรุงแต่ง ไม่ขยายความใดๆ ทั้งสิ้น โดยมากแล้วคนเราปฏิบัติต่อความรู้สึกเป็นอย่างนี้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกด้านใดก็ตาม
ถ้าเป็นด้านลบก็
๑. หลีกหนีจากความรู้สึกนั้น
๒. กระทำตามความรู้สึกนั้น

ถ้าเป็นด้านบวกก็
๑. อยู่กับความรู้สึกนั้น
๒. กระทำตามความรู้สึกนั้น

ลองพิจารณาดู ถ้าเป็นความรู้สึกทางด้านลบ ไม่ว่าจะเป็นความโศก ความเศร้า ความเจ็บปวด ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ เรียกรวมๆ ว่าเป็นทุกขเวทนา พอเจอความรู้สึกอย่างนี้ทุกคนต้องดิ้นรนหลีกหนีให้พ้นจากความรู้สึกอย่างนี้ อยากพ้นจากความรู้สึกเช่นนี้ นี่เป็นคนประเภทที่หนึ่ง

ส่วนคนอีกประเภทหนึ่งก็เอาคืน กระทำตามความรู้สึกนั้น หากไม่พอใจ ขุ่นเคือง ไม่ชอบใจ โต้ตอบให้สาสมกับความรู้สึกที่มี ทำร้ายและทำลายสิ่งที่เป็นต้นตอของความรู้สึกนั้นให้สิ้นซาก อย่าให้ได้เห็นอีก ถ้าเป็นคนก็ทำลายคน ถ้าเป็นสิ่งของก็ทำลายสิ่งของ เป็นการระบายความรู้สึกที่มันเกิดขึ้นให้หายไปด้วยวิธีโต้ตอบอย่างสาสม นี่คือประเภทที่สอง

ถ้าเป็นความรู้สึกด้านบวกก็จะเป็นอย่างนี้ คนประเภทที่หนึ่ง ความดีใจ กระหยิ่มยิ้มย่อง ภูมิใจ มีความสุข ปลื้มใจ บันเทิง สบายกาย สบายใจ รวมเรียกว่า สุขเวทนา พอได้รับความรู้สึกเช่นนี้ก็อยากจะอยู่กับความรู้สึกนั้นตลอดไป ไม่ให้สิ่งนั้น คนนั้นหรือความรู้สึกนั้นหายไปไหน นี่เป็นคนประเภทที่หนึ่ง

อีกประเภทหนึ่ง เมื่อเจอกับสิ่งไหนคนใดทำให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจ ชอบใจ ทำให้มีความสุข ก็ต้องให้ได้มา ทำอย่างไรก็ได้ให้ได้มา ได้มาแล้วยึดมั่น หวงแหน ระบายความรู้สึกต่อสิ่งนั้นอย่างเต็มที่ เช่น ระบายความสุขที่มีในตนต่อสิ่งนั้น หากเป็นสิ่งของก็จับ มอง ไม่ปล่อย หากเป็นคนก็โอบ จูบ ลูบ คลำ นี่เป็นคนประเภทที่สอง

วิธีทั้ง ๒ ประการที่ปฏิบัติต่อความรู้สึกนั้นไม่ถูกต้องทั้งสิ้น เพราะเป็นการกระทำต่อความรู้สึกที่ไม่มีสติเฝ้าดูเหลืออยู่เลย กลายเป็นตัวของอารมณ์ความรู้สึกนั้นไป อันตรายย่อมเกิดขึ้นทันทีไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เนื่องจากเหตุปัจจัยแห่งความรู้สึกนั้นไม่คงที่ ย่อมกระทบต่อตัวความรู้สึกนั้นที่ไม่หลงเหลือสิ่งใดให้ได้มองอีก ความรู้สึกนั้นก็จะต้องได้รับการสนองไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งแน่นอน นั่นคือ ที่มาแห่งตัณหา



โศลกว่า “เวทนาสืบต่อเพราะปัจจัยนี้”
ต้องเข้าใจกระบวนการเกิดและกระบวนการดับความรู้สึกให้ถูกต้อง เมื่อเข้าใจกระบวนการที่ถูกต้องก็ย่อมมีวิธีที่จะปฏิบัติต่อเวทนานี้ให้ถูกต้องเช่นกัน ก่อนอื่นต้องเข้าใจเหตุเกิดและเหตุดับมันก่อน เหตุเกิดก็เพราะมีผัสสะ เหตุดับเพราะมีสติต่อผัสสะ ต้นตอของผัสสะก็คือขันธ์นี้ ถ้าไร้ขันธ์นี้ผัสสะก็ไม่มี แต่เนื่องจากขันธ์นี้มีขึ้นเสียแล้วจำเป็นต้องปฏิบัติด้วยวิธีมีสติต่อผัสสะ นั่นคือวิธีที่หนึ่งเป็นการเฝ้าดูเสียตั้งแต่ต้น เรียกว่า ดับไฟเสียแต่ต้นลม ก่อนที่มันจะกระพือไป แต่หากมันได้ติดไฟเสียแล้ว เกิดเป็นอารมณ์ความรู้สึกเสียแล้ว ก็ใช้วิธีเดียวกันคือ เป็นเพียงแค่เฝ้าดู ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึกนั้น
วิธีการ ๘ ขั้นตอนต่อไปนี้นำมาปรับใช้ได้


๑. ไม่หนีจากอารมณ์
๒. ให้เฝ้าดูอารมณ์
๓. ให้อารมณ์อยู่ และเฝ้าดูอยู่
๔. รักษาระยะไว้เสมอระหว่างอารมณ์กับผู้เฝ้าดู
๕. เฝ้าดูอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องปรุงแต่ง
๖. นิ่งและเย็นสบายๆ เฝ้าดู รับมือกับอารมณ์รุนแรงได้
๗. เริ่มดูตอนต้นๆ อารมณ์จะรับอารมณ์ทัน
๘. ไม่เลือกอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ความเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้น



มีครอบครัวหนึ่ง เมื่อบิดาใกล้จะสิ้นลม พ่อได้เรียกบุตรชายเข้ามาใกล้ๆ สั่งเสียเป็นครั้งสุดท้าย พ่อขอให้ลูกรับปากว่าต้องทำให้ได้ ลูกชายจึงรับปากพ่อ คำสั่งเสียของพ่อของชายผู้นี้ก็คือว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่ทำให้เจ้าโกรธ ขอให้โกรธหลังจากนั้น ๓ วัน ความโกรธ คือ อารมณ์ความรู้สึกที่ขัดเคืองรุนแรงด้านลบ เกิดขึ้นทันทีทันใด การที่ลูกของชายผู้นี้ต้องรอให้ถึง ๓ วันแล้วค่อยโกรธ เป็นวิธีการที่แยบยลกับการปฏิบัติต่อความโกรธ เพราะในขณะที่ระลึกถึงคำพ่อนั้นเป็นเขาได้กลายเป็นผู้เฝ้าดู กำลังแยกความโกรธออกจากตัวเขาเอง ตัวเขาคือผู้เฝ้าดู ความโกรธที่อยู่ที่นั่น ยังโกรธไม่ได้ต้องรอ ๓ วันก่อน ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า ความโกรธไม่อยู่รอถึง ๓ วันแน่

โศลกว่า “เวทนาอาศัยสิ่งใดเกิด สิ่งนั้นไม่เที่ยง แปรเปลี่ยน ดับลง”
ก็ทุกอย่างไม่ว่าเหตุและปัจจัยก็ล้วนแต่ตกอยู่ภายใต้กฎแห่งไตรลักษณ์ทั้งสิ้น แล้วฉะนี้จะพึงเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนและดับไปเป็นจริงเป็นจังทำไม ที่ยังไม่สามารถแยกแยะพิจารณาเห็นได้เช่นนี้ก็เพราะทุกคนยังตกอยู่ในความฝัน ยังไม่ตื่น ยังไม่มีสติเฝ้าดูสิ่งนั้นให้แจ่มชัด


ก็ในเมื่อเธอทั้งหลาย ไม่ว่าจะเสวยสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนาก็ไม่ติดพันเสวยเวทนานั้นๆ ชื่อว่า ไม่ติดพันอยู่ด้วยทุกข์อีกต่อไป
จากวิธีการปฏิบัติต่อเวทนาเช่นนี้ก็หมายความว่า เมื่อมีทุกข์กาย ก็อย่าได้ทุกข์ใจ ปลดเปลื้องทุกข์ได้ ก็อย่าได้พึงพอใจสุขที่เกิดขึ้น เมื่อรู้ว่าผัสสะเป็นเหตุเกิด รู้ตัวเวทนา รู้ความพอใจในสุข ไม่พอใจในทุกข์ มีสติสัมปชัญญะในเวทนานั้น นี่เป็นการดับเส้นทางกระแสแห่งเวทนาเสียได้

โศลกว่า “สิกขติเข้าไปธรรมนั้น ย่อมเห็นความไม่เที่ยงและเสื่อมไป” การที่เข้าไปเพ่งศึกษาด้วยสติอันแจ่มชัดในเวทนา จึงเห็นความไม่เที่ยง ความเปลี่ยนแปลง และความสิ้นไปของเวทนา หมุนเวียนอยู่อย่างนี้นับครั้งไม่ถ้วน การมีสติอยู่เสมอในกาย เวทนา จิตและธรรม รวมถึงมีความรู้ตัวทั่วพร้อมในความเคลื่อนไหวทุกอิริยาบถอยู่เสมอเช่นนี้ ย่อมเห็นความสุข ความทุกข์เกิดขึ้น ก็ตามรู้อีกว่า สุขและทุกข์นี้อาศัยกายเกิด กายนี้ไม่เที่ยง สุขและทุกข์นี้ก็ไม่เที่ยงแท้ ผู้พิจารณาย่อมเห็นความจางคลายจากความยึดมั่นถือมั่น เห็นการถอนการยึดมั่นเสียสิ้น แล้วก็ปล่อยวางเวทนานั้นเสีย ชื่อว่า เป็นผู้ละราคานุสัยและปฏิฆานุสัยในกายและในสุขเวทนาได้ แม้แต่ความไม่สุขไม่ทุกข์ก็เป็นเช่นเดียวกัน นี้เรียกว่า ละอวิชชานุสัยเสียได้ การที่รู้ชัดในสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนาว่าเป็นของไม่เที่ยง มีกายเป็นที่สุดรอบ มีชีวิตเป็นที่สุดรอบอย่างนี้ ย่อมไม่มัวเมาเพลิดเพลิน ชื่อว่า สิ้นสุดแห่งเชื้อแห่งการเกิดอีก สิ้นภัยแห่งทุกข์ในเบญจขันธ์


ความลึกซึ้งแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านี้ย่อมเห็นได้ในการปฏิบัติธรรมเท่านั้น การตรองด้วยตรรกะนั้นไม่อาจเข้าถึงสภาวธรรมเหล่านี้ได้ เพียงแค่กล่าวกายนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวใช่ตน จะกล่าวสักกี่ชาติก็ไม่มีความหมาย ถ้าหากไม่เห็นแจ้งด้วยปัญญาอันเกิดจากการบำเพ็ญเพียรภาวนา ด้วยเหตุนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเสมอให้มีสติเข้าไปศึกษาจึงจะเห็นแจ้งในธรรมที่ลึกซึ้งเหล่านี้ ก็ผู้คนทั้งหลายที่ตายไปไม่ได้นำความกลัวภัยมาสู่ผู้คนทั้งหลาย ฉันใด การที่คนทั้งหลายไม่เห็นโทษของความไม่เที่ยงก็ฉันนั้น


เมื่อใดก็ตามที่เราเข้าไปตั้งสติพิจารณาหยั่งเห็นจักษุ เห็นรูป เห็นจักษุวิญญาณ เห็นจักษุสัมผัสตามความเป็นจริง เห็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนาตามความเป็นจริงแล้ว เราย่อมไม่ยินดีในจักษุ ในรูป ในจักษุวิญญาณ ในจักษุสัมผัส และเวทนาทั้งหลายที่เกิดจากจักษุสัมผัสนั้น เพราะสิ่งเหล่านี้มีแต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป มีแต่อาศัยสิ่งที่ไม่เที่ยงเกิดขึ้น จะเอาอะไรกับสิ่งที่ไม่เที่ยง ตั้งอยู่และดับไปเล่า!
ผู้ใดก็ตามที่เห็นแจ้งตามความเป็นจริงเช่นนี้ ย่อมไม่ยินดี ไม่ลุ่มหลง เห็นโทษในเวทนาทั้งหลาย ผู้นั้นย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่นในเบญจขันธ์อีกต่อไป ย่อมไม่มีความกระวนกระวาย ความแผดเผา เร่าร้อนทั้งทางกายและทางใจ ตัณหาที่แฝงอยู่ในความยินดีเพลิดเพลินนั้นก็ไม่มีอีกต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้ มรรคมีองค์แปดย่อมเจริญ เต็มรอบ หมุนไปพร้อมเพรียง โพธิปักขิยธรรมย่อมสมบูรณ์ ย่อมรู้แจ่มแจ้งในขันธ์ ๕ ละอวิชชาและภวตัณหาได้ พัฒนาเจริญอยู่ในสมถะและวิปัสสนา ย่อมทำให้แจ้งซึ่งวิชชาและวิมุตติ

สิ่งที่ยากก็คือ เวลาที่เวทนาเกิดขึ้นนั้นยากที่จะแยกแยะออกได้ว่า เวทนานั้นก็ไม่ใช่เรา ไม่เป็นของเรา ไม่ใช่ตัวใช่ตนของเรา ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการเข้าใจผิดของเราที่ถูกความไม่รู้บดบังนั่นเอง ถ้าเรารู้แล้ว เห็นแจ้งแล้วก็ง่ายที่จะถอนออกจากเวทนานั้น ไม่ว่าจะเป็นสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ตามเถิด ทุกอย่างเริ่มต้นที่ต้องมีสติเห็นแจ้งเท่านั้น ขั้นตอนของการมีสติก็คือการภาวนาเจริญสติในกาย เวทนา จิต และธรรม คำว่าเจริญในที่นี้ก็คือ ทุกลมหายใจ ทุกความรู้สึก ทุกอาการของจิต และทุกสภาวธรรมก็รู้ตัวทั่วพร้อม นี่แหละทางที่จะรู้เท่าทันเห็นแจ้งตามความเป็นจริงได้ สุดท้ายแล้ว เวทนานี้ก็เท่านั้น


นี่คือ โศลกที่ยี่สิบห้าแห่งคัมภีร์สุวิญญมาลา


วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

กายนี้ก็เท่านั้น














โศลกที่ยี่สิบห้า "กายนี้ก็เท่านั้น"

รูปขันธ์อันวิเศษ
รักษานามขันธ์อีกสี่ประการไป
ก่อเกิดเป็นปัจจัยสืบภพชาติ
มีแต่ขันธ์นี้เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับลง
พึงบริหารรูปขันธ์นี้ให้เป็นเครื่องมือ
เข้าไปกำหนดรู้ชัดลมหายใจเข้าออก
ระยะที่หนึ่งรู้ชัดลมสั้น เข้าออก
ระยะที่สองรู้ชัดลมยาว เข้าออก
ระยะที่สามหยั่งรู้เพียงลม เข้าออก
ระยะที่สี่หยั่งรู้ความสงบเย็น เข้าออก
รูปขันธ์สงบ นามขันธ์ก็ระงับ
ความสัมพันธ์แห่งธรรมชาติปรากฏ
นามรูปเป็นเพียงขันธ์เกิดดับ
การสั่งสมกองทุกข์จะมีไฉน!



กายนี้เป็นองค์ประกอบแห่งสรีรยนต์ที่น่าอัศจรรย์ ทุกองค์ประกอบนั้นทำหน้าที่ของตนไปอย่างพร้อมเพียงประสานกันเป็นหนึ่งเดียว มีวงจรไฟฟ้าคือเส้นประสาทที่วิเศษเชื่อมโยงไปทั่วร่างกายนี้ ไม่ว่าเกิดความผิดปกติตรงไหน อย่างไร ก็จะส่งผลไปสู่ตัวควบคุมหลัก (Mainframe) ให้ตรวจสอบแก้ไขเสมอ ไม่ว่าจะเป็นความดัน เบาหวาน ไขมันในเส้นเลือด หรือ ไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride) และอะไรต่อมิอะไรอีกจำนวนมากที่เป็นความผิดปกติ แม้กระทั่งเศษหนามเพียงนิดเดียวที่ติดเกี่ยวเข้าไปในเนื้อที่เท้า ก็สร้างความผิดปกติส่งผลไปที่ส่วนควบคุมให้ไปดูแลดำเนินการให้เป็นปกติด้วย นอกจากนั้นยังมีต่อมมีท่อ ต่อมไร้ท่อที่แสดงปฏิกิริยาทันทีที่มีความผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา สร้างทั้งภูมิคุ้มกันและทำลายตัวมันเองได้ วิเศษเหลือเกินสรีรยนต์นี้



ในพระพุทธศาสนามองร่างกายนี้เป็นสรีรยนต์อันหนึ่งที่มีจักร ๔ คือ อิริยาบถทั้ง ๔ ได้แก่ ยืน เดิน นั่ง และนอน เป็นตัวขับเคลื่อนสรีรยนต์นี้ มีเครื่องยนต์ ๙ สูบ และเป็นท่อไอเสียไปในตัว ที่เรียกว่า ทวาร ๙ ได้แก่ ตา ๒ หู ๒ จมูก ๒ ปาก ๑ ท่อปัสสาวะ ๑ และท่ออุจจาระ ๑ ด้วยเหตุนี้ในพุทธกาลนั้น เวลาพบปะทักทายกันจึงมีวัฒนธรรมเฉพาะว่า “ขมนียัง อาวุโส” หรือ “ขมนียัง ภันเต” แปลว่า “ท่านผู้มีอายุ หรือ ท่านผู้เจริญ สรีรยนต์อันมีจักร ๔ มีทวาร ๙ พอทนได้ดีไหม” คำทักทายนี้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง มีแต่ในพระพุทธศาสนาที่ใช้คำทักทายแสดงให้เห็นถึงการแยกแยะให้เห็นกระบวนการทำงานของร่างกายนี้ชัดเจน ก็อิริยาบถทั้ง ๔ นี้ ย่อมมีความผิดปกติเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา อิริยาบถทั้ง ๔ นี้ยังใช้ได้เป็นปกติดีอยู่หรือไม่ มีอะไรต้องให้ทนกับอิริยาบถทั้ง ๔ หรือไม่ เดินดีอยู่หรือไม่ นอนหลับดีอยู่หรือไม่ นอกจากนั้น ทวารทั้ง ๙ ละ มีอะไรเป็นปัญหาหรือไม่ ตายังดูได้ดีอยู่หรือไม่ อุจจาระยังระบายดีอยู่ไหม ถ้าทุกอย่างเป็นปกติก็แปลว่า สบายดี ถ้าตรงไหนเริ่มติดขัดก็แสดงว่า ไม่สบายดี สรีรยนต์คือกายนี้จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เป็นสิ่งที่ต้องดูแลให้เป็นไปตามปกติจึงจะอยู่ได้อย่างมีความสุข ที่เรียกว่า สุขกาย (ทำให้) สบายใจ


ร่างกายนี้มีความสมบูรณ์มาก วิเศษมาก ถ้าหากใช้ร่างกายนี้ให้เป็นประโยชน์จะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล แต่ถ้าใช้ไปในทางที่เป็นโทษ ก็เป็นโทษอย่างอนันต์ ไล่ตามลำดับฝ่ายประโยชน์ก็ตั้งแต่ได้มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ จนถึงนิพพานสมบัติ ถ้าไล่ตามลำดับฝ่ายโทษ ก็ตั้งแต่เป็นดิรัจฉานวิบัติ เปรตวิบัติ อสุรกายวิบัติ จนถึงนรกวิบัติ ผู้มีปัญญาต้องอาศัยร่างกายนี้บำเพ็ญเพียรเพื่อเข้าถึงสมบัติทั้งหลายตามลำดับไป เรียกว่า “ใช้ขันธ์นี้บริหารขันธ์นี้ให้สิ้นขันธ์” เพราะการสิ้นไปแห่งกองทุกข์ก็คือ การสิ้นไปแห่งกองแห่งขันธ์นี้นั่นเอง


กายนี้มีการตอบสนองอย่างตรงไปตรงมามาก ไม่มีอะไรเป็นวาระซ่อนเร้น ไม่มีอะไรซ่อนเงื่อนเป็นเล่ห์กล ไม่มีอะไรเป็นพิษเป็นภัย ต้องการอะไร จำเป็นต่อสิ่งไหน กายก็จะแสดงออกมาอย่างนั้น หิว กระหาย กระเพาะก็จะเรียกร้องเอง หนาว ร้อน ผิวหนังนี้ก็จะแสดงออกเอง ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ท่ออุจจาระและท่อปัสสาวะก็จะทำหน้าที่เอง ถ้าง่วง ตาก็จะแสดงอาการ ร่วมกับการหาว ตาเริ่มปิด คอเริ่มตกตามแรงโน้มถ่วงของโลก ทั้งหมดแสดงอาการหลับโดยอัตโนมัติ หรือแม้แต่ความต้องการทางเพศ เมื่อถึงเวลาร่างกายจะเรียกร้องโดยหลั่งฮอร์โมนทางเพศออกมา ทุกอย่างมีระบบชัดเจนไม่ต้องตีความอะไรทั้งสิ้น นี่คือความสมบูรณ์แบบของร่างกายนี้


จนกระทั่งเมื่อมนุษย์เริ่มมีความกลัวต่อร่างกายที่ทำหน้าที่ได้อย่างชัดเจนเหลือเกิน เกินกว่าที่ใจจะรับได้เพราะมันตรงไปตรงมาเกินไป ใจจึงสร้างความคิดขึ้นเข้าไปตีความระบบร่างกายให้แปรเปลี่ยนไป แปรเปลี่ยนไปตามความเชื่อ ตำรา วัฒนธรรม คำสอน การศึกษา เช่น ถ้าร่างกายต้องการระบายลม (ตดหรือผายลม) ใจจะบอกกายว่าต้องดูก่อนที่นี่ที่ไหน เสียมารยาทหรือเปล่า จะตดต้องดูที่ ตรงนี้ผายลมไม่ได้ต้องระงับยับยั้งไว้ หรือแม้แต่ใจอนุญาตให้ทำได้ แต่ต้องทำอย่างเบาๆ ช้าๆ แนบเนียน ห้ามมีเสียง เพราะนั่นบ่งบอกถึงความไม่เป็นผู้ดี



“ความเป็นผู้ดี” ความคิดได้ตีความไว้ให้ร่างกายต้องกระทำตาม มิฉะนั้นจะถูกประณามว่าไร้การศึกษา ไร้ความเป็นผู้ดี ร่างกายต้องสูญเสียอิสรภาพไปแล้วเพราะความคิดอย่างนี้ เมื่อร่างกายสูญเสียอิสรภาพ ร่างกายก็ต้องตอบสนองคืนให้เป็นโรคลมพิษตีกลับ เพราะการผายลม (ตด) เป็นการระบายลมพิษที่มีในร่างกายออก แต่ถ้าไม่สามารถระบายได้อย่างเต็มที่ลมพิษนั้นก็จะตีกลับ มีการสำรวจคนอังกฤษ เป็นโรคเกี่ยวกับระบบลมพิษมาก เพราะคนอังกฤษอั้นตดไม่ให้ออกมาตามธรรมชาติของร่างกาย


อีกแง่มุมหนึ่ง ร่างกายไม่ได้ต้องการอาหาร ไม่หิว กระเพาะไม่ได้เรียกร้องอะไร แต่ความคิดบอกว่า “อยากทาน” เป็นการข่มขืนร่างกายให้กระทำตาม ถ้าไม่กระทำตาม ใจจะคิดทันทีว่า ไม่เห็นแก่ความเป็นเพื่อนไม่ได้ เดี๋ยวเพื่อนบ่น เดี๋ยวเพื่อนว่าเอาได้ ชวนแล้วทำเป็นเล่นตัว ความคิดที่กลัวเพื่อนว่า กลัวเสียมารยาท กลัวเขาจะเลิกคบ กลัวครั้งหน้าเขาไม่ชวน หรือแม้แต่ไม่ได้กลัวใคร แต่ก็แสดงถึงความเป็นใหญ่กว่ากาย ว่าถ้าฉันอยากแล้วต้องทาน ต้องหยิบเข้าปากให้กับฉัน นี่เป็นพฤติกรรมที่ใจข่มขืนกายให้กระทำตาม แม้ว่า กายไม่มีได้แสดงออกว่าหิวสักนิดก็ต้องทำ หยิบอาหารว่างเข้าปาก กินของกินเล่น ขบเคี้ยวไปพลางๆ นั่นแหละเข้าข่ายนี้ทั้งนั้น ผลจึงปรากฏว่า เกิดโทษภัยอันเกิดจากปาก ตายเพราะปาก คือ “โอษฐภัย” กันมากต่อมาก เป็นกันทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคอะไรต่อมิอะไรมากมายที่เกิดจากการยัดเยียดเข้าไปทางปาก


ส่วนเรื่องที่มีปัญหามากอีกปัญหาหนึ่ง คือปัญหาเรื่องการมีเซ็กส์ เรื่องนี้มีการตีความมาก มีการแปรความไปมากตามความคิดที่ให้ไว้ ความคิดที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของศาสนา วัฒนธรรม ความเชื่อ ตำราต่างๆ วิชาความรู้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความคิดทางตะวันตกหรือตะวันออก ลองพิจารณาให้ดี ถ้ามองกันให้ชัด มนุษย์ก็เป็นสัตว์ประเภทหนึ่งที่มีระบบสรีระร่างกายทำงานเหมือนเดียวกันกับสัตว์ทั้งหลาย ที่เรียกว่ากันว่า “มีการสืบพันธุ์”

นอกจากมีการสืบพันธุ์แล้ว สัตว์ก็ยังแสดงความรักต่อกันด้วยอิริยาบถต่างๆ ด้วย การสืบพันธุ์เกิดจากฮอร์โมนทางเพศทำงาน สารเคมีเกี่ยวกับเพศจะหลั่งออกมาให้ร่างกายตอบสนอง เมื่อได้รับการตอบสนองแล้วร่างกายก็หยุดทำงาน แต่การแสดงความรักยังคงแสดงได้ต่อไป เพราะการแสดงความรักเป็นความรู้สึกที่ทำงาน มิใช่ต่อมเพศ แต่มนุษย์ได้แปรเปลี่ยนระบบของเพศให้เข้ามาสู่ระบบทางความคิดของสังคม ศาสนา วัฒนธรรม ร่างกายไม่ทราบหรอกว่า สังคม ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นอย่างไร คิดกันอย่างไร เมื่อถึงเวลา ร่างกายก็ต้องแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา

แต่ความคิดได้แปรผลความต้องการทางร่างกายไปเป็นอื่น เช่นแปรผลไปตามสังคมว่า การมีเซ็กส์ทำให้ประชากรล้นโลก การมีเซ็กส์ทำให้ขาดดุลทางทรัพยากร การมีเซ็กส์ทำให้โรคระบาด แปรผลไปตามศาสนาว่า การมีเซ็กส์เป็นที่มาของกิเลส ความต้องการทางเพศทำให้จิตใจเสื่อมทราม การมีเซ็กส์ทำให้ซาตานคืนชีพ แปรผลไปตามวัฒนธรรมว่า การมีเซ็กส์ทำให้เสียความเป็นผู้ดี ความต้องการทางเพศทำให้วัฒนธรรมเสียหาย ความต้องการทางเพศทำให้ขาดอารยธรรม เป็นมนุษย์ที่ไม่เจริญ


การตีความทุกอย่างเหล่านี้คือการที่ความคิดได้ใส่ร้ายต่อร่างกายอย่างไม่เป็นธรรม อย่างไม่น่าให้อภัย นอกจากนั้นบางคนทนไม่ได้กับความคิดที่ใส่ร้ายต่อการมีเซ็กส์เช่นนี้ก็ทำการประชดเสียเลย โดยการสำส่อนไปทั่ว มั่วเซ็กส์ไปทั่ว หื่นไปทั่ว ทั้งที่ร่างกายไม่ได้แสดงอาการแม้สักนิดว่าต้องทำอย่างนั้น แต่ความคิดได้สั่งการบอกว่า เมื่อฉันต้องการแล้วร่างกายต้องปฏิบัติตาม นี่ก็เป็นอีกด้านหนึ่งของการข่มขืนร่างกายนี้ด้วยความคิด


แน่นอนอยู่แล้ว เมื่อมีการยัดเยียดและข่มขืนร่างกายอย่างนี้ก็ย่อมมีผลกระทบต่อร่างกายทันที ฮอร์โมนที่หลั่งออกมาเพื่อแสดงความต้องการนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นพิษผสมเข้ากับฮอร์โมนตัวอื่น เพราะเกิดความผิดปกติขึ้นต่อระบบร่างกาย ทำให้เกิดความผิดปกติขึ้นในร่างกาย คนที่เก็บกดทางเพศมักมีความเครียด มักมีปัญหาทางจิต มักมีอคติต่อทุกสิ่งที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ มักมีความเบี่ยงเบนทางเพศ มักมีอารมณ์ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราด ส่วนผู้ที่สนองตามความคิดก็ทำให้เกิดโรคติดเชื้อต่างๆ ทำให้ร่างกายขาดความสมดุลของเลือดขาว เป็นโรคผอมเหลือง และยังเกิดความทุกข์จากการถูกย่ำยีทางเพศอีก ทั้งหมดนี้คือ การกระทำต่อร่างกายไม่ถูกต้องทั้งสิ้น


โศลกว่า “พึงบริหารรูปขันธ์นี้ให้เป็นเครื่องมือ” ศาสตร์โบราณได้แบ่งระดับแห่งรูปขันธ์หรือร่างกายนี้ออกเป็น ๗ ระดับ แต่ละระดับก็มีความหมายสื่อไปถึงการใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาการเชื่อมประสานให้กายและจิตไปด้วยกัน ทำงานร่วมกัน เป็นศาสตร์ที่สร้างความสมดุลขึ้นทางกายและใจ ไม่ให้ตกไปสู่ขั้วใดขั้วหนึ่ง ไม่ให้ตกไปสู่อำนาจทางกายและอำนาจทางใจ แต่เป็นการใช้พลังกายเพื่อเอื้อถึงพลังใจ ใช้พลังใจเสริมสร้างพลังกาย แปรเปลี่ยนพลังขั้วลบและขั้วบวกในกายพัฒนาระดับขึ้น จุดหมายก็คือหลุดพ้นจากขอบเขตของกายและใจ เป็นอิสระทั้งกายและใจ


กายฐานที่หนึ่ง ฐาน “มูลธร” หรือฐาน “กุณฑาลินี” ฐานนี้อยู่ระหว่างอวัยวะสืบพันธุ์และทวารหนัก เป็นฐานที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ เชื่อมโยงระหว่างกายกับชีวิต มูลธรฐานรักษาไว้ซึ่งพลังชีวิตและความตื่นตัว ถ้าสะกดทางเพศ ความตื่นตัวก็หายไปด้วย หรือถ้าปล่อยไปตามพลังเพศ ความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณก็หดหาย วิธีการปฏิบัติก็คือต้องแปรสภาพของพลังนี้ ยืมพลังเพศมาสร้างพลังการตื่นตัว พึงเข้าใจว่า พลังเพศนี้สร้างสรรพสิ่งขึ้นมา ไม่ต่อต้าน ไม่ยอมตาม แต่เข้าใจ ใช้พลังนี้เข้าสู่พลังการตื่นตัว จิตวิญญาณก็ก้าวหน้า กายฐานอื่นๆ ก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย

กายฐานที่สอง ฐาน “สวาธิษฐาน” เป็นฐานที่อยู่ปลายก้นกบ เป็นศูนย์กลางพลังอารมณ์ความรู้สึก สวาธิษฐานรักษาพลังอยู่ ๒ ด้าน ด้านหนึ่งนั้นเป็นพลังลบ คือความกลัว ความเกลียด ความโกรธ และความรุนแรง อีกด้านหนึ่งคือ ความรัก ความเมตตา ความกล้า ความเป็นมิตร เป็นพลังด้านบวก สำหรับพลังด้านลบมีเองโดยอัตโนมัติ แต่ด้านบวกต้องแปรเปลี่ยน ต้องพัฒนาจึงจะมีได้ คนทั่วไปกระทำต่อพลังลบนี้เป็น ๒ ทาง หนึ่งปลดปล่อยพลังลบออกมา เรียกว่า ระบายอารมณ์ หนึ่งคือเก็บกักพลังลบไว้ เรียกว่า ข่มอารมณ์ การปฏิบัติต่อพลังลบอย่างนี้ ไม่ถูกต้อง ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเข้าไปรับรู้ ยอมรับ เพ่งเข้าไปสู่ศูนย์กลางของมัน แทนที่จะระบายความโกรธ หรือสะกดกลั้นไว้ แต่กลับพิจารณาตัวมัน การทำเช่นนี้พลังสายบวกจะพัฒนาขึ้นมาได้ ความรัก ความเมตตา อภัย ไมตรี ความกล้าจะปรากฏขึ้นมาได้


กายฐานที่สาม ฐาน “มณีปุระ” ฐานกายนี้ตั้งอยู่ตำแหน่งบั้นเอว ตรงสะดือ เป็นศูนย์กลางพลังความคิดพื้นฐาน มณีปุระฐานรักษาไว้ซึ่งพลัง ๒ สายเช่นกัน พลังลบก็คือ ความสงสัย ส่วนพลังบวก คือ ความเชื่อมั่น สำหรับพลังด้านลบ คือ ความสงสัยมีเองโดยอัตโนมัติ แต่ด้านบวกปัญญาวินิจฉัยต้องแปรเปลี่ยนจึงจะได้มา คนทั่วไปกระทำต่อพลังลบนี้เป็น ๒ ทาง หนึ่งสงสัยอยู่อย่างนั้น เรียกว่า ไม่กล้าตัดสินใจ ลังเล คิดวนไปวนมา หนึ่งคือ ไม่สงสัย เรียกว่า เชื่องมงาย ไม่ตะขิดตะขวางใจ ไม่ฉุกคิด ไม่คิดมาก การปฏิบัติต่อพลังลบอย่างนี้ ไม่ถูกต้อง ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเข้าไปรับรู้ ยอมรับ เพ่งเข้าไปสู่ศูนย์กลางของมัน แทนที่จะสงสัย หรือเชื่อทันที แต่กลับพิจารณาตัวความคิด ตัวความสงสัย การทำเช่นนี้ ตัวความสงสัยจะหายไป แต่จะแปรเปลี่ยนไปเป็นความจริงแทน เมื่อเป็นความจริงก็กลายเป็นพลังศรัทธา ความเชื่อมั่น ส่วนพลังสายบวกคือความคิดใคร่ครวญก็จะพัฒนาขึ้นมาเป็นปัญญาวินิจฉัย เป็นความคิดสมบูรณ์ เป็นโยนิโสมนสิการได้



กายฐานที่สี่ ฐาน “อนหตะ” ฐานนี้ตั้งอยู่ตรงกลางกระดูกสันหลัง ระดับที่ตรงกับหัวใจ ตรงกับ Thymus gland เป็นฐานของหัวใจ (Heart) เกี่ยวกับระบบหมุนเวียนโลหิต เป็นศูนย์กลางพลังความฝันและจินตนาการ อนหตะฐานรักษาไว้ซึ่งพลัง ๒ สายเช่นกัน พลังลบก็คือ ความฝัน ส่วนพลังบวก คือ เจตคติ สำหรับความฝันนั้นมีเอง แต่จินตนาการต้องพัฒนาขึ้น เจตคตินั้นมีเอง แต่วิสัยทัศน์ต้องพัฒนาขึ้น คนทั่วไปกระทำต่อพลังลบนี้เป็น ๒ ทาง หนึ่งก็ฝันหวานไปอย่างนั้น เรียกว่า พวกเฟ้อฝัน พวกฝันกลางวัน หนึ่งคือพวกไม่มีอะไรให้ฝัน ไม่ใฝ่ฝัน ไม่สร้างวิมานในฝัน การปฏิบัติต่อพลังลบอย่างนี้ ไม่ถูกต้อง ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเข้าไปรับรู้ ยอมรับ เพ่งเข้าไปสู่ศูนย์กลางของมัน แทนที่จะฝันเฉย แต่กลับพิจารณาความฝัน เป็นความใฝ่ฝัน การทำเช่นนี้ ตัวความฝันจะหายไป แต่จะแปรเปลี่ยนไปเป็นจินตนาการแทน เมื่อเป็นจินตนาการ ฝันก็จะเป็นจริงขึ้นมาได้ ส่วนพลังสายบวกคือเจตคติ ในที่สุดก็จะพัฒนาขึ้นมาเป็นวิสัยทัศน์ขึ้นมาได้ พวกนอนข้างถนนฝันว่าบินได้กับนักบินอวกาศต่างกันตรงนี้


กายฐานที่ห้า ฐาน “วิสุทธิ” กายฐานนี้อยู่ตำแหน่งกระดูกต้นคอ ตรงกับต่อมไทรอยด์ (Thyroid Grand) เป็นฐานของปอดเกี่ยวกับลมหายใจ เป็นศูนย์กลางพลังบริสุทธิ์ พลังจิตวิญญาณ นับตั้งแต่ฐานนี้ไปไม่มีพลังสองสายปะทะกันแล้ว ไม่มีขั้วบวก ขั้วลบแล้ว ไม่มีทวิภาวะเหลืออยู่ในฐานนี้ แต่มีความเป็นหนึ่งเดียว เป็นเอกภาวะ ไม่ต้องปรับพลังอะไรอีกต่อไป แต่ให้กำหนดหยั่งลงไปในลมหายใจเท่านั้น เป็นฐานแห่งสติที่ตื่นตัวอยู่เสมอ ลมหายใจเป็นที่ตั้งแห่งความบริสุทธิ์ เป็นพลังจิตวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่มีชายหญิง ไม่มีทวิภาวะ มีแต่ลมหายใจ มีแต่ความชัดเจน มีแต่สติที่แจ่มใส ไม่ว่าหลับหรือตื่นก็มีสติ กายหลับก็หลับไป แต่สติยังแจ่มใสเหมือนเดิม รู้ชัดแล้วว่าตนเป็นใคร อัตตา (I or Ego) ได้สลายไปแล้ว ละสักกายทิฏฐิได้แล้ว และความสงสัยได้แล้ว ไม่เลือกเดินทางสุดโต่งทั้งพลังสายบวกและสายลบแล้ว


แต่อันตรายยังมีอยู่สำหรับผู้ที่เข้าถึงกายฐานวิสุทธินี้ เพราะเมื่อเข้าถึงฐานนี้ย่อมเกิดความสุขขึ้น เป็นภาวะแห่งการดื่มด่ำกับสิ่งที่ไม่เคยประสบมาก่อน ทำให้ไม่อยากไปไหนอีก อยากจะดำรงอยู่ภายในฐานนี้เท่านั้น พูดง่ายๆ ว่า “กำลังติดสุข” ความทุกข์ไม่เคยทำร้ายใคร แต่ความสบายได้ทำร้ายคนมานักต่อนัก ยาจกสละกะลาขอทานได้ง่าย แต่พระราชาสละมงกุฎได้ยาก การหนีออกจากความวุ่นวายในตลาดสดยังทำได้ง่าย แต่การหลบออกจากเสียงดนตรีอันไพเราะในโบสถ์นั้นยาก ด้วยเหตุนี้ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย โดยมากมักจะหยุดอยู่ที่ฐานนี้ แล้วเลิกบำเพ็ญเพียรต่อไป ในฐานที่ ๕ นี้ ความเข้าใจว่า “ตัวฉัน” (อัตตา Ego-Ness) นั้นหายไปแล้ว แต่ความรู้สึกว่า “เป็นฉัน” หรือ “อสฺสมิตา” หรือ “มานะ” (Am-Ness) นั้นยังคงอยู่ ด้วยเหตุนี้ฉันจึงมีความสุขได้

ฐานกายที่หก ฐาน “อัชนะ” ฐานนี้ตั้งอยู่กึ่งกลางหน้าผาก ตรงกับ Pituitary gland (ต่อมใต้สมอง) เป็นฐานของสมองส่วนล่างเกี่ยวกับระบบประสาท ฐานอัชนะนี้เป็นที่รวมของปัญญา เป็นดวงตาที่สาม เป็นพาหนะแห่งญาณวิเศษ ติดต่อกับเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนได้ ฐานนี้คือฐานกายจักรวาล ความเป็นเรา “อัสสมิตา” ไม่หลงเหลืออะไรให้ติดค้างอีก ไม่มีทั้งฉันและความเป็นฉันอยู่ในฐานนี้ มีแต่ความเป็นเช่นนั้นเอง ความเป็นสัจธรรม ความสมบูรณ์พร้อมแห่งสติ เป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลได้แล้ว ไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ ผู้ปฏิบัติอีกส่วนหนึ่งก็มาติดอยู่ขั้นนี้ อันเกิดจากความยิ่งใหญ่แห่งกายนี้นั่นเอง เพราะกายนี้ปกคลุมหมดแล้ว ไม่มีเบื้องต้นและที่สุด ไม่มีขอบเขต ไม่มีจุดจบ ไม่มีที่ไหนให้ต้องไปอีก ไม่มีอะไรให้ต้องแสวงหา ไม่มีอะไรให้ต้องค้นพบ ทุกสิ่งปกคลุมหมดแล้ว การเดินทางจึงหยุดอยู่ที่ฐานนี้สิ้นชาติไม่ถ้วน


แม้กระนั้น ความเป็นสัจธรรมแห่งกายนี้ที่ยิ่งใหญ่เหลือเกินก็กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางได้อีก ไม่ว่าจะเป็นความมีอยู่และไม่มีอยู่แห่งกายที่ยิ่งใหญ่นั้น ก็ยังถือว่า มีอยู่นั่นเอง (เนวสัญญานาสัญญายตนะ) ความยากปรากฏขึ้นเพราะขอบเขตเริ่มลางเลือน ที่กำหนดนั้นลางเลือน ตัวตนนั้นขาดไป ความเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลได้ปกคลุมไปทั่ว ไม่เหลือให้ต้องติดขัดอีก ด้วยเหตุนี้จึงยากที่จะเห็นความมีอยู่ที่ปกคลุม ดังนั้น ผู้ปฏิบัติยังต้องเดินทางต่อไป ยังต้องบำเพ็ญต่อไป


กายฐานที่เจ็ด ฐาน สหัสระ หรือ “สหัสชะ” ฐานสหัสระตั้งอยู่กลางศีรษะด้านบน เปรียบเสมือนมงกุฎดอกบัว ตรงกับ Pineal gland เป็นฐานศูนย์กลางของสมองส่วนบนเกี่ยวกับระบบประสาทโครงสร้างทั้งหมด ยังเหลือการเดินทางขั้นสุดท้าย นั่นคือ การเดินทางไปถึงความไม่ดำรงอยู่ ไม่เป็นอยู่ การดำรงอยู่เป็นเพียงเครื่องหนึ่งของเรื่อง อีกครึ่งหนึ่งคือการไม่ดำรงอยู่ แสงสว่างเป็นหนึ่งด้าน อีกหนึ่งด้านคือความมืด ชีวิตคือข้างหนึ่ง ความตายเป็นอีกข้างหนึ่ง ดังนั้น ต้องเข้าถึงความดำรงอยู่และความไม่ดำรงอยู่ เป็นเพียงความว่าง ความจริงสูงสุดต้องมีเพียงการเข้าไปรู้ถึงการดำรงอยู่และการไม่ดำรงอยู่เท่านั้น เป็นความจริงอย่างหมดเปลือก เป็นความว่างตลอดสายทั้งการดำรงอยู่และการไม่ดำรงอยู่ เป็นความสมบูรณ์พร้อม นี่แหละจึงเรียก ธรรมกาย เรียกนิพพาน

ฐานทั้ง ๗ นี้สามารถนำมาเปรียบเทียบฐานที่เกิดเสียงซึ่งเดิมเป็นศาสตร์โบราณที่เป็นรากฐานของความรู้ก่อนแปรเปลี่ยนมาเป็นแค่จะอักขระธรรมดาและเทียบได้กับโพชฌงค์ ๗ ซึ่งเป็นศาสตร์แห่งการบรรลุรู้แจ้ง ดังนี้


ฐาน ป ได้แก่ ป ผ พ ภ ม เท่ากับ สติสัมโพชฌงค์ เชื่อมกับฐานชีวิต (กุณฑลินี)
ฐาน ต ได้แก่ ต ถ ท ธ น เท่ากับ ธัมวจยสัมโพชฌงค์ เชื่อมกับฐานอารมณ์
ฐาน ฏ ได้แก่ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ เท่ากับ วิริยสัมโพชฌงค์ เชื่อมกับฐานความเชื่อ
ฐาน จ ได้แก่ จ ฉ ช ฌ ญ เท่ากับ ปีติสัมโพชฌงค์ เชื่อมกับฐานความคิด
ฐาน ก ได้แก่ ก ข ค ฆ ง เท่ากับ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เชื่อมกับฐานความสุข
อฐาน ได้แก่ ย ร ล ว ส ห ฬ เท่ากับ สมาธิสัมโพชฌงค์ เชื่อมกับฐานความรู้ตัว
วิมุตติฐาน ได้แก่ อัง (อํ) เท่ากับอุเบกขาสัมโพชฌงค์ เชื่อมกับฐานญาณ


เมื่อเข้าถึงฐานสุดท้ายแล้ว กระนั้นนิพพานคือความว่างก็ต้องวางไว้ ปล่อยวางไว้อย่างนั้น ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นอะไรอีกต่อไป “สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย” นี่แหละคือการใช้ขันธ์มาบริหารขันธ์เพื่อความสิ้นขันธ์อย่างแท้จริง


นี่คือ โศลกที่ยี่สิบห้าแห่งคัมภีร์สุวิญญมาลา



วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

แผนโจโฉ



















แผนโจโฉหนีน้ำ

เจ้าเด็กน้อยจิวยี่ปัญญาทราม มีหรือจะเข้าใจแผนเรา ขงเบ้งลือว่าเก่งนัก ก็แค่เด็กอมมือ เราเตรียมแผนรับมือไว้แล้ว ถ้ามาทางซ้ายเราหนีออกขวา ถ้ามาทางขวาเราหนีออกซ้าย รถลาม้าช้างเราก็เตรียมพร้อม
เทียหยก : นายท่านใช้แผนอะไร
โจโฉ : ถึงเวลาค่อยเปิดกลก้นหีบออก
เทียหยก : ตอนนี้ข้าศึกมาโอบซ้ายขวาแล้วนะนายท่าน
โจโฉ : ข้าศึกมามากน้อยเท่าใด
เทียหยก : สิบสองหมื่นลูกบาศก์
โจโฉ : อืมมม ในบรรดา ๓๖ กลยุทธ เห็นทีต้องใช้แผนนี้เท่านั้น
เทียหยก : แผนอะไร
โจโฉ : กลยุทธหนีจุกตูด

วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ขบธรรม เห็นธรรม











โศลกที่ยี่สิบสี่ "ขบธรรม เห็นธรรม"

พิจารณาธรรมเพียงสี่ฐาน
ในกาย เวทนา จิต ธรรม
ใช้สติพิจารณาไม่ใช้ความคิด
เป็นทางมุ่งตรงต่อพระนิพพาน
เป็นทางทำลายการยึดมั่นถือมั่น
เห็นลมหายใจที่อยู่ในกายนี้
เห็นความรู้สึกที่อยู่ในเวทนานี้
เห็นความผ่องใสที่อยู่ในจิตนี้
เห็นความว่างที่อยู่ในธรรมนี้
เห็นความว่างในกายเวทนาจิตเช่นนี้
สัจธรรมย่อมปรากฏ
มายาย่อมสิ้นไป
วิชชาย่อมปรากฏ
อวิชชาย่อมสลายไป


เป็นที่น่าสังเกตอย่างยิ่งในคำสอนของพระพุทธศาสนา เมื่อเกี่ยวกับการบรรลุธรรมขั้นสูงสุดแล้วต้องปฏิบัติตามทางสายกลางเท่านั้น ไม่มีทางอื่น ความเข้าใจเกี่ยวกับทางสายกลางในประเทศไทย และชาวพุทธทั้งหลายไม่แน่ว่าจะเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง โดยมากก็เข้าใจไปตามตัวหนังสือ หรือไม่ก็เข้าใจตามที่สอนต่อๆ กันมา
เรื่องมรรคมีองค์แปด แยกออกเป็นปัญญา ศีล สมาธิ เพราะความไม่เข้าใจอรรถแห่งทางสายกลางอย่างลึกซึ้งนี่เอง ทำให้ชาวพุทธไม่สามารถปฏิบัติตนตั้งอยู่ในทางสายกลางแม้แต่นิดเดียว


โดยมากตกไปสู่ขั้วใดขั้วหนึ่งทั้งนั้น เป็นเหมือนลูกตุ้มนาฬิกาที่เขาแกว่งไปก็จะไปสู่ข้างโน้น ข้างนี้ ไม่อาจดำรงอยู่อย่างท่ามกลางได้ การหมุนไปของชีวิตในสังสารวัฏนี้ก็เป็นเหมือนนาฬิกาที่หมุนไปเพราะลูกตุ้มนั้น นาฬิกายังเดินได้เพราะลูกตุ้มที่แกว่งไปมาฉันใด ชีวิตก็ดำเนินไปเพราะการแกว่งไปมาระหว่างขั้วทั้งสองฉันนั้นเหมือนกัน หากถามว่า ถ้าลูกตุ้มหยุดแกว่งจะเป็นอย่างไร นาฬิกาก็ตาย ถ้าหากชีวิตหยุดตกขั้วละ ชีวิตก็ตาย นาฬิกาตายก็พ้นจากความเป็นนาฬิกาอีกเท่ากับเป็นเศษเหล็ก ชีวิตที่ตายก็พ้นจากความเป็นชีวิตอีก เท่ากับเป็นเบญจขันธ์เท่านั้น ไม่ต้องเกิดอีก พ้นจากสังสารวัฏนี้


ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่า ทำไมต้องเป็นสายกลาง คำตอบก็เพราะปฏิเสธทางส่วนสุดทั้งสอง จึงเรียกว่า สายกลาง ส่วนสุดทั้งสองนั้นเป็นทวิภาวะ การจะปฏิเสธส่วนสุดทั้งสองนั้นไม่ใช่เราเป็นผู้ปฏิเสธ เพราะเมื่อมีเราเป็นผู้ปฏิเสธเมื่อใด ก็ต้องตกอยู่ในทวิภาวะทันทีโดยไม่รู้ตัว เพราะเราก็คือความคิด ความคิดเป็นเรา ความคิดไม่สามารถอยู่ได้โดยปราศจากการเข้าไปยึดส่วนสุดได้ เพราะความคิดมีธรรมชาติยึดสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอารมณ์เสมอ

การเข้าไปยึดของความคิดเมื่อใด ก็ตกลงสุดขั้วเมื่อนั้น เมื่อไม่มีอะไรยึด ความคิดจะหายไปทันที การปฏิเสธส่วนสุดนั้นกระทำได้ก็ต่อเมื่อไม่มีเรา เป็นการปฏิเสธระหว่างเรา เขา ระหว่างมี ไม่มี ระหว่างข้างนี้ ข้างนั้น ระหว่างชอบ ไม่ชอบ ระหว่างมาก น้อย ระหว่างโลกกับหลีกจากโลก ระหว่างรัก เกลียด เป็นต้น การที่คนๆ หนึ่งจะตกไปสู่ส่วนสุดข้างใดข้างหนึ่งนั้นเป็นเรื่องง่ายเหลือเกิน


การที่จะดำรงอยู่ในทางสายกลางนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เช่นเดียวกับการทานอาหาร ทานให้อิ่มนั้นง่าย แต่ทานให้พอประมาณนี้ยาก ความอ้วนนั้นง่าย แต่ทำให้ผอมนั้นยาก จมน้ำนั้นง่าย แต่ลอยในน้ำนั้นยาก พูดมากนั้นง่าย แต่ไม่พูดมากนั้นยาก ติฉินคนอื่นง่าย ไม่ตำหนิผู้อื่นนั้นยาก สำหรับทางสายกลางนั้นกลับอยู่ตรงกลางระหว่างสภาวะทั้งสองที่กล่าวมานี้ นี่คือ ความลึกซึ้งของทางสายกลางประการแรก

ประการต่อมา ทางสายกลางเป็นศาสตร์ชั้นสูง เป็นไตรสภาวะ (Triangle) เป็นตรียาน เป็นตรีจักร เป็นตรีภาวะที่ทำให้หลุดพ้นจากความเป็นทวิภาวะได้ เป็นพุทธศาสตร์แห่งการหลุดพ้นโดยแท้ เป็นการพ้นจากอำนาจกายและอำนาจจิต ได้แก่ การดำรงอยู่ท่ามกลางอำนาจกายและอำนาจจิตได้ รักษาสมดุลไม่ให้อำนาจกายและจิตเข้ามาบงการได้ เมื่อนั้นมัจจุราชก็ไม่อาจเห็น มัจจุราชเห็นได้เฉพาะผู้ที่ตกอยู่อำนาจความต้องการทางกาย และผู้ที่ตกอยู่ในอำนาจทางจิตเท่านั้น




ปัญญาคือกุญแจทำให้พ้นจากอำนาจกายด้วยศีล ทำให้พ้นจากอำนาจใจด้วยสมาธิ ปัญญาเป็นตัวควบคุมให้กายและใจไม่แสดงฤทธิ์ออกมาได้ ฤทธิ์ของกายก็คือความต้องการสนองทางกาย (Physical Needs) ฤทธิ์ของใจก็คือความต้องการสนองทางใจ (Mental Needs) อำนาจทางกายก็เป็นส่วนสุดข้างหนึ่ง อำนาจทางใจก็เป็นส่วนสุดอีกขั้วหนึ่ง ดังนั้น การดำรงอยู่ท่ามกลางระหว่างกายและจิตได้จึงเป็นตรีภาวะ นี่เป็นพุทธศาสตร์ ภาวะแห่งปัญญา ศีล สมาธิ ภาวะที่ปรับสมดุลให้ดำรงอยู่ท่ามกลางได้

โศลกว่า “ใช้สติพิจารณาไม่ใช้ความคิด” การฝึกเพื่อให้ดำรงอยู่ในทางสายกลางก็คือ การฝึกมีสติอยู่เสมอ เพราะในขณะที่มีสตินั้นตัวตนจะหายไป เมื่อตัวตนหายไปก็พ้นจากทวิภาวะได้ เพราะตัวตนคืออัตตานี้ต้องอาศัยส่วนสุดข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้นจึงดำรงอยู่ได้ ตัวตนอยู่ไม่ได้ในท่ามกลาง ในท่ามกลางนั้นมีแต่สติเท่านั้นที่อยู่ได้ พาหะของตัวตนที่ขับเคลื่อนอยู่ภายในก็คือ ความคิด เมื่อใดคิด เมื่อนั้นมีตัวตนขึ้นมาทันที เมื่อใดมีสติอยู่กับปัจจุบัน เมื่อนั้นตัวตนจะหายไปทันที ทางสายกลางก็คือการดำรงอยู่ไม่ปราศจากสตินั่นเอง



ดังที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในปัจฉิมวาจาว่า “หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โม วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีสภาพสูญสิ้นไป เธอทั้งหลายจงดำรงอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด” ความไม่ประมาทในที่นี้ หมายถึง การดำรงอยู่ด้วยสติทุกเมื่อ การดำรงอยู่ด้วยสตินั้นคนทั่วไปเข้าใจได้แต่เพียงภาษา แต่ไม่ได้เข้าใจถึงอรรถที่แท้ของการดำรงอยู่เช่นนี้ได้ เมื่อใดคิดสติก็หาย เมื่อใดมีสติ ความคิดก็หายไป นี่แหละเป็นกล่าวที่ว่า ไม่ให้คิด ไม่ใช้ความคิด แต่ให้ใช้สติ



มีแต่ดำรงอยู่ด้วยสติเท่านั้นจึงทำให้ดำรงอยู่ในทางสายกลางได้ ทางสายกลางนี้เป็นทางที่ตรงต่อพระนิพพาน คือความเป็นอิสระอย่างเต็มที่ ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจทางกายและใจ ไม่ตกไปสู่ส่วนสุดทั้งสอง ไม่ตกอยู่ในทวิภาวะ (Duality) บางคนยังไม่อาจเข้าใจได้ว่า ความแตกต่างระหว่างสติกับความคิดนั้นเป็นอย่างไร สตินั้นเป็นตัวคอยสังเกตความเคลื่อนไหวทั้งหมดไม่ว่ากายหรือจิต เมื่อสติเห็นชัดเจนทุกความเคลื่อนไหวจึงทำให้มีปัญญารู้แจ้งในเหตุ ผล ความดับเหตุผล และทางที่เข้าถึงความดับเหตุผลนั้นด้วย กระบวนการนี้จะปรากฏชัด นี่คือ การดำรงอยู่อย่างไม่ประมาท นี่คือ ทางสายกลาง


เมื่อใดก็ตามดำรงอยู่บนสติ มีสติเป็นเครื่องดำเนินไป ชีวิตก็ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของโลภ โกรธ หลง อีก เพราะโลภ โกรธ หลงนี้ เกาะอยู่ในใจเท่านั้น เมื่อไม่มีใจให้เกาะ กิเลสเหล่านี้ก็ตกไปโดยปริยาย ไม่ต้องไปทำอะไรป้องกันให้วุ่นวาย ด้วยเหตุนี้ท่านเหว่ยหลาง (ฮุ่ยเหนิง) จึงมองไปที่ต้นตอ ไม่มองไปที่ว่าจะทำอย่างไร ก็เมื่อขจัดต้นตอ ก็คือ เมื่อไม่มีจิต (ความคิด) เสียแล้ว กิเลสจะมีได้แต่ที่ไหน ท่านจึงเขียนโศลกไว้ว่า

“กายมิใช่ต้นโพธิ์
ใจมิใช่กระจกใส
เมื่อทุกสิ่งว่างเปล่า
ฝุ่นจะจับที่ใดได้”


ที่สำคัญก็คือทำอย่างไรจึงจะให้ทุกสิ่งว่างเปล่า ก็ต้องมีสติเท่านั้น เพราะสติเป็นอาวุธอันวิเศษที่มองทะลุสิ่งต่างๆ เห็นความไม่มีความเป็นกลุ่มก้อนใดๆ เป็นตัวเป็นตนขึ้นมา มองได้แต่กิริยาอาการที่ดำเนินไปเท่านั้น เมื่อสติมา อัตตาก็หาย เมื่ออัตตาหายไป ความเป็นกลางก็เกิด เมื่อความเป็นกลางเกิดขึ้น นิพพานก็ปรากฏ ความเป็นอิสรเสรีภาพที่แท้ก็เกิดขึ้น คำว่า อิสรเสรีภาพ ก็คือ การไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของโลภ โกรธ หลง ซึ่งอกุศลมูล ๓ ตัวนี้ฝังอยู่ในอัตตา เมื่อไม่มีอัตตา มันก็หาที่อยู่ไม่ได้


การใช้คำพูดบางทีก็ทำให้ไขว่เขวได้ เพราะถ้าบอกมีโลภะ โทสะ โมหะ ก็นึกว่า มีเป็นตัว มีเป็นอะไรเหมือนกับที่เห็น ที่เข้าใจ สัมผัสได้ ตรงนี้แหละที่พระพุทธศาสนามีปัญหากับการใช้คำ เพราะคนในโลกอดไม่ได้ที่จะต้องคิดเหมือนกับที่ตนมีประสบการณ์เสมอ การพูดออกไปอย่างหนึ่งก็ทำให้ตกไปสู่อีกอย่างหนึ่งได้เพราะการจะพูดทั้งสองประการนั้นยากที่จะทำให้เข้าใจได้สำหรับชาวโลก

ในพระพุทธศาสนาบางทีก็ต้องใช้บัญญัติตามโลกโวหาร โลกสมมติ แต่ไม่ได้เป็นไปตามนั้น เช่นกับว่า “ตนแลเป็นที่พึ่งของตน” คำว่าตนในที่นี้ก็ต้องใช้ตามโลก แต่แท้ที่จริงแล้วก็คือ การใช้ขันธ์นี้บริหารขันธ์นี้ให้ดี อย่าให้ขันธ์นี้ตกไปสู่ทุคติ การพูดให้ผู้อื่นเข้าใจนั้นเป็นเรื่องสำคัญ ถ้ามิฉะนั้นอุดมคติคงไม่เกิดขึ้น เพราะเขาไม่ทราบถึงจุดหมายของชีวิตได้


คำว่า “ไม่ใช้ความคิด” ชาวโลกฟังแล้วต้องไม่เข้าใจแน่ เพราะความคิดเป็นสิ่งที่โลกอาศัยอยู่ พอบอกไม่ให้ใช้ความคิด โลกย่อมสับสนแน่นอน เหมือนกับคำว่า “ไม่หายใจ” ชาวโลกย่อมไม่เข้าใจว่า ไม่หายใจแล้วจะอยู่ได้อย่างไร เผลอๆ ถูกมองว่า “บ้า” หรือ “เพี้ยน” ไปแน่นอน หรือไม่ก็ถูกพวกนักศึกษาอภิธรรมพากันแย้งกันเป็นแถวเป็นแนวว่า ก็จิตมีปกติคิด ไม่คิดแล้วจะมีจิตยังไง เป็นไปไม่ได้ พวกนักบาลีก็จะเสริมอีกว่า จิตมีสภาพรับอารมณ์ แล้วจะไม่ให้มีความคิดได้อย่างไร ก็ต้องให้ใช้ตามภาษาโลกไป
ดุจดังเต่าที่ขึ้นได้ทั้งบนบกและลงในน้ำ แล้วอธิบายเรื่องบนบกให้ปลาฟัง มีหรือปลาจะเข้าใจเรื่องที่เต่ากำลังอธิบาย สู้บอกไปตามที่ปลาเข้าใจดีกว่า คือ ให้คิดดี คิดสิ่งที่มีประโยชน์ คิดรอบคอบ คิดแยบคาย คิดแบบโยนิโสมนสิการ อย่างนี้ไปดีกว่า เพราะโลกเข้าใจอย่างนี้ เหมือนกับการสอนเรื่องกรรม ก็ต้องบอกแต่เรื่องกรรมดี เว้นกรรมชั่ว แต่ที่พระพุทธศาสนาเน้น คือ ให้พ้นดี พ้นชั่ว คนทั่วไปก็ต้องถามแน่นอน “แล้วมันดียังไง” อีกนั่นแหละ

การไม่ให้ใช้ความคิด เพราะความคิดนำไปสู่ส่วนสุด เพราะความคิดออกมาจากอัตตา แต่ให้ใช้สติพิจารณา สติพิจารณาโดยใช้จิตเป็นเครื่องมือ ดุจดังที่กล่าวไว้แล้วว่า ปัญญาเป็นตัวที่ตัดกระแสแห่งความคิดได้ ดูแลความคิดได้ ไม่ให้ความคิดนั้นเป็นกรรมต่อไป เป็นได้แต่เพียงกิริยา แต่เมื่อใดที่กระทำด้วยจิตเป็นตัวนำพาแล้ว เมื่อนั้นการกระทำต้องตกสู่ส่วนสุดแน่นอน ไม่ข้างใดก็ข้างหนึ่ง


ในพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นการปรุงแต่งด้วยบุญ การปรุงแต่ด้วยบาป การปรุงแต่งเพื่อฌาน ล้วนแล้วแต่เป็นกรรมทั้งสิ้น ต้องไม่ให้เป็นกรรม การไม่ให้เป็นกรรมก็คือไม่ให้จิตปรุงแต่ง มีแต่สติเท่านั้นที่ดูแลอยู่ตลอด เป็นเรื่องยากสำหรับคนทั่วๆ ไป แต่ไม่เหลือวิสัยสำหรับผู้มีอินทรีย์เต็มเปี่ยม


โศลกว่า “เห็นความว่างในกายเวทนาจิตเช่นนี้” ความเข้าใจของคนทั้งโลกย่อมไม่อาจแยกแยะได้ว่า กาย เวทนา จิต นี้เชื่อมสัมพันธ์กันแต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เพราะเมื่อกายเจ็บ ก็คือเราเจ็บ เราเจ็บก็คือ ใจเจ็บ มีแต่สติเท่านั้นจึงจะเห็นความว่างที่ซ่อนอยู่ในระดับที่ ๔ ของกาย เวทนา และจิต เพราะทุกสภาวะย่อมเป็นธรรมที่มีสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์บีบคั้น และมีสภาพว่างเปล่า เมื่อเป็นเช่นนั้นก็พิจารณาคลายความยึดมั่น ถือมั่นเสีย คลายความยินดี ยินร้ายเสีย เมื่อคลายจนสิ้นแล้วก็เป็นอันจบกระบวนการแห่งความยึดมั่น สิ้นสุด จากนั้นก็ปล่อยวางไว้อย่างนั้น
พระพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระมาลุงกยบุตรโดยใจความว่า แนะมาลุงกยบุตร! รูปที่ยังไม่เคยเห็น ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็น เสียงที่ยังไม่เคยได้ยินและไม่คิดว่าจะได้ยิน กลิ่นและรสที่ยังไม่เคยรู้สึก และไม่คิดว่าจะได้รู้สึกนั้น เธอเข้าไปยินดีกับสิ่งเหล่านี้หรือไม่

พระมาลุงกยบุตรกราบทูลว่า ไม่มีพระเจ้าข้า

พระพุทธเจ้าจึงตรัสอีกโดยใจความว่า ดูกร มาลุงกยบุตร! บรรดาสิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน ได้รู้ ได้ทราบ ก็ให้เป็นเพียงจักแค่เห็น แค่ได้ยิน แค่ได้รู้สึก และแค่ได้ทราบ เมื่อใดที่เธอมีแค่เห็น ได้ยิน ได้รู้สึก ได้ทราบ เมื่อนั้นเธอ (ตัวตน) ก็ไม่มีด้วยนั่น เมื่อ (ตัวตน) ไม่มี ก็ไม่มีที่นั่น ก็ไม่มีที่โน่น ไม่มีที่นี่ ไม่มีระหว่างที่นี่และที่โน่นนั่นแหละ คือ จุดจบของทุกข์”
พระมาลุงกยบุตรเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็แสดงความเข้าใจของตนออกไปมีใจความว่า “พอเห็นรูปแล้วไม่มีสติเข้าไปปรุงแต่ว่าน่ารัก ติดใจ ชอบใจ มีความสุขกับสิ่งนั้น เวทนา (สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์=โมหะ) ก็เกิดจากรูปนั้น ขยายผลไปเพิ่มขึ้น จิตก็สั่งสมความทุกข์อย่างนี้เรียกว่า ไกลนิพพาน (ใช่หรือไม่) แต่ถ้าเห็นรูปแล้วมีสติ ไม่ติดในรูป เสวยเวทนาไปก็ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่งอารมณ์นั้น ทุกข์ก็มีแต่สิ้นไป ไม่สั่งสมอีกอย่างนี้เรียกว่า ใกล้นิพพาน (ใช่หรือไม่)...”(สํ.สฬา. ๑๘/๑๔๒-๑๔๕)


พระพุทธเจ้าก็ตรัสรับรองความเข้าใจของพระมาลุงกยบุตรรูปนั้นว่าถูกต้องแล้ว นี่แสดงให้เห็นว่า สติเท่านั้นที่จะทำให้เกิดความว่างขึ้นในกาย เวทนาและจิต เพราะในขณะที่มีสตินั้นตัวตนก็ไม่มี ก็เมื่อไม่มีตัวตนแล้ว ก็ไม่มีอะไร อะไรให้ต้องเข้าไปยึด ไม่มีฐานที่ตั้งแห่งทุกข์ แห่งสุข ไม่มีที่นี่ ที่โน่น หรือที่ไหนๆ อีก เมื่อนั้นก็ย่อมถึงจุดจบแห่งทุกข์ คือนิพพาน ในทางกลับกัน ถ้าหากไม่มีสติ การหลงเข้าไปยึดในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและธรรมารมณ์ว่ามีอยู่ ทุกข์ก็เกิดจากตรงนั้น


นี่คือ โศลกที่ยี่สิบสี่แห่งคัมภีร์สุวิญญมาลา