วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สายโลก สายธรรม

โศลกที่ยี่สิบสอง "สายโลก สายธรรม"



ทางที่เน้นจิตวิญญาณ
ทางที่เน้นประสาทสัมผัส
ทางสายโลกกับสายธรรม
ทางสองสายที่สวนทางกัน
ทางสายโลกไม่คำนึงผลภพชาติ
ทางสายธรรมเกรงภัยในวัฏฏะทางที่นำไปสู่ผลอันน่ากลัว
ทางธรรมจึงระวังภัยให้ทางโลก
ทางสองสายมาบรรจบกันได้
ทางสายโลกรู้ทางสายธรรม
ทางสายธรรมเชื่อมทางสายโลก
ทางสองสายหลอมรวมกัน
ทางทั้งสองคือทางเดียว
ทางแห่งการหลุดพ้น


ท่านพระนาคารชุน พระนักปราชญ์อัจฉริยะในพระพุทธศาสนายุค ๖๐๐ ปี หลังพุทธกาล ถูกถามเสมอๆ ว่า “ถ้าทุกอย่างว่างเปล่าแล้วนรก สวรรค์ จะมีได้อย่างไร” ไม่แปลกเลยที่คนทั้งหลายจะถามคำถามนี้ขึ้นมา คนทั้งหลายไม่สามารถเข้าใจได้ว่า ความว่างดำรงอยู่อย่างไร ถ้าทุกสิ่งมีแต่ความว่างเปล่าแล้วเหตุใดจึงมีความดี ความชั่ว มีนรก สวรรค์ มีบาป บุญ คุณ โทษ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะด้านหนึ่งแสดงในแง่ของปรมัตถ์ อีกด้านหนึ่งเข้าใจได้แต่สมมติ ก็ทางสองสายที่ไปคนละด้าน สวนทางกัน ไม่เข้ามาบรรจบกัน


ฝ่ายหนึ่งกำลังยกทางสายสมมติมาแสดงในแง่ปรมัตถ์ แล้วพยายามทำให้ฝ่ายที่เข้าใจได้แต่เฉพาะสมมติเข้าใจในปรมัตถ์ที่ตนสื่อแสดง อีกฝ่ายหนึ่งก็มองเห็นได้แต่เพียงสมมติเท่านั้น จึงเข้าใจไม่ได้ สงสัยว่าอีกฝ่ายกำลังนำเสนออะไรที่เป็นไปไม่ได้ นอกจากข้อจำกัดเรื่องความเหลื่อมล้ำทางมิติแล้ว ยังมีข้อจำกัดด้านภาษาอีก ภาษาที่ใช้กันอยู่ และที่มีอยู่ไม่สามารถแสดงออกมาให้เห็นมิติที่สูงเกินได้ ก็ภาษาเหล่านี้เป็นภาษาในระดับสมมติเท่านั้น การใช้ภาษาสมมติจึงไม่อาจทำให้เข้าใจปรมัตถ์ได้อย่างครอบคลุม บางครั้งอาจทำให้คลาดเคลื่อนไปด้วยซ้ำ

ทางสายโลกใช้ความคิด (Head) เป็นเครื่องนำพา คำนวณเอาตามมิติที่ตนคุ้นเคย ไม่เคยข้ามพ้นไปสู่มิติอื่น ไม่เคยแม้กระทั่งยอมรับว่ามีมิติอื่นอยู่ด้วย แม้จะกล่าวว่ามีมิติเช่นนั้นอยู่ แต่ก็ต้องผ่านความคิดเสียก่อนจึงจะเชื่อ จึงจะเข้าใจได้ ก็มิติแห่งความว่างนั้นอยู่ในมิติที่สี่ กลายเป็นว่า การใช้มิติที่สองคือ ระดับความคิดเข้าถึงมิติที่สี่ คือความว่าง จึงเป็นการเข้าถึงได้ทางความคิดเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ความว่างที่แท้



เปรียบเหมือนคนฝันไปว่าร่ำรวย ฝันไปว่าไปต่างประเทศ ฝันไปว่าได้เป็นพระราชา ฝันไปว่าได้แต่งงานกับเจ้าสาวที่แสนสวย สุดท้ายก็เป็นได้แต่ในความฝัน เพียงแต่ฝันนั้นช่างเป็นจริงเป็นจังเสียเหลือเกิน ไม่เพียงแต่ฝันในยามหลับเท่านั้น แม้ยามตื่นแล้วก็ยังฝันอีก ในยามหลับนั้นฝันออกมาเป็นภาพ แต่ในยามตื่นผู้คนฝันเป็นตัวหนังสือ บุคคลเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับพวกนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายที่ไม่ยอมเชื่ออะไรที่ล่วงพ้นไปจากประสาทสัมผัสที่สามารถพิสูจน์ได้ (Hand) และก็ไม่ต่างไปกับพวกนักปรัชญาที่ไม่ยอมเชื่ออะไร หากสิ่งนั้นไม่มีเหตุผล เข้าไม่ได้กับตรรกะที่ตนคิดใคร่ครวญไว้ (Head)



ดังนั้น ทางสายโลกนี้จึงประกอบไปด้วยทางทั้งสองสาย คือ ทางสายที่ใช้วัตถุสัมผัสเป็นเครื่องนำพา และทางสายที่ใช้ความคิดเป็นเครื่องนำพา ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือนักปรัชญาทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่อยู่ในระดับมิติที่หนึ่งและมิติที่สอง หากใครก็ตามกล่าวอะไรที่พิสูจน์ไม่ได้ตามแนววิทยาศาสตร์ และพิสูจน์ไม่ได้ตามแนวปรัชญา ล่วงพ้นการพิสูจน์ด้วยประสาทสัมผัสและพ้นจากความคิดของเขาไป ก็ถูกปฏิเสธทั้งสิ้น

พระนาคารชุนได้ใช้มิติที่สี่มาแสดงให้แก่ทางสายโลก จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะเข้าใจได้ง่ายๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่ยึดในทางสายโลกของตนอย่างแนบแน่น กอดไว้ไม่ยอมปล่อย ท่านพยายามแสดงให้เห็นว่า เมื่อใดก็ตามถ้าหากเข้าถึงมิติที่สี่จึงจะข้ามพ้นดี ชั่ว บุญ บาป นรก สวรรค์ ถ้าหากยังไม่เข้าถึงก็ต้องตกอยู่ภายใต้สมมตินี้อยู่ต่อไป ก็ในเมื่อเรายังไม่สามารถเห็นสรรพสิ่งเป็นความว่างได้


ตราบนั้นก็ยังคงตกอยู่ในการยึดมั่นของตนอยู่นั่นเอง ก็ยังคงมีดี ชั่ว มีบุญ บาป มีนรก สวรรค์ อยู่ต่อไป เพราะสิ่งเหล่านี้มีขึ้นก็ต่อเมื่อเข้าไปยึดมั่นถือมั่น กลายเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ท่านพุทธทาสก็ได้ใช้ทางสายธรรม มิติที่สี่สื่อแสดงในประเทศไทยเกือบตลอดชีวิตของท่าน ก็พบอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากความคลาดเคลื่อนทางมิตินี่เอง

คำว่า สายธรรม ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงผู้ปฏิบัติธรรมด้วยความคิด แต่หมายถึง ผู้ปฏิบัติธรรมด้วยสติ ก็ในเมื่อเข้าถึงมิติที่สี่ด้วยการปฏิบัติบำเพ็ญให้เกิดปัญญาแล้ว ก็ไม่มีอะไรหลงเหลืออีก ไม่มีอะไรสงสัยอีก ทุกอย่างมีแต่ความว่างเท่านั้นคงอยู่ เมื่อทุกอย่างว่างแล้วจะมีนรก สวรรค์ บุญ บาป ดี ชั่ว จากที่ไหนอีก ด้วยเหตุนี้พระอริยเจ้าทั้งหลายจึงข้ามพ้นบุญ บาป นรก สวรรค์ ดี ชั่วไปได้ ที่เราท่านยังมีบุญ บาป มีนรก สวรรค์ ก็เพราะยังไม่สามารถเข้าถึงมิติที่สี่นี่เอง

โศลกว่า “ทางสายโลกไม่คำนึงผลภพชาติ” ก็ในเมื่อทางสายโลกนั้นยังต้องตกอยู่ภายใต้ภัยของวัฏฏะ การกระทำทุกอย่างที่ทำลงไปมีผลทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นภัยที่เกิดกับสายธรรมอีกด้วยแล้ว ยิ่งเป็นภัยอันน่ากลัว มีผลมาก หากพลาดพลั้งไปครั้ง ผลที่เกิดกับเขายาวนาน ดุจดังการปล่อยให้เด็กที่ไม่รู้จักไฟ จับไฟ ผลของการจับไฟทำให้มือพุพอง มือไหม้ กว่าจะหาย เมื่อหายแล้วก็ไม่เป็นปกติ บางครั้งแผลนั้นปรากฏเป็นแผลเป็นตลอดชีวิตเพราะไฟไหม้เพียงครั้งเดียว ด้วยเหตุนี้สายธรรมจึงต้องคอยระวังสายโลกมิให้ทำผิดพลาดเข้ามาจับไฟให้เสียเอง คือ ต้องยกไฟหนีเสียเอง เช่นเดียวกับผู้ปฏิบัติทั้งหลาย เกรงว่าจะเป็นภัยต่อผู้ที่ไม่ปฏิบัติจึงต้องระมัดระวังตนเอง ไม่ให้เกิดภัยต่อผู้ไม่ปฏิบัติอื่น

ภัยในภพชาตินั้นน่ากลัวกว่าภัยที่ปรากฏนี้หลายเท่า เพราะหากเกิดพลาดพลั้งต่อผู้ทรงศีล ภัยที่เกิดขึ้นนั้นทำให้ชีวิตต้องเป็นไปตามผลของกรรมนั้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะเขายังตกอยู่ในมิติที่หนึ่งและมิติที่สอง มิติทั้งสองนี้ยังคงมีความมีอะไรอยู่ในนั้น สิ่งที่สำคัญก็คือ เชื้อแห่งการกระทำ คือกรรมนั้นยังมีอยู่ เมื่อกระทำ ย่อมมีผลของการกระทำเสมอ นี่เป็นกฎของธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เรียกว่า กฎแห่งกรรม ต้องข้ามพ้นกรรมนี้ไปก่อนจึงจะข้ามพ้นกฎนี้ จะข้ามพ้นได้อย่างไร ก็ต้องข้ามพ้นด้วยการมีสติกับการกระทำ สติที่อยู่กับการกระทำย่อมทำให้เข้าถึงมิติที่สี่ได้ เพราะสติทำให้ไม่หลงเข้าไปยึดในความคิด ไม่หลงเข้าไปยึดในประสาทสัมผัส ไม่หลงเข้าไปยึดในอารมณ์ สุดท้ายก็คือ ไม่หลงเข้าไปยึดในขันธ์ ๕ นี่เอง


ก็เมื่อเข้าถึงความว่างในขันธ์ ๕ การไม่หลงเข้ายึดในขันธ์ ๕ เมื่อไม่ยึดในขันธ์ ๕ ก็ไม่เหลืออะไรที่เป็นผลต่อไปอีก การไม่หลงเข้าไปยึดก็เพราะมีสติอยู่ตลอดในการกระทำ เมื่อการกระทำมีสติอยู่ตลอดเวลา การกระทำก็ไม่เป็นกรรมอีกต่อไป เป็นแต่เพียงกิริยาอาการเท่านั้น พระพุทธศาสนาเน้นย้ำเหลือเกินให้ชาวพุทธเดินตามทางสายนี้ การสอนเรื่องกรรมมิใช่ให้เดินตามกรรม แต่ให้พ้นจากกรรม ทางที่เป็นกรรม ก็คือ ทางสายดี ชั่ว แต่พระพุทธศาสนาเน้นย้ำให้พ้นดี พ้นชั่ว เป็นกรรมไม่ดำไม่ขาวเท่านั้น

โศลกว่า “ทางสายโลกรู้ทางสายธรรม ทางสายธรรมเชื่อมทางสายโลก” การที่พระอริยสงฆ์ในพระพุทธศาสนาพยายามเผยแผ่พระพุทธศาสนาในภาษาของโลกนั้นก็เพื่อให้ทางสายโลกเข้าใจสายธรรม ถ้าไม่บอกให้เขาเข้าใจเป็นมโนภาพไว้ก่อนก็ไม่สามารถที่จะสร้างศรัทธาในการปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึงธรรม คือ ความว่างได้ เช่น การยกตัวอย่างบุคคลที่ได้รับผลของความดี และความชั่วที่ปรากฏให้เห็นในโลกนี้ หรือในปรโลก ถ้าเป็นตัวอย่างของคนดีก็ให้กระทำตาม เพราะภาพนั้นเป็นความสุข เป็นความสบาย สะดวก แต่ถ้าเป็นตัวอย่างคนชั่ว ก็ให้เกรงกลัว ละเว้น เพราะเป็นความทุกข์ เดือดร้อน ลำบาก การเชื่อมความรู้เช่นนี้ทำให้ทางสายโลกเข้าไปรับรู้ในทางสายธรรมไว้ก่อน

ทางสายธรรมก็เชื่อมทางสายโลกไว้ไม่ให้หลุดขั้ว จุดเชื่อมที่แสดงให้เห็นภาพเพื่อสร้างเสริมศรัทธาให้สายโลกเข้าใจสายธรรม ก็คือ การแสดงหลักอนุปุพพิกถา ได้แก่ ถ้อยอธิบายที่ลาดลึกลงไปตามลำดับจากระดับมิติที่หนึ่ง ไปสู่มิติที่สอง ลึกสู่มิติที่สาม และเข้าถึงมิติที่สี่ ลำดับแห่งถ้อยคำอธิบายนี้เป็นการสะสมบารมีความเข้าใจไปเรื่อยๆ เป็นการสร้างพื้นฐานให้คนที่อยู่ในระดับที่หนึ่ง สอง สาม ได้มีความเข้าใจจุดเชื่อมมิติที่สี่ได้

กระบวนการสร้างฐานที่ ๑ กระบวนการสร้างฐานช่วยเหลือกันและกัน การแบ่งปัน เอื้อเฟื้อต่อกัน การอุปถัมภ์ อุปัฏฐาก ดูแล บุคคลที่เคารพนับถือ การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายให้แก่ตนเองและผู้อื่นให้ได้รับความสะดวก สบาย นอกจากนั้นให้สร้างฐานมิติที่หนึ่งด้วยการเคารพกฎเกณฑ์กติกาสังคม ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นทั้งทางกายและวาจา รู้จักสิทธิและหน้าที่ของกันและกัน นอกจากนั้นยังไม่ทำลายสุขภาพร่างกายตนเองด้วยการดื่มและทานสิ่งอันเป็นพิษ เป็นโทษ เป็นภัย ทำให้เกิดอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น นี่เป็นการสร้างฐานที่ ๑ กระบวนการนี้เป็นการสร้างฐานมิติที่หนึ่งอันเป็นทางด้านกายภาพ

กระบวนการสร้างฐานที่ ๒ กระบวนการสร้างมโนภาพให้เกิดขึ้น เป็นการแสดงตัวอย่างให้คิดเอาได้ ตรองเอาได้ พิจารณาเอาได้ กระบวนการนี้เป็นกระบวนการคิดถึงผลที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตและสังคม ใช้เหตุผลอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ใช้ตรรกะ อนุมานเอาได้ ทั้งการอนุมานฝ่ายบวกและฝ่ายลบ ฝ่ายบวกก็เป็นคุณงามความดี ฝ่ายลบก็เป็นความชั่วโทษภัย สามารถแบ่งออกเป็น ๓ ระดับ

๑) การอนุมานเอาจากภายในจิตใจ ถ้าเป็นทางบวกก็เป็นความยินดี เป็นความสุข เป็นความเบิกบาน บันเทิง ยิ้มแย้ม แจ่มใส ไม่วิตกกังวล ถ้าเป็นด้านลบก็เป็นตรงกันข้าม คือ มีแต่ความทุกข์ระทม หวาดผวา นั่งไม่เป็นสุข นอนไม่เป็นสุข ทุรนทุราย มีแต่ความเครียด ภายในใจของตนเป็นเช่นไร อนุมานเอาได้ของผู้อื่นก็เป็นเช่นนั้น

๒) การอนุมานเอาจากภายนอก เป็นภาพที่ปรากฏให้เห็นด้วยสายตา ด้วยหู ก็อนุมานเอาได้ถึงความสุขหรือความทุกข์ได้ ถ้าเป็นทางบวก ก็สามารถเห็นทรัพย์สินศฤงคาร ยศถาบรรดาศักดิ์ บริวารห้อมล้อมคอยช่วยเหลือ ได้ยินแต่วาจาสุภาพหวานหู มีแต่ความสะดวกสบายทุกประการ ไม่ขัดสนกับการดำเนินชีวิตทุกด้าน แต่ถ้าเป็นทางลบก็ตรงกันข้าม มีแต่ความลำบากขัดสนนานาประการ

๓) การอนุมานจากภพอื่น เป็นการอนุมานพ้นจากภาพที่เห็นปัจจุบัน เป็นเรื่องอนาคต แต่ก็สามารถคาดคะเนได้ ถ้าหากเขามีความสุขอย่างนี้วันนี้ วันพรุ่งนี้ก็คงมีความสุขเช่นนั้น ชาตินี้มีความสุขอย่างนี้ ชาติหน้าก็ได้รับความสุขอย่างนั้น ฐานทำไว้ในวันนี้ดีวันพรุ่งนี้ก็อนุมานเอาได้ตามเหตุนั้น สถานอันเป็นที่รื่นรมย์และสะดวกสบายย่อมรอรับเขาแน่นอนถ้าหากทำดี ตรงกันข้ามหากทำเหตุไว้ไม่ดี ก็อนุมานเอาได้ว่า คงต้องได้รับผลแห่งความไม่ดีในวันอื่น สถานอันเป็นที่ลำบากต้องปรากฏแก่เขาแน่นอนถ้าหากทำไม่ดี นี่คือ ๓ มิติของฐานที่ ๒

กระบวนการสร้างฐานที่ ๓ ความเคลื่อนไหวทางอารมณ์เป็นตัวแปรที่สำคัญทำให้สิ่งที่ดำรงอยู่ ครอบครองอยู่หมุนเวียนเปลี่ยนแปร จากสุขเป็นทุกข์ จากทุกข์เป็นสุข ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน เพราะความทุกข์มิใช่มีช่องทางเดียวที่จะเกิดขึ้น ไม่อะไรก็อะไรสักอย่างเป็นแน่ อย่างน้อยก็ทุกข์เพราะความแก่ ความเจ็บ ทั้งมาจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้อารมณ์ไม่คงที่ได้


เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะความอยากเป็นตัวขับเคลื่อนที่อยู่ภายในได้ชักจูงอารมณ์เหล่านั้นเข้ามา ถ้าได้ตามที่คาดหมายก็พอใจ ถ้าไม่ได้ตามที่คาดหมายก็เสียใจ ทุกข์ใจ แล้วอะไรละที่จะยืนยงดำรงอยู่อย่างนั้นตลอดไป แม้กระทั่งตนเอง สุดท้ายก็ต้องละขันธ์นี้ไว้ ละสรรพสิ่งทั้งหลายที่ครอบครองไว้ แล้วจากไปอย่างเดียวดาย การเชื่อมฐานนี้เองที่ทำให้โน้มสายโลกเข้ามาแตะทางธรรม

กระบวนการสร้างฐานที่ ๔ เมื่อสายโลกแตะสายธรรมได้แล้ว ครานี้ก็เป็นหน้าที่ของสายธรรมสายเดียวที่จะต้องทำหน้าที่ สายธรรมนี้มิใช่ธรรมะที่เรียกว่าทวิภาวะอีกต่อไป ธรรมะในที่นี้เรียกเอกภาวะที่เป็นความว่างที่ดำรงอยู่อย่างนั้น ความว่างนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้สร้างฐานไว้เชื่อมระหว่างสายโลกและสายธรรมบรรจบกันในระดับที่ ๓ ไว้ก่อนแล้ว กระบวนการแห่งการสร้างสติให้เกิดขึ้น เมื่อสติเกิดขึ้นก็เป็นความว่างทันที สติที่จะมีพลังเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสร้างฐานในแต่ละระดับไว้ก่อน เพราะฐานแต่ละฐานนั้นจะช่วยกัน กั้น และขจัดเมฆหมอกแห่งสมมติออกไป ความรู้ตัวที่ไม่ผ่านความคิดนั่นแหละเป็นความรู้ตัวที่แท้ ส่วนคิดรู้ตัวยังมิใช่รู้ตัวที่แท้จริง

โศลกว่า “ทางทั้งสองคือทางเดียว” จุดสำคัญของการเชื่อมโยงทางทั้งสองสายให้มาบรรจบกันเพื่อแสดงให้เห็นว่า แท้จริงนั้นทางทั้งสองสายมีเพียงสายเดียวเท่านั้นที่พระพุทธศาสนาแสดงไว้ในโลกใบนี้ ก็คือ ทางแห่งการปฏิบัติตนล่วงพ้นจากความดี ความชั่ว พ้นจากสุข ทุกข์ พ้นจากบุญ บาป พ้นจากนรก สวรรค์ เหลือแต่เพียงการปฏิบัติที่ไม่อะไรให้เข้าไปยึดถือ สิ่งต่างๆ เป็นเพียงการประกอบกันขึ้นของขันธ์ การเข้าไปยึดในขันธ์จึงมีบุญ บาป ดี ชั่ว เป็นทวิภาวะขึ้นมา แต่พอมีสติสลายขันธ์ ทุกอย่างก็เอกเป็นเอกภาวะ เป็นภาวะแห่งความว่างที่สงบเย็นบริสุทธิ์เท่านั้น นี่คือ “สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ เอสมคฺโค วิสุทธิยา”

เมื่อกล่าวถึงทางสายเอก ก็คือทางสายกลาง ความเป็นกลางของทางสายนี้ก็คือ การไม่ตกไปสู่ส่วนที่เรียกว่า สุข หรือ ทุกข์ เป็นทางที่พ้นจากส่วนสุดทั้งสองประการ ส่วนสุดที่เป็นทวิภาวะ มีเพียงเอกภาวะเท่านั้น จักรของการปฏิบัติที่พร้อมเพรียงกันไม่ก่อนไม่หลัง จากสามเป็นหนึ่ง (Trinity in Unity)


จักรใบหนึ่งคือ จักรแห่งความเต็มเปี่ยมทางกายภาพ ได้แก่ว่าง จักรใบที่สองคือ จักรแห่งความเต็มเปี่ยมทางจิตภาพ ได้แก่ว่าง จักรใบที่สามคือ จักรแห่งความเต็มเปี่ยมของปัญญภาพ ได้แก่ ความรู้แจ้งแห่งอนัตตภาวะ เมื่อจักรแห่งความว่างทั้งสามใบหมุนพร้อมกันจึงกลายเป็นเอกภาวะ ไม่เหลือช่องว่างของทวิภาวะให้เข้ามาแทรกได้อีกเลย เรียกภาวะนี้ว่า มรรคสมังคี ความพร้อมเพรียงกันแห่งมรรคนั่นเอง

นี่คือ โศลกที่ยี่สิบสองแห่งคัมภีร์สุวิญญมาลา

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ผลิดอก ออกผล



โศลกที่ยี่สิบเอ็ด "ผลิดอก ออกผล"

ก่อนรุ่งอรุณอากาศสดชื่น
เป็นช่วงเวลาเหมาะสมปฏิบัติ
บ่ออารมณ์ยังไม่กระทบมาก
ตั้งจิตเข้าสู่สนามฝึก
บำเพ็ญเพียรสมณธรรม
เป็นงานเฝ้าดูรู้ลมหายใจ
เวลาสัปปายะอย่างนี้มีน้อย
จงใช้อย่างคุ้มค่าเต็มที่
อานิสงส์แห่งจิตภาวนา
มีคุณค่าเกินคณานับ
ความสุขที่เราสัมผัสได้
ก้าวหน้าดีทั้งจิตและธรรม






งานของผู้บำเพ็ญเพียรสมณธรรม เป็นงานง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เพียงแต่เข้าไปกำหนดตั้งสติไว้ที่ลมหายใจรู้สั้น ยาว เข้า ออก รู้ความสงบเย็นแห่งลม ก็เท่านั้น เริ่มต้นตามภาษาบาลีว่า ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา, อุชุกายํ ปณิธาย ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายให้ตรง เข้าไปตั้งสติไว้ก่อน ก็หมายความว่า ตั้งสติไว้ที่ลมหายใจ สั้น ยาว เข้า ออก รู้อาการที่ลมหายใจเท่านี้เอง งานมีอยู่เท่านี้เองจริงๆ ทำไปให้ตลอด ทำไปอย่างต่อเนื่อง ทำไปอย่างไม่ลดละ ทำไปไม่หยุด นี่เองที่เป็นการอบรมจิตภาวนา ความง่ายนี้มันง่ายในวิธีการ แต่ความยากมันอยู่ที่สตินั้นไม่อาจตั้งมั่นยาวนานให้อยู่กับลมหายใจ เพราะใจนั้นจะซัดส่ายกวัดแกว่งไปตามที่ที่มันอยากจะไปอดีตบ้าง อนาคตบ้าง เมื่อซัดส่ายไปสามารถเกาะเกี่ยวอะไรได้ก็จะเข้าไปปรุงสิ่งนั้น นี่แหละความยากอยู่ที่นี่ อาศัยความไวแห่งจิตนี้เองจึงทำให้งานง่ายๆ กลายเป็นงานยากขึ้นมาได้



หลักการสำคัญของการทำงานนี้ก็คือ ไม่ไหลไปกับจิตที่มันกวัดแกว่งไปมา มันจะไปมาก็เรื่องของมันไม่ต้องไปใส่ใจ กลับมาอยู่ที่ลมหายใจสั้น ยาว เข้า ออก อย่างนี้ตลอด จนกระทั่งกาลเวลาผ่านไป เวลาผ่านไปตรงนี้ไม่สามารถบอกได้ว่า ประมาณเท่าใดขึ้นอยู่กับความสามารถ (วสี) ของผู้ฝึก บุญบารมีของผู้ฝึก อินทรีย์ของผู้ฝึก ในขณะที่ทำงานนี้อยู่ สติก็จะเริ่มมีวิวัฒนาการก่อตัวเป็นพลังขึ้นมา ตามหลักแห่งอินทรีย์ที่กลายเป็นพลัง เรียกว่า “ภาวนา” แล้ว ก็คือ สติเจริญแล้ว เมื่อสติเจริญ โอกาสที่จะให้จิตกวัดแกว่งไปก็ทำได้ยากขึ้น จิตไม่กวัดแกว่งไป จิตก็สลายไป เหลือแต่สติอยู่กับลมหายใจ ต้องระมัดระวังอยู่ตามกำหนดไปที่จิต (ความคิด) ที่กวัดแกว่งไป เพราะความไวของจิตที่เคลื่อนที่นั้น เกินกว่ากำลังสติจะเข้าไปจับได้ทัน มันกระโจนจากสิ่งนี้ไปสิ่งนั้น จากที่นั้นไปที่โน้น จากอดีต สู่อนาคต อย่างนี้จึงไม่ควรนำสติไปไล่กำหนดตาม




หน้าที่หลักก็คือ กลับมาที่ลมหายใจนั่นแหละดีที่สุด จิตจะไปไหนก็ปล่อยมันไป แต่เราไม่ใส่ใจ สติเราจะอยู่กับลมหายใจสั้นยาว เข้าออก เท่านั้น เมื่อผ่านช่วงเวลาปรับตัวไปแล้ว เข้าสู่ช่วงภาวนาเต็มที่ เมื่อนั้นความแจ่มกระจ่างในการทำงานจะปรากฏขึ้น อะไรกันที่แจ่มกระจ่าง ก็ลมหายใจยังไงที่แจ่มกระจ่าง เมื่อลมแจ่มกระจ่าง ลมหายใจก็เป็นเพียงลมหายใจเท่านั้นที่เข้าออก ไม่เหลือความสั้นยาวอีกต่อไป เมื่อกาลเวลาแห่งความแจ่มกระจ่างของลมหายใจนี้ผ่านไป จนเหมาะแก่กาลเปลี่ยนแปลง ลมหายใจก็เข้าสู่ภาวะสงบเย็น เรียกว่า สงบระงับ (กายสังขารัง ปัสสัมภยัง)




รอกาลเปลี่ยนแปลง คำนี้มีความหมายมาก ไม่เพียงเฉพาะการทำงานอะไรก็แล้วแต่ รอกาลสุกงอมของแต่ละสิ่ง ทุกสิ่งนั้นมีจังหวะและช่วงเวลาของมันอยู่ เปรียบเหมือนการเปิดหน้าหนังสือจากหน้าหนึ่งไปสู่อีกหน้าหนึ่ง เปรียบเหมือนการรอกาลเปลี่ยนแปลงของคน ช่วงเช้าแจ่มใส พอสายขุ่นมัวสับสน กาลเบ่งบานแห่งบัวที่รอแสงตะวัน คำว่ารอไม่ใช่หมายถึงไม่ทำอะไร แล้วรอ นั่นไม่ถูกต้อง การรอในที่นี้ไม่ได้หมายถึงจิตใจเฝ้ารอ แต่เป็นการก่ออิฐซ้อนไปมาจนกลายเป็นผนังบ้าน ความเป็นอิฐก็หายไปในขณะนั้น ผนังบ้านเกิดขึ้นมาแทนที่ นั่นคือกาลเปลี่ยนแปลง เมื่ออิฐเปลี่ยนเป็นผนังบ้าน ผนังบ้านจะมีลักษณะของผนังบ้านไม่ใช่
ลักษณะของอิฐ มีความสามารถ หน้าที่ และภาวะต่างไปจากอิฐ เช่นเดียวกันกับลมหายใจที่แปรเปลี่ยนเป็นสงบระงับเย็น ลมหายใจก็มีภาวะอีกต่างหากของลมหายใจ มิใช่ลมหายใจตอนต้น ตอนนี้ลมหายใจผ่านกาลเปลี่ยนแปลงมาแล้ว สติพึงโน้มนำยกขึ้นสู่ภาวะแห่งพิจารณา ขณะนี้เองเรียกว่า “กายอันเหมาะแก่การงาน”



โศลกว่า “บ่ออารมณ์ยังไม่กระทบมาก” ตามปกติพลังแห่งความรู้สึก (Sensibility) ของทุกคนนั้นมีความฉับไวมาก และเป็นพลังความรู้สึกที่เป็นไปกับธรรมชาติที่ดำรงอยู่ในสรรพสิ่ง สัมผัสได้ทั้งสายลม แสงแดด ดินฟ้าอากาศ พืช ไม้ ใบหญ้า สิงสาลาสัตว์ แต่พอพลังแห่งสัมผัสนี้ถูกกระทบมากๆ เข้า พลังแห่งความรู้สึกนี้ก็สิ้นสุดความเป็นธรรมชาติไป กลายเป็นพลังความรู้สึกที่ถูกตัณหาผลักดันเสียสิ้น พลังแห่งความอยากนี้ได้ทำลายจิตสัมผัสนั้นไป ด้วยเหตุนี้การฝึกปฏิบัติของพระโยคาวจรทั้งหลายจึงต้องฝึกปฏิบัติในที่อันสงบ สงัด วิเวก เพราะต้องการทำให้จิตสัมผัสนี้กลับมาเป็นธรรมชาติอีกครั้ง กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง กลับมามีจิตวิญญาณอีกครั้ง เมื่อใดที่มีแต่พลังของตัณหาเต็มพื้นที่ จิตสัมผัสนั้นก็รับเอาพลังตัณหานั้นเข้ามาหล่อเลี้ยง พลังตัณหานั้นได้ทำลายพลังแห่งผัสสะนั้นไป สังเกตดูได้ในป่าคนในเมือง จิตสัมผัสของคนเมืองนั้นไม่หลงเหลือจิตสัมผัสนั้นอีกแล้ว กลายเป็นวัตถุเดินได้ไปแล้วทั้งสิ้น ความรู้สึกที่มีต่อธรรมชาติไม่หลงเหลืออยู่อีกเลย ผู้คนไม่รับรู้ถึงความหิวโหยของคน ไม่รับรู้ถึงความรักของคน ไม่รับรู้ถึงความเดือดร้อนของธรรมชาติใดๆ อีกต่อไป นี่คือความสูญสิ้นไปและตายไปของจิตสัมผัส เหมือนคำที่ใช้กันในโลกของคนเสพกามว่า “พวกกามตายด้าน” เช่นเดียวกันกับ “พวกสัมผัสตายด้าน”


มีแต่ช่วงเวลาที่บ่อสัมผัสทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่กับธรรมชาติ ไม่ถูกกระทบด้วยพลังทำลายผัสสะเหล่านั้น จึงจะทำให้ผัสสะเหล่านี้ทำงานได้อย่างเต็มที่ ตามธรรมชาติ บ่อสัมผัสของแต่ละบ่อนั้นมีพลังแห่งผัสสะที่เป็นธรรมชาติ มีความไวต่อธรรมชาติ จึงไม่แปลกที่ในโบราณมีแต่เรื่องเล่าว่า มนุษย์สื่อสารพูดคุยกับสิงสาลาสัตว์ ต้นไม้ใบหญ้าได้ ก็เพราะทุกสิ่งใช้ผัสสะแห่งธรรมชาตินั้นสื่อสารกัน ตราบเมื่อผัสสะนี้ของมนุษย์ถูกทำลายไปด้วยพลังอำนาจตัณหา พลังแห่งผัสสะนั้นก็ถูกทำลายไปพร้อมด้วย

ในยามที่ความเงียบสงบแห่งธรรมชาติดำรงอยู่ บ่อพลังผัสสะทั้ง ๖ ยังไม่กระทบด้วยพลังแห่งตัณหามากนัก เมื่อนั้นจึงเป็นเวลาที่เหมาะแก่การสร้างความสามารถแห่งผัสสะนั้นให้กลับคืนมา เพื่ออะไร ก็เพื่อให้สติกำหนดได้อย่างชัดเจน เมื่อสติกำหนดบ่อแห่งผัสสะนั้นชัดเจน เห็นจุดกระทบแห่งผัสสะนั้น เห็นความเป็นธรรมชาติแห่งผัสสะนั้น ปัญญาก็จะเกิดขึ้นเมื่อสติเห็นผัสสะนั้นชัด ปัญญาเกิดขึ้นก็ทำให้เข้าใจบ่อแห่งผัสสะนั้นว่า เป็นแต่เพียงผัสสะเท่านั้น ไม่มีสิ่งใดอื่นอีก ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา อยู่ในนั้น เมื่อนั้นย่อมเข้าถึงความเบื่อหน่าย คลายกำหนัดขึ้น แต่เมื่อใดที่บ่อแห่งผัสสะนี้เริ่มถูกกระแสแห่งตัณหาเข้ามากระทบ เมื่อนั้นผัสสะนี้ก็เริ่มสูญเสียพลังผัสสะไป ผัสสะก็ไม่เป็นธรรมชาติอีก

ในยามก่อนรุ่งอรุณ ทุกสรรพสิ่งเงียบสงัด เป็นช่วงเวลาที่กระแสพลังตัณหาเบาบางที่สุด เป็นเวลาที่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรสมณธรรม ต้นไม้ใบหญ้ากำลังจะเบ่งบานรับแสงตะวัน สิงสาลาสัตว์ทั้งหลายกำลังตื่นตัว ผัสสะกำลังตื่นตัว เป็นผัสสะที่บริสุทธิ์เป็นธรรมชาติมากที่สุดในยามนี้ สติที่จับผัสสะที่เป็นธรรมชาติได้ทำให้เห็นความเป็นธรรมชาติแห่งพลังผัสสะที่ยังไม่ถูกเจอปนนี้ได้ นั่นเท่ากับกำลังสร้างสมรรถภาพของผัสสะขึ้นมาอีกครั้ง ผัสสะที่ไร้ความขุ่นมัวของกระแสตัณหาเข้ามาเจือปนมาก จึงเป็นผัสสะที่ใสสะอาดในความสามารถแห่งจุดกระทบ กล่าวได้ว่าเป็นผู้ตอบสนองต่อความรู้สึกได้ไวและตรงไปตรงมา ไม่ถูกกระแสใดเข้าไปเจือจนให้ความไวแห่งความรู้สึกนี้ลดสมรรถภาพลง


โศลกว่า “ความสุขที่เราสัมผัสได้” ไร้เสียงที่เป็นพลังปั่นป่วน ไร้พลังจิตที่ส่งออกมาของผู้คนจำนวนมาก ไร้สิ่งรบกวนต่อการกระโดดเข้าไปโลกภายใน การก้าวเข้าไปสู่โลกภายในต้องการความสมบูรณ์แห่งความรู้สึก สมรรถภาพแห่งพลังผัสสะอย่างยิ่ง เพราะสมรรถภาพแห่งความรู้สึกจะทำให้เข้าไปสัมผัสได้กับความจริงที่ไม่ต้องคิด ดังที่แสดงไว้แล้วว่า ความคิดนั้นขัดขวางต่อพลังผัสสะที่แท้จริง เป็นแต่พลังผัสสะปลอมๆ และผัสสะปลอมเหล่านี้ล้วนผสมเจือปนด้วยตัณหาทั้งนั้น ตัณหานั้นมาจากการคิด
พึงทราบว่า ระดับของความจริงนั้นมี ๔ ระดับ




ความจริงระดับกายภาพ (Physical Truth) เป็นความจริงที่ผิวเผินที่สุด ไม่ต้องอาศัยอะไรเลย อาศัยแต่เพียงปรากฏการณ์ทั้งหลายที่เป็นไปภายนอก นั่นแหละความเป็นจริงระดับกายภาพ คนส่วนมากก็ตกอยู่ภายใต้ความจริงระดับนี้ ถือเอาความจริงระดับนี้เป็นเครื่องยังชีพ สุขทุกข์ก็อาศัยความจริงระดับนี้เป็นเครื่องตัดสิน เช่น เห็นคนรวย ก็เข้าใจว่า นั่นแหละเป็นความสุข เห็นคนจนก็ตัดสินแล้วว่า นั่นแหละเป็นความทุกข์ คนค่อนโลกไม่เข้าใจความจริงของสุขทุกข์ เห็นคนของบางประเทศเขาอยู่อย่างธรรมชาติ ใช้ชีวิตตามธรรมชาติ ก็เข้าใจว่า คนเหล่านี้มีความทุกข์ ส่วนคนของบางประเทศที่เห็นคนเขาอยู่ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย หรูหรา ก็เข้าใจว่าเขาเหล่านั้นมีความสุข เขาเหล่านี้ใช้ความจริงระดับนี้แสดงความสุขของตน


ความจริงระดับจิตภาพ (Headily Truth or Thoughtful Truth) เป็นความจริงที่สำคัญ เพราะเป็นความจริงที่กล่าวถึงกันที่สุด และครอบครองโลกมนุษย์นี้มากที่สุด ถึงกับในพุทธศาสนสุภาษิตกล่าวไว้ว่า “จิตฺเตน นียติ โลโก โลกเป็นไปตามความคิด” เมื่อคิดอย่างไรโลกก็เป็นไปอย่างนั้น ผู้คนทั้งหลายยอมจำนนให้กับความคิดนี้ ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็ใช้ความคิดนี่แหละตัดสิน ความจริงระดับนี้เป็นระดับสมอง เป็นความจริงระดับความคิด ระดับเหตุผล คนบางคนใช้ความคิดเป็นเครื่องตัดสินสุขทุกข์ ยินยอมให้ความเชื่อถือแก่คนที่มีความฉลาด (Intellectual Needs) รู้จักให้เหตุผลที่ดี มีความคิดหลายระดับ เห็นว่าคนที่เป็นนักคิดเหล่านี้แหละที่เป็นผู้มีความสุข คนที่ไม่มีความคิดอย่างนี้เป็นผู้มีความทุกข์


ความจริงระดับอารมณ์ (Sensible Truth or Heartful Truth) เป็นความจริงที่อยู่ลึกลงไปอีกระดับหนึ่ง เป็นความจริงที่น่ากลัวในสายตาของมนุษย์ แต่ผิดกับสัตว์อื่นๆ ที่เห็นความจริงระดับนี้แหละที่เป็นความจริงแท้ เพราะเป็นความจริงที่ไม่บิดเบี้ยว รู้สึกอย่างไรก็เป็นความจริงอย่างนั้น แสดงออกอย่างนั้น ตรงๆ ไม่เสแสร้ง ไม่มารยา เมื่อร้อน ก็ร้อน เมื่อง่วง ก็นอน เมื่อหิว ก็ทาน เมื่อมีความรัก ก็แสดงความรัก เมื่อต้องการมีเพศสัมพันธ์ ก็มีเพศสัมพันธ์ เมื่อโกรธ ก็โกรธ ทุกอย่างตรงไปตรงมา


ความสุขที่เกิดจากความรู้สึกนี้บริสุทธิ์ ไม่บิดเบี้ยว ไม่มีความคิดผสม สัตว์ทั้งหลายจะรู้สึกแปลกทันทีถ้ามนุษย์บอกว่า เวลานี้ไม่ควรหิวคนอยู่มาก เวลานี้ไม่ควรสืบพันธุ์ผิดธรรมเนียม สัตว์จะยิ่งแปลกใจเมื่อเห็นมนุษย์ผูกใจเจ็บ คิดเข่นฆ่าผู้อื่นเป็นร้อยเป็นพัน ทั้งที่โกรธคนๆ เดียว หรือบางทีก็ไม่ได้โกรธ แต่เป็นเพราะเขาขัดขวางผลประโยชน์ก็ต้องกำจัด ความรู้สึกของคนถูกความคิดข่มขืนจนเสียความบริสุทธิ์ไปเสียแล้ว




ความสุขอันเกิดจากความรู้สึกนี้สูญสิ้นไปแล้วนับตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีนักปรัชญา เริ่มมีนักคิด เริ่มมีนักจิตวิทยา เริ่มมีนักวิทยาศาสตร์ เพราะคนเหล่านี้จะอธิบายบอกว่า ความรู้สึกนั้นไม่จริง เชื่อไม่ได้ อันตราย แท้จริงสิ่งที่อันตรายที่สุดก็คือความคิดนั่นแหละ ความรู้สึกอย่างมากก็สนองความรู้สึกให้เพียงพอ ก็จบกัน แต่ความคิดสิ ไม่มีทางพอแน่นอน

การปฏิบัติธรรมก็เพื่อให้เข้าถึงความรู้สึกนี้ ไม่ต้องการให้อยู่ภายใต้ความคิด ความรู้สึกคือ เวทนา เวทนานั้นไม่ได้หลอกเรา เวทนานั้นแสดงออกตรงๆ ปวดเมื่อยก็ปวดเมื่อย เป็นทุกข์ก็ทุกข์ ปวดก้น ก็ปวดก้น เป็นสุขก็สุข เห็นทุกข์และเห็นทุกข์ตรงๆ งดงาม บริสุทธิ์ ไม่ต้องผ่านความคิด ความคิดนั่นแหละที่ทำให้ความจริงบิดเบี้ยว ความสุขที่เกิดจากความรู้สึกนี้เป็นความสุขที่ชัดเจน มีตัวแห่งความสุข น่าทะนุถนอม


ความจริงระดับความว่าง (Nothingness Truth or Spiritual Truth or Being Truth) ความจริงระดับนี้เป็นความจริงระดับสูงสุด เป็นความจริงที่หยั่งลงทะลุผ่านอารมณ์ที่เกิดขึ้น หยั่งลงภายในอารมณ์นั้น เห็นถึงความว่างที่ดำรงอยู่อย่างนั้น ไม่มีอะไรอยู่ภายในนั้น มีแต่การดำรงอยู่อย่างนั้นของเบญจขันธ์ มีแต่ความไม่มีอะไร เป็นความว่าง เป็นความบริสุทธิ์ ไร้ตัวแห่งความสุข ไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่ เป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากการเห็นความจริงนี้ เป็นความเย็น ว่าง สงบ เป็นความสุขที่จะเกิดขึ้นหลังจากผ่านขั้นแห่งความรู้สึกนั้นมา ความสุขที่ว่านี้มีแต่ความว่างที่เห็นเท่านั้น ไม่มีอะไรให้ต้องเข้าไปหลงใหล ยึดมั่น ให้ความสุขนั้นดำรงอยู่ ก็เพราะทุกอย่างมันมีแต่สิ่งนี้เท่านั้นที่หลงเหลือในที่สุด


ประสบการณ์ที่เข้าถึงความสุขระดับนี้เท่านั้นที่จะทำให้เข้าใจจิตสัมผัสเช่นนี้ได้ และทำให้เข้าใจได้ว่า พระอริยะทั้งหลายเหตุใดจึงพร่ำสอนแต่เรื่อง “ความสุขในความสงบ” เพราะในความสงบนั้นไม่หลงเหลือสิ่งใดให้ต้องยึดถือเอาเป็นของๆ ตนอีก ทุกอย่างว่างเปล่า เป็นสัจธรรมที่ดำรงอยู่อย่างนั้น มีอยู่อย่างนั้น ก็ทุกอย่างมีแต่ความว่าง การที่ความว่างผสมผสานกับความว่างจึงกลายเป็นสัจธรรมที่ดำรงอยู่อย่างนั้น (ยถาภูตะ) นี่คือ ความสุขที่สัมผัสได้


นี่คือ โศลกที่ยี่สิบเอ็ดแห่งคัมภีร์สุวิญญมาลา



วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เคล็ดไม่ลับ



โศลกที่ยี่สิบ "เคล็ดไม่ลับ"

กินน้อย นอนน้อย
พูดน้อย ปฏิบัติมาก
นี่เป็นแนวทางของการปฏิบัติ
ที่จะได้ผลมากและรวดเร็ว
สิ่งที่พึงระวังคือ วาจา
เพราะวาจาเป็นแม่เหล็กดึงดูด
เกาะเกี่ยวอารมณ์ได้ดียิ่ง
ยิ่งพูดมากก็ยิ่งฟุ้งมาก
ฟุ้งมากก็เสียพลังงานมาก
เทคนิคในการปฏิบัติ
ความนิ่งเป็นแรงขับที่ดีที่สุด




“สุขใดยิ่งกว่าความสงบไม่มี” เป็นพุทธพจน์ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ พระโยคาวจรต่างปฏิบัติเพื่อให้ได้เข้าถึงความสงบที่อยู่ภายใน ความสงบนี้เป็นสภาวะที่ซ่อนอยู่เบื้องลึกลงไปภายในความเป็นอยู่ของจิตนี้ เป็นความสงบที่เย็นยิ่ง ความเย็นนี้ไม่มีภาษาใดเข้าถึง แม้แต่ภาษาที่ใช้ในภาษาบาลี สันติและปัสสัทธิ ก็ไม่ได้ตรงกับสภาวะความเย็นนี้ได้เลย ความเย็นนี้มีอยู่ภายในขันธ์นี้นั่นแหละ แต่จะทำอย่างไรจึงจะเข้าถึงความเย็นนี้ได้ ความเย็นนี้เกิดจากการไม่ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ เกิดจากการเข้าถึงความว่างในขันธ์นี้ ความว่างจากความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์นั่นแหละเป็นความเย็นที่กล่าวนี้ เป็นความสงบอย่างแท้จริง


ความสงบเงียบนี้เป็นสิ่งสุดท้ายที่มีอยู่ในตน และเป็นพื้นฐานของชีวิตที่แท้ แต่ภายในความเงียบนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัวของจิต เพราะในความเงียบนั้นไม่เหลืออะไรให้ยึดได้อีก จิตจึงไม่สามารถจะอยู่ได้ ด้วยเหตุนี้คนทั้งหลายจึงพากันแสวงหาผู้หนึ่งผู้ใดเพื่อเป็นที่ยึดเกาะ แม้ว่าแสวงหาบุคคลไม่ได้ เขาก็แสวงหาสิงห์สาลาสัตว์มาเป็นเพื่อน มาให้จิตได้เป็นที่พึ่งยึดเหนี่ยว ถ้าหาสิ่งใดไม่ได้อีก เขาก็ต้องแสวงหาหน้าที่ การงาน กวี บทเพลง ภาพวาด ศิลปะ จมอยู่กับสิ่งนั้นๆ โดยไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร หรือแม้ไม่สนใจในสิ่งเหล่านี้ เขาก็อยู่กับตนเอง พูดอยู่กับตนเอง สนทนากับตนเอง ความเงียบนี้ใกล้เคียงกับความบ้า เพราะเมื่อใดที่ยิ่งเงียบท่านก็ดูเหมือนใกล้บ้าเท่านั้น เพราะท่านจะได้ยินตัวท่านเองกำลังสนทนากับตัวของท่าน แล้วท่านก็จะเริ่มพูดกับตัวท่านเอง หรือไม่ท่านก็เริ่มได้ยินต้นไม้ใบหญ้า ได้ยินก้อนหิน แม่น้ำ ลำธาร พูดด้วยกับท่าน นี่แหละที่แสดงให้เห็นว่า แม้กระทั่งท่านอยู่เพียงผู้เดียว ก็ไม่ได้หมายความว่า ท่านกำลังเข้าถึงความเงียบสงบที่อยู่เบื้องลึกภายในชีวิตของท่านเลย ด้วยเหตุนี้ภาษาจึงมีความหมายขึ้นมาเพื่อที่จะสื่อสารกับทุกสิ่งที่อยู่รอบข้างท่าน เพื่อไม่ให้ท่านรู้สึกโดดเดี่ยว รู้สึกถึงความเงียบที่อยู่ข้างใน มิฉะนั้นท่านกำลังจะบ้านั่นเอง



โศลกว่า “สิ่งที่พึงระวังคือ วาจา” ความเงียบสงบจากศัพท์สำเนียงที่ก้องกังวานอยู่ภายในจิตใจนี่แหละคือเส้นทางนำไปสู่ความสุขที่แท้จริง วาจาที่กล่าวออกไปนั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่แสดงออกทางเสียงเท่านั้น แท้จริงมันพรั่งพรูออกมาจากความคิดที่อยู่ภายในอันมหาศาล มันถูกคุมขังอยู่ภายในจิตใจนี้ ทำให้จิตใจนี้เต็มไปด้วยถ้อยคำนับไม่ถ้วน สิ่งที่ต้องระวังก็คือวาจานี้ ไม่เพียงเฉพาะวาจาที่พูดออกไปทางปาก แต่เป็นวาจาที่ใจคิดพูด บางคนไม่พูดทางปาก แต่ถ้อยคำนั้นไหลออกมาอย่างไม่หยุดหย่อนทางใจ อย่างนี้ไหนเลยจะสงบได้ ไหนเลยจะมีความสุขที่แท้จริงได้

วาจาเป็นแม่เหล็กที่ดูดเอาทุกสิ่งเข้ามา เพราะวาจาเป็นสิ่งที่ใช้เชื่อมระหว่างสิ่งต่างๆ เข้ามาถึงกันและกัน เข้ามาเกี่ยวข้องกันและกัน จะรู้สึกได้ว่า ยิ่งพูดมากก็ยิ่งฟุ้งมาก ยิ่งฟุ้งมากก็ยิ่งเสียพลังงานมาก พลังงานที่สั่นสะเทือนทางวาจาได้เป็นกระแสแม่เหล็กดูดเอาทุกสิ่งเข้ามา และยังถูกพลังวาจาของผู้อื่นดูดไปด้วย กระแสแม่เหล็กนี้จะถูกนำมาปั่นภายในจิตใจอีก กลายเป็นกระแสไฟฟ้าหมุนปั่นอยู่ภายในจิตใจ เป็นไดนาโมที่มีพลัง ยิ่งปั่นก็ยิ่งไม่สงบ ยิ่งเกิดอารมณ์ ความรู้สึกดีใจ เสียใจไปกับวาจานั้น




โศลกว่า “เทคนิคในการปฏิบัติ ความนิ่งเป็นแรงขับที่ดีที่สุด” การฝึกสงบปาก สงบคำ เป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการปฏิบัติธรรมที่สำคัญมาก เพราะในขณะที่ไร้ศัพท์สำเนียงในจิต เมื่อนั้นก็ย่อมเข้าถึงความดำรงอยู่ เป็นเพียงความว่างแห่งขันธ์ เป็นเพียงความว่างที่เรียกว่า รูปเป็นอนัตตา เวทนาก็อนัตตา สัญญาก็อนัตตา สังขารก็อนัตตา วิญญาณก็เป็นอนัตตา การเข้าถึงความเป็นอนัตตาของขันธ์นี้ ความสงบนิ่งที่รักษาไว้นี้จะนำมาซึ่งพลังอันยิ่งใหญ่ เป็นเหมือนการนำความขุ่นออกจากน้ำ เมื่อนั้นน้ำก็ใสสะอาด น้ำที่ใสสะอาดเป็นน้ำบริสุทธิ์ มีประสิทธิภาพมาก มีประโยชน์มาก มีคุณค่ามาก

คนโดยมากมี ๒ ประเภทที่ใช้ความคิดและภาษาเข้ามาอธิบายความบริสุทธิ์ไร้ความขุ่นนี้

ประเภทหนึ่ง อธิบายว่าความบริสุทธิ์นี้ไม่มีความสำคัญอะไร ความขุ่นที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ก็ไม่เห็นว่าขุ่นตรงไหน ก็ไม่เห็นเป็นอะไรกับการอยู่ในความขุ่นที่ว่านั้น

ประเภทที่สอง อธิบายความบริสุทธิ์ว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะมีอะไรที่ดีหลังจากที่ทำให้น้ำบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรอีก จะเฝ้ารออะไรเกิดจากน้ำบริสุทธิ์นั้นเป็นเรื่องเหลวไหล น้ำก็คือน้ำเท่านั้นเอง

คนทั้ง ๒ ประเภทนี้ก็คือ คนทั้งหลายที่อยู่ภายในโลกนี้ ประเภทหนึ่งปฏิเสธการปฏิบัติที่ให้อยู่อย่างเงียบสงบ มองความเงียบสงบเป็นการสูญเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ประเภทที่สอง ไม่เชื่อว่าจะมีอะไรพิเศษจากความความเงียบสงบ มองเห็นว่าเบื้องหลังความเงียบสงบจะมีอะไรเกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องเหลวไหล

ในการปฏิบัติ พลังแห่งความสงบนิ่งนั้นมีประโยชน์อย่างมากในการขับเคลื่อนให้เข้าถึงขีดขั้นของการดำรงอยู่เท่านั้น เป็นเพียงการดำรงอยู่ ไม่มีตัวตน ไม่มีความคิด ไม่มีอารมณ์ มีแต่การดำรงอยู่ที่บริสุทธิ์ สะอาด สว่าง ว่าง สงบเท่านั้น พลังแห่งความสงบนั้นเป็นตัวช่วยลดไดนาโมที่ปั่น ให้พลังแม่เหล็กที่ดูดพลังภายนอกเข้ามา แต่กลับเป็นการใช้แม่เหล็กนั้นให้เป็นประโยชน์เสียเอง แม่เหล็กนั้นมีความเย็นในตัวของมัน ก็ใช้ความเย็นของแม่เหล็กนั้นให้ดำดิ่งเข้าไปภายในที่ลึกลงไป ความเย็นของแม่เหล็กจะทำให้เห็นทะลุตัวตน ทะลุความคิด ทะลุอารมณ์ว่า เป็นแต่เพียงความว่างเท่านั้น เป็นแต่ความสงบระงับเท่านั้น นี่แหละความสุขที่ไม่มีสุขใดยิ่งกว่า

มีเหตุการณ์หนึ่ง หลังจากที่พระเจ้าอชาตศัตรูสำนึกผิดที่ได้กระทำบาปหนัก คือ การกระทำปิตุฆาต ปลงพระชนม์พระราชบิดา จึงได้เที่ยวแสวงหานักปราชญ์เพื่อให้ได้ธรรมโอสถรักษาความเร่าร้อนแห่งบาปกรรมนั้น เสด็จไปหาครูที่โด่งดังสำนักต่างๆ แล้วก็ไม่สามารถบรรเทาความทุกข์นั้นได้ จนกระทั่งพระองค์ได้รับคำแนะนำจากหมอชีวกโกมารภัจจ์ให้เสด็จไปหาพระพุทธเจ้าที่สวนมะม่วงดู เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูเข้าไปในสวนมะม่วงที่ร่มรื่น พระองค์ทราบว่า พระพุทธเจ้าทรงประทับที่นี่พร้อมกับพระภิกษุจำนวน ๕๐๐ รูป แต่เหตุไฉนจึงไม่ได้ยินเสียงสนทนา พูดคุย หรือปรึกษากันบ้าง จิตที่หวาดกลัวก็เกิดขึ้นเกรงว่าจะเป็นกลลวงพระองค์มาฆ่าของหมอชีวกและพวกหรือไม่ จึงได้ตรัสถามหมอชีวกถึงความเงียบสงบดังกล่าว หมอชีวกจึงได้กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายนั้นโปรดความเงียบสงบ


มิใช่เป็นการโปรดความเงียบสงบเหมือนกับคนที่ชอบอยู่ในที่เงียบๆ แต่เป็นความเงียบสงบโดยธรรมชาติที่เกิดจากความสงบแห่งขันธ์นี้ เป็นความเบิกบานแห่งจิตที่สงบระงับ เป็นความว่างที่บริสุทธิ์สะอาด สรรพสิ่งประสานสัมพันธ์กันและกัน ขันธ์คือธรรมชาติ ธรรมชาติคือขันธ์ ธรรมชาติคือความสงบเย็น ความสงบเย็นก็เป็นธรรมชาติ ผู้ที่ปฏิบัติจนบรรลุถึงขีดขั้นของการดำรงอยู่ ย่อมดำรงอยู่ในความเงียบสงบนี้ทั้งนั้น ย่อมดำรงอยู่เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ เพราะความเงียบนี้เป็นธรรมชาติที่ดำรงอยู่เบื้องลึกพื้นฐานของการดำรงอยู่ ไม่มีแม้แต่ความศัพท์สำเนียงภายในใจ ไหนเลยจะกลายเป็นวาจาออกมาได้


ด้วยเหตุนี้ พลังแห่งความสงบนี้ได้กลายเป็นพลังที่สูงสุดแล้ว ส่วนผู้ใดที่เริ่มปฏิบัติก็ต้องอาศัยพลังแห่งความเงียบสงบนี้เป็นเทคนิคในการปฏิบัติ ดังนั้น เรือนว่างก็ดี ถ้ำก็ดี โคนไม้ก็ดี จึงเป็นสถานที่ปฏิบัติอันเหมาะแก่การหยั่งลงในความเงียบสงบทั้งกาย วาจา ใจได้อย่างรวดเร็ว

นี่คือ โศลกที่ยี่สิบแห่งคัมภีร์สุวิญญมาลา

วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2554

เดินสมาธิ








โศลกที่สิบเก้า "เดินสมาธิ"
เดินคือเดิน
ก้าวย่างเต็มย่างก้าว
เดินสมบูรณ์ภาวะการเดิน
เดินไม่ต้องคิดเดิน
เดินคือทั้งหมดการเดิน

มีสติแล้วเดิน
เดินมีสติเป็นการเดินสมาธิ
เดินสมาธิย่อมเกิดปัญญา
ทำให้เราเห็นความงดงาม
ของการเดินที่เคลื่อนไป
การเดินมีเพียงหนึ่ง
หนึ่งนั้นคือก้าวเดิน



การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้นต่างไปจากการฝึกฝนแบบอื่นๆ การฝึกฝนอื่นๆ ฝึกเพื่อใช้ในยามที่ต้องใช้ ไม่ว่าจะเป็นวิ่ง เดิน ร้องเพลง กีฬา การแข่งขัน การทำอาชีพ การฝีมือ ศิลปะป้องกันตัว ล้วนแล้วแต่นำมาใช้ในขณะที่ต้องใช้ นอกเหนือจากนั้นก็เก็บไว้ไม่ต้องใช้ ใช้ในยามจำเป็น ใช้ในยามต้องแสดงออกว่ามีความสามารถ แต่การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้นเป็นการฝึกเพื่อให้มีอยู่กับตนเองตลอดไป การฝึกเดินสมาธิก็เพื่อให้การเดินต่อไปและตลอดไปเป็นสมาธิ ฝึกนั่งสมาธิก็เพื่อให้การนั่งทุกที่ทุกแห่งต่อไปเป็นการนั่งสมาธิ หายใจต่อไปก็เพื่อให้หายใจเป็นสมาธิตลอด บางคนเข้าใจผิดว่า การนั่งสมาธิและการเดินสมาธินั้นต้องไปหาที่นั่งที่เดินภายในสำนักปฏิบัติธรรมจึงจะเป็นการเดินและการนั่งสมาธิ แสดงว่ามีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการปฏิบัติฝึกฝนธรรมในพระพุทธศาสนา เพราะในพระพุทธศาสนาอย่าว่าแต่อิริยาบถเลย แม้แต่ทุกลมหายใจยังต้องฝึกให้เป็นลมหายใจแห่งธรรม คือมีสติอยู่ตลอดเวลา

นักปฏิบัติหลายคนทำตัวเหมือนคนเข้าฌาน ในยามเข้าฌานดูเหมือนสงบนิ่ง เรียบร้อย สำรวม เป็นพุทธบริษัทที่ดี แต่พอออกจากฌานก็วุ่นวาย ฟุ้งเหมือนเดิม บางทีหนักกว่าผู้ที่ยังไม่ได้ปฏิบัติเสียอีก หรือทำตนเหมือนรับศีลต่อหน้าพระ พ้นจากหน้าพระก็ลืมศีล นักปฏิบัติที่สงบนิ่งเฉพาะแต่ในยามอยู่ภายในห้องปฏิบัติ แต่พอออกจากห้องปฏิบัติก็ฟุ้งเหมือนเดิม นี่แสดงว่ามีความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากแนวทางพระพุทธศาสนาที่แท้จริง จึงไม่สงสัยเลยว่า ฤาษีทั้งหลายทำไมจึงโกรธ เมื่อมีใครมายั่ว หรือมาทำให้ไม่พอใจ หรือมาแย่งของรักของหวง ทั้งที่ฤาษีเหล่านี้บำเพ็ญเพียรจนได้ฌานในระดับต่างๆ นั่นก็แปลว่า ความสงบนั้นมีเฉพาะในยามปฏิบัติเท่านั้น พอไม่ปฏิบัติก็หายไป เหมือนดั่งช่างฝีมือ จะมีฝีมือก็ตอนที่ทำงานเท่านั้น พอไม่ได้ทำงานก็ไม่มีฝีมือ แสดงว่า การปฏิบัติธรรมก็เหมือนเป็นงานฝีมืออย่างหนึ่งเท่านั้น ซึ่งไม่ถูกต้องตามแนวพระพุทธศาสนา

จะเห็นได้ว่า พระพุทธเจ้าตอนที่บำเพ็ญตนเป็นสิทธัตถะดาบสอยู่กับอาจารย์ทั้งสอง ได้ปฏิบัติจนกระทั่งถึงระดับสูงสุดของสมาบัติ แต่พอออกจากสมาบัติก็กลับเข้าสู่อารมณ์เดิมๆ คือ มีความอยาก มีความไม่พอใจ มีความยินดี ไม่ยินดี มีรัก มีโหยหา มีอึดอัดขัดข้องอยู่อีก นั่นแสดงว่ามีอะไรไม่ถูกต้องตามแนวทางแน่ ท่านจึงได้หลีกไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดความเป็นปกติทุกลมหายใจเข้าออก ทุกขณะในการดำเนินชีวิตไป การอยู่ในการปฏิบัติเป็นเช่นไร การดำเนินชีวิตก็ต้องเป็นเช่นนั้น ความสงบในขณะอยู่ในสมาธิเป็นเช่นใด การทำงานก็ต้องสงบเช่นนั้น มิใช่ปฏิบัติเพียงหนึ่งชั่วโมง นอกนั้นไม่ได้ปฏิบัติ แล้วชีวิตที่นอกการปฏิบัติเป็นอะไร ชีวิตที่เป็นชีวิตก็ต่อเมื่ออยู่ในขณะปฏิบัติธรรมแล้วชีวิตนอกเหนือจากนั้นเล่าเป็นชีวิตที่ไร้ชีวิตหรือไร

คำว่า การปฏิบัติที่ใช้ในที่นี้มีความหมาย คือ การมีสติอยู่ทุกขณะ เมื่อมีสติอยู่ทุกขณะ ก็แสดงให้เห็นถึงการทำตนเป็นผู้สังเกต เมื่อใดสังเกตอิริยาบถที่ตนปฏิบัติ เมื่อนั้นความเป็นตัวตนจะสิ้นลง ทวิภาวะจะสิ้นลง จะเหลือแต่อิริยาบถที่มีสติสังเกตเฝ้าดูอยู่เท่านั้น มีเพียงหนึ่งเดียวคือสิ่งนั้น อย่ากล่าวไปมากกว่านี้เลย แม้กระทั่งคิดว่า ฉันกำลังปฏิบัติสมาธิ ก็ไม่ใช่สมาธิแล้ว นั่นเป็นเพียงความคิดปฏิบัติเท่านั้น เป็นการอ่านเมนูเรื่องปฏิบัติเท่านั้น เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจเรื่องสมาธิให้ถูกต้อง สมาธิมิได้หมายถึง อุปจารสมาธิ อัปนาสมาธิ อุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิตอะไรนั่นเลย นั่นเป็นเพียงขั้นตอนที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการที่จิตกำลังทำงาน สมาธิคือความรู้สึกตัว ความตื่นตัวทั่วพร้อมของสติเท่านั้นเอง เป็นการเฝ้าสังเกตมองดูทุกอากัปกิริยาที่สมบูรณ์ เพราะสมาธิมาจากสติที่แรงกล้า พลังแห่งสติย่อมทำให้จิตหายไป สมาธิมิใช่การเพ่ง สมาธิมิใช่การเข้าไปยึดเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอารมณ์ อารมณ์นั้นเป็นเพียงเครื่องมือทำให้สติได้สังเกตจิตได้ง่ายเท่านั้น สติที่สังเกตได้อย่างสมบูรณ์พร้อม นั่นแหละคือ สมาธิในความหมายนี้ มีแต่ความเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นหายใจ การนั่ง การยืน การทาน การอุจจาระ ปัสสาวะ อย่าได้นำเอาคำว่า “สมาธิ” ไปแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “Meditation” แล้วแปล Meditation ไปเป็น “Concentration” อีกที ซึ่งทำให้ไกลออกไปจากความหมายของคำว่า สมาธิในพระพุทธศาสนามากขึ้นๆ


เพราะเมื่อไรก็ตามที่เราเข้าใจเรื่องสมาธิผิด ก็ทำให้ระบบการปฏิบัติสมาธิผิดตามไปด้วย เมื่อไรก็ตามที่เราเข้าใจ “การทำสมาธิ” เป็นเหมือนต้องทำอะไร กับอะไรสักอย่าง นั่นเท่ากับการเข้าสู่ระบบที่ผิด เมื่อเดินตามระบบที่ผิดพลาด ผลที่ออกมาก็เป็นอีกส่วนหนึ่งทั้งที่เกี่ยวข้องกัน การทำสมาธิก็คือ การอบรมสติให้เข้มแข็งในการเป็นเพียงผู้เฝ้าดูเท่านั้น เฝ้าดูทุกอย่างที่เคลื่อนไหว แต่จุดใหญ่ที่นักปฏิบัติทั้งหลายนิยมเฝ้าดูก็คือ ลมหายใจ เพราะลมหายใจเป็นสิ่งที่มีกับเราอยู่ตลอดเวลา เฝ้าดูก็คือเฝ้าดูเท่านั้น นั่นแหละคือการทำสมาธิ ถ้าหากเปลี่ยนจากการเฝ้าดูมาเป็นการเพ่งแล้ว นั่นเท่ากับเป็นวิทยาศาสตร์ทันที เพราะจิตเพ่งย่อมจับอารมณ์ขึ้นมา เมื่อนั้นจิตก็ทำงาน แล้วเมื่อนั้นจิตก็มีพลัง กลายเป็นผู้มีพลังจิตไปในที่สุด เมื่อนั้นก็เข้าสู่ขอบเขตของการมีจิต (อัตตา) แต่เมื่อใดมีสติ จิตก็หายไป (อนัตตา) เป็นแต่เพียงอาการเท่านั้น นี่เป็นขีดเส้นบางๆ ที่แสดงให้เห็นถึงสมาธิกับไม่ใช่สมาธิในพระพุทธศาสนา อยู่ที่ความมีอยู่ของอัตตาและอนัตตานี่เอง


เชื่อกันว่า มีอยู่คราวหนึ่งพระอานนท์พุทธอุปัฏฐากสังเกตการณ์การบรรทมสีหไสยาสน์ของพระพุทธเจ้า เกิดความสงสัยว่า เหตุใดพระองค์ประทับนอนท่าใดก็รักษาท่านั้นไว้ตลอดเวลาที่ทรงประทับนอน หลังจากที่ได้โอกาสจึงได้ทูลถามความสงสัยนั้นกับพระพุทธเจ้า พระองค์จึงตรัสว่า การประทับนอนของพระองค์นั้นเป็นอาการนอนที่สมบูรณ์พร้อมแห่งสติ พระองค์ปฏิบัติบรรทมสีหไสยาสน์จึงมีความสมบูรณ์เช่นนั้น นี่จึงเป็นการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง ต้องปฏิบัติธรรมทุกขณะจิต ไม่เว้นแม้กระทั่งที่นอน (หลับ) ยืน เดิน หรือนั่ง กายเท่านั้นหลับพักผ่อน แต่สติไม่ได้หลับตาม


โศลกว่า “เดินสมบูรณ์ภาวะการเดิน” การมีสติเฝ้าดูการเดิน กับการคิดเดินนั้นมีลักษณะต่างกัน การมีสติเดินนั้นมีแต่การเดินเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น แต่การคิดเดิน เป็นการแสดงให้เห็นตัวตนที่กำลังเดิน เรากำลังเดิน เรากำลังก้าวย่างไป การเดินยังประกอบไปด้วย เรากับการเดิน เมื่อใดที่มีเราเดิน ก็เป็นการแยกเป็น ๒ ภาวะ หนึ่งคือความคิดว่าเป็นเรา หนึ่งคือการเดิน การเดินเช่นนี้มีผลทำให้เกิดอาการตัวลอยบ้าง เกิดอาการเดินไม่หยุดบ้าง การอาการพึงพอใจกับการเดินบ้าง ก็เพราะใจนั้นได้สั่งให้เดิน เมื่อใจสั่งให้เดินใจย่อมเสพผลของการเดินนั้น ถ้าหากมีสติเฝ้าดูการเดิน การเดินก็เพียงการเดินหนึ่งเดียวเท่านั้น ไม่มีอยากเดิน ไม่อยากเดิน ชอบเดิน ไม่ชอบเดิน พอใจเดิน ไม่พอใจเดิน ความเป็นธรรมดาที่ธรรมดาสมบูรณ์แบบนี้ ต้องฝึกฝน เมื่อฝึกฝนแล้วทุกการเดินต่อไปก็เป็นการเดินสมาธิ การเดินสมาธิไม่มีคิดเดินอยู่ภายในนั้น

เป็นเรื่องยากต่อการที่จะทำให้ผู้ที่ไม่สามารถแยกแยะกายออกจากใจให้มีเข้าใจเรื่องไม่คิดแล้วทำได้อย่างไร เพราะโดยทั่วไปย่อมเข้าใจแต่มิติเดียวก็คือ การคิดเสียก่อนถึงจะทำได้ คนทั้งหลายจะเข้าใจได้อย่างไรว่า ยังมีสิ่งที่เกินความคิดที่ถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือที่ตนรับรู้อยู่นั้นจริง มีมนุษย์ต่างดาวคนหนึ่งมาเยี่ยมโลกมนุษย์ เขาบอกให้ทราบถึงภาษาและบรรยากาศดาวของเขาให้แก่มนุษย์ฟังว่า ภาษาที่มีอยู่ในโลกมนุษย์นี้ทั้งหมดไม่เหมือนภาษาของเขาได้เลย และบรรยากาศก็ต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง มนุษย์ในโลกนี้ย่อมคิดไม่ได้แน่ว่า มันเป็นอย่างไร เพราะมนุษย์ไม่มีประสบการณ์อย่างนั้นมาก่อน ที่ทำได้ก็คือ นำมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่ตนสัมผัสและรับรู้เท่านั้น การที่จะเข้าใจถึงการเดินโดยไม่คิด มีความยากอย่างนั้น ต้องเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งนั้นก่อนจึงจะเข้าใจว่า มีภาวะแห่งความสมบูรณ์ในกิริยานั้นโดยไม่คิดได้ วิธีก็เพียงมีสติอย่างสมบูรณ์กับกิริยานั้น

สังเกตทุกวันนี้ผู้คนทั้งหลายที่ดำรงชีวิตอยู่อย่างไร้จิตวิญญาณ ทุกลมหายใจของเขาถูกตัณหาชักนำให้ดำเนินชีวิตไปตามแต่ที่บัญชา ตัณหานั้นอยู่ได้ก็เฉพาะที่จิตบงการเท่านั้น แต่เมื่อใดก็ตามมีสติเฝ้าสังเกตแล้ว ช่องว่างระหว่างจิตกับกายจะหายไปทันที จะกลายเป็นสิ่งเดียว ไม่มีทวิภาวะ ไม่มีอัตตาหลงเหลืออยู่ภายใน เป็นแต่อาการที่แสดงออกที่สมบูรณ์เท่านั้น

ภิกษุคณะหนึ่งออกไปบำเพ็ญเพียรสมณธรรม แต่ในขณะปฏิบัติธรรมไม่ว่าจะเป็นการยืน เดิน นั่ง นอน ก็มีแต่ความคิดประกอบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นอยากได้นั้น อยากได้นี่ อยากฉันสิ่งนั้น อยากฉันสิ่งนี้ ใช้เงื่อนไขในการปฏิบัติธรรมคือ ถ้า.....ก็จะ.....ทุกเรื่องไป เช่น ถ้าได้อาหารดี ก็จะทำให้ปฏิบัติธรรมได้ดี ถ้าได้ที่นั่งดี ก็จะทำให้ปฏิบัติธรรมได้ดี ในที่สุดก็มีถ้า...ก็จะตลอดไป ใกล้สถานที่ปฏิบัติธรรมแห่งนั้นมีอุบาสิกาผู้บรรลุโสดาบันผู้หนึ่ง คอยอุปัฏฐากพระภิกษุคณะนี้อยู่ นางทราบวาระจิตของพระภิกษุเหล่านั้นด้วย ก็เพราะทุกคนส่งจิตออกไปในขณะปฏิบัติธรรม ไม่ว่าภิกษุเหล่านั้นคิดอยากได้อะไร นางก็หาสิ่งนั้นมาให้ตรงกับความต้องการ เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้ภิกษุคณะนั้นไม่สามารถอยู่ปฏิบัติธรรมที่แห่งนั้นได้อีก ก็เพราะจิตที่ส่งไปนั้นประกอบไปด้วยกุศล อกุศล แส่ซัดส่ายไปกับทุกเรื่อง นางย่อมรู้หมดแน่ จึงเกิดความละอายที่จะอยู่ปฏิบัติได้อีกต่อไป เมื่อใดก็ตามไม่ปฏิบัติธรรมด้วยความคิด เมื่อนั้นก็ไม่มีอะไรที่ส่งออกไป เมื่อนั้นทุกอย่างเป็นเพียงอาการที่มีสติกำกับเท่านั้น สติที่กำกับอยู่กับอากัปกิริยาทำให้เหลือแต่ความเป็นหนึ่งเดียว เดินก็คือ เดิน นั่งก็คือนั่ง นอนก็คือนอน กินก็คือกิน ไม่คิดกิน ไม่คิดนอน ไม่คิดนั่ง

โศลกว่า “เดินสมาธิย่อมเกิดปัญญา ทำให้เราเห็นความงดงาม” คนทั้งหลายบนโลกน้อยคนนักจะเข้าใจถึงความงามแห่งว่าง เพราะความว่างนั้นไม่สามารถเข้าใจได้ของคนที่มีแต่ความคิดอยู่ตลอด บอกไปเขาก็ไม่สามารถรับรู้ได้ สิ่งที่เขารับรู้ได้ก็ต่อเมื่อเห็นสิ่งเหล่านั้นเสียก่อน เห็นแล้วก็ต้องผ่านกระบวนการคิดเสียก่อนว่างามหรือไม่งาม กระบวนการที่เขาคิดนั้นก็คือปรีชาญาณ หรือความรู้ที่เขาสั่งสมมานั่นเอง ดูว่าเข้าได้กับคำพูดของใคร ตำราเล่มไหน คัมภีร์เล่มใด จึงไม่แปลกเลยที่คนที่วุ่นทั้งวันจึงเห็นคนที่อยู่นิ่งๆ เป็นคนเกียจคร้านในสายตา พวกสายตานักธุรกิจที่มองคนเป็นต้นทุนกำไรคำนวณเป็นเงินทองหมด ที่เห็นได้ชัดกว่านั้นก็คือ ความคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่มองเห็นพระสงฆ์เป็นขยะของสังคม เป็นกากของสังคม เพราะพระสงฆ์ไม่ทำอะไร แต่ทำนาบนหลังคน เอาแต่นั่งนิ่งๆ



เรื่องเล่าว่า ชาวเยอรมันคนหนึ่งตายไปขึ้นสวรรค์ พระเจ้าถามว่า เจ้าเสียชีวิตตอนมีอายุเท่าไร เขาตอบว่า ๗๐ ปี พระเจ้าไม่แน่ใจจึงถามเขาว่า ใช่จริงหรือเปล่า เขายืนยันว่าจริง พระเจ้าจึงบอกเขาว่า งานที่เจ้าทำนั้นมันเทียบเท่าคนมีอายุ ๒๓๐ ปีเลยทีเดียว เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ชาวเยอรมันเป็นตัวแทนของชาวตะวันตกทั้งหลายและตัวแทนของลัทธิคอมมิวนิสต์ในวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ เขาไม่เข้าใจหรอกว่า การอยู่อย่างไม่คิดนั้นอยู่อย่างไร การอยู่นิ่งๆ นั้นงดงามอย่างไร สายตาของเขาไม่สามารถเข้าใจได้ถึงสิ่งเหล่านี้ เนื่องจากวัฒนธรรมที่หล่อหลอมให้เขาเป็นนั้นไม่เอื้อต่อการให้เห็นด้วยสายตาอื่น คนที่อยู่นิ่งๆ คือ คนไร้ประโยชน์ในสายตาของเขาเท่านั้น

ผู้หญิงชาวอเมริกันคนหนึ่ง ตะโกนถามลูกชายที่นั่งเงียบใต้ต้นไม้ในสวนที่บ้านว่า ลูกกำลังทำอะไรอยู่ ลูกชายตอบว่า ไม่ได้ทำอะไร เธอถามย้ำอีก แน่ใจนะว่าไม่ได้ทำอะไร แล้วที่นั่งอยู่นะนั่งทำอะไร ลูกชายก็ตอบอีกว่า ไม่ได้ทำอะไร เธอจึงถามอย่างกังวลอีกว่า บอกมาเถอะว่าลูกกำลังทำอะไร ลูกชายก็เลยใช้เท้าเขี่ยก้อนหินก้อนหนึ่งแล้วบอกว่า เขี่ยก้อนหิน เธอจึงโล่งใจ บอกออกไปว่า แม่ว่าแล้ว เธอต้องทำอะไรอยู่แน่ๆ ลูกชายได้เคยผ่านการปฏิบัติธรรมมา รู้ถึงความงดงามแห่งความว่าง รู้ถึงความยากของการไม่ทำอะไร เพราะคนอเมริกันก็ไม่เข้าใจว่า นั่งนิ่งๆ รอให้ดอกไม้บานนั้นงดงามอย่างไร นักธุรกิจทั้งหลายก็ไม่เข้าใจว่า การอยู่อย่างไม่คิดนั้นงดงามได้อย่างไร

ความงดงามของความว่าง (no+thing = nothingness) คือ ความไม่มีอะไรนั้นเป็นความงามที่สมบูรณ์ เป็นความงามที่ไม่ได้เกิดผ่านความคิด เป็นความงามที่ไม่ได้เกิดผ่านความรู้สึก แต่เป็นความงามที่ดำรงอยู่ตามความเป็นจริงของมัน เป็นความงามที่สติเฝ้าดู เป็นความงามที่เกิดจากปัญญา ปัญญาที่มองเห็นสรรพสิ่งสวยงาม




นี่คือ โศลกที่สิบเก้าแห่งคัมภีร์สุวิญญมาลา