วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ดอกไม้คนที่งดงาม




โศลกที่แปด ดอกไม้คนที่งดงาม

ก่อนนี้สายตาที่มองผู้คน
ที่มาปฏิบัติธรรมแต่ไม่ใส่ใจปฏิบัติ
คือคนขยะที่เกะกะเหลือเกิน
แม้วาจาไม่เอ่ยคำ
แต่ใจกลับพร่ำพรั่งพรูแสดง
บัดนี้กลับเห็นทุกคน
เป็นดอกไม้ที่งดงาม
งามแต่ละกอ แต่ละช่อ แต่ละชนิด
สลับสี กลิ่น ปะปนกันไป
เป็นความงดงามตามธรรมชาติ


ความบกพร่องภายในจิตใจของมนุษย์นั้นเป็นธรรมชาติของจิตที่มีอัตตา เพราะอัตตาตัวนี้เองที่ห่อหุ้มด้วยอวิชชาอันแน่นหนาจึงไม่สามารถที่จะมองอะไรได้ตามความเป็นจริง แต่จะมองให้เป็นไปตามที่ตนต้องการจะให้เป็น เพราะการที่ต้องการให้ทุกสิ่งอยู่ภายใต้อำนาจของอัตตานั้นเป็นธรรมชาติของมัน หากมีสิ่งใดไม่อยู่ภายใต้อำนาจ อัตตาจะแสดงอาการทันที หากใช้อำนาจที่มีอยู่นี้โดยตรงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจที่มีต่อลูก คือความเป็นพ่อแม่ ต่อภรรยา คือความเป็นสามี ต่อหมู่บ้าน คือผู้ใหญ่บ้านกำนัน ต่อสังคมคือตำรวจทหาร ต่อประเทศ คือผู้นำประเทศ อัตตาก็จะใช้อำนาจผ่านเครื่องมือทางสังคม คือ ประเพณี คุณธรรม จริยธรรม คำสอนและกฎหมายเข้ามาช่วย แต่ละด่านที่อัตตาวางกับดักไว้แล้วนี้น้อยนักที่ใครจะหลุดรอดไปได้

ยิ่งใครก็ตามที่ได้เป็นใหญ่โดยเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ถ้าหากเป็นแบบผู้ดี ก็จะใช้ผ่านกฎหมายอย่างนิ่มนวล ทำให้ใครที่อยู่ภายใต้กฎหมายนั้นไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า กำลังถูกตัดต่อพันธุกรรมทางความคิดและจิตวิญญาณ (Genetically Modified Organism of Humanity or GMOH) ของมนุษย์ให้เป็นไปตามที่มุ่งหวังให้เป็น ตัดกิ่งแห่งความเป็นอิสระ ต่อตาแห่งมิจฉาทิฏฐิ ให้เป็นไปตามที่เขาประสงค์และต้องการ แต่ถ้าหากเป็นการกระทำแบบผู้ร้าย ก็จะใช้กำลังบังคับข่มเหงบีบให้ปฏิบัติตามคำสั่ง ตัวอย่างของการใช้อำนาจแบบผู้ดีก็คือ การทำตัวเป็นผู้ดีตะวันตกทั้งหลาย ใส่สูท แต่งตัวดี มีวาจาแนบเนียน มียศถาบรรดาศักดิ์ แต่งชุดเข้าคิวรับปริญญา แต่งชุดเข้าคิวทำงานในโรงงาน ส่วนตัวอย่างของการใช้อำนาจอย่างผู้ร้ายก็คือ การเข้าสนามฝึกแบบนาซี การฝึกของลัทธิคอมมิวนิสต์ การฝึกของเหล่าผู้ก่อการร้ายสากล การใช้กำลังบังคับของเหล่านายจ้าง จนมาถึงแม่เล้าและแมงดาทั้งหลาย เป็นต้น

เมื่อใครก็ตามได้รับการล้างสมองให้เดินตามคลองปฏิบัตินั้นแล้ว เขาจะไม่เข้าใจคำว่า อิสระที่แท้ ได้เลย เขาย่อมพร้อมจะเป็นกระบอกเสียงปกป้อง กล่าวแก้แย้งให้กับบุคคล สถาบัน องค์กร และสถานที่นั้นอย่างมีเหตุผล น่าฟัง บางครั้งถ้าหากจำเป็นต้องทำลายกลุ่มอื่นด้วยอาวุธก็ต้องทำ เท่าที่ผ่านมาโดยมาก ก็มีเพียงสองกลุ่มนี้เท่านั้นที่ผลัดกันทำลายกันและกัน ฝ่ายที่เป็นเผด็จการแบบผู้ดีก็กล่าวหาพวกเผด็จการแบบผู้ร้ายว่า เป็นพวกป่าเถื่อน ส่วนพวกเผด็จการแบบผู้ร้ายก็กล่าวหาเผด็จการแบบผู้ดีว่า เป็นพวกซาตานใส่สูท ถ้าจะมองให้ชัดก็คือ ซาตานใส่สูทกับซาตานไม่ใส่สูทกล่าวหากันและกันว่า อีกฝ่ายทำไม่ถูกต้อง หรือถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นอีกมิติหนึ่งก็คือ นกแก้วถูกตัดปีกตั้งแต่แรกหัดบิน กับสุนัขถูกตัดหาง อ้างว่า การถูกตัดปีกของตนดีกว่าถูกตัดหาง ตามสำนวนภาษิตจีนกล่าวไว้ว่า “ห้าสิบก้าวหัวเราะเยาะร้อยก้าว” ต่างฝ่ายต่างอวดความอัปลักษณ์ของตนว่าเป็นสิ่งที่น่าเอาอย่าง


โศลกว่า “ขยะคนที่เกะกะเหลือเกิน” มีถ้อยคำสนทนาระหว่างท่านวิมลเกียรติอุบาสกกับพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ตอนหนึ่งมีใจความว่า “ผู้ที่แสดงตนว่าเป็นคนดี แต่กลับรังเกียจคนอื่น ไหนเลยจะเป็นคนดีได้” เมื่อพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงของเนื้อแท้สรรพสัตว์ ทุกคนก็ล้วนมีโพธิจิต เป็นโพธิสัตว์ด้วยกันทั้งนั้น การที่พระโพธิสัตว์คนหนึ่งรังเกียจพระโพธิสัตว์อีกคนหนึ่ง ยังจะได้ชื่อว่า เป็นพระโพธิสัตว์อยู่อีกได้หรือ สายตาของคนที่ถูกอัตตาห่อหุ้มนั้นย่อมไม่สามารถเข้าใจจุดนี้ได้ มีแต่ผู้ที่บำเพ็ญเพียรย่อมเข้าใจได้ การที่ผู้ใดใช้สายตาแบบอัตตา (ซาตาน) มองคนอื่นนั้น นั่นไม่ใช่วิถีทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่ทางแห่งการบำเพ็ญ


ก็บุคคลที่ยังไม่ได้รับการแนะวิธีเปิดตาปัญญา เขาเหล่านั้นยังคงเดินสะเปะสะปะ ไม่เข้าใจแนวทางปฏิบัติ ไม่เข้าใจการวางจิต ไม่รู้ทันอัตตา ก็ย่อมเป็นเช่นนั้น ยังเป็นผู้มืดบอดคลำทางอยู่ การที่ใครก็ตามเห็นคนที่มีตามืดบอดคลำทางอยู่ สิ่งที่พึงทำได้ก็คือช่วยเหลือ ประคับประคอง มีจิตกรุณาต่อบุคคลผู้นั้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การช่วยเหลือผู้อื่นเป็นการตอบแทนบุญคุณของครูอาจารย์ที่เคยช่วยเหลือเราผู้ที่เป็นเช่นนั้นมาก่อนเช่นกัน ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะมองผู้ไม่สนใจในการกระทำความดีด้วยสายตาที่เหยียดหยาม ประณาม ดูหมิ่น และรังเกียจ

ในสังสารวัฏอันไม่มีที่สุดและเบื้องต้นนี้มีเส้นสายที่มองไม่เห็นอยู่มาก ใครเล่าจะเข้าใจและสามารถโยงใยไปเห็นต้นเงื่อนแห่งเส้นสายที่ชักโยงให้เขาเป็นเช่นนั้นได้เล่า เราอย่าได้ตกเข้าไปในวังวนแห่งเส้นสายนั้น เส้นสายที่ว่าก็คือ สายตาที่รังเกียจสรรพสัตว์ด้วยกันเอง สายตานี้นั่นแหละที่จะเข้าไปเกี่ยวพันผูกมัดเข้าไปกับเส้นสายของเขากับเราให้พัวพัน รัดแน่น ยิ่งนานยิ่งขมวดปม ยิ่งดึงยิ่งแน่นเข้าไปอีก ตัวอย่างของชัมพุกาชีวกเป็นอุทาหรณ์

ชัมพุกะนั้นเกิดในตระกูลมีชื่อที่กรุงราชคฤห์ มีพฤติกรรมไม่นุ่งผ้าและทานอุจจาระของตนตั้งแต่เด็กจนเติบใหญ่ พ่อแม่ของเขาเห็นว่า ลูกเราควรไปเป็นอาชีวกดีกว่า เขาเข้าไปบวชเป็นอาชีวกแล้วไม่ยอมไปบิณฑบาต ในยามที่คนอื่นเขาออกไปบิณฑบาตกันหมด ตนเองก็แอบไปที่ส้วมแล้วปั้นอุจจาระทานเป็นอาหาร จนกระทั่งคนอื่นเขารู้ก็ถูกขับออกจากสำนัก ชัมพุกาชีวกไปยืนอยู่ใกล้ๆ ที่เชิงหน้าผาที่ชาวบ้านถ่ายอุจจาระ กลางวันก็ทำท่ายืนขาเดียว ยกแขนยันหน้าผา อ้าปากอยู่ พอชาวบ้านถาม ก็บอกว่าตนทานลมเป็นอาหาร ที่ตนยกเท้าขึ้นข้างหนึ่งเพราะมีตบะมาก เกรงว่า แผ่นดินจะไหวเพราะรับน้ำหนักไม่ได้ ไม่นั่งไม่นอน ชาวบ้านพอฟังอย่างนั้นก็ศรัทธาและนับถือชัมพุกาชีวกเป็นจำนวนมาก นำของสักการะอันประณีตมาให้ เขาบอกปัดแล้วบอกปัดอีกว่า การทานของทั้งหลายเหล่านี้ทำให้ตบะเสื่อม หนักเข้าก็เพียงเอาลิ้นแตะน้ำอ้อยแล้วคายออกเสียเพื่อให้ชาวบ้านสบายใจ แต่พอกลางคืนก็แอบไปทานอุจจาระที่ชาวบ้านมาถ่ายไว้ที่หน้าผานั่นเอง เขาเลี้ยงชีพอยู่อย่างนั้นนานถึง ๔๕ ปี


จนกระทั่งพระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็นว่า ชัมพุกาชีวกนั้นมีบุญอันกระทำไว้ก่อนหน้านั้นสามารถบรรลุธรรมได้ พระองค์จึงได้เสด็จไปพบเขา ณ ที่แห่งนั้นในเวลาเย็น พอเสด็จไปถึงจึงตรัสเรียกชื่อเขา แล้วขออยู่ในที่นั้นด้วย ชัมพุกาชีวกไม่อยากให้พระพุทธเจ้าอยู่แต่ก็ไม่สามารถขับไล่ไปได้ ในค่ำคืนนั้นยามต้น เทพจาตุโลกบาลลงมาเฝ้า ยามท่ามกลางพระอินทร์ลงมาเฝ้า ในยามสุดท้ายท้าวมหาพรหมลงมาเฝ้า จนทำให้สถานที่แห่งนั้นสว่างไสวไปทั่ว ชัมพุกาชีวกเห็นเหตุการณ์นั้นตลอดทั้งคืน รุ่งเช้าจึงเข้าไปถามพระพุทธเจ้าว่าใครกันมาจนสว่างไสวดุจกลางวัน พระพุทธเจ้าจึงตรัสบอกว่า เทพทั้งหลายมาเฝ้าบำรุงพระองค์ดุจดังสามเณรรับใช้พระเถระฉะนั้น

ชัมพุกาชีวกจึงกล่าวบอกว่า เขาบำเพ็ญตบะอยู่ที่นี่เป็นเวลาถึง ๔๕ ปี ยังไม่เคยมีเทพตนใดมาหาบ้างเลย พระพุทธเจ้าจึงตรัสเตือนว่า ชัมพุกาชีวกท่านไม่ต้องมาหลอกเราหรอก ท่านทนทุกข์ทรมานด้วยการนอนบนหินแข็ง ถอนผมด้วยใบตาล เปลือยกาย และทานอุจจาระชาวบ้านเป็นอาหาร เธอได้รับบาปกรรมนี้ก็เพราะคิดชั่วนั้นมา บัดนี้ยังจะคิดชั่วอย่างนั้นอยู่อีกหรือ

พระพุทธเจ้าจึงตรัสให้ทราบถึงอดีตของเขาให้ฟังว่า ในอดีตชาติท่านเป็นพระภิกษุรูปหนึ่ง เกิดความไม่พอใจ อิจฉา ริษยา คิดชั่วเพียงเพราะเห็นการกระทำของโยมอุปัฏฐากของตนปฏิบัติต่อพระภิกษุอีกรูปหนึ่งซึ่งเป็นพระขีณาสพด้วยการถวายวัตถุสิ่งของที่ประณีต เธอเข้าไปกล่าววาจาไม่ดีต่อพระภิกษุขีณาสพรูปนั้นอย่างรุนแรงด้วยคำว่า “การฉันอุจจาระ การถอนผมด้วยใบตาล การนอนบนพื้นที่แข็ง และการเปลือยกายเที่ยวไปน่าจะดีกว่าสำหรับท่าน”

ด้วยผลแห่งการเข้าไปเกี่ยวพันกับผู้อื่นด้วยความคิดชั่ว มีจิตอิจฉา ริษยา อันไม่ถูกต้องเช่นนั้นจึงทำให้ท่านต้องไปตกนรกขุมอเวจีนานนับกาลไม่ถ้วน จนกระทั่งมาถึงชาตินี้ ท่านต้องใช้ชีวิตทนทุกข์ทรมานอยู่ด้วยการทานอุจจาระของตน ถอนผมด้วยใบตาล นอนบนพื้นหินที่แข็งกระด้างและเปลือยกาย อันเป็นผลแห่งบาปกรรมที่เหลือที่ตนทำลงไป แต่เนื่องท่านเคยบำเพ็ญเพียรมานานนับได้สองหมื่นปีบุญกุศลนั้นของเธอยังมีอยู่ จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้เขาฟัง ชัมพุกาชีวกจึงได้บรรลุพระอรหันต์พร้อมปฏิสัมภิทา

นี่เป็นอุทาหรณ์ในการใช้สายตาที่เหยียดหยามผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่บำเพ็ญเพียรบารมี มีบุญญาธิการ บุคคลที่เขาไม่ได้ทำอะไรให้ บุคคลที่เขาไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย บุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์ไม่รู้อะไรด้วย แต่กลับถูกสายตาที่ไม่เป็นมิตรมองไป นั่นเท่ากับการได้นำโซ่กรรมเข้าไปคล้องเข้ามาใส่ตน ผูกพันแน่นหนา กลายเป็นภัยมหันต์ต่อชีวิตอย่างไม่ควรอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังมิให้สายตาที่เต็มเปี่ยมด้วยอัตตาทำหน้าที่อย่างนั้น แม้เพียงสายตาที่มองไม่เป็นมิตรยังไม่ควรทำ ไม่ต้องกล่าวถึงการเข้าไปกล่าววาจาว่าร้าย ประณาม ดูถูก เหยียดหยามเขา ซึ่งเป็นการตอกย้ำจิตใจอันชั่วที่แสดงออกมา ก็ยิ่งต้องไม่กระทำเป็นอันขาด

โศลกว่า “บัดนี้กลับเห็นทุกคน เป็นดอกไม้ที่งดงาม” การที่รู้จักปรับสายตาที่มองสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ข้างนอกให้ถูกต้องนั้นเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน เป็นการปรับระดับจิตให้เข้าใจสภาวะที่แท้จริง พึงเข้าใจว่า การที่ผู้ใดก็ตามมักใช้ระบบการเปรียบเทียบในการประโลมอัตตาให้กระหยิ่มพอใจ ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง โดยมากแล้ว นักจิตวิทยาและนักพัฒนาบุคลากรตะวันตกมักใช้วิธีนี้เป็นหลัก กล่าวคือ ชอบเปรียบเทียบผู้อื่นที่ด้อยกว่าตน

ด้วยเหตุผลว่า “การมองสิ่งที่เขามี เรายังขาด การมองสิ่งที่เขาขาด เรายังมี” ด้วยเหตุนี้นักจิตวิทยาเหล่านั้นจึงได้เสนอให้ทุกคนต้องมองสิ่งที่เขาขาดจึงจะพอทำใจให้มีกำลังใจได้ เช่น มองคนที่เขาพิการ เราไม่พิการ ตรรกะตรงนี้เป็นคำตอบให้อัตตาพอใจว่า เรายังดีกว่าเขาเยอะ มองคนที่เขาจนเก็บขยะกิน เรายังมีอยู่มีกิน ก็มีกำลังใจขึ้นเยอะ นี่เป็นวิธีเติมเต็มอัตตาให้มีกำลังใจ ประโลมอัตตาให้ฮึกเหิม ตะวันตกนั้นไม่ทราบหรอกว่า การใช้สายตาเช่นนั้นมอง เป็นสายตาที่ดูเหมือนจะดี เพราะทำให้ตนได้กำลังใจ แต่หาทราบไม่ว่านั่นเป็นการให้ท้ายอัตตาไปเรื่อยๆ อัตตานี้จะเพิ่มดีกรีขึ้นจนกลายเป็นเหยียบย่ำคนจนไปเป็นลำดับ มองเห็นคนจนเป็นคนไร้ค่า ไร้ประโยชน์ มองเห็นคนไม่มีความรู้เป็นคนไม่มีความหมายในสายตา

ในพระพุทธศาสนานั้น การมองคนให้มองไปที่ความเป็นคน การมองไปที่ความเป็นคนด้วยกันนั้นทำให้เห็นคุณค่าของความเป็นคน ไม่นำหน้ากากเข้ามากำหนดความเป็นคน คำว่า จนก็ดี ไม่มีความรู้ก็ดี พิการก็ดี ฉลาดหรือโง่ก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นหน้ากากที่เข้าสวมทับความเป็นคนเข้าไปชั้นหนึ่ง ชั้นที่สองก็คือฐานะ ตำแหน่ง หน้าที่ เกียรติยศ ชื่อเสียง เป็นหน้ากากสวมทับเข้าไปอีก หน้ากากเหล่านี้จะกลายเป็นคุณค่าของความเป็นคนไป สายตาของผู้คนทั้งหลายโดยทั่วไปไม่อาจหยั่งทะลุเข้าไปสู่ความเป็นคนที่แท้จริงได้ โดยมากล้วนแล้วแต่สะท้อนได้เพียงหน้ากากชั้นที่หนึ่งหรือชั้นที่สองเท่านั้น

พึงเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า ทุกคนนั้นมีสภาวะแห่งความเป็นจริงอยู่ ๓ ชั้น
ชั้นที่หนึ่ง คือ ความเป็นจริงของหน้ากาก
ชั้นที่สอง คือ ความเป็นจริงของความเป็นคน
ชั้นที่สาม คือ ความเป็นจริงแห่งสภาวธรรม


ยิ่งนับวันสังคมหล่อหลอมให้ทุกคนมองคนที่หน้ากากเท่านั้น ด้วยเหตุนี้คนที่เข้าใจบริบทนี้จึงได้อาศัยหน้ากากเป็นเครื่องหลอกล่อให้คนเคารพนับถือ ผู้ที่ทำได้เนียนที่สุดก็คือ นักการเมือง รองลงมาก็คือนักการศาสนา การพัฒนาตนของเขาก็คือ การขัดหน้ากากให้เงางาม ได้แก่ การปรับปรุงตัวตนให้ดี ในที่นี้ก็คือการปรับปรุงหน้าที่ของเขาให้ดี เพราะหน้าที่เหล่านั้นเป็นเงาสะท้อนของหน้ากากของเขา
สายตาที่มองทะลุเข้าไปสู่ความจริงชั้นที่สองเป็นสิ่งที่โลกไม่คุ้นเคย การปรับสายตาให้มองทะลุเข้าไปถึงความจริงชั้นที่สองย่อมทำให้เข้าใจว่า ทุกคนก็เป็นคนเหมือนกัน มีการดำรงชีวิตเหมือนกัน กล่าวคือ มีการกิน นอน สืบพันธุ์ ป้องกันภัย เหมือนกัน สุดท้ายทุกคนก็เป็นเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ และตายเหมือนกัน

การใช้สายตาเช่นนี้มองจึงเห็นเนื้อแท้ของทุกว่า มีความงดงามของแต่ละบุคคล ผู้หญิงก็งามอย่างผู้หญิง ผู้ชายก็งามอย่างผู้ชาย ความเป็นชายและหญิงเป็นเพียงพันธุ์ดอกไม้เท่านั้น แท้จริงดอกไม้ก็คือดอกไม้ คนก็คือคน การที่ชื่นชมดอกไม้พันธุ์หนึ่ง แล้วประณามดอกไม้พันธุ์อื่นนั้นไม่สมควรอย่างยิ่ง ความงามของดอกไม้เหล่านั้นจะมีขึ้นได้ก็ด้วยสายตาที่มองไปอย่างเท่าเทียมในความจริงขั้นที่สอง คือ ความเป็นพฤกษชาติ ดุจดังการมองคนทั้งหลายเป็นมนุษยชาติ

ความจริงในขั้นนี้นั้นยังไม่เข้าถึงความจริงที่แท้ เพราะแท้จริงผู้คนทั้งหลายนั้นหาได้มีจริงไม่ เป็นแต่เพียงสภาวธรรมที่ประกอบกันเข้าแห่งกองขันธ์เท่านั้นเอง การทำหน้าที่ของขันธ์เหล่านั้นจนกลายเป็นความเข้าใจผิดว่า มีตัวตนอยู่ นี่แหละที่เรียกว่า อวิชชา คือความไม่รู้ ถ้าหากได้ใช้สายตามองทะลุผ่านชั้นที่สองแล้ว ก็เป็นการง่ายที่จะมองเข้าไปถึงชั้นที่สามได้ ชั้นนี้นั้นไม่ใช่เรื่องที่กระทำได้ง่าย เพราะอัตตานั้นจะไม่ยินยอมให้เห็นอย่างนั้นเป็นอันขาด เพราะเมื่อใดที่เข้าถึงความจริงขั้นนี้ อัตตาจะสลายไปทันที เมื่อนั้นผู้คนจึงเข้าถึงอิสระที่แท้ เข้าถึงการหลุดพ้นที่แท้

นี่คือ โศลกที่แปดแห่งคัมภีร์สุวิญญมาลา

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ฝึกอารมณ์





โศลกที่เจ็ด ฝึกอารมณ์
คำว่า “ฝึกอารมณ์” เป็นคำที่ต้องตระหนัก
เพราะหมายถึงทุกย่างก้าวต้องเป็นการฝึก
มีแต่ผู้ฝึกเท่านั้น
จึงจะเหมาะสมกับการลงสนามต่อสู้
ผู้ไม่ฝึกไหนเลยจะมีพลัง
ฝ่าฟันแรงปะทะได้
ผลของการฝึกอย่างต่อเนื่อง
จะแสดงพฤติออกมาได้เองในยามปกติ



อารมณ์เป็นอาการที่ประกอบกับจิต เป็นสภาวะที่ชักนำจิตให้เกิดสภาพอย่างใดอย่างหนึ่งนอกเหนือจากที่จิตทำงานของมันเอง ยิ่งถ้าใช้คำว่า “มีอารมณ์” ความหมายก็จะยิ่งเฉพาะเข้าไปอีก โดยเฉพาะความหมายตามภาษาไทย คำว่ามีอารมณ์คำเดียวนี้สื่อให้เห็นถึงความกระเพื่อมของจิตที่แสดงท่าทีออกมา พอฟังคำนี้ก็จะนึกไปถึงการได้เห็นภาพโป๊ ภาพเย้ายวนของเพศตรงกันข้ามแล้วมีอาการทางเพศขึ้นมา หรือแม้แต่มีใครมายั่วโมโห ก็จะมีอารมณ์ขึ้นมาได้ ด้วยเหตุนี้อารมณ์จึงเป็นเจตสิกที่ปรุงแต่งจิตให้เคลื่อนไหวรุนแรงยิ่งกว่าปกติ



อารมณ์จึงเป็นสภาวะที่ลึกลงไปอีกหนึ่งระดับ ถัดจากความคิดที่ปกติก็มีอยู่แล้ว ความคิดเป็นทางเดินให้อารมณ์ประกอบได้จะเห็นได้จากกระบวนการทางปฏิจสมุปบาท อารมณ์จะอยู่ถัดจากการรับรู้ทางอายตนะและผัสสะ การรับรู้ทางอายตนะและผัสสะนั้นเป็นกระบวนการทางจิต แต่เมื่อจิตได้รับรู้จากอายตนะภายในและอายตนะภายนอก อันที่จริงอายตนะภายนอกในที่นี้ถ้าหากเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือ อารมณ์ภายนอก ที่จะทำให้เกิดการกระทบนั่นเอง ถ้าหากอารมณ์ภายนอกนี้ประกอบไปด้วยอิฏฐารมณ์ คือน่าพอใจ ก็จะทำให้อารมณ์แสดงผลออกมาเป็นอารมณ์น่าพอใจ แต่ถ้าอารมณ์นั้นเป็นอนิฏฐารมณ์ คือสิ่งที่ทำให้เกิดอารมณ์อันไม่น่าพอใจ ก็จะทำให้อารมณ์นั้นไม่น่าพอใจตามไปด้วย เพราะในส่วนของอารมณ์จริงๆ แล้วจะอยู่ที่ระดับเวทนา คือความรู้สึกนี่เอง อารมณ์ในที่นี้จึงลึกลงภายในอีกระดับหนึ่งถัดความระดับความคิด



ปัจจุบันจึงมีการจัดระดับของการพัฒนาบุคคลไว้ โดยจัดระดับการพัฒนาอารมณ์ไว้ลำดับที่สองเช่นกัน ได้แก่

การพัฒนาจิต (Mental Development)
พัฒนาอารมณ์ (Emotional Development)
พัฒนาสังคม (Social Development)
และพัฒนาปัญญา (Intellectual Development)
เมื่อดูตามลักษณะของระดับการพัฒนาจึงเห็นว่า อารมณ์อยู่ระดับที่ ๒ ถัดจากจิต ความหมายของการพัฒนาจิตในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการพัฒนาจิตที่เป็น Consciousness แต่เป็นจิตที่เป็น Thoughtfulness ด้วยเหตุนี้การพัฒนาจิตก็คือการพัฒนาความคิดให้เป็นสัมมาทิฏฐิ หรือพัฒนาจิตให้มีความคิดที่ดี คิดในเชิงบวก (Positive Thinking) เท่านั้น



โศลกว่า “ฝึกอารมณ์” การฝึกอารมณ์หรือการพัฒนาอารมณ์ตามความหมายที่ใช้กันในทางโลกนั้นมีความหมายว่า การฝึกข่มอารมณ์ การควบคุมอารมณ์ การระงับอารมณ์ โดยเฉพาะอารมณ์โลภและใคร่ อารมณ์โกรธ และอารมณ์หลง สมมติมีการนำเสนอภาพโป๊ ภาพร่วมเพศเย้ายวนให้เห็น ต้องฝึกข่มอารมณ์นั้นไม่ให้แสดงออกมา เมื่อฝึกบ่อยๆ ก็จะเกิดความชำนาญในการระงับความต้องการได้ แต่ไม่มีใครทราบว่า การข่มเช่นนี้มีผลข้างเคียงได้ เพราะจะทำให้อารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไหลไปสู่ช่องทางอื่นให้อารมณ์ได้ปลดปล่อย จะเห็นว่า คนที่เก็บกดทางเพศจะมีอารมณ์ฉุนเฉียวแทน หรือไม่ก็เงียบขรึมแทน


การฝึกอารมณ์ หรือการนำอารมณ์เข้ามาภาวนา ในความหมายทางธรรม ก็คือ การฝึกรู้เท่าทันอารมณ์ การฝึกเฝ้าดูอารมณ์ การฝึกสังเกตอารมณ์ การฝึกเรียนรู้อารมณ์ ยิ่งอารมณ์ใดกล้าแข็ง ก็จะยิ่งชัดเจนในการฝึก เมื่อฝึกได้ก็จะยิ่งพัฒนายิ่งขึ้น เพราะการรู้เท่าทันอารมณ์ที่กล้าจะทำให้สตินั้นกล้าตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้บางคนไม่เคยได้รับการกระทบที่รุนแรงเลยก็เข้าใจตนเองว่า ตนมีอารมณ์ไม่หวั่นไหว รู้ทันได้ แต่เมื่อใดถูกกระทบแรงๆ จึงจะรู้ว่า สติที่มีอยู่นั้นไม่เพียงพอที่จะทันและสลายอารมณ์ให้กลายเป็นเพียงอาการของอารมณ์ ไม่มีตัวอารมณ์ เพราะเมื่อใดไม่มีตัวอารมณ์ ผลทางเคมีของอารมณ์ก็ไม่สามารถผ่านจุดนี้ไปได้ กามตัณหา ภวตัณหาและวิภวตัณหา ก็ไม่มีเชื้อให้ได้ทำงานต่อไป

การฝึกอารมณ์ไม่ใช่ฝึกเฉพาะตอนที่นั่งสมาธิเท่านั้น ทุกย่างก้าวก็ต้องฝึก การฝึกทุกจังหวะที่ดำเนินชีวิตจะทำให้สติได้ทำงานอย่างสม่ำเสมอ สติจะพัฒนากล้าแข็งขึ้น สติที่พัฒนากล้าแข็งย่อมทำให้การฝึกอารมณ์เจริญก้าวหน้า พัฒนาได้โดยไว การที่อยู่ในช่วงของการฝึกก็ต้องฝึกตลอด ขึ้นชื่อว่า การฝึกแสดงให้เห็นว่า ทุกขณะของการเคลื่อนไหวนั้นเป็นการฝึก ผู้ฝึกฝนอารมณ์ตนในทุกขณะที่เข้าสู่กระบวนการฝึกเฝ้าดูอย่างไม่กระพริบตาในทุกข้อต่อของระบบอิทัปปัจจยตา ไม่ว่า อะไรที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ก็เห็น ก็รู้ ก็เข้าใจ เนื่องจากระดับอารมณ์เป็นระดับที่อยู่ใกล้กับจุดสุดท้ายของสภาวธรรมทั้งมวล

ถ้าหากได้ฝึกอย่างถูกต้องก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการเข้าถึงธรรม เมื่อพิจารณาอารมณ์ในระบบอานาปานสติ ระดับของอารมณ์อยู่ระดับที่สาม แต่ตัวของอารมณ์อยู่ในขั้นที่สอง ระดับที่สามของอารมณ์ก็คือ การกำหนดเห็นอาการของอารมณ์ที่ไม่มีความเป็นนาม แต่เห็นโดยความเป็นกิริยา การเห็นอารมณ์โดยความเป็นนาม ก็คือการเห็นสี ขนาด สัณฐาน รส แต่ถ้าเป็นการเห็นโดยความเป็นกิริยา ก็คือการเห็นเพียงอาการที่เป็นอารมณ์เท่านั้น การเห็นโดยความเป็นเพียงกิริยานี้ใกล้ต่อความว่าง เพราะลึกลงไปอีกระดับหนึ่งก็จะกลายเป็นเพียงความว่าง

โศลกว่า “ผู้ไม่ฝึกไหนเลยจะมีพลัง ฝ่าฟันแรงปะทะได้” เมื่อใดก็ตามใช้สติกำหนดเห็นอารมณ์นั้นเป็นเพียงกิริยา ระดับของอารมณ์คือระดับที่ปรุงแต่งจิต เมื่อเห็นการสิ่งที่ปรุงแต่งจิตเป็นเพียงกิริยาอาการเท่านั้น ไม่ได้เป็นนาม คือ เป็นตัวของอารมณ์ สภาวะแห่งความเป็นกิริยาไม่สามารถนำมาขยายผลได้ ในที่สุดก็สลายไป กลายเป็นความว่างไปในที่สุด รักษาสภาวะแห่งความว่างนั้นไว้เพื่อนำไปพิจารณาอีกขั้นตอนหนึ่ง ก็จะเข้าใจสภาวะที่ปรากฏทั้งหมดด้วยปัญญาที่เกิดขึ้นจากนี้

ผู้ที่ฝึกเช่นนี้สติจะมีพลัง ทำให้กระบวนการแห่งอินทรีย์แปลผลเป็นพลังขึ้นมาทันที เมื่ออินทรีย์เปลี่ยนเป็นพลังก็สามารถเข้าสู่ทุกสนามรบจริงได้ ไม่ว่าจะเป็นสนามไหนๆ ไม่ว่า จะเป็นสนามที่เต็มไปด้วยกองกำลังโลภะ กองกำลังราคะ กองกำลังโทสะ หรือกองกำลังโมหะ ล้วนแล้วแต่ไม่อาจผ่านด่านแห่งการย่อยสลายให้กลายเป็นเพียงกิริยาได้ เพราะผู้ที่ฝึกขุนพลทั้ง ๔ ได้แก่ ความเชื่อมั่น (สัทธา) ความต่อเนื่อง (วิริยะ) ความแน่วแน่ (สมาธิ) และความรอบรู้ (ปัญญา) โดยมี สติ คือ ความตื่นตัว ความเป็นแม่ทัพ ย่อมสามารถสลายกองกำลังเหล่านั้นให้เหลือแต่เพียงกิริยา ไม่มีเชื้อที่จะกลายเป็นตัวขึ้นมาได้ ผู้ที่มีกำลังทั้ง ๕ นี้ย่อมสามารถต้านและทนต่อแรงปะทะได้ทุกทิศทาง ทุกสนามรบ เคลื่อนไปข้างหน้าได้ ไม่ท้อถอย

โศลกว่า “ผลของการฝึกอย่างต่อเนื่อง จะแสดงพฤติออกมาได้เองในยามปกติ” การกระทำใดก็ตามหากกระทำได้ดุจเดียวกับที่ฝึกฝนในสนามฝึก จนกลายเป็นความชำนาญ ช่ำชอง เชี่ยวชาญ ระหว่างการฝึกเป็นอย่างไร นอกสนามฝึกก็เป็นเช่นนั้น เมื่อถึงบัดนี้ผลของการปฏิบัติสื่อออกมาเอง จนบุคคลนั้นแทบไม่เชื่อว่า ผลของการฝึกฝนนั้นช่างน่าอัศจรรย์แท้

ตัวอย่างของเรื่องนี้มีอยู่ว่า เด็กชายผู้อ่อนแอคนหนึ่ง เขาตกเป็นที่ระบายของหัวหน้าแก๊งเด็กในหมู่บ้าน ไม่ว่าเขาจะทำอะไร หรือไม่ทำอะไร ก็ล้วนแต่ถูกเด็กหัวโจกคนนั้นรังแกอยู่เสมอ อยู่มาวันหนึ่งเด็กชายผู้อ่อนแอคนนี้คิดได้ว่า ขืนอยู่ต่อไปอย่างนี้ก็มีแต่ถูกรังแกอยู่ร่ำไป จึงได้แอบหนีไปฝึกฝีมืออยู่ที่สำนักแห่งหนึ่งในหมู่บ้านอื่น สิ่งที่เป็นหน้าที่ของการฝึกของเด็กชายผู้นี้ทุกวันก็คือ การกระชากโซ่เส้นหนึ่ง ในวันแรกๆ เขานึกว่าเป็นท่าเบื้องต้นในการฝึกฝน วันเวลาผ่านไปนานนับปี อาจารย์ก็ยังคงให้เขาทำอยู่อย่างนั้น ไม่ได้เปลี่ยนท่าทาง หรือให้แม่ไม้ลายมือท่าอื่นใดอีกเลย เด็กคนนี้คิดว่า สงสัยไม่ได้เรื่องเสียแล้วในการฝึกของตนที่นี่ก็เลยลาอาจารย์กลับหมู่บ้านของตน


ทันทีที่เด็กชายผู้อ่อนแอคนนี้เดินเข้าไปสู่หมู่บ้านเดิมของตน พวกเด็กๆ ที่เคยรังแกเขา พอเห็นเขาเดินมาเช่นนั้นก็ปรี่เข้ามาเพื่อที่จะรังแก เขกกระบาลเขาเหมือนเช่นเคย ด้วยอารามเคยชินกับการกระชากโซ่นานนับปี เด็กชายผู้อ่อนแอคนนี้ก็เลยจับแขนหัวหน้าแก้งเด็กเกเรที่ยื่นมือมาหมายเขกกระบาลเขาแล้วกระชากอย่างแรง ผลแห่งการกระทำเช่นนั้น แขนของเด็กคนนั้นก็หลุดจากไหล่ทันที พวกเด็กคนอื่นๆ เห็นเช่นนั้นต่างผวาแตกตื่นวิ่งหนีกันอลม่าน เด็กชายผู้อ่อนแอคนนั้นเห็นผลประจักษ์สายตาตนเองทันทีว่า การฝึกฝนกระชากโซ่ของตนนั้นไม่ได้เป็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์ หรือไม่มีค่าต่อการฝึกฝนอย่างใด แต่กลับมีผลอันน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เพียงแค่กระชากทีเดียว ไม่ได้ออกแรงมากนักด้วยซ้ำยังทำให้แขนของคนที่จะทำร้ายเขาหลุดได้เช่นนี้ นึกแล้วก็รู้สึกซึ้งน้ำใจต่ออาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาที่ง่ายๆ แต่มีพลังมากมาย

การฝึกที่สม่ำเสมอ ฝึกทุกย่างก้าว ไม่ปล่อยวางละทิ้งให้สิ้นเวลาโดยเปล่าประโยชน์ แม้ในยามฝึกฝนอาจรู้สึกอึดอัดขัดข้อง ไม่เห็นประโยชน์ในการฝึก แต่ก็ยินยอมฝึกไปอย่างไม่ลดละ ฝึกไปอย่างต่อเนื่อง ฝึกอารมณ์ที่เป็นตัวอารมณ์ให้เหลือเพียงอาการของอารมณ์เท่านั้น ผลหลังจากการฝึกฝนย่อมอัศจรรย์จนแทบไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะมีสถานการณ์ใดเกิดขึ้นกระทบระดับไหน ก็สามารถสงบระงับได้ เพราะสิ่งที่กระทบไม่ได้มีตัวอารมณ์เข้ามาสู่ความรู้สึก แต่เป็นเพียงกิริยาที่ถูกพลังแห่งอินทรีย์ทั้ง ๕ ย่อยสลายไปให้เหลือเพียงอาการ ผลแห่งอาการไม่สามารถเข้าไปสู่ความรู้สึกที่เรียกว่า เวทนา จนกลายเป็นตัณหา และยึดมั่นถือมั่นได้ ทุกอย่างมีแต่อาการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเท่านั้น


นี่คือ โศลกที่เจ็ดแห่งคัมภีร์สุวิญญมาลา

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อุปสรรคแห่งความดี




โศลกที่หก "อุปสรรคแห่งความดี"
กำหนดจิตนอนค่อนยามหนึ่ง
นาฬิกาภายในกายยังไม่นิ่ง
บอกเวลายังไม่ตรง
ตื่นก่อนกำหนดสองรอบ
กำหนดจิตนอนต่ออีก
ช่วงแห่งการทดสอบความตั้งใจมาถึง
มีสิ่งกดทับ ขยับไม่ได้ หายใจไม่ออก
พระรัตนตรัยคือที่พึ่งที่ดีที่สุด
แล้วทุกอย่างก็ผ่านไป


จิตได้ทำหน้าที่ของตนในการควบคุมทุกอย่างที่เป็นคนๆ หนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จ จนกลายเป็นว่า คนๆ นั้นไม่สามารถทราบได้ว่า แท้จริงการกระทำของตนนั้นเป็นตนต้องการกระทำจริงๆ หรือ? บางครั้งอาจมีความรู้สึกว่า ตนไม่ได้อยากกระทำเช่นนั้นเลย แต่ทำไมจึงทำลงไปได้ นั่นก็เพราะอำนาจของจิตที่มีอำนาจเหนือการควบคุมของตนเอง ไม่อาจต้านทานอำนาจสั่งการของจิตได้ สำหรับกับบางคนไม่มีแม้กระทั่งความรู้สึกเช่นนี้ในการสำนึกถูกผิด ก็เพราะเขาเข้าใจว่า ทุกอย่างนั้นเป็นตัวเขาเองทั้งหมดที่ทำ ทุกเรื่องทุกอย่างที่ทำไปจะถูกลบล้างไปด้วยเหตุผลอันสมควรกระทำทั้งสิ้น การกระทำที่นับตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาจนกระทั่งถึงหลับไปอีกครั้ง การกระทำที่เริ่มตั้งแต่มีชีวิตจนจบชีวิต


จะมีใครบ้างเข้าใจการทำงานของจิตที่มีพลังควบคุมให้ร่างกายได้กระทำทุกเรื่องราวลงไป เนื่องจากทุกกระกระทำล้วนกลายเป็นผลงาน กลายเป็นหน้าที่ กลายเป็นกิจกรรมของชีวิต กลายเป็นผลิตผลเกิดขึ้นในโลก ไม่แปลกเลยที่นักคิดพากันเข้าใจสรุปลงในที่สุดว่า ทุกอย่างเกิดจากจิต ทุกอย่างสะท้อนออกมาจากจิตนี่เอง (Mind Only) การที่ยินยอมรับสภาพเช่นนี้ก็เท่ากับยินยอมผูกมัดตนเองให้อยู่ในสังสารวัฏนี้อย่างไม่มีการขัดขืน


ในยามใดก็ตามที่กายไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของจิต จิตจะมีปฏิกิริยาต่อกายทันที โดยการสร้างชุดเหตุผลเข้าไปกล่อมเกลาตนว่า การกระทำนั้นไม่ถูกต้อง เป็นความเถื่อนดิบ ไม่มีอารยธรรม ไม่เป็นไปตามคำสอนที่เคยบันทึกเอาไว้ แล้วในที่สุดก็ประณามการกระทำของกายที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมเหล่านี้ โดยเฉพาะเรื่องทางเพศ เพราะในขณะที่ความต้องการทางกายรุกเร้าเต็มที่ จิตไม่สามารถควบคุมได้ จนกระทั่งกามกิจจบลง นั่นจะถึงเวลาสำนึกอีกครั้ง จิตเข้ามาทำหน้าที่ ไม่น้อยที่นึกเสียใจต่อการกระทำอันเนื่องมาจากไม่อาจขัดขืนพลังกาย

หากใครก็ตามเข้าใจการทำงานของจิตได้ถูกต้อง แท้จริง ก็จะไม่แปลกใจและสงสัยการทำงานของจิต อีกทั้งยังสามารถหาประโยชน์จากระบบการทำงานของจิตได้อีก การทำงานของจิตมีความเที่ยงตรง เป็นระบบ มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน มีเส้นทาง มีวิถีของจิตเองทั้งหมดขั้นตอนนี้มี ๑๗ ขณะ เริ่มจากการทำงานของภวังคจิต ๓ ขณะ มโนทวาร ๑ ขณะ ปัญจทวารช่องใดช่องหนึ่ง ๑ ขณะ การรับรู้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง รวมเป็น ๓ ขณะ การเข้าไปปรุงแต่งเสพเสวยอารมณ์นั้นๆ ๗ ขณะ การจัดส่งไปสู่ภวังคจิตอีก ๒ ขณะ นี่คือกฎของจิตเรียกจิตนิยาม หากสามารถเข้าใจการทำงานของจิตเช่นนี้ก็สามารถเข้าใจว่า แท้จริงแล้วเรากับจิตหาใช่สิ่งเดียวกันไม่ และเราก็หาได้มีไม่ มีแต่การแสดงออกมาจากขันธ์ ๕ นี้เท่านั้น เมื่อเข้าใจเช่นนี้ก็สามารถแยกแยะการทำงานของจิต ดูการทำงานของจิตไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของจิตได้อีก

โศลกที่ว่า “กำหนดจิตนอน” ผู้ที่เข้าใจการทำงานของกายและจิตสามารถกำหนดจิตนอนและก็สามารถกำหนดจิตตื่นได้ เป็นการบอกต่อตนเองว่าต้องการตื่นนอน ต้องการหลับในเวลาที่กำหนดไว้ ผู้ปฏิบัติทั้งหลายมักใช้นาฬิการ่างกายในการทำหน้าที่ จิตจะสั่งการให้ตื่นภายในเวลาที่กำหนดไว้ จิตที่มีกำลังจะมีอำนาจสั่งการได้ ดูจากการสั่งการของผู้มีอำนาจทั้งหลายสามารถสั่งผู้อื่นให้กระทำได้ด้วยวาจา ด้วยน้ำเสียง ด้วยท่าทาง อย่าว่าแต่จิตนี้สั่งการแม้กระทั่งร่างกายของตนภายในได้ด้วย เมื่อจิตสั่งการ นาฬิการ่างกาย (Body Clock) ก็เริ่มทำงานกำหนดเวลาไว้


ตามหลักสรีรศาสตร์ ร่างกายนี้มีต่อมต่างๆ ในการควบคุมร่างกายเป็นจำนวนมาก ต่อมเหล่านี้ทำงานทั้งที่เป็นแบบปกติและแบบผิดปกติ แบบปกติก็คือต่อมย่อยอาหาร หรือต่อมป้องกันเชื้อโรค แต่ที่ทำงานในขณะที่ผิดปกติ เช่น ในขณะตกใจสุดขีด กลัวสุดขีด สุขสุดขีด ปีติสุดขีด ต่อไร้ท่อจะทำงานในการหลั่งสารออกมา ต่อมเหล่านี้มีทั้งเป็นคุณและเป็นโทษต่อร่างกาย มีทั้งควบคุมจังหวะคอยสั่งการให้ร่างกายเคลื่อนไหวเป็นไปในลักษณะต่างๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน อีกทั้งต่อมเหล่านี้จะทำงานตามเวลาของตนอีกด้วย ถ้าใครเข้าใจช่วงจังหวะการทำงานของต่อมเหล่านี้ ก็ย่อมรู้จักระมัดระวังชีวิต ระวังสุขภาพ สามารถควบคุมการทำงานของกายได้ สามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากร่างกายได้

โศลกว่า “มีสิ่งทดสอบความตั้งใจ กดทับขยับไม่ได้หายใจไม่ออก” การกังวลมากเกินไป ความตั้งใจมากเกินไป ความเมื่อยล้าเกินไป ความเครียดเกินไป การสั่งกายให้ทำงานหลายจังหวะ การนอนผิดเวลาและการตื่นผิดเวลา ปัจจัยเหล่าสิ่งนี้ประจวบเหมาะกันเข้าจึงเกิดอาการที่เรียกกันที่รู้จักกันทั่วไปว่า “ถูกผีอำ” การสั่งจิตให้ทำงานบ่อยครั้ง จิตได้ควบคุมกาย แต่ไม่สามารถควบคุมการทำงานได้ครบทุกส่วน ควบคุมได้แต่ความรู้สึก แต่ไม่สามารถเข้าไปครองประสาทกายทั้งหมดได้ การประสานกันของสภาพชีวเคมีของร่างกายกับเจตภูติในกายไม่สมดุลกันอันเกิดมาจากจิตควบคุมเกินไป ด้วยเหตุนี้ทำให้กายส่วนหนึ่งไม่พร้อมที่จะทำงานจึงเกิดอาการดิ้นไม่ได้ หายใจไม่สะดวก พูดไม่ได้ แต่กลับมีความรู้สึกตัวอยู่ ในยามนี้เป็นลักษณะของการขาดห้วงแห่งรูปและนาม การขาดนี้ถ้าเป็นถาวรก็คือ การสิ้นชีวิต เมื่อเกิดอาการนี้ขึ้นคนส่วนมากล้วนตกใจเพราะเกรงว่าตนจะได้รับอันตราย หรือต้องสิ้นชีวิตไป เพราะไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ทั้งนั้น ดุจดังการถูกกดไว้ใต้น้ำ พยายามดิ้นแต่ไม่สามารถดิ้นได้ ไม่นานรูปและนามก็อาจจะขาดจากกัน


ในขณะที่เกิดปรากฏการณ์นี้ สติเป็นอาวุธสำคัญที่สุด ต้องตั้งสติ ค่อยๆ ไล่เลียงดูจิตให้ทำงานไปทุกส่วนอย่างช้าๆ ใช้สติเข้าไปกำหนดจิตให้เข้าไปทำงานควบคุมกาย ในขณะที่มีความรู้สึกนี้ คนจำนวนมากมักนึกถึงสิ่งที่เคารพนับถือบูชา สวดมนต์ภาวนาให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ช่วยเหลือให้อาการนี้หายไป เมื่อตกใจตื่นขึ้นในอีกไม่กี่นาทีต่อมาเกิดอาการเหนื่อยหอบ ร้องไห้ หอบเหนื่อย หน้าซีด ตัวสั่น หรือแสดงอาการตกใจกลัวอื่นๆ นอกจากนั้นในขณะที่เกิดอาการเช่นนี้ จิตยังได้สร้างมโนภาพอันน่ากลัวขึ้นมาอีกในช่วงนี้อีก ไม่ว่าจะเป็นยมทูต ภูตผีปีศาจ เปรตอสุรกายทั้งหลายเข้ามากดทับจะทำร้าย เพราะเป็นความเคยชินของมนุษย์ที่ถูกประสบการณ์ของการถูกรัดไม่อาจดิ้นได้ ช่วยตนเองไม่ได้ก็ย่อมเข้าใจว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาทำให้เป็น อาจถึงความตายได้จึงต้องไขว่คว้าถึงสิ่งยึดเหนี่ยว


อย่างไรก็ตาม ยังมีธรรมชาติอีกมากที่มนุษย์ไม่อาจเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ ทฤษฎีที่อธิบายในแง่ของวิทยาศาสตร์ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของเรื่อง สิ่งที่เป็นนอกเหนือจากการอธิบายด้วยเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์นั้นมีอยู่ อย่าได้ปฏิเสธอย่างสุดโต่งไปเสียส่วนเดียว พึงพิจารณาให้ดีว่า การทำความดีนั้นไม่ว่าจะมากจะน้อยเพียงใด ก็จะเริ่มมีอุปสรรคขัดขวางเพื่อให้คนไม่บรรลุถึงความดีนั้นได้ง่าย สังเกตจากการฝึกนั่งสมาธิ เพียงแค่จะเริ่มทำก็จะเริ่มหาวทันที ทั้งที่อยู่เป็นวันก็ไม่หาว ไม่ง่วง ไม่กระสับกระส่าย ไม่อึดอัด นั่นก็เพราะมีสิ่งที่เข้ามาขัดขวางการทำความดีที่เรียกว่า นิวรณ์ หรือแม้แต่บางคนจะไปทำบุญ ก็หาเวลาว่างไม่ได้สักทีผ่านวันเวลาไปนานนับเดือนก็หาโอกาสไม่ได้ นั่นก็เพราะการทำความดีนั้นต้องผ่านการตัดสินใจอย่างแน่วแน่ การเข้าปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ไหนเลยจะไม่มีสิ่งใดทดสอบความตั้งใจที่แท้ ยิ่งบุคคลใดที่มีเริ่มตั้งใจบำเพ็ญบุญญาบารมี ก็จะต้องผ่านอุปสรรคหลากหลายรูปแบบ อุปสรรคหนึ่งก็คือ เทวปุตตมาร เป็นเทพผู้มาทดสอบความตั้งใจ ทดสอบบารมี ทดสอบความสามารถผ่านด่านขัดขวางเบื้องต้นอย่างนี้ได้หรือไม่


โศลกที่ว่า “พระรัตนตรัยคือที่พึ่งที่ดีที่สุด แล้วทุกอย่างก็ผ่านไป” บุคคลใดก็ตามเมื่อตั้งตนไว้ชอบ มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันสูงสุด ไม่มีที่พึ่งใดอื่นยิ่งกว่าแล้ว ไม่ว่า อุปสรรคน้อยใหญ่ใดๆ ก็ไม่อาจทำลายเกราะแก้วกำแพงแห่งพระไตรรัตน์นี้ได้ เพราะพระพุทธเจ้าเป็นครูแห่งเทวดา มาร พรหม ทั้งหลาย พระธรรมเป็นสัจธรรมคำสอนของพระองค์ พระสงฆ์ คือ พระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามธรรมอันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น การระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยอยู่สม่ำเสมอก็จะพ้นจากมารภัยทั้งหลายในเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดได้ อย่างได้พรั่นพรึงต่อกิเลส มาร ภัยเหล่านั้น

สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการต่อสู้กับอุปสรรคทั้งหลาย ก็คือ การมีเมตตาวุธ กรุณาวุธ และปัญญาวุธ อาวุธเหล่านี้ไม่ได้ใช้ประหัตประหาร แต่ใช้สำหรับแผ่ไปถ้วนหน้า ให้สรรพสัตว์ได้รับผลแห่งบุญที่ปฏิบัตินั้น อย่าได้ท้อถอยละทิ้ง กระทำเบาในบุญบารมี อุปสรรคแห่งความดีเป็นมาตรวัดในสิ่งที่กำลังดำเนินปฏิบัติไป

นี่คือ โศลกที่หกแห่งคัมภีร์สุวิญญมาลา

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

หนึ่งบัลลังก์


จะมากจะน้อยก็ต้องเร่งบำเพ็ญเพียร
ศึกษาแผนที่และวิธีการที่สั่งสมตลอดมา
รู้หลักควรทำอย่างไร จังหวะไหน
ทั้งต่อกลุ่มและต่อตนเอง
เวลาช่วงรุ่งเช้าพลังชีวิตกำลังก่อตัว
เหมาะสมกับช่วงเวลาบำเพ็ญ
ทั้งหมดหนึ่งบัลลังก์


การศึกษาข้อมูลเป็นเรื่องจำเป็นต่อการทำทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าหากข้อมูลมีพร้อมก็ทำให้เข้าใจแง่มุมของเรื่องที่ทำอย่างมีทิศทาง มีเป้าหมาย มีหลักวิชา มีความถูกต้อง ข้อมูลที่เรียกว่า Information เป็นฐานทำให้ตัดสินใจกระทำได้อย่างมั่นใจ ข้อมูลนี้เทียบเท่าได้กับหลักปริยัติ ได้แก่การศึกษาเล่าเรียน ข้อมูลเหล่านี้ไม่มีอะไรมากไปกว่า ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ความรู้เช่นนี้ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ เป็นการเติมเรื่องราวเข้าไปสู่หน่วยความจำอีกหนึ่งชุดเท่านั้น ใครที่มีความจำเกี่ยวกับข้อมูลนี้มากเท่าใด ก็เรียกผู้นั้นว่า ผู้มีความรู้ (Knowledge) มากเท่านั้น

กระบวนการเสริมความรู้ตรงนี้ สัญญาทำงานขึ้นตรงต่อวิญญาณ คือการรับรู้ ความรู้ตรงนี้อยู่ในระดับสุตตมยปัญญา เป็นความรู้ที่อยู่ในระดับผิวเผินมาก เป็นระดับรวบรวมข้อมูลเท่านั้นเอง (Data Collection) ความรู้ชั้นนี้ก่อให้เกิดความเชื่อมากมาย เมื่อเขามีข้อมูลต่อสิ่งใดมากก็เชื่อต่อสิ่งนั้นมาก ดุจดังใครที่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์มาก ก็เชื่อต่อคอมพิวเตอร์มาก เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ ในที่สุดก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของคอมพิวเตอร์ ตกอยู่ภายใต้อำนาจของความรู้ที่ตั้งอยู่บนข้อมูลทั้งหมดของคอมพิวเตอร์ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้มีความเชื่อเช่นนี้เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ถมทับความหนาของอวิชชาเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง ในทางโลกมองดูว่าเขาเป็นผู้มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ แต่ในทางธรรม ถือว่าเขาถูกข้อมูลที่มีในสัญญาแฝงเข้ามาผูกมัดเขาเข้าให้แล้ว ความรู้ในชั้นนี้เปรียบได้กับคนทำเมนูอาหารเท่านั้นเอง


ลึกเข้าไปอีกระดับหนึ่ง การได้ข้อมูลมาแล้วนำมาพิจารณา ใคร่ครวญ การพิจารณาใคร่ครวญนี้เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่จำเป็นต้องทำ ข้อมูลที่ไม่ได้พิจารณาแยกแยะ วิเคราะห์ ก็ยังคงเป็นข้อมูลดิบยังไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้มาก ได้แต่รวบรวมข้อมูลได้มากหรือน้อยเท่านั้นเอง ดังนั้นจำเป็นต้องนำข้อมูลเข้าไปสู่กระบวนการวิเคราะห์แยกแยะ การวิเคราะห์แยกแยะทำให้เห็นองค์ประกอบของข้อมูลนั้นอย่างแจ่มชัด เข้าใจได้ว่าข้อมูลไหนจำเป็นและไม่จำเป็น ใช้ได้เหมาะกับงาน หรือไม่เหมาะกับงาน ความรู้ชั้นนี้ลึกลงอีกหนึ่งระดับอยู่ในขั้นจินตามยปัญญา

ความรู้ในระดับนี้อยู่ภายใต้การทำงานของความคิด (Thinking) ความรู้ที่ได้จากการทำงานขึ้นตอนนี้เรียกว่า ทฤษฎี (Theory) เป็นชุดความรู้ที่ได้มาจากการวิเคราะห์ แยกแยะ แจกแจงให้เห็นองค์ประกอบภายใน ขั้นตอนของหลักการและวิธีการ และสังเคราะห์ให้เป็นชุดความรู้ ความรู้ในขั้นนี้ทำให้คนนั้นกลายเป็นนักปรัชญาขึ้นมาได้ แต่ก็ยังตกอยู่ภายใต้อำนาจของจิตที่ทำหน้าที่ไปตามฐานกิเลสตัวหลักคือ อวิชชา ตัณหา และอุปาทานที่นอนเนื่องอยู่ภายใน ความรู้ระดับนี้เปรียบได้กับคนทำเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือทำอาหารและส่วนผสมของอาหารเท่านั้น แต่ก็ยังอยู่ในขั้นของปริยัติ

ลึกเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง เป็นขั้นของการปฏิบัติที่เรียกว่า ประสบการณ์ ประสบการณ์ในที่นี้คือ สมาธิ (Meditation) ความรู้ระดับนี้เป็นความรู้ในระดับทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ (Transformation) สิ่งที่เกิดขึ้นได้ในแต่ละด้านจนสามารถปรากฏขึ้นมาได้ย่อมเกิดมาจากความรู้ระดับประสบการณ์นี้ทั้งนั้น เปรียบได้กับคนที่ปรุงอาหารตั้งแต่ต้นจนสำเร็จเป็นอาหารจานหนึ่งขึ้นมา โดยอาหารนั้นมีรสกลมกล่อม อร่อย หรือเปรียบได้กับการช่างทำบ้าน ที่มีแปลน มีอุปกรณ์การสร้างบ้าน และก็สร้างบ้านจนสำเร็จขึ้นมาสวยงามตามพิมพ์เขียวนั้น เป็นความเปลี่ยนแปลงจากพิมพ์เขียว กระดาษแผ่นหนึ่ง จากอิฐ หิน ปูน ทราย กระเบื้อง เป็นต้น กลายมาเป็นบ้าน เป็นการ Transform สิ่งหนึ่งมาเป็นอีกสิ่งหนึ่งได้ นี่เป็นขั้นของการปฏิบัติ

ในขณะที่การกระทำเรื่องนั้นสิ้นสุดลง สำเร็จลง ถึงเป้าหมาย ปรากฏความเปลี่ยนแปลงขึ้นจากปริยัติและปฏิบัตินั้น เรียกว่า ปฏิเวธ ก็คือ การลุถึงความสำเร็จ เช่น การสร้างบ้าน ทุกขั้นตอนของการสร้างสำเร็จลงแล้วเมื่อใด เมื่อนั้นจึงเรียกว่า บ้าน ชื่อว่า ปฏิเวธแล้ว ส่วนตัวบ้านและการได้อยู่สุขสบายภายในบ้านนั้นจึงเป็นผลของการกระทำบ้านนั้น

โศลกว่า ศึกษาแผนที่และวิธีการที่สั่งสมตลอดมา
รู้หลักควรทำอย่างไร จังหวะไหน จึงเป็นข้อมูลและการเตรียมอุปกรณ์ในการปฏิบัติเท่านั้น ส่วนการปฏิบัติที่เป็นประสบการณ์นั้นเป็นเรื่องต่อจากนี้ ต้องใช้เวลา ต้องใช้กำลังทั้ง ๕ ส่วนตลอดการบำเพ็ญ ได้แก่ การมั่นใจในการปฏิบัติ การปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง การกำหนดหมายในการปฏิบัติ การปฏิบัติอย่างสมดุล การพิจารณาสภาวะที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป ในกระบวนการปฏิบัติทั้ง ๕ องค์ประกอบนี้ใช้ฐานปรากฏการณ์ ความรู้สึก อาการเคลื่อนไหวของจิต และการพิจารณาธรรมเป็นอุปกรณ์ ความเป็นผู้ฉลาดในการปฏิบัติจำเป็นต้องมี คือเป็นคนสังเกตทุกขณะเพื่อให้ทราบถึงพลังทั้ง ๕ ประการนั้นมีความสมดุล เหมาะสม ไม่มาก ไม่น้อย ตัวกำกับทุกขณะปฏิบัตินี้ก็คือการกำหนดหมายทุกสภาวะที่เคลื่อนไหวในขณะปฏิบัตินี้

โศลกว่า “เวลาช่วงรุ่งเช้าพลังชีวิตกำลังก่อตัว” หมายความว่า ร่างกายกับจักรวาลเป็นสิ่งที่ประสานสัมพันธ์กัน สรรพสิ่งสัมพันธ์กับจักรวาล การเริ่มต้นแห่งวันเป็นจังหวะที่เหมาะแก่การเริ่มการงาน ดอกไม้ผลิบานในยามที่เช้า สรรพสัตว์ตื่นตัวและตื่นนอนในตอนเช้า ดังนั้น ช่วงเช้าประมาณตี ๔ เป็นช่วงเวลาที่นาฬิกาในร่างกายกำลังประสานกับนาฬิกาจักรวาล ความตื่นตัวจะเกิดขึ้นในช่วงเช้าเช่นนี้ ความสดชื่น การหลั่งสารรับแสงของร่างกาย การเตรียมพร้อมจะเบิกบานของยีนส์ในอณูต่างๆ ภายในร่างกายจะพร้อมกันในช่วงเช้า ด้วยเหตุนี้เวลาเช้าตรู่เป็นเวลาที่เหมาะสำหรับการบำเพ็ญเพียรเป็นอย่างยิ่ง

คำว่า ทั้งหมดหนึ่งบัลลังก์ คำนี้มีความหมายสำหรับการปฏิบัติ หนึ่งบัลลังก์ เป็นการปฏิบัติที่ครบหนึ่งรอบของการปฏิบัติ หนึ่งรอบในการปฏิบัติมีอะไรบ้าง

๑. รอบแห่งกระบวนการหายใจทั้ง ๔ ขั้น (กาย)
๒. รอบแห่งกระบวนการรู้สึกทั้ง ๔ ขั้น (เวทนา)
๓. รอบแห่งกระบวนการทางสภาวะจิตทั้ง ๔ ขั้น (จิต)
๔. รอบแห่งกระบวนการปัญญาพิจารณาธรรมทั้ง ๔ ขั้น (ธรรม)

แต่ละกระบวนการของแต่ละขั้นต้องประกอบไปด้วยหน้าที่ทั้ง ๕ ได้แก่ ความมุ่งมั่น พยายาม รู้ตัว กำหนด รู้แจ้ง กระทำหน้าที่สำคัญเหล่านี้ (อินทรีย์) ให้มากจนเปลี่ยนจากหน้าที่เป็นกำลัง (พละ) โดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ ดังนี้
๑. รอบกระบวนการหายใจทั้ง ๔ ขั้นใช้เวลา ๔๕ นาที
๒. รอบกระบวนการรู้สึก ๔ ขั้นใช้เวลา ๓๐ นาที
๓. รอบกระบวนการทางจิตทั้ง ๔ ขั้นใช้เวลา ๓๐ นาที
๔. รอบกระบวนการพิจารณาธรรมทั้ง ๔ ขั้นใช้เวลา ๒๐ นาที

ส่วนเวลาที่เหลือให้เป็นการใช้ไปเพื่อการอยู่ในสุขวิหารธรรมอีกประมาณ ๔๐ นาที รวมแล้ว ในการปฏิบัติทั้งหมด ๑ บัลลังก์ ควรใช้ประมาณ ๓ ชั่วโมง หากใช้เวลาช่วงเช้าจากเวลาตี ๔ ถึงเวลา ๗ นาฬิกา จะได้หนึ่งบัลลังก์ อย่างไรก็ตามประมาณเวลาตลอดหนึ่งบัลลังก์นี้จะไว จะช้าก็ขึ้นอยู่กับวสี คือ ความเชี่ยวชาญของผู้ปฏิบัติไปตามลำดับ
นี่คือ โศลกที่ห้าของคัมภีร์สุวิญญมาลา