วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คัมภีร์ห่วงโซ่จักรวาล (๑๒)



บทที่สาม
พลังพิสดาร

อาทิตย์บ่ายคล้อยแล้ว
ทินเล่ทุ่มเทพลังแกะสลักรูปพระมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
ยิ่งรูปสลักใกล้เสร็จสมบูรณ์มากเท่าไหร่
มันก็ยิ่งภาคภูมิใจมากขึ้นเท่านั้น
ความภาคภูมิใจเป็นเสมือนสิ่งมีค่าบางอย่างที่ไม่อาจตีเป็นราคาได้แต่ทราบว่ามันยิ่งใหญ่

“อืม!!” คำรำพึงสั้นๆ ที่บ่งบอกความหมายมากมายดังขึ้นข้างหลังมัน

สิ้นสุดเสียง ทินเล่หันไปทำความเคารพเจ้าของเสียง เป็นท่านเจ้าอาวาสนั่นเอง
ท่านยืนเอามือไพล่หลัง ดูมั่นคงสง่ายิ่งนัก

สายตาของท่านยังไม่ละจากรูปแกะสลัก
แววตานั้นบ่งบอกถึงความเคารพนับถือหลายส่วน พลันกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าพึงพอใจ
“หกเดือน…เป็นหกเดือนที่เนิ่นนานยิ่ง”
ทินเล่กลับถอนหายใจยาวๆ
“ช่างเป็นช่วงเวลารวดเร็วเกินไปจริงๆ”
ที่แท้กาลเวลา เนิ่นนานหรือรวดเร็วกันแน่?!

กับผู้หนึ่งที่รีบเร่งกระทำในเรื่องที่พึงกระทำ
ช่างไม่มีเวลาเหลือให้เลย
“กลับไปทานข้าวเถอะ”
ท่านเจ้าอาวาสมาถึงที่นี่เพียงเพื่อมาบอกมันแค่นี้?
ทินเล่สงบฟังคำกล่าวต่อไปและท่านเจ้าอาวาสก็กล่าวแล้วจริงๆ
“ถึงเวลาที่เจ้าจะได้ฝึกฝนขั้นต่อไป”
ทินเล่มองตามท่านเจ้าอาวาสที่เดินจากไป
มันคล้ายมีวาจาจะกล่าวแต่แล้วทุกถ้อยคำก็สลายไปในห้องสมองที่ว่างเปล่า

[[[[[


ยืนบนเส้นทางโบราณ
ซาบซึ้งในเสียงพิณ
ใหม่เก่าบอกเล่าตำนาน
ใครเล่าจะได้ยิน
ได้พบดั่งเป็นวาสนา
กลัวฝันมลายสิ้น
เราเป็นเพียงคนธรรมดา
คงเศร้าในชีวิน..
เสียงเพลงดังผ่านแนวไผ่ที่มีสีเหลือง
ใบไผ่ที่ใกล้จะร่วงหล่นจนหมดต้น

ใบไผ่ที่ร่วงหล่นเฉกเช่นวิถีชีวิตคน
ชีวิตคนแล้วคนเล่าที่ร่วงหล่นไป!



เสียงเพลงดังมาจากเรือนท้ายสุดแนวไผ่อีกด้านหนึ่งของอาราม
เป็นเสียงขับขานของสตรีนางหนึ่ง
ผู้ฟังแม้ไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดขับขาน
แต่ก็รู้สึกเข้าใจในบทเพลงของนาง

บทเพลง พระจันทร์ ความรัก ไม่เคยล้าสมัย
บทเพลงยิ่งไพเราะซาบซึ้ง ความรักยิ่งล้ำลึก
คงมีแต่ผู้เคยมีความรักเท่านั้นจึงเข้าใจประโยคนี้แจ่มแจ้ง
เฉกเช่นคำกล่าว
“โศกนาฏกรรมที่เกิดกับตนเท่านั้น จึงเป็นโศกนาฏกรรมที่แท้จริง”

นางขับเพลงบรรเลงพิณหาใช่เพื่อผู้ใด แต่กลับเพื่อตัวนางเอง
บางครั้งบทเพลงคือ
ทางระบายความอัดอั้นตันใจประการหนึ่งของผู้คน
หากโลกนี้ไร้เสียงเพลง คาดว่ามนุษยชาติคงมีชีวิตสั้นกว่านี้

เสียงเท้าเหยียบใบไม้ดังขึ้น
เสียงขับขานบทเพลงพลันหยุดลง
เป็นผู้ใดเข้ามา?
เป็นผู้มีใบหน้ายิ้มแย้มผู้หนึ่ง
แต่เสื้อที่มันสวมใส่กลับเปื้อนไปด้วยฝุ่นผงและคราบไคล
เรื่องที่น่าปีติยินดี มีแต่บุคคลที่ท่านรักเท่านั้นจึงควรได้ฟังเป็นบุคคลแรก
ทินเล่ไม่ยอมไปทานอาหาร แต่มันกลับมาบอกนาง
หรือบัดนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว?

หอน้อยที่ปลูกซ่อนอยู่ในสวนเบญจมาศขาว
ช่างเป็นสถานที่เหมาะสมกับสตรีที่งามสะคราญโดยแท้
แต่ไม่ใช่นาง เพราะนางเองก็ไม่เคยเห็นใบหน้าของตนเป็นเช่นไร
นางเป็นเพียงสตรีธรรมดาคนหนึ่ง
เป็นสตรีที่อยู่ในโลกมืดตลอดกาลผู้หนึ่ง
ผู้อยู่ในโลกมืดมาตั้งแต่กำเนิดไหนเลยทราบความหมายของความงดงามได้
บางครั้งดูเหมือนฟ้าจะไม่ยุติธรรมเสียเลยจริงๆ
มธุวรรษณี เป็นชื่อที่มารดาของนางตั้งให้ก่อนที่นางจะจากธิดาของตนไป
เมื่อธิดาน้อยอายุได้เพียงหกปี
เป็นเวลาสิบสองปีแล้วที่มธุวรรษณีอยู่กับบิดา
มีแต่บิดาที่ยังเป็นความหวัง
เป็นที่พึ่งที่ทำให้นางไม่รู้สึกเดียวดาย
และไม่รู้สึกว่าชะตาของตนโหดร้ายรันทดเกินไป


เบญจมาศในยามนี้กำลังเบ่งบาน
สายลมพัดเรี่ยยอดและดอกเบาๆ ทำให้ดอกใบเคลื่อนไหวไม่รุนแรง
เบญจมาศแกว่งไกว ใช่ดุจดังจิตใจของผู้คนที่กำลังเปลี่ยนไปหรือไม่?

จิตใจของผู้คนใยมิใช่คล้ายสายลมที่ยากจะคาดคะเนว่ามันจะพัดมาเมื่อใด
และขณะเดียวกันก็ไม่รู้ว่าสายลมจากไปเมื่อใด

ผู้ยึดถือสายลมเป็นของตนน่ากลัวจะต้องทำใจตนให้เข้มแข็งอย่างยิ่ง

สายลมกับจิตใจของบุรุษสตรีที่อยู่ด้วยกันเพียงลำพัง
ยิ่งคล้ายสายลมที่กำลังปั่นป่วน
ไหนเลยผู้อยู่ในสายลมจะไม่หวั่นไหวได้

มธุวรรษณีบัดนี้นางเป็นสตรีผู้มีความสมบูรณ์ด้วยวัยและร่างกายทุกสัดส่วน
นางอดไม่ได้ที่จะถามใจตนเองว่า
ที่แท้นี่เป็นความรู้สึกใด? นี่มีความหมายใด?
นางถามตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
แน่นอน..นางย่อมตอบไม่ได้ เพราะแม้แต่นางเองก็ไม่อยากเชื่อว่า
นางมีจิตผูกพันกับบุรุษหนุ่มที่มาอาศัยเรือนของบิดาของนางแล้ว

“ความรัก” เป็นพลังพิสดาร
บางครั้งแม้แต่เจ้าตัวก็ไม่ทราบว่ามันเข้ามาเยือนตั้งแต่เมื่อใด
หนึ่งเดียวที่นางตักเตือนตนเองเสมอว่า ไหนเลยเราคู่ควร เพราะเรา…
คำว่า ตาบอด แม้นางเองก็ไม่อยากเอ่ยออกมา
หากแต่ดวงตาของนางเท่านั้นที่บอด
หาใช่ดวงใจไม่ ดวงใจของนางกลับลุกโชน สว่างไสว
เรียกร้องถึงความต้องการบางประการ
มันคือ สัญชาตญาณที่ดึกดำบรรพ์ที่สุดเท่าที่มนุษยชาติมีมา
“ท่านอยู่ที่นี่ตลอดไปได้หรือไม่”
เนิ่นนานเท่าใด? กล้าหาญเพียงไหน? กว่าที่นางจะกล่าวประโยคนี้ออกมา
“ความหมายในเสียงขับขานของแม่นางน้อยน่าฟังอย่างยิ่ง”
ใช่เป็นคำตอบของมันหรือไม่ หรือนั่นเป็นคำตอบแล้ว?

“ข้าพเจ้าเข้าใจ แท้จริงไม่ควรถาม คำถามเช่นนั้นกับท่าน”

ในถ้อยคำของนางไหนเลยฟังเป็นถ้อยคำได้ ไม่ทราบทินเล่ฟังอยู่หรือไม่?
เป็นความโชคดีหรือโชคร้ายของนางที่ไม่เห็นความรู้สึกบนใบหน้าของผู้ที่นางสนทนาด้วย
ทินเล่ มันเล่า? ไม่ทราบตนเองจะทำเช่นไรในขณะนี้จึงควร


ถ้านางเป็นสตรีที่งดงามดังปกติคนหนึ่ง
มันคงผละไปจากที่นั่นง่ายดายกว่านี้
แต่เพราะนางตาบอดนี่เองทำให้มันตอบตนเองไม่ถูก

สิ่งที่มันกังวลตอนนี้หาใช่ใจของมัน แต่กลับเป็นความรู้สึกของนาง

กับผู้กล้าที่เข้มแข็งบางคน
กระทั่งกระบี่นับหมื่นนับพันในสนามรบ
มันหาได้เกรงกลัวไม่
แต่ไฉน มันกลับเกรงกลัว
ต่อความรู้สึกของสตรีเล็ก ๆ เพียงผู้หนึ่ง
กระทั่งถ้อยคำมันก็ไม่กล้าให้กระทบกระเทือนความรู้สึกนางแม้แต่น้อย
เนื่องเพราะมนุษย์มีความรู้สึกนี้เอง ทำให้มนุษย์จึงมีส่วนที่งดงามอยู่บ้าง
มีบ้างบางคนเนื่องเพราะความสงสารที่ล้ำลึกจึงกลายเป็นความรักที่ลึกซึ้ง
เพราะแท้จริง ความสงสารก็เป็นต้นตอหนึ่งของความรัก
ในที่สุด มันจับมือที่บอบบางขาวสะอาดดุจดังเบญมาศขึ้นมาประคองไว้
พร้อมกับบีบกระชับแน่นๆ คราหนึ่ง ถ้อยคำใดล้วนไม่สำคัญ
บางเวลายิ่งไม่เอ่ยวาจา
กลับแทนความหมายร้อยคำ หมื่นวจี

เฉกเช่น ความรักที่ยิ่งสารภาพออกไป
ความรักก็ยิ่งสลายไป
ความรักที่เก็บไว้จนไม่มีถ้อยคำบรรยาย
จึงเป็นความรักที่ทรงคุณค่าอันสูงส่ง
เป็นรักนิรันดร ประตูแห่งดวงใจเปิดรับสัมผัสนั้นแล้ว
เบญจมาศในยามเย็นมากเช่นนี้
บางดอกน้อมก้านลง มิทราบนั่นเป็นการแสดงความยินดี
เป็นการอำลาตะวัน หรือมีความหมายอื่นแอบแฝง!!

วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

BV 4M ทฤษฎีสร้างวัฒนธรรมไทย

แผนพัฒนาวัฒนธรรมด้วยปณิธานพระโพธิสัตว์








ทฤษฎี BV 4M เป็นทฤษฎีที่ได้จากการทำ SWOT วัฒนธรรมไทย จึงขอเสนอแนวทางพัฒนาสังคมและวัฒนธรรมไทยด้วยหลักปณิธาน ๔ ของพระโพธิสัตว์

KEYWORDS


BV = Bodhisatva Vows หมายถึง ปณิธาน ๔ ของพระโพธิสัตว์
CM = Compassion Management หมายถึงการใช้หลักจิตอาสา ช่วยเหลือด้วยจิตกรุณาต่อสรรพสัตว์ถ้วนหน้า
KM = Knowledge Management หมายถึง การศึกษาหาความรู้ที่ถูกต้อง และใช้ความรู้นั้นเพื่อประโยชน์ต่อการพัฒนาตนและสังคม
EM = Emotion Management หมายถึง การจัดการอารมณ์ที่ควบคุมด้วยกิเลสด้วยการพิจารณาให้เห็นความเป็นจริง ละความยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์
TM = Target Management หมายถึง การจัดการเป้าหมายชีวิตที่ถูกต้อง เป็นระดับ คือ เป้าหมายปัจจุบัน เป้าหมายอนาคต และเป้าหมายสูงสุดโดยการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ในรูปแบบการบรรลุ ๓ มิติ คือ มิติอนุพุทธะ มิติปัจเจกพุทธะ และมิติสัมมาสัมพุทธะ



มีคำอธิบายทฤษฎี ดังนี้
๑. ต่อวัฒนธรรมด้านคติธรรม ให้ใช้ฐานศรัทธาจริตของคนไทยมาเป็นประโยชน์ โดยการเพิ่มระดับของสื่อและการประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจถึงศรัทธาที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา ความเชื่อเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล แต่เป็นเพียงระดับหนึ่งของการสร้างสรรค์สังคม ทำให้สังคมรู้จักหวั่นเกรงต่อสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยเหตุผล ต้นไม้ใหญ่จะได้หลงเหลือเพราะเชื่อว่ามีรุกขเทวดา ป่าดอนปู่ตา ก็จะเหลือเพราะเกรงผีจะทำร้าย แต่ปัจจุบันไม่เหลือสิ่งใดให้ได้หวั่นเกรงอีก



๒. วัฒนธรรมด้านวัตถุธรรม สิ่งก่อสร้างใดๆ ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม ด้านประติมากรรม และจิตรกรรม สร้างแบบมีความหมายทางจิตวิญญาณระดับสูง เป็นไปตามปรัชญามหายานไม่ว่าจะเป็น เจดีย์ ๔ เหลี่ยม หรือ ๘ เหลี่ยม เจดีย์ทำเป็นดอกบัวซ้อน บัวสี่กลับ ดอกบัวใหญ่ ประดับอลังการ เจดีย์ที่สร้างพระพุทธรูปล้อมรอบ แล้วมีกรุตรงกลาง หรือเจดีย์ ๓ ยอดบนฐานเดียวกัน ห้ายอด หรือ เก้ายอด เจดีย์แบบพระปรางค์ มีความหมายทางสัญลักษณ์ศาสตร์ชั้นสูง มิใช่สร้างอย่างไร้ความหมาย หรือเอาประโยชน์เป็นหลักแต่ไร้จิตวิญญาณ ไร้เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม

๓. ต่อวัฒนธรรมด้านเนติธรรม ใช้กรอบแห่งเงื่อนไขทางศิลปวิทยา วิชชาความรู้ เวทมนต์ อาคม เครื่องรางของขลังเป็นสื่อ แต่แฝงเงื่อนไขทางเนติธรรมไว้ให้สังคมดูแลสังคม ใช้กรอบความเชื่อในจารีตประเพณีอันถูกต้องมาเป็นเครื่องยับยั้งชั่งใจ ไม่กล้าทำผิดเพราะเกรงเภทภัยแต่ตนและสังคม มิใช่ใช้กฎหมายมาเป็นกรอบแต่คนไม่ได้เข้าใจกฎหมาย กฎหมายจึงกลายเป็นเครื่องมือทำผิดของผู้ดูแลเสียเอง

๔. ต่อวัฒนธรรมด้านสหธรรม เป็นการสร้างความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์กันในสังคม ตามหลักของทิศ ๖ เป็นการปฏิบัติต่อกันภายใต้กรอบแห่งการทำ พูด คิดด้วยความเคารพรัก แบ่งปันเกื้อกูลกัน ร่วมกันรักษาหน้าที่ ร่วมกันสร้างสรรค์สังคม
เนื้อทางวัฒนธรรมทั้ง ๔ ด้านนี้ นำเข้าสู่กระบวนการจัดการตามทฤษฎี “BV 4M” (Bodhisatva Vows in 4 Managements)
CM ใช้จิตอาสา ช่วยเหลือด้วยจิตกรุณาต่อสรรพสัตว์ถ้วนหน้า
KM ใช้หลักวิชาความรู้ที่ถูกต้อง
EM ขจัดอารมณ์ขุ่นหมองและเป็นปฏิปักษ์ต่อการพัฒนาสังคม
TM กำหนดเป้าหมายให้ถูกต้อง เป็นระดับ


เมื่อนำทฤษฎีนี้ไปใช้จะทำให้วัฒนธรรมไทยเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี เป็นการสร้างโครงสร้างทางวัฒนธรรมที่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่เหมาะสมกับภูมิหลังและลักษณะนิสัยของคนไทย



(รายละเอียดติดตามวารสารบัณฑิตศาส์น มมร ฉบับต่อไป)






วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

คัมภีร์ห่วงโซ่จักรวาล (๑๑)





ศิลาทรายเหลืองสูงประมาณสิบเชี๊ยะพิงอยู่กับหน้าผา
ก้อนศิลาที่ไร้ความหมายบัดนี้เริ่มกลายมาเป็นรูปลักษณ์อันทรงคุณค่ายิ่งแล้ว
เสียงกระทบระหว่างแท่งเหล็กแกะสลักกับก้อนศิลา
สะท้อนก้องไปในอากาศ เสียงนั้นยังก้องอยู่ในโสตประสาท แม้บัดนี้จะไม่มีเสียงกระทบแล้วก็ตาม


ริมพระโอษฐ์ล่างหนากว่าริมพระโอษฐ์บนเล็กน้อยรับกันจนปรากฏเป็นรอยยิ้มที่เอิบอิ่มคล้ายดั่งรอยแย้มแห่งมหาเมตตาที่ประทานแด่สรรพสัตว์ทั่วหล้า ฉะนั้น
พระเกศาขมวดสูง ผ้าโพกพระเกศามีสายสร้อยประดับรัดไว้
ระหว่างกลางผ้านั้นมีรูปพระธยานีอมิตาภพุทธะประทับนั่งสมาธิอยู่
เหนือพระนลาฏะเป็นแนวอัญมณี ลักษณะพระขนงเป็นเกลียว
มีพระอุณาโลมจรดกันขอบพระเนตรบนสูง
พระหัตถ์ซ้ายทรงถืออัษมาลา และกมัณฑลุ
พระหัตถ์ขวาทรงถือบัวชมพูที่กำลังเบ่งบาน ผ้าคลุมพันรอบพระอังสะ
ผ่านไปที่ท่อนพระหัตถ์ซ้าย ส่วนผ้าปริธาณ (ผ้านุ่ง) พันผ่านจากด้านหนังมาสู่ด้านหน้า
แล้วสอดไว้ที่ประคตมีชายผ้าห้อยลง
ปลายด้านหนึ่งงอนคล้ายดั่งปลิวขึ้น
พระบาทซ้ายน้ำคู่เข้าส่วนพระบาทขวาห้อยลงเกือบถึงพื้น

เหงื่อบนใบหน้าของมันไหลผ่านร่องแก้มเข้าไปในปาก
รสเค็มของเหงื่อทำให้มันคลายสายตาที่เพ่งมองรูปสลักที่มันใช้พลังศรัทธาผสมความพากเพียรพยายามกระทำจนเกือบจะเสร็จสิ้น เหลือเพียงแต่เทพยดาน้อยสองตนด้านข้างเท่านั้น
ฝ่ามือที่เคยบอบบาง บัดนี้หยาบกร้านบางนิ้วยังมีคราบเลือดและเป็นสีศิลาทรายเหลืองที่แห้งติดในเล็บเพราะค้อนตีเหล็กแกะสลักพลาดมาถูกนั่นเองแต่มันก็หาได้ใส่ใจไม่

…โอ..อวโลกิเตศวรผู้เป็นใหญ่
ผู้ทรงพระเมตตา
ผู้ปลดปล่อยสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์
พระองค์ประทับอยู่กลางใจผู้คน
สรรพสัตว์จะเพรียกหาพระองค์จากดวงจิต..
เสียงเพรียกพระนามของพระองค์นั้นลี้ลับ
ศักดิ์สิทธิ์ดุจเสียงฟ้าเหนือมหาสมุทร
หาสิ่งใดเสมอเหมือนมิได้…

ทินเล่รำพึงต่อพระพักตร์รูปสลักพระอวโลกิเตศวร ที่เกิดจากศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของมันเอง
คำ “ศรัทธา” บางครั้งคือขุมพลังที่เป็นประโยชน์ใหญ่ บางครั้งก็คล้ายพลังที่พุ่งไปในความมืดมนอนธกาล
แต่ธรรมชาติของศรัทธามักสร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้ปรากฏแก่โลกเสมอ

ขอเพียงปักใจแน่วแน่และมานะฝึกปรือ
แม้แต่ฟ้าก็ยังหลีกทางให้
“ในที่สุดเจ้าก็พิสูจน์ความตั้งใจของเจ้าให้ปรากฏแล้ว”
เสียงที่ทรงพลังเปี่ยมด้วยเมตตาดังขึ้นเบื้องหลังของมัน
แม้มันไม่เห็นว่าผู้พูดเป็นใคร แต่มันก็ทราบว่าเสียงนี้เป็นเสียงของผู้ใด


[[[[[

เรือนไม้เล็กๆ หลังหนึ่งแทรกอยู่ในดงไผ่
บริเวณพื้นกอไผ่เตียนโล่งเหมาะสำหรับการบำเพ็ญธรรมยิ่งนัก
หน่อไผ่หลายหน่อเพิ่งจะแทงทะลุดินออกมา เพื่อสืบสานดำรงพันธุ์ของมัน
ชายผู้นั้นพามันเดินผ่านแนวไผ่ และเรือนไม้ไปอีกด้านหนึ่ง
ณ ที่นี้เป็นเรือนศิลาทรายเหลือง ดูเข้มแข็งทนทาน
สมณะหนุ่มผู้หนึ่งเดินออกมาจากภายในเรือนศิลาแล้วเอ่ยขึ้น
“ประสกพาผู้ใดมาด้วย?”
“บุรุษที่เดินทางมาจากดินแดนตะวันออกผู้หนึ่ง”
“มานพน้อย เจ้ามาด้วยประสงค์ใด?”
“ยังไม่ทราบแน่ชัด” ชายผู้นั้นคล้ายนึกออกถึงการสนทนาครั้งแรกได้ จึงกล่าวคำต่อไป
“มิทราบที่นี่มีโมกขธรรมให้หารือหรือไม่ ดูเหมือนเขาจะมาเพื่อจุดประสงค์นั้น”
สมณะหนุ่มไม่กล่าวกระไรอีก ได้แต่เชิญทั้งคู่เข้าไปภายใน
โต๊ะเก่าตัวหนึ่งตั้งอยู่กลางห้อง โดยมีเก้าอี้สี่ตัวล้อมรอบ ข้าฝาผนังมีภาพวาดสมณชราแขวนอยู่
เพียงครู่..สมณะหนึ่งรูปนั้นก็พร้อมกับมันต้มถั่วเหลืองถ้วยหนึ่ง
“ประสกทานนี่ก่อนเถิด” ท่านวางมันต้มบนโต๊ะ “ขออภัยด้วยที่ต้อนรับท่านด้วยมันต้มถั่วเหลือง”
“โปรดอย่ากล่าวเช่นนั้น นับเป็นพระคุณยิ่งแล้ว มันต้มก็ประทังชีวิตได้” ทินเล่กล่าวขอบคุณ


แท้จริงแล้ว
มนุษย์เป็นสัตว์ที่ดำรงชีพได้ง่ายที่สุด
แต่มนุษย์กลับทำตนเป็นสัตว์ที่อยู่ยากที่สุด
สิ่งที่กีดขวางไม่ให้มนุษย์ได้รับสิ่งดีที่สุดในชีวิตก็คือ…
การไม่รู้จักใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย
เกือบค่อนเวลาของชีวิตที่มนุษย์ใช้ไปกับการแสวงหาปัจจัยดำรงชีพ
อุทิศชีวิตเพื่อแสวงหาของเสพสนองความอยากที่ไม่จำเป็นทั้งนั้น
แทนที่จะใช้เวลาไปเพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิต

[[[[[

แรมสามค่ำ เดือนสาม
จิ้งหรีดภูเขาส่งเสียงร้องดังไปทั่วบริเวณสวนไผ่
เบื้องหลังอารามแห่งนี้เป็นหน้าผาศิลาทรายเหลืองเกือบทั้งลูก
ศิลาจากเขาแห่งนี้เป็นแหล่งที่ได้มาซึ่งวัสดุเพื่อนำไปแกะเป็นเทวรูปพระโพธิสัตว์ที่พบเห็นตามมุมถนนภายในเมืองอุทกขัณฑะ
อารามการาตะปะ เป็นเพียงอารามเล็กๆ แห่งหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง
มีภิกษุสงฆ์ภายในอารามเพียงเจ็ดรูป
เจ้าอาวาสชื่อว่า จินโตชยโฆษ อายุห้าสิบแปดปี มีพรรษาสี่สิบห้าแล้ว ท่านศึกษาตามแนวของจิตตมยมาตรสิทธิ (โยคาจาร)
ทินเล่ใช้ชีวิตอยู่ในอารามแห่งนี้เพื่อพิสูจน์ตนเอง
บทพิสูจน์ของมันคือการไปที่เชิงผาเพื่อแกะสลักรูปพระอวโลกิเตศวรองค์หนึ่ง
ชายที่นำมันมาคือผู้ที่ถ่ายทอดศิลปะการแกะสลักให้
กล่าวกันว่า การแกะสลักเป็นการฝึกความแข็งแกร่งของพลังนิ้วมือประการหนึ่ง
นิ้วมือทุกนิ้วมีส่วนเชื่อมต่อกับอวัยวะภายในร่างกาย
นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือสร้างเสริมพลังสมองช่วยให้ตัดสินใจว่องไว
ส่วนนิ้วกลาง นิ้วนางและนิ้วก้อยนั้นเสริมสร้างความปราดเปรียวฉับไว คล่องแคล่วให้กับร่างกาย
จอมยุทธ์มากมาย มักมีความชำนาญในการใช้นิ้วมือของตนไปตามแขนงศิลปะหลายประการ
เช่น ดีดพิณ วาดภาพ แกะสลัก เขียนอักษร เป็นต้น
เพราะนั่นคือแนวทางแห่งการฝึกปรือพลังนิ้วของตนนั่นเอง

หกเดือนสิบสองวันที่ทินเล่ทุ่มเทชีวิตเพื่อรูปสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรองค์นี้
พระองค์งดงามตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
มันพรางเปล่งเสียงรำพึงที่ออกมาจากเสียงเพรียกจากดวงจิต....
เมื่อเสียงรำพึงหยุดลง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง

[[[[[

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

คัมภีร์ห่วงโซ่จักรวาล (๑๐)

ผู้คนที่อุทกขัณฑะออกมาต้อนรับเหล่านักรบผู้กล้าของตน
บ้างดีใจที่ยังพบบุคคลที่ตนร่ำลา
แต่มีบางคนเปล่งเสียงร่ำไห้เมื่อบุคคลที่ตนรอนั้นไม่มีโอกาสได้ทักทายกับตนต่อไป
เรื่องราวเช่นนี้ ยังคงมีอยู่คู่โลกใบนี้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

บ้านเรือนล้วนสร้างด้วยอิฐทรายแดง แข็งแรงทนทาน
ทินเล่ ปลีกตัวไปจากกองทหาร มันสังเกตว่า
ผู้คนที่นี่มีร่างกายสูงใหญ่ ใบหน้ามีเคราดกหนา
ดวงตาโปนโต รับกับขนตาที่งอน ดวงตามีสีน้ำตาล
จมูกโด่งเป็นสัน ทั้งที่เป็นชายก็ยังมีลักษณะอันน่าเกรงขามยิ่ง
ลักษณะเช่นนี้คล้ายดั่งรูปนักปราชญ์ในตำนาน หรือไม่ก็เป็นเชื้อสายของพระเจ้ากนิษกะเป็นแน่

มันเดินมาไกลยิ่งแล้ว ไกลจนเกือบถึงอีกด้านหนึ่งของตัวเมือง
แพะสามสีตัวเดินเหยาะย่างผ่านหน้ามันไปอย่างสบายใจ
สิ่งที่มันพบอีกประการหนึ่งก็คือ
ทุกหนทุกแห่งจะมีรูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
ประจำอยู่ทุกมุมกำแพงถนน
เยื้องป้อมหนึ่งไปมีสวนไผ่เรียงรายดูเป็นระเบียบอย่างยิ่ง
มันอดคิดไม่ได้ว่า ที่ผ่านมานั้นคือดินแดนนรก
บัดนี้มันได้เข้ามาสู่ดินแดนเทพเจ้าแล้ว

[[[[[

















ความร่มรื่นของธรรมชาติมักช่วยย้อมจิตใจผู้คนให้เยือกเย็นลงได้
ผู้ใดเข้าใจธรรมชาติ
ไม่แยกตนออกจากธรรมชาติ
ชื่อว่าย่อมบรรลุแก่นแท้ของธรรมชาติ
และเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง
เฉกเช่นดี ชั่ว
หากผู้ใดภายในใจยังแยกแยะมีดีมีชั่ว
ก็ยังไม่ชื่อว่าบรรลุถึงแก่นแท้สัจธรรม
เพราะแท้จริงต้องบรรลุถึงความไม่มีทั้งดีและชั่ว ข้ามพ้นดีชั่ว
ที่ยังมีดีและชั่วเนื่องจากจิตมีความเป็นเราเป็นเขา
พระอริยะทั้งหลายเข้าถึงสภาวะไม่มีนี้เองจึงหลุดพ้นได้



สายน้ำในลำธารไหลรินคละเคล้าโคลนตม
สายฝนโปรยปรายลงจากก้อนเมฆเบื้องบน
ถ้ายังแยกแยะสายน้ำกับสายฝนก็ยังไม่เข้าถึงความจริงแท้
ก็เพราะสายน้ำกับสายฝนคือสิ่งเดียวกันเพียงแต่ต่างสถานะเท่านั้น

ทางสายเล็กๆ ราบเรียบทอดยาวไปตามแนวไผ่ เสียงไผ่เสียดสีกอกลายเป็นเพลงธรรมชาติ
ชีวิตที่พ้นจากความทุกข์ยากมาได้ย่อมพบกับความเบิกบาน น่าภาคภูมิใจอยู่บ้าง สมควรที่ผู้คนควรอดทนให้ถึงวันนั้น



รางวัลสำหรับผู้อดทน ดิ้นรน ต่อสู้
มักน่าภาคภูมิใจยิ่ง หอมหวานเสมอ
หากผู้คนเพราะพันธุ์ความอดทนลงในตัวเอง
ในที่สุด…เขาจะเก็บเกี่ยวผล
ของความสำเร็จภายหลัง


ในขณะที่ทินเล่ชื่นชมธรรมชาติและยังไม่ทราบจะตัดสินใจอย่างไรต่อไป
“เจ้ามาจากดินแดนตะวันออกหรือ?”
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง มาตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ เอ่ยวาจาขึ้น
“ท่านเคยไปที่นั่น?” ทินเล่หันไปตามเสียงนั้น พร้อมกับตั้งคำถามแทนคำตอบ
“ไม่เคย” ชายผู้นั้นมีท่าทีเฉยๆ รักษาสีหน้าไว้เป็นปกติ “แม้ข้าไม่เคยไปที่นั่น แต่เมืองของเราก็มีพ่อค้าหลายคนมาจากดินแดนตะวันออก” เขาหยุดนิดหนึ่ง คล้ายดั่งสังเกตดูทินเล่ พร้อมกับเอ่ยขึ้นอีก “เจ้ามาค้าขายที่นี่หรือ?”
“หามิได้” ทินเล่บอกจุดประสงค์ของตนเอง ซึ่งมันไม่เคยปิดบังเพราะนั่นคือปณิธาน “ข้าเดินทางหลายพันลี้มาก็เพื่อศึกษาทางแห่งโมกขธรรม”
“เอาเถอะ….ไม่ว่าเจ้าจะมาเพื่อจุดประสงค์ใด แต่ข้าก็เชื่อว่าเจ้าต้องทานอาหาร”

เขากล่าวความจริงอย่างยิ่ง
ไม่ว่ามนุษย์จะยิ่งใหญ่ปานใด
จะมีปณิธานยิ่งใหญ่ปานใด
แต่มนุษย์ก็ไม่อาจไม่กินอาหาร
มันไม่รู้จักชายผู้นี้มาก่อน
แต่ตอนนี้มันกำลังเดินตามเขาไป
ชายผู้นั้นเดินอ้อมสวนไผ่ไปอีกด้านหนึ่ง ทั้งสองเดินห่างออกไปจากตัวเมือง
เสียงน้ำในลำธารไหลเอ่ยๆ ด้านล่าง ลมสายัณหกาลพัดเบาๆ
เสียงสดใสไพเราะของธรรมชาติฟังคล้ายเทพธิดากำลังกรีดพิณโบราณบรรเลง
ฟังแล้วสามารถกล่อมเกลาจิตใจให้เคลิบเคลิ้มหลงใหลได้ไม่น้อย
ทั้งสองข้ามสะพานไม้เก่าๆ ไป


เบื้องหน้าเป็นหน้าผาหินทรายเหลือง มองดูดุจดังเป็นที่สุดสิ้นขอบโลกเด่นตระหง่านขวางกั้น
ทั้งสองหยุดที่ประตูโบราณแห่งหนึ่ง