วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

การฆ่าตัวตายปัญหาทางจริยธรรม?




การฆ่าตัวตายได้รับการกล่าวถึงอยู่พอสมควรในสังคมปัจจุบัน โดยมากแล้วเป็นการฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา ไม่ว่าปัญหานั้นจะเป็นปัญหาทางด้านความเครียด หรือเป็นปัญหาทางด้านสุขภาพ หรือแม้แต่ปัญหาเกี่ยวกับการแพทย์ที่เรียกว่า การุญฆาตก็ตาม ล้วนแล้วแต่พูดไปในทางที่ไม่ดีทั้งสิ้น ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะการฆ่าตัวตายถือเป็นบาปอย่างหนึ่งตามคำสอนของศาสนาหลายๆ ศาสนา ไม่เว้นแม้แต่พระพุทธศาสนา
อย่างไรก็ตาม การฆ่าตัวตายกลับปรากฏพบในคัมภีร์พระพุทธศาสนาว่า พระภิกษุฆ่าตัวตายด้วยสาเหตุอันเกิดจากการเบื่อหน่ายต่อสังขารนี้ สรีระนี้ บางรูปการฆ่าตัวตายนำไปสู่การบรรลุพระนิพพานเข้าถึงการหลุดพ้นได้ ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายเปลี่ยนไป โดยเฉพาะท่าทีที่เข้าใจว่า การฆ่าตัวตายแล้วนำไปเกิดทุคติภูมิ ด้วยเหตุนี้จะได้นำเสนอประเด็นๆ ที่น่าสนใจต่อไป

ประเด็นที่ ๑ การฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้นในสังคมอินเดีย
การฆ่าตัวตายคงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับปัจจุบันนี้เนื่องจากมีการฆ่าตัวตายมาก่อนหน้านานนับหลายพันปี ในยุคหนึ่งสมัยหนึ่งการฆ่าตัวตายอาจได้รับความนิยมก็ได้ ยกตัวอย่างการฆ่าตัวตายของพระภิกษุในพระพุทธศาสนาที่เบื่อหน่ายสังขาร พร้อมใจกันฆ่าตัวตายด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะให้ผู้อื่นฆ่า ตนเองฆ่า หรือตั้งบุคคลไว้ในตำแหน่งฆ่าตนเอง ดังมีเรื่องในวินัยปิฎกว่า
โดยสมัยหนึ่ง พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงวิธีการเจริญกรรมฐานแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยแสดงการเจริญอสุภกรรมฐาน คือให้พิจารณาร่างกายเป็นของไม่สวยไม่งาม จากนั้นแล้วพระองค์ทรงหลีกเร้นไปอยู่ในป่ามหาวันเพียงรูปเดียวตลอดครึ่งเดือน ทรงอนุญาตให้ภิกษุเฉพาะรูปที่ส่งอาหารบิณฑบาตเท่านั้นเข้าเฝ้าได้ รูปอื่นห้ามเข้าเฝ้า ส่วนภิกษุทั้งหลายได้พากันเจริญอสุภกรรมฐาน จนบางรูป เกิดความเบื่อหน่ายในชีวิต เพราะเห็นว่าร่างกายเต็มไปด้วยมูตรคูถ จึงได้ฆ่าตัวเองตายไปบ้าง บางรูปก็วานให้ภิกษุอื่นฆ่าตนบ้าง ส่วนภิกษุอีกเหล่าหนึ่งได้จ้างวานให้มิคคลัณฑิกสมณกุตต์ให้ช่วยฆ่าตัวตาย โดยให้บาตรและจีวรเป็นรางวัล มิคคลัณฑิกสมณกุตต์นั้นได้ฆ่าพระตายไปเป็นจำนวนมาก ต่อมาพระพุทธเจ้าจึงบัญญัติการฆ่าผู้อื่นเป็นอาบัติปาราชิก ส่วนการฆ่าตัวเองตายเป็นอาบัติทุกกฏ
หรือแม้แต่การที่ครูปุราณกัสสปะได้ใช้ก้อนหินแขวนคอตนเอง กระโดดลงน้ำฆ่าตัวตายจากการอับอายต่อเรื่องที่ตนไม่สามารถแสดงฤทธิ์ได้หลังจากที่พระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์ นี่ก็เป็นแง่มุมทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงการฆ่าตัวตายของสังคมอินเดีย ซึ่งก็หมายความว่า มีการฆ่าตัวตายด้วยวิธีการต่างๆ อยู่ในขณะนั้น
ประเด็นที่ ๒ การฆ่าตัวตายเป็นปาณาติบาตและเป็นบาปหรือไม่

จากหลักฐานทางคัมภีร์แสดงว่า “การที่ฆ่าตัวตายไม่ถือว่า “ผิดศีลข้อปาณาติบาต” เพราะไม่เข้าเกณฑ์องค์ประกอบแห่งปาณาติบาตข้อ “ปาณสญฺญิตา” “รู้ว่าสัตว์มีชีวิต” หมายถึงการรู้ว่าสัตว์อื่นมีชีวิตไม่ได้หมายเอาตนเอง ดังนั้นการฆ่าตัวตายเป็นเพียงอาบัติทุกกฏ คือการฆ่าตัวตายเป็นสิ่งไม่ควรทำเท่านั้นเอง

ประเด็นว่า แต่การฆ่าตัวเองตายนี้ทำให้ไปสู่อบายหรือไม่ ประการแรกต้องทราบความจริงว่า ร่างกายสังขารนี้ต้องมีอันเป็นไป ดับไป สลายไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง ทั้งเป็นเพราะกรรมตัดรอน คือตายเพราะถูกทำให้ตายก่อนหมดอายุ หรือตายเพราะหมดอายุขัย แก่ตาย ดังนั้น ไม่ได้มีเกณฑ์ว่า การที่ร่างกายนี้สิ้นไปจะด้วยสาเหตุใดก็ตามต้องไปสู่อบายหรือไม่ แต่มีเกณฑ์ว่า ถ้าหากก่อนจุติจิต จิตเป็นอกุศล เศร้าหมองด้วยกิเลสครอบงำ ปฏิสนธิจิตก็นำไปสู่ทุคติ “จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา” แปลว่า “เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันหวังได้” แต่ถ้ากลับกันก่อนสิ้นชีวิตจิตมีสติ พิจารณาบุญกุศลที่ตนทำ พิจารณาความตายเป็นอารมณ์ หรือแม้แต่ไม่ทันได้พิจารณาแต่บุญกุศลในชาติก่อนส่งหนุน ก็ทำให้เกิดในสุคติภูมิได้ “จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคฺคติ ปาฏิกงฺขา” แปลว่า “เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้” ความตายไม่ใช่สาเหตุ แต่จิตขณะตายเป็นสาเหตุ เพียงแต่การทำลายตนเองเป็นสิ่งไม่ควรทำเท่านั้น ทำไมจึงไม่ควรทำลาย เพราะขันธ์ในความเป็นมนุษย์นี้มีคุณค่า มีประโยชน์สำหรับการใช้เป็นเครื่องมือเข้าถึงธรรม นอกเหนือจากนั้น การพิจารณาความตายซึ่งเป็นเวทนาอันกล้าสามารถนำไปสู่การบรรลุธรรมได้ด้วย ดังกรณีของพระฉันนะ พระวักกลิ และพระโคธิกะเป็นต้น ซึ่งอาพาธแล้วฆ่าตัวตาย แต่ก่อนตายท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ทําให้จิตของท่านดับไปพร้อมกับการบรรลุธรรมขั้นสูงของพระพุทธศาสนา

ประเด็นที่ ๓ การฆ่าตัวตายของอรหันต์
การใช้คำว่า ฆ่าตัวตายสำหรับพระอรหันต์นั้นไม่ถูกต้องตามถ้อยคำนัก เนื่องจากถ้อยคำนี้สื่อไปสู่ความเข้าใจที่ทำให้ปุถุชนคนทั่วไปเข้าใจตามบริบทของตน ไม่ได้เข้าใจตามบริบทของพระอรหันต์ เหมือนกับคำว่า พระภิกษุออกกำลังกาย คำว่า ออกกำลังกายเป็นคำที่ใช้กับชาวบ้านที่เข้าใจทั่วไป ซึ่งไม่ได้ใช้กับพระ แต่ถ้านำมาใช้กับพระก็อาจทำให้เข้าใจไปในทางที่ผิดได้ แล้วทุกคนก็ลงความเห็นว่า พระออกกำลังไม่ได้ การออกกำลังการทางพระภิกษุใช้คำว่า การบริหารขันธ์” หมายถึงการดูแลร่างกายนี้ให้ดำเนินไปด้วยดี กรณีนี้ก็เช่นกัน การใช้คำว่า ฆ่าตัวตายกับพระอรหันต์ไม่ได้ เพราะคำที่ใช้กับพระที่ฆ่าตัวตายในที่นี้ใช้คำว่า “วิโมกขา สุวิมุตโต” ซึ่งแปลว่า ปลดเปลื้องขันธ์ ดังที่พระวักกลิตั้งใจที่จะฆ่าตัวตายด้วยตนเอง

ถามว่า แล้วพระอรหันต์ปลดเปลื้องขันธ์นี้ สละขันธ์นี้ได้หรือ? ตอบว่า ได้ ซึ่งพอใช้คำว่า พระอรหันต์ฆ่าตัวตายได้หรือไม่ คำตอบที่ออกมาก็คือ ไม่ได้ การที่พระอรหันต์จะปลดเปลื้องสละขันธ์นี้นั้น ต้องอยู่ในความเหมาะสมกับกาลเวลาที่จะสละขันธ์นี้ ความเหมาะสมนี้ไม่สามารถจะบอกกล่าวได้ว่า เมื่อไร และก็จะสละขันธ์อย่างไร ในกรณีการใช้อาวุธฆ่าตัวตายเป็นวิธีหนึ่งที่ปรากฏใช้ในพุทธกาล มองว่าเป็นการทำร้ายร่างกายหรือไม่ ก็ตอบว่า คิดตามกรอบของชาวบ้านไม่ได้อีกเช่นกัน ตอบตามวิสัยชาวบ้านก็คือ ใช่ แต่ถ้าเป็นวิสัยของพระอรหันต์นั่นเป็นวิธีที่รวดเร็วอย่างหนึ่ง คือใช้วิธีนำของมีคมมาปาดคอตนเอง เป็นเพียงกระบวนการให้สิ้นไปซึ่งขันธ์ไม่ได้ทำร้ายร่างกายตนเอง ในพุทธกาลนั้น แท่นศิลาดำ ณ ข้างเขาอิสิคิลิ ดูเหมือนจะเป็นที่ปลงชีวิตของพระภิกษุอยู่เหมือนกันเพราะมีปรากฏหลายรูปใช้ที่นี้เป็นที่สละขันธ์ เพื่อความหลุดพ้น นอกเหนือจากนั้นจะเห็นได้จากการสละร่าง หรือการปลดเปลื้องขันธ์นี้ก็ยังใช้วิธีอื่นด้วย เช่น พระอานนท์ได้เข้าเตโชธาตุแยกร่างกลางอากาศแบ่งให้ญาติทั้งสองฝ่าย ดังนั้นการปลดเปลื้องขันธ์ไม่ได้หมายความว่า เป็นการกระทำของวิภวตัณหา คือความไม่อยากที่จะมีชีวิตอยู่ หรือแม้แต่ไม่อยากที่ได้รับการเป็นอยู่ในสภาพนั้นๆ ดังที่เข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปุถุชนไม่อาจหยั่งทราบภาวะของพระอรหันต์ได้เลยว่า เหตุใดจึงทำเช่นนั้น ไม่ทำเช่นนั้น เพราะบางครั้งทำในเรื่องเดียวกันลักษณะเดียวกัน แต่การทำของปุถุชนนำไปสู่ทุคติ แต่การทำของพระอรหันต์ไม่มีผลใด เพราะการกระทำของพระอรหันต์เป็นเพียงกิริยาอาการเท่านั้น นำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้

ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนามีคำว่า ชีวิตสมสีสีพระอรหันต์ คือ ได้บรรลุพระอรหันต์ในขณะที่กำลังนิพพาน ได้แก่คือจุติจิตที่เกิดขึ้นต่อจากการพิจารณามรรค ผล นิพพาน และกิเลสที่ประหารสิ้นแล้วในขณะนั้น มักใช้กับพระอรหันต์ที่เปลื้องชีวิตตนเอง และยังใช้วิธีอภิญญาสมนันตรวิถี หมายถึง จุติจิตที่เกิดขึ้นต่อจากอภิญญาวิถีที่แสดงอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ คือการแสดงฤทธิ์ก่อนนิพพาน

สรุป
การปลดเปลื้องสังขารของพระอรหันต์นั้นเป็นอีกลักษณะหนึ่งของการสิ้นไปแห่งชีวิต ไม่ว่าจะด้วยการฆ่าตัวตาย หรือด้วยวิธีใดๆ ทั้ง ๕ วิธีแห่งการนิพพาน ในประเด็นเรื่องการฆ่าตัวตายไม่ใช่เป็นเพียงแง่มุมทางจริยธรรมเท่านั้น แต่เป็นแง่มุมทางการบรรลุธรรมด้วย ไม่ใช่มีแต่มุมของปัญหาชีวิตเท่านั้น แต่มีมุมของการปลดเปลื้องสังขารด้วย จุดที่สำคัญต่อประเด็นเรื่องนี้ก็คือ การใช้ความตายหรือความสิ้นไปแห่งสังขารนี้อย่างไร เป็นคุณหรือเป็นโทษต่อตนเองและผู้อื่น และก็ยังมีประเด็นความเหมาะสมแห่งกาลเข้ามาประกอบด้วย ว่ากาลไหนทำได้ กาลไหนทำไม่ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นวิสัยของพระอรหันต์ทั้งหลาย เพียงแต่ให้รับทราบว่ามุมมองด้านการฆ่าตัวตายของชาวบ้านนั้นอย่างหนึ่ง การสละขันธ์ของพระอรหันต์นั้นอย่างหนึ่ง

วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2552

พุทธศาสนาในเนปาล





















บทความนักศึกษา ปเอก พุทธสาสน์ศึกษา
พุทธศาสนิกชนทั่วไปมักจะมีความรู้ในประวัติของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ว่าทรงประสูติที่ลุมพินีวัน เป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโทธนะกษัตริย์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ และพระมารดาสิริมหามายาพระราชธิดาของกษัตริย์กรุงเทวะทะหะซึ่งเป็นดินแดนในชมพูทวีปยุคพุทธกาล แต่หากถามว่าประเทศเนปาลในปัจจุบันมีความสำคัญอย่างไรต่อพระพุทธศาสนา? เชื่อว่าพุทธศาสนิกชนจำนวนไม่น้อยที่อาจเกิดความงุนงงสงสัยว่าเนปาลมีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาด้วยหรือ เพราะได้รับรู้มาว่าเหตุการณ์สำคัญๆทางพุทธประวัติในยุคพุทธกาลล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นในชมพูทวีปทั้งสิ้น แต่ถ้าบอกว่าสถานที่ประสูติและเมืองพุทธบิดาและพุทธมารดาของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าดังกล่าวปัจจุบันอยู่ในประเทศเนปาล แน่นอนว่าทุกคนต้องยอมรับในทันทีว่าประเทศเนปาลมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาเพราะเป็นหนึ่งในสี่ของสังเวชนียสถานสำคัญของพระพุทธศาสนา( สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน) ดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงถึงสถานที่ควรสังเวช 4 ที่หากภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกาได้จาริกไป มีจิตเลื่อมใส เมื่อตายลงก็จะเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์ ( มหาปรินิพพานสูตร ในทีฆนิกาย มหาวรรค ) นั่นเอง

ในยุคสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชนอกจากจะเสด็จไปสักการะสถานที่ประสูติพร้อมกับได้ให้
จารึกศิลาเป็นหลักฐาน ณ ลุมพินีวันดังที่ได้กล่าวไว้ในส่วนแรกแล้วนั้น พระองค์ยังได้สร้างคุณูปการแก่พระพุทธศาสนาในดินแดนพุทธภูมิแห่งนี้ด้วยการยกพระราชบุตรีพระนามจารุมตีให้อภิเษกกับเจ้าชายเทวปาลแห่งราชวงศ์เนปาลพร้อมกับได้นำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ผ่านชนชั้นสูงของเนปาล แล้วยังขยายต่อไปถึงทิเบตผ่านการอภิเษกสมรสระหว่างสองราชวงศ์ในกาลต่อๆมาจนทำให้พระพุทธศาสนากลายเป็นศาสนาประจำชาติของทิเบตอย่างมั่นคงมาจวบจนปัจจุบัน

นอกจากจะนำพระพุทธศาสนาเข้าไปตั้งมั่นในเนปาลผ่านความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์แล้ว
พระเจ้าอโศกมหาราชยังได้ส่งคณะพระสมณะทูตนำโดยพระมัชฌิมเถระไปประกาศพระพุทธศาสนา(เถรวาท)แก่ประชาชนชาวเนปาลจนเกิดความเลื่อมใสจนทำให้พระพุทธศาสนาเริ่มเจริญรุ่งเรืองในเนปาลอย่างแพร่หลายทั้งชนชั้นสูงและชนทั่วไป จึงกล่าวได้ว่ายุคทองของพระพุทธศาสนาหลังพุทธกาลในเนปาลได้เริ่มต้นในยุคสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชด้วยกลยุทธ์การเผยแผ่อันแยบคายนี้เอง เมื่อได้กล่าวถึงกลวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระเจ้าอโศกมหาราชดังกล่าวแล้วจำเป็นต้องย้อนกลับไปศึกษาพุทธวิธีการประกาศพระศาสนาในยุคพุทธกาลเป็นการเปรียบเทียบระหว่างสองยุคสมัยที่ถือว่าพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอย่างมั่นคงเพื่อให้เกิดภูมิปัญญายิ่งขึ้นกล่าวคือ วิธีการประกาศศาสนธรรมของพระบรมศาสดานั้นจะทรงเลือกที่จะเผยแผ่แก่ชนสองกลุ่มต่อไปนี้ก่อน ได้แก่

1. นักบวช ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มุ่งดีและเป็นผู้คงแก่เรียนมาแล้วในศาสนาอื่น
2. คฤหัสถ์ที่เป็นหัวหน้าคน เช่น พระมหากษัตริย์ มหาอำมาตย์ และพราหมณ์
คฤหัสถ์ซึ่งเป็นผู้คงแก่เรียน

ทั้งนี้เพราะทรงเห็นว่าบุคคลทั้งสองประเภทดังกล่าวเป็นผู้มีพื้นฐานความรู้และความตั้งใจดี
และเมื่อบุคคลเหล่านี้ได้ดวงตาเห็นธรรมและรับนับถือพระพุทธศาสนาแล้ว คนอื่นๆในอาณัติหรือสาวกก็จะนับถือตามไปด้วยหรือไม่ก็จะเกิดความสนใจใคร่รู้ นอกจากนี้พระพุทธองค์ยังทำให้พระพุทธศาสนาไม่ไปข้องแวะกับการเมืองและมีความปลอดภัยเพราะทรงมุ่งประกาศผ่านผู้มีอำนาจในบ้านเมืองจึงได้รับการคุ้มครองและสนับสนุนจากชนชั้นปกครองนั่นเอง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองยุคหลังพุทธกาลกว่า 300 ปีอีกครั้งนั้น นอกจากจะเกิดจากมีผู้นำที่เป็นพุทธมามกอย่างมั่นคงดังเช่นพระเจ้าอโศกมหาราชแล้ว พระองค์ยังได้อาศัยกุศโลบายการเผยแผ่ตามแนวทางของพระพุทธองค์มาใช้อีกด้วยคือการเผยแผ่ผ่านชนชั้นสูงที่เป็นผู้นำด้วยการผูกความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์ควบคู่ไปกับการเผยแผ่ในระดับมวลชนโดยพระธรรมทูต รวมถึงการใช้พระราโชบายการปกครองแบบ ‘ ธรรมาธิปไตย ’ มาเป็นเครื่องมือการปกครองอาณาจักรด้วยการใช้หลักพุทธธรรมประยุกต์ให้สังคมเกิดความสงบร่มเย็นตามหลักธรรม ‘ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม ’ [1]

กลยุทธ์การเผยแผ่พระศาสนาที่เคยประสบความสำเร็จอย่างสูงนี้ควรนำมาปรับใช้เป็น
แบบอย่างสำหรับการเผยแผ่ในยุคโลกาภิวัตน์ด้วย โดยเฉพาะการมุ่งไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เป็นปัญญาชนและชนชั้นผู้นำสังคม / ชุมชนเป็นลำดับแรกรวมทั้งการเผยแผ่พุทธธรรมที่กลุ่มเป้าหมายสามารถนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในปัจจุบันเป็นลำดับแรก แม้ว่าประเทศไทยจะยึดถือเป็นราชประเพณีว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกอยู่แล้วก็ตาม แต่เนื่องจากพัฒนาทางการเมืองการปกครองที่ต้องอนุวรรตไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้ความเป็นพุทธมามกโดยพระราชประเพณีนั้นจึงเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่สืบทอดมาแต่โบราณเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไปที่เป็นพุทธศาสนิกเพียงการสืบทอด ดังนั้นหากมีการผลักดันให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ กำหนดให้ผู้นำประเทศต้องนับถือพุทธศาสนา และมีการนำหลักพุทธธรรมไปปรับใช้เป็นกฎหมายเพื่อจูงใจหรือผลักดันให้มีการดำเนินชีวิตตามแนวพุทธธรรมอย่างเข้มงวดจริงจังด้วยแล้ว เชื่อได้ว่าพระพุทธศาสนาจะยังมีความมั่นคงอยู่ในประเทศไทยอีกตราบนานเท่านาน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเทศเนปาลจะมีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาในฐานะเป็น
สังเวชนียสถานหนึ่งในสี่แห่งจากการเป็นสถานที่ประสูติของพระบรมศาสดาและเป็นที่ตั้งของเมืองพุทธบิดาและพุทธมารดาที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นดินแดนที่ให้กำเนิดพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับกรุงเยรูซาเล็มอันเป็นสถานที่เกิดของพระเยซูผู้ไถ่บาปของคริสตศาสนิกดังกล่าวแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพระพุทธศาสนาจะมีความรุ่งเรืองมั่นคงในดินแดนพุทธภูมินี้ ตรงกันข้ามเนปาลกลับต้องเผชิญกับปัญหาความผันผวนทางสังคมและอิทธิพลจากสถานการณ์ต่างๆจากชมพูทวีปจนในที่สุดพระพุทธศาสนาที่สืบทอดมาแต่ดั้งเดิมจำต้องปรับเปลี่ยน

ตามสภาพอิทธิพลกระแสต่างๆเพื่อความอยู่รอดจนแทบจะสูญสลายไปจากดินแดนพุทธภูมิแห่งนี้เช่นเดียวกับความเสื่อมสลายไปของพระพุทธศาสนาในดินแดนชมพูทวีป

ทั้งนี้ เหตุการณ์และสถานการณ์ที่ยังความผันผวนที่ส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาใน
ประเทศเนปาลเกิดขึ้นได้อย่างไร? และปัจจุบันพระพุทธศาสนามีสถานภาพเช่นไร? และจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไรในดินแดนอันเป็นชาติภูมิของศากยวงศ์แห่งนี้นั้น จะได้นำเสนอเป็นลำดับต่อไป
[1] ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม (มาใน องฺ อฎฺฐก. 23 / 144 / 289 ) เป็นหลักธรรมอันอำนวยประโยชน์สุขในปัจจุบันที่บุคคล
พึงปฏิบัติให้ถึงพร้อม 4 อย่างคือ อุฏฐานสัมปทา(ถึงพร้อมในความขยันหมั่นเพียรในการงานอันสุจริต) อารักขสัมปทา(ถึง
พร้อมด้วยการรู้จักรักษาโภคทรัพย์หรือผลงานที่เกิดจากความขยันหมั่นเพียรไม่ให้เสื่อมเสีย) กัลยณมิตตตา(ถึงพร้อมด้วยมิตร
ที่เป็นคนดีมีศีลธรรม) และสมชีวิตา(ถึงพร้อมด้วยความเป็นอยู่และการใช้จ่ายที่เหมาะสมแก่ฐานะ)
(อ่านต่อใน phd.mbu.ac.th)

วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Dhamma Talk
















กิจกรรม เสวนาธรรมาธิปไตยในพุทธวจนะ
เป็นกิจกรรมของนักศึกษาศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา รุ่นที่ ๓
มีวิทยากรคือ พระคึกฤทธิ์ โสตถิผโล
ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
อาจารย์อำนวย สุวรรณคีรี
ดำเนินการเสวนาโดย ดร.คงชิต ชินสิญจน์
๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๒

วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2552

คัมภีร์ห่วงโซ่จักรวาล (๕)


บทที่สอง
ทุรชน

อาทิตย์ลับเหลี่ยมเขาลูกหนึ่ง จนกลายเป็นร่มเงาธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ทำให้ความร้อนผ่อนคลายลงบ้าง ในยามเที่ยงเช่นนี้ประกายแสงอันเจิดจ้าร้อนแรงแผดเผาสรรพสิ่ง ต้นไม้ใบหญ้าไหม้เกรียม


นั่นเป็นความสมดุลแห่งชีวิตเช่นกัน บางครั้งก็สงบเย็น บางครั้งก็เล่าร้อน บางครั้งก็แทบไม่อยากเชื่อและนึกไม่ถึงว่า แท้จริงยังมีเรื่องราวเช่นนี้อยู่หรือ? เพราะโลกเป็นจริงเช่นนี้จึงมีผู้คนร้องไห้ และผู้คนจึงหัวเราะ


ทินเล่อยากตั้งคำถาม ไฉนดวงอาทิตย์ที่นี่กับดวงอาทิตย์ที่ดินแดนของตนจึงแตกต่างกัน? ใช่ดวงอาทิตย์ดวงเดียวกันหรือไม่ ใยดวงอาทิตย์ที่ราลโปช่างส่องแสงนุ่มนวล ดุจมีน้ำใจ สายลมก็เย็นบางครั้งก็เหน็บหนาว แต่ที่นี่กลับรุนแรง แผดร้อน สาดแสงลงมาคล้ายดั่งต้องการเผาใหญ่ทุกสิ่งบนโลกมอดไหม้เป็นจุณ


ต้นไม้บนภูเขาเตี้ยๆ ก็เป็นเพียงต้นไม้เล็กๆ กระแสลมได้พัดม้วนฝุ่นสีแดงคละคลุ้งกระจายไป สายลมหอบเอาไอร้อนกระทบใบหน้า ทำให้พลอยเกลียดสายลมที่เคยรักมาแต่เดิม
นี่เป็นดินแดนใด?!
หรือนี่คือ…..ทะเลทราย

เพียงชั่วครู่ที่ได้หลบร้อนอยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งภูเขา ช่วงเวลาเช่นนี้มักผ่านไปรวดเร็ว ไม่นานดวงอาทิตย์โผล่ออกมาเยือนมันอีก คล้ายดั่งสาดส่องเพื่อมันเพียงผู้เดียว
ผู้คนมักเป็นเช่นนี้ ในยามประสบทุกข์
หรือได้รับหายนะมักคาดคิดว่า ไม่มีผู้ใดเลวร้ายกว่าตนอีกแล้ว
ชายร่างกายกำยำสามคนกำลังมุ่งตรงมาที่มันยืนอยู่ ร่างกายพวกมันทำจากเหล็กกล้าหรือไร?
แสงอาทิตย์ไม่อาจทำอะไรพวกมันได้?
ท่าทีที่พวกมันมาคล้ายดั่งหนีบางสิ่งมา
“เจ้าจะไปในหมู่บ้านหรือ?” ชายผู้หนึ่ง นุ่งเพียงผ้าผืนเปราะเปื้อนฝุ่นผืนหนึ่ง เอ่ยถามอย่างร้อนรน
“ใช่” มันตอบอย่างไม่แน่ใจนักว่า ชายผู้นี้มีจุดประสงค์ใด “ข้าเพียงอยากได้อาหาร อยากได้น้ำดื่ม และอยากอาศัยร่มเงาพักผ่อนเท่านั้น”
“ไม่ว่าเจ้าจะมีจุดประสงค์ใด พวกเราขอบอกเจ้าว่า อย่าได้ไปดีกว่า ไปกับพวกเราเถอะ”
“ทำไมเราต้องไปกับพวกท่าน”
“เพราะนี่คือ ทางรอด”
“ทางรอดใด?” มันยิ่งสงสัยมากขึ้น
“ภายในหมู่บ้านถูกพวกทหารมองโกลทำลายไปแล้ว พวกมันต้อนผู้คนไปทำงานในค่าย พวกมันกำลังจะทำสงครามกับเมืองปุรุสปุระ”
“ทำไมท่านจึงหนีมาได้”
“เพราะพวกเราไม่ได้อยู่ในหมู่บ้าน” ชายอีกคนหนึ่งกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ คล้ายการจากมาของมันเป็นความผิดฉะนั้น
“แล้วผู้อื่นเล่า!”
“เจ้าอย่าได้ถามเลย” ชายอีกคนหนึ่งชิงตอบขึ้น “ขอเตือนเจ้าอย่าได้ไปเท่านั้น”
“ขอบคุณในความหวังดีของพวกท่าน” ทินเล่ กล่าวขอบคุณพวกมัน พร้อมทั้งให้เหตุผล “ข้าไม่ใช่พวกทหาร ไม่ยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด ข้าต้องการเดินทางไปสู่วิกรมศิลา คงไม่เป็นไร พวกท่านไปเถอะ”
“เจ้าประเมินผู้อื่นเป็นวิญญูชนเกินไป” กล่าวเสร็จพวกมันจึงหลีกไปโดยเร็ว “อย่าได้บอกว่าเจอพวกเราละ”
“การประผู้อื่นเป็นวิญญูชนมีที่ใดไม่ดี?” ทินเล่ไม่ทันกล่าวคำนี้ออกไป แต่มันก็คิดไม่ออกว่า การมองผู้อื่นในแง่ดีนั้นไม่ดีตรงไหน
วิญญูชน มักประเมินผู้อื่นมีจิตใจงดงามเช่นตน


หารู้ไม่ว่ายังมีคนที่ตนคาดคิดไม่ถึงอีกมากนักด้วยเหตุนี้วิญญูชน มักถูกทำร้ายอยู่เสมอ