วันอังคารที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2561



๙. ขันธญาณปกาสินี

กองขันธ์พลันมี ณ ที่ไหน
อาศัยเชื้ออะไรจึงไม่ดับ
หมดสิ้นสิ่งไหนจึงหายลับ
ญาณจับจึงรู้เชื้ออยู่นี่
เพราะมีอวิชชาเป็นอาหาร
ไหลสู่ท่อธารความทุกขี
วนเวียนเก่าใหม่อยู่ในที
ฉะนี้เสมอกันเทพสัตว์คน
อาศัยวิราคะอวิชชาดับ
สายโยงร่วงลับมากับผล
กองทุกข์สลายไปจากตน
หลุดพ้นเพราะเพียรไม่เปลี่ยนใจ
สัจธรรมล้ำค่าบนผืนโลก
คือทางสิ้นโศกนำทุกข์ใส่
แจ่มแจ้งขันธญาณะนัย
ฝากไว้แด่ชนฝึกฝนเทอญ

         
          ทศพลญาณและเวสรัชชญาณของพระพุทธเจ้า เป็นญาณปัญญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์ผู้หนึ่งจะพึงมีได้ เป็นญาณที่ทะลุปรุโปร่งในขันธ์แต่ละขันธ์อย่างไม่มีอะไรติดค้างหลงเหลือ ไม่ว่าจะเป็นขันธ์ของผู้ใดภายใต้ไตรภูมิ เพราะทุกขันธ์ต่างก็ตกอยู่ภายใต้การอาศัยกันเกิด อาศัยกันดับ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เกิดขึ้นเพราะอะไร ดับไปเพราะอะไร พรหมจักรญาณของพระพุทธเจ้าแทงตลอดขันธ์เหล่านั้น
คำว่า “อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ, อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปชฺชติ. อิมสฺมึ อสติ, อิทํ น โหติ, อิมสฺส นิโรธา, อิทํ นิรุชฺฌติ.” (สํ.นิ. ๑๖/๖๔/๒๘) คำเพียง ๘ คำนี้ คือ “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้จึงดับไป” เป็นมัชเฌนธรรมที่สมบูรณ์ที่สุดในใต้หล้าอันจะหาหลักการใดเสมอเหมือนจะพึงมี ทศพลญาณนี้เห็นแจ้งมัชเฌนธรรรมในขันธ์ ได้ช่วยปลดปล่อยสรรพสัตว์ให้มีทางออกจากวัฏฏะ
ถามว่า “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี ก็อะไรคือสิ่งนี้มี”
ตอบว่า “ก็เพราะอวิชชามี สังขารจึงมี”
ถามว่า “เพราะอะไรเกิด สิ่งนี้จึงเกิด
ตอบว่า “เพราะสังขารเกิด วิญญาณจึงเกิด”
ถามว่า “เมื่อไม่มีอะไร จึงไม่มีอะไร”
ตอบว่า “เมื่อไม่มีวิญญาณ นามรูปจึงไม่มี”
ถามว่า “เพราะอะไรดับไป จึงทำให้อะไรดับไปด้วย”
ตอบว่า “เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับไปด้วย...”
สายหนึ่งเป็นสายเกิด เป็นสายทางที่นำไปสู่ทุกข์ ส่วนอีกสายหนึ่งเป็นสายที่นำไปสู่ความสิ้นทุกข์
เพียงแค่พระดำรัส ๘ ประโยค สั้น ๆ ง่าย ๆ ประกอบกับลำดับปัจจการ ๑๒ ที่แฝงอยู่ภายในขันธ์นี้ พระองค์ตรัสว่า “ธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้ว เป็นธรรมเข้าใจง่าย เปิดเผย ประกาศไว้แล้ว เป็นดุจผืนผ้าเก่า...” (สํ.นิ.๑๖/๖๖/๒๙) ข้อความนี้นั้นสื่อสะท้อนอะไร สื่อสะท้อนให้เห็นว่า ถ้อยคำที่ง่าย ชัดเจนเช่นนี้ เป็นเหมือนกับเรื่องที่เราท่านทั้งหลายเห็นกันอยู่แล้ว แต่ไม่ทราบว่า ขันธ์นี้เกิดดับอย่างไร หรือ เมื่อทราบความเกิดดับอย่างนี้แล้ว จะทำอย่างไรต่อ เป็นเหมือนเราท่านเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นและตกกันเป็นประจำ แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจถึงการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ที่ถูกต้อง หรือแม้กระทั่งนักดาราศาสตร์ที่เข้าใจการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์แล้ว แต่จะทำไงต่อไปกับการหมุนไปของโลกและดวงอาทิตย์ได้ ก็เพียงเข้าใจและปล่อยให้มันเป็นไปอย่างนั้น ดุจดังนักศึกษาพระพุทธศาสนาที่พอจะเข้าใจการเกิดดับของขันธ์ รู้ลำดับของปัจจยการ แต่จะทำยังไงได้ ก็คงตกอยู่ภายใต้คำว่า “รู้หมด อดไม่ได้”
เมื่อทราบถึงหลักการแห่งมัชเฌนธรรม คือ ขันธ์นี้อาศัยเหตุและปัจจัยเกิดดับ เข้าใจกระบวนธรรมเหล่านี้แล้ว จะต้องปรับตนให้เข้าสู่มัชฌิมาปฏิปทา คือ การปฏิบัติสายกลาง เพื่อให้การปฏิบัติของตนสอดคล้องกับหลักการ การปฏิบัติตามหลักทางสายกลางนั้นต้องอาศัยพลังความเพียรขั้นสูง ต้องมีมหาปณิธานอันยิ่งใหญ่ว่า “เนื้อและเลือดในร่างกายจะเหือดแห้งไป จะเหลืออยู่แต่หนัง เอ็น กระดูกก็ตามที ผลใดพึงบรรลุได้ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษ (ปุริสถาเมน) ด้วยความเพียรของบุรุษ (ปุริสวิริเยน) ด้วยความบากบั่นของบุรุษ (ปุริสปรกฺกเมน) (ถ้า) ไม่บรรลุผลนั้น ก็จักไม่หยุดความเพียรของบุรุษ” เพราะถ้าหากไม่มีความตั้งใจสูง ก็ไม่อาจข้ามพ้นพลังผลักดันของสัญชาตญาณไปได้
อะไรคือ พลังสัญชาตญาณของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ได้แก่ “อาหารนิทฺทา ภยเมถุนญฺจ สามญฺเมตปฺปสุภี นรานํ” กล่าวคือ “อาหาร นอนหลับ กลัวภัย และสืบพันธุ์เป็นสามัญของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย”  สัญชาตญาณทั้ง ๔ ประการนี้เป็นพลังผลักดันที่มีอำนาจมาก สรรพสัตว์ทั้งหลายต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของพลังสัญชาตญาณนี้จนหมดสิ้น ที่เลวร้ายถึงกับ “แย่งอาหารกันกิน แย่งถิ่นกันอยู่ แย่งคู่กันพิศวาส แย่งอำนาจกันครอง” ที่ไม่เลวร้ายก็ต้องถูกอาหารบีบคั้นมนุษย์ให้แสวงหามาทานให้ได้ ไม่เพียงเฉพาะอาหารคือคำข้าวเท่านั้น แต่รวมหมายเอาอาหารทั้ง ๔ ด้วย
          เมื่อใดที่ถูกความหิวกระหายบีบคั้น เมื่อนั้นจึงจะรู้ว่า พลังแห่งอาหารนั้นรุนแรงเพียงไหน นั่นยังเพียงแค่อาหารที่เป็นขาทนียะ โภชนียะ เท่านั้น ขยับเข้ามาสู่ผัสสาหารบ้าง เพียงแค่อยู่ห่างโทรศัพท์ก็รู้สึกไม่มั่นใจในชีวิตแล้ว ไปไหนไม่ได้ เมื่อจักขวาหาร โสตาหาร ไม่ได้เสพ จะเกิดอาการกระสับกระส่าย ทำอะไรไม่ถูก ยิ่งปัจจุบัน มือถือเป็นกล่องอาหารชั้นเยี่ยม นี่คือสารเสพติดของมนุษย์ยุคปัจจุบัน การจะออกห่างจากกล่องอาหารเสพติดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายของมนุษย์ ไม่ต้องพูดถึงมโนสัญเจตนาหารและวิญญาณาหาร ที่ละเอียดอ่อนมาก มนุษย์เสพเข้าไปโดยไม่รู้ตัว และเป็นพลังผลักดันที่แฝงอำนาจอยู่ภายในที่ไม่อาจต้านทาน
ข้อควรตระหนักอย่างยิ่งมีว่า “น ภิกฺขเว หีเนน อคฺคสฺส ปตฺติ โหติ, อคฺเคน จ อคฺคสฺส ปตฺติ โหติ.” ประโยคนี้มีความสำคัญอย่างมากทีเดียว “การบรรลุธรรมที่เลิศ ด้วยธรรมอันเลว หามีไม่ การบรรลุธรรมที่เลิศ ด้วยธรรมที่เลิศ จึงมีได้” เปรียบเหมือน การล้างสิ่งสกปรกด้วยน้ำสกปรก หามีไม่ แต่การล้างสิ่งสกปรกด้วยน้ำสะอาด จึงมีได้ การตำหนิผู้อื่น เพื่อให้ตนดี การทำร้ายผู้อื่น เพื่อให้ตนรอด การได้ของคนอื่นมา ให้ตนมั่งมี ไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง การปฏิบัติทางสายกลางในพระพุทธศาสนานั้นเป็นน้ำสะอาด ยิ่งฟอก ยิ่งล้าง ยิ่งชำระ ความหมดจดแห่งจิต ความสะอาดแห่งจิตก็มีมากขึ้น มลทินแห่งขันธ์ก็ลดน้อยลง ย่อมถึงธรรมที่ยังไม่ถึงถึง บรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ ทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่แจ้ง ทางสายกลางเป็นธรรมที่เลิศ เป็นธรรมที่นำไปสู่การบรรลุธรรมที่เลิศได้
ทางสายกลางปฏิบัติอย่างไร ก็ปฏิบัติให้เป็นธรรมสมังคีกับขันธ์ กล่าวคือ การมีสติ สัมปชัญญะ ความเพียรเครื่องเผากิเลส (อาตาปะ) เห็นขันธ์ทำงานสัมพันธ์กันและกัน รู้ทันขันธ์ที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง เห็นจิตคือวิญญาณทำงานร่วมกันกับเจตสิก คือ เวทนา สัญญา สังขาร แสดงอาการผ่านไปสู่รูป ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเคลื่อนไหวอวัยวะ กำกับดูแลให้เกิดความไม่หวั่นไหวไปกับเจตสิก  จนเกิดเป็นอุเบกขาธรรม เป็นศูนยตธรรม เป็นอนัตตธรรม ดังนั้น กระบวนธรรมแห่งจิต เจตสิก รูป และนิพพาน (ว่าง-ดับ) จึงเกิดขึ้นกับขันธ์นี้นั่นเอง โดยอาศัยความเพียร
ข้อสำคัญในขณะที่เวทนาเกิดขึ้นเชื้อแห่งเวทนาโดยเส้นทางจะนำไปสู่ตัณหา ถ้าหากเป็นความสุข  ก็อยากได้ อยากมี อยากเป็น ถ้าเป็นความทุกก็ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น เส้นทางสายเกิดก็ปรากฏขึ้น โดยอัตโนมัติตามเหตุปัจจัยที่อาศัยกันและกันเกิดอย่างนี้ มัชฌิมาปฏิปทาอยู่ตรงนี้ ในขณะที่เวทนาเกิด ก็เห็นเวทนานั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวใช่ตนของเรา มีแต่การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา เวทนาก็เป็นสักว่า เวทนา สัญญา ก็เป็นสักว่า สัญญา สังขารก็เป็นสักว่า สังขาร มีสติ สัมปชัญญะ และความเพียรเห็นอยู่ นี่คือกระบวนการสายดับปรากฏ เป็นทางที่นำไปสู่ความสิ้นทุกข์ ไม่มีอะไรยืนโรงในขันธ์ เป็นแต่กระบวนธรรมล้วน ๆ ที่ทำงานสัมผัสสัมพันธ์จนไม่เหลือช่องว่างให้สรรพสัตว์ได้สังเกตเห็น จึงเข้าใจกันว่า มีบุคคล หรือมีผู้ มีอัตตา แฝงอยู่ในขันธ์ ทำให้ขันธ์เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ได้ตามเจตจำนงของ “ผู้” ที่ซ่อนอยู่ภายในขันธ์นั้น
ความรู้แจ้งในขันธ์เช่นนี้ เรียกว่า ขันธญาณ เป็นทั้งหมดของทสพลญาณ กล่าวคือ รู้ความตื้นลึก หนาบาง ฐานะและมิใช่ฐานะของขันธ์ รู้ถึงการทำงานและผลของการทำงานของขันธ์ รู้ความสิ้นสุดของขันธ์ รู้ต้นราก เหตุปัจจัยของขันธ์ รู้ความเป็นใหญ่ของแต่ละขันธ์ที่ทำงาน รู้ความสั่นไหวของขันธ์ รู้ความเป็นอดีตของขันธ์ รู้ความเป็นอนาคตของขันธ์ รู้ความหลุดพ้นจากอำนาจขันธ์ เพราะการรู้แจ้งขันธ์อย่างนี้ เรียกว่า ขันธญาณปกาสินี จงมีความเพียร บำเพ็ญตนเพื่อรู้ทันขันธ์เถิด เมื่อนั้นความสิ้นไปแห่งทุกข์อย่างสมบูรณ์จึงมีขึ้นได้

         


จบขันธญาณปกาสินี

วันจันทร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561




๘. สมุปปาท-สมุปปันนปกาสินี

นี่คือกฎจักรวาลผ่านปัจจัย
อิงอาศัยกันและกันคอยปั้นแต่ง
ไม่เป็นอื่นเคลื่อนคลาดใครดัดแปลง
เป็นกฎแห่งชีวิตลิขิตคน
ที่ว่ามีก็มีเพียงไม่เที่ยงแท้
มีเพียงแค่เกิดเสื่อมดับอย่าสับสน
กุญแจฟ้าหยิบยื่นให้เพื่อไขกล
เส้นทางพ้นต้นตอทุกข์ทรงปลุกแจง
หมดสงสัยในอดีตชีวิตก่อน
หรือว่าตอนอนาคตหมดจดแหล่ง
ปัจจุบันตัวสรรหามาแสดง
จงรู้แจ้งในกฎธรรมเกิดดับมี


          ความสงสัยในชีวิตนั้นเป็นเรื่องที่มนุษย์มีมาอย่างต่อเนื่องนับแต่อดีตกาล จนมาถึงปัจจุบันและก็จะมีต่อเนื่องไปในอนาคต ผู้คนเฝ้าแต่สืบค้นหาว่า เราและผู้อื่นมาได้อย่างไร มนุษย์คนแรกเกิดมาจากไหน หลายคนพยายามแสวงหาต้นตอ ส่วนนักวิทยาศาสตร์ก็พอจะมีคำตอบอยู่บ้าง เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ส่วนหนึ่งได้สร้างชีวิตขึ้นมาด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการโคลนนิ่ง (Cloning) คือ กระบวนสืบพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศเพื่อคัดลอกลักษณะทางพันธุกรรมให้เหมือนต้นแบบ การทำเด็กหลอดแก้ว หรือการปฏิสนธินอกร่างกาย (IVF : in vitro fertilization) หรือ การทำ Gift (Gamete Intra Fallopian Transfer) เป็นต้น แต่นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ต่างล้วนกระทำไปแบบสำนวนจีนว่า “นกซุ่ม เกาทัณฑ์ซ่อน” คือ มุ่งแต่จะทำไปเบื้องหน้า แต่หารู้ไม่ว่าตนเองกำลังจะถูกกลืนกินอีกที
          ในเรื่องเกี่ยวกับโลกและชีวิตต้นเดิมนี้ จัดอยู่ในคำถาม ๑๐ ประการที่ไม่ควรไปใช้ชีวิตทั้งชีวิตไปมุ่งแสวงหาคำตอบ เนื่องจากเป็นความประมาทในชีวิตโดยแท้ คำถาม ๑๐ ประการได้แก่ (๑) โลกเที่ยง  (๒) โลกไม่เที่ยง (๓) โลกมีที่สุด (๔) โลกไม่มีที่สุด (๕) สรีระ (ร่างกาย) และชีพ (วิญญาณ) เป็นอันเดียวกัน (๖) สรีระ (ร่างกาย) และชีพ (วิญญาณ) เป็นคนละอย่างกัน (๗) ตถาคตจะเกิดใหม่อีกเมื่อตายไป (๘) ตถาคตจะไม่เกิดใหม่อีกเมื่อตายไป (๙) ตถาคตทั้งจะเกิดใหม่และไม่เกิดอีกหลังจากตายไป (๑๐) ตถาคตไม่ใช่ทั้งจะเกิดใหม่และไม่เกิดอีกหลังจากตายไป (ที.ปาฏิ.๑๑/๒๒๕/๒๔๑.) ที่พระพุทธศาสนาไม่ให้เสียเวลาในการไปสนใจวุ่นวายกับเรื่องเหล่านี้เพราะชีวิตนี้สั้นนัก ไม่มีเวลาพอที่จะสืบค้นปัญหาอันยิ่งใหญ่อย่างนี้ เปรียบเหมือนเด็กอนุบาลที่มีความสงสัยความสุขของผู้ใหญ่ อย่างไรก็ไม่อาจรู้ได้เพราะวุฒิภาวะทางร่างกายและสติปัญญายังไม่ถึง มนุษย์ปุถุชนก็เช่นกันไม่อาจรู้ในเรื่องเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน รอตนเองมีวุฒิภาวะที่เข้าสู่กระแส หรือสามารถเปิดกุญแจจักรวาลได้ก่อนจึงจะพอรู้ได้ เข้าใจได้
          จะกล่าวว่า เรื่องโลกและต้นกัปชีวิตนี้ไม่มีในพระพุทธศาสนาหรือ ก็ไม่ใช่ ดังเช่นข้อความในอัคคัญญสูตร พระพุทธเจ้าตรัสถึงกาลเสื่อมสลายไปของโลกและการพัฒนาการของโลกและชีวิตว่า “ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ มีสมัยบางครั้งบางคราว โดยล่วงระยะกาลยืดยาวช้านานที่โลกนี้จะพินาศ เมื่อโลกกำลังพินาศอยู่ โดยมากเหล่าสัตว์ย่อมเกิดในชั้นอาภัสสรพรหม สัตว์เหล่านั้นได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหารมีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้นสิ้นกาลยืดยาวช้านาน
ดูกรวาเสฏฐะและภารทวาชะ มีสมัยบางครั้งบางคราว โดยระยะกาลยืดยาวช้านาน ที่โลกนี้จะกลับเจริญ เมื่อโลกกำลังเจริญอยู่โดยมาก เหล่าสัตว์พากันจุติจากชั้นอาภัสสรพรหมลงมาเป็นอย่างนี้ และสัตว์นั้นได้สำเร็จทางใจ มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเอง สัญจรไปได้ในอากาศ อยู่ในวิมานอันงาม สถิตอยู่ในภพนั้นสิ้นกาลยืดยาวช้านาน ก็แหละสมัยนั้นจักรวาลทั้งสิ้นนี้แลเป็นน้ำทั้งนั้น มืดมนแลไม่เห็นอะไร ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ยังไม่ปรากฏ ดวงดาวนักษัตรทั้งหลายก็ยังไม่ปรากฏ กลางวันกลางคืนก็ยังไม่ปรากฏ” (ที.ปาฏิ.๑๑/๑๑๙/๘๘-๘๙)
จากจุดนี้แสดงให้เห็นต้นกำเนิดของโลกที่ล่มสลายไปและเริ่มวิวัฒนาการขึ้นมาใหม่ กลุ่มสัตว์ที่มาอุบัติบนโลกนี้กลุ่มแรกคือ อาภัสสรพรหมที่ลงมากินง้วนดินจนทำให้มีสภาพร่างกายและจิตใจเปลี่ยนแปลงไป ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรนี้เช่นกันว่า “สัตว์ทั้งหลาย ปรากฏชื่อแต่เพียงว่า สัตว์เท่านั้น...เกิดง้วนดินลอยอยู่บนน้ำทั่วไป...เหมือนนมสดที่บุคคลเคี่ยวให้งวด แล้วตั้งไว้ให้เย็นจับเป็นฝาอยู่ข้างบน...แล้วเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดู เมื่อเขาเอานิ้วช้อนง้วนดินขึ้นลองลิ้มดูอยู่ ง้วนดินได้ซาบซ่านไปแล้ว เขาจึงเกิดความอยากขึ้น” จากวิวัฒนาการนี้ทำให้เกิดร่างกาย เกิดวิวัฒนาการของโลกติดตามมาดังที่เห็นในปัจจุบัน
ที่นำเรื่องนี้มาไว้ประกอบในเรื่องปฏิจจสมุปาทและปฏิจจสมุปปันนธรรม ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงเหตุและปัจจัยที่เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด ผูกเงื่อนกันจนไม่อาจจะหาต้น หาปลายได้อีกสำหรับชีวิตของมนุษย์ที่เกี่ยวกันกันและกัน จนพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ไม่มีมนุษย์คนใดที่ไม่เป็นญาติกัน” ในวัฏฏสงสารอันยาวนานที่หาเบื้องต้นและสิ้นสุดไม่ได้นี้ เราเวียนว่ายตายเกิดกันมานับไม่ถ้วน ถึงขนาดที่ว่าทุกชีวิตในโลกนี้ที่เกิดมานั้น ไม่มีใครเลยที่ไม่เคยเกิดมาเป็นญาติกัน ภพใดภพหนึ่งในอดีตเราเคยเกิดมาเป็นญาติกันแล้วทั้งนั้น อาจเป็นสามีภรรยา พ่อแม่ ลูก พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา เคยมีความเกี่ยวข้องกันมาแล้วทั้งนั้น การหาชีวิตที่เป็นต้นตอว่าใครเคยเป็นอะไรกับใครในวัฏฏะนี้เป็นเรื่องที่ยากยิ่ง ไม่ควรเสียเวลาไปกับเรื่องอย่างนั้น
การหมุนวนไปมาของกฎวัฏจักรนี้ไม่ใช่ของง่ายที่ใครจะเข้าไปล่วงรู้ถึงกฎเกณฑ์ เหตุปัจจัยของการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในกระแสวังวนแห่งทุกข์ แต่บัดนี้ประตูกลนี้มีกุญแจแล้ว เป็นกุญแจไขปริศนาความซับซ้อนของชีวิตที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาคพระองค์นี้ได้ตรัสรู้นำมาเปิดเผย นำมาแสดง ดังข้อความในปัจจยสูตรว่า “อุปฺปาทา วา ตถาคตานํ อนุปฺปาทา วา ตถาคตานํ ฐิตาว สา ธาตุ ธมฺมฏฺฐิตตา ธมฺมนิยามตา อิทปฺปจฺจยตา ตถาคโต อภิสมฺพุชฺฌติ อภิสเมติ อภิสมฺพุชฺฌิตฺวา อภิสเมตฺวา อาจิกฺขติ เทเสติ ปญฺญเปติ ปฏฺฐเปติ วิวรติ วิภชติ อุตฺตานีกโรติ ปสฺสถาติ จาห” (๑๖/๖๑/๒๕) โดยใจความว่า “ตถาคต เกิดขึ้นก็ตาม ไม่เกิดขึ้นก็ตาม ธาตุอันนั้น คือ ความตั้งอยู่ธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา ความที่มีสิ่งนี้เป็นปัจจัยของสิ่งนี้ ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้น ตถาคตรู้ บรรลุธาตุนั้น ครั้นรู้ บรรลุแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่าย และกล่าวว่า ‘เธอทั้งหลายจงดูเถิด’” พระสูตรนี้ตรงกับธรรมนิยามสูตร คือ พระสูตรว่าด้วยกฎแห่งชีวิต โดยที่ธรรมนิยามนั้นแสดงไว้ส่วนสุดที่เป็นปฏิจจสมุปปันนธรรม คือ ธรรมที่เป็นกฎไตรลักษณ์ ได้แก่ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สำหรับพระสูตรนี้นั้นเป็นกุญแจที่ไขทั้งในเบื้องต้นและเบื้องปลาย เบื้องต้นคือ ปฏิจจสุมปบาทส่วนเบื้องปลายคือปฏิจจสมุปปันนธรรม
ความที่กระบวนธรรมส่งต่อกันและกันที่เรียกว่า “ปฏิจจะ” หรือ “อิงอาศัย” (Dependent) เป็นกระบวนธรรมที่เป็นอยู่อย่างนั้น (ตถตา) ไม่คลาดเคลื่อน (อวิตถตา) ไม่เป็นอย่างอื่น (อนัญญถตา) และเป็นปัจจัยแห่งสิ่งนี้ (สิ่งนี้จึงมี) (อิทัปปัจจยตา) กฎที่ลึกซึ้งนี้ต้องอาศัยพระปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเท่านั้นจึงจะเป็นและนำมาแสดงได้ อะไรเป็นปัจจัยของอะไร และทำให้อะไรมีขึ้น ดุจดังการแปรสภาพไปของวัตถุธาตุบางอย่างด้วยไฟ เช่น น้ำมันละหุ่ง น้ำมันงา เป็นต้น เพราะอาศัยปัจจัยคือความร้อนจึงทำให้เกิดเป็นวัตถุธาตุอีกอย่างหนึ่ง ในที่นี้ เพราะอาศัยชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี เพราะอาศัยภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี เพราะอาศัยอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี เพราะอาศัยตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี...เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี ความเป็นปัจจัยกันอย่างนี้นับเป็นกฎที่สำคัญอย่างยิ่ง เป็นกุญแจดอกสำคัญในจักรวาลที่จะไขออกจากทุกข์ได้

         


จบสมุปปาท-สมุปปันนปกาสินี

วันพุธที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560



๗. นานากรณปกาสินี

สังเกตเหตุแบ่งความแตกต่าง
วิธีวิถีทางที่แก้
ตัณหาแรงผลักเข้ารังแก
พ่ายแพ้ชนะจงมาดู
พาลเล่าหลงเพลินเตลิดล่อง
สุขทุกข์เผากองกายร้องอยู่
เปิดช่องผัสสะทุกประตู
ไม่รู้พรหมจรรย์คืออันใด
บัณฑิตคิดแก้ปิดแผลสด
เวทนาราดรดกำหนดใหม่
ละสิ้นตัณหาตัวพาไป
นี่ใช่ความต่างระหว่างชน

          คำกล่าวว่า “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ” เป็นคำที่ทำให้เห็นชัดว่า ในยามใดที่เกิดสถานการณ์คับขัน ก็จะมีคน ๒ ประเภทนี้เกิดขึ้น คนประเภทหนึ่งยอมแพ้ต่อเหตุการณ์นั้นแบบที่ยังไม่ได้ลุกขึ้นสู้แต่ประการใด เพราะคำนวณแล้วว่า สู้ไปก็เสียเวลาเปล่า ปล่อยให้มันเป็นไปอย่างนั้น แม้หากต้องตาย ก็ตายกันอยู่แล้ว ก็ไม่ใช่เฉพาะเราเท่านั้นที่ต้องเผชิญ คนอื่น ๆ ก็ด้วย
นั่นอาจเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายจึงได้คิดอย่างนั้น แต่มาดูสถานการณ์ปกติบ้าง ก็สื่อสะท้อนถึงคนประเภทนี้ และมีให้เห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ยอมกระทำอะไร โดยคิดว่า ธุระไม่ใช่ ปล่อยให้เป็นภาระของใครสักคนดีกว่า เช่น ถนนหน้าบ้านสกปรก ทุกคนจะปิดประตูเงียบ อยู่แต่ภายในบ้านของตน และบ่นด่าคนที่จะมาเก็บกวาดว่าทำไมไม่มาสักที กลิ่นก็เหม็นเข้ามาในบ้านของทุกคน รอคอยว่าเมื่อใดกลิ่นจะหายไป ความสกปรกจะหมดไป ความคิดนี้ก็กระจายจากบ้านไปสู่ชุมชน สู่สังคม และสู่ประเทศ ในที่สุดก็กลายเป็นประเทศที่รอคอยใครสักคนมาแก้ไข โดยที่ตนเองคอยนั่งดู ยืนดูว่าจะแก้ไขได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็บ่นด่า ถ้าได้ก็ให้ถือเป็นภาระของเขา เขาต้องทำให้ดี
ในทางกลับกัน คนอีกประเภทหนึ่งที่ถือว่า ตนเองต้องรับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าสถานการณ์นั้นจะเป็นระดับไหน ประเด็นอยู่ที่ว่า ตนเองต้องมีส่วนรับผิดชอบ และต่างก็มีความรู้สึกอย่างนี้ร่วมกัน คำว่า “สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ” ในความหมายนี้ไม่ได้หมายถึงวีรบุรุษเพียงคนใดคนหนึ่ง หรือคนเดียว หรือที่เรียกว่า บุรุษขี่ม้าขาวมาช่วย เหมือนในภาพยนตร์ แต่หมายถึง การให้ทุกคนเป็นวีรบุรุษ คือ ทุกคนต้องเตือนตนเองเสมอว่า สถานการณ์เช่นนี้เรานี่แหละคือวีรบุรุษ บุรุษผู้กล้าออกมาขจัดปัญหาร่วมกัน ดังตัวอย่างก่อน คือ สิ่งสกปรกตกถนนหน้าบ้าน ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว ต่างก็ร่วมแรงร่วมใจกันออกมาช่วยทำความสะอาดถนนหน้าบ้านของตน ๆ โดยที่ไม่ต้องรอให้ใครสักคนมาทำแล้วยืนดู ทำเฉพาะส่วนที่เป็นบ้านของตน ๆ เท่านั้นก็พอแล้ว และทุกคนก็เห็นแต่ละบ้านออกมาทำ ใช้เวลาไม่นาน เพียง ๑ ชั่วโมง ความสกปรกและกลิ่นเหม็นก็หายไปทันที นี่คือ ความรับผิดชอบของตนเองที่มีต่อสถานการณ์
จากเหตุการณ์นี้ขยายผลไปถึง สถานการณ์เชิงสังคม บุคคล ๒ ประเภทนี้จะคิดและทำต่างกัน กรณีสถานการณ์อบรมเลี้ยงดูบุตรหลานของตน คนที่มีเงินทองมากก็คิดแต่จะให้ลูกของตนได้รับการศึกษาสูง ๆ จะได้มีโอกาสหาเงินทองได้มาก ๆ จะได้เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี เป็นนักธุรกิจ จะได้มีพนักงานในบริษัทมาก ๆ และทุกคนก็จะคิดเหมือน ๆ กัน ไม่ว่าจะจนหรือรวย แล้วผลักภาระให้กับผู้ที่มีหน้าที่ดูแลลูกหลานของตน ตั้งแต่สถานดูแลเด็กก่อนเกณฑ์ จนถึงสถาบันการศึกษา หวังว่า สถานที่เหล่านั้นจะช่วยบุตรหลานของตนให้เก่ง ให้ดีได้ โดยที่ทุกคนฝากความหวัง และคอยตำหนิ บ่น ด่า ถ้าหากสถานที่เหล่านั้นทำให้บุตรหลานของตนไม่เป็นไปตามคาดหวัง นี่คือ กลุ่มคนที่ผลักภาระรับผิดชอบออกไปจากตนเอง นี่คือ คนประเภทหนึ่ง
ส่วนคนอีกประเภทหนึ่ง ไม่ต้องรอว่าใครจะมาช่วยดูแลบุตรหลานของตน แต่ร่วมมือกันคัดเลือกดูว่า ใครคือคนที่สังคมและชุมชนลงความเห็นจะเป็นผู้มีความสามารถดูแลบุตรหลานของตนในชุมชนที่ดีสุด ดีทั้งความรู้และคุณธรรม ถ้าหากหาไม่ได้ในที่ของตน ก็ต้องลงทุนพัฒนาบุคคลเช่นนั้นขึ้นมาเพื่อให้มาช่วยดูแลบุตรหลานของตน เป็นความร่วมมือกันดูแลบุคลากรในชุมชนให้มีคุณภาพ ทุกคนคิดว่า บุตรหลานของตนนั้นจะต้องได้รับการดูแลที่ดีที่สุดจากบุคคลที่มีความสามารถที่ดีที่สุดที่ทุกคนลงความเห็น แล้วมอบหมายให้คน ๆ นั้น เช่น ผู้ที่อบรมเลี้ยงดูบุตรหลานของเขามีความรู้ มีคุณธรรม มีจิตอาสา ก็เลือกบุคคล ๆ นั้น ไม่ต้องรอให้ใครก็ไม่รู้ที่ตนไม่เห็นวิธีการเลี้ยงดูบุตรหลานมาก่อน และไม่เคยมีประสบการณ์ดูแลเด็กมาก่อนให้มาดูแล นี่คือ คนที่มีความรับผิดชอบร่วมกัน ในอดีตสังคมไทยก็เคยใช้วิธีการนี้ และในประเทศจีนโบราณก็ใช้วิธีการนี้ กล่าวคือ วิธีคัดเด็กที่มีความรู้และความสามารถในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอของตนเข้าไปเรียนในเมืองหลวง หรือไปสอบรับตำแหน่งในเมืองหลวง เช่น ตำแหน่งจองหงวน เพื่อให้ได้คนดีมีความรู้กลับมาดูแลหมู่บ้าน ตำบล อำเภอของตน
ความคิดและการกระทำของบุคคล ๒ ประเภทนี้ ในพระพุทธศาสนาแบ่งออกไว้ชัด เรียกว่า ความคิดและการกระทำระหว่างคนพาลและบัณฑิต อะไรเป็นเกณฑ์พิจารณาลักษณะความแตกต่างของคนทั้ง ๒ ประเภทนี้ ในสถานการณ์ใดก็ตาม ขณะที่ตาเห็นรูป ฟังเสียง สูดกลิ่น ลิ้มรส กายสัมผัส และอารมณ์กระทบจิต เมื่อตนเองถูกอวิชชาขัดขวาง ตัณหาชักนำไปสู่ความสุข ความทุกข์ ก็เสวยสุขทุกข์เหล่านั้นอย่างไม่มีความรู้ว่าอะไร เป็นอะไร คอยแต่เสวยสุข เมื่อมีสถานการณ์ที่เป็นสุข ยึดติดความสุข หวงแหนความสุข ป้องกัน กีดกัน ขจัดคู่แข่งความสุขของตน คอยแต่เสวยทุกข์ เมื่อมีสถานการณ์ที่เป็นทุกข์ อยากหลีกหนี อยากพ้น โทษทุกคนที่ทำให้ทุกข์ โทษชะตา ฟ้า ดิน กรรม หวังคอยว่าจะมีใครมาช่วยเหลือตน เฝ้าคอยเวลาให้ทุกข์หายไป ชีวิตของเขาย่อมล่องลอยไปตามกระแสแห่งสังสารวัฏ ไม่พ้นจากความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไร รำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ กล่าวคือ ไม่มีความรับผิดชอบต่อตนเองอะไรเลย ปล่อยให้เป็นไปตามสถานการณ์ล้วน ๆ เช่นนี้เรียกว่า ลักษณะแห่งคนพาล
ในทางกลับกันกับอีกบุคคลหนึ่ง เมื่อสถานการณ์บีบคั้นเพราะตาเห็นรูป หูฟังเสียง จมูกสูดกลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องสัมผัส และอารมณ์กระทบจิต เมื่อตนเองถูกอวิชชาขัดขวาง ตัณหาชักนำไม่สู่ความสุข ความทุกข์เช่นนี้ ก็รู้ก็เข้าใจสถานการณ์ที่บีบคั้นตนอยู่ ไม่หลงใหลไปกับกระแสแห่งอวิชชาตัณหาที่มาบีบคั้นผัสสะและเวทนา เขาตั้งสติกำหนดเห็นกระแสนั้น เข้าไปจับกระแสแห่งความอยาก ความไม่อยากนั้นไว้ แล้วย่อยสลายกระแสแห่งความอยาก (อภิชฌา) และไม่อยาก (โทมนัส) นั้นด้วยปัญญา คือ ความเห็นแจ้งว่า เวทนานี้เกิดเพราะมีเหตุปัจจัย เวทนาก็สักว่าเป็นเพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา เวทนามีแต่เกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไป เวทนานี้อาศัยผัสสะปรากฏขึ้นเท่านั้น ตั้งอยู่ และดับไป นี่เป็นการประพฤติพรหมจรรย์ เขาจึงไม่ตกไปสู่วังวนแห่งความทุกข์ในภพ ชาติ อีก เช่นนั้นเรียกว่า ลักษณะแห่งบัณฑิต ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “อยํ โข ภิกฺขเว วิเสโส อยํ อธิปฺปายโส อิทนฺนานากรณํ ปณฺฑิตสฺส พาเลน ยทิทํ พฺรหมจริยวาโส” (๑๖/๕๙/๒๕) “ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความแปลกกัน นี้เป็นความแตกต่างกัน นี้เป็นเหตุทำให้ต่างกัน ระหว่างบัณฑิตกับคนพาล กล่าวคือ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์”
คำที่มักได้ยินในขณะที่เกิดเหตุการณ์คับขันจากสิ่งบีบคั้นรอบด้าน ก็คือ “มีสติไว้” เช่นเหตุการณ์รถยางแตกลงเขา ทีมฟุตบอลถูกโหมบุก นักมวยถูกคู่ต่อสู้ได้เปรียบกระหน่ำ นักสนุ๊กเกอร์ถูกวางสนุ๊กหลายชั้น ข้าศึกโจมตีหลายด้าน ปัญหารุมเร้าหลายเรื่อง รัฐบาลถูกฝ่ายตรงข้ามสร้างสถานการณ์ พลัดตกแม่น้ำไหล แต่ละเหตุการณ์นั้นต้องอาศัยความสามารถขั้นสูงในการพยุงเอาตัวให้รอดจากสถานการณ์นั้น ๆ ในแต่ละสถานการณ์ไม่มีเวลาให้คิดมากนัก ต้องอาศัยการตัดสินใจ คนพาลก็มักจะปล่อยให้มันเป็นไปตามสภาพ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด แต่บัณฑิตกลับพิจารณาทางที่ดีที่สุดที่จะพ้นจากสถานการณ์นั้น สติเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการเรียกพละกำลัง ความตื่นตัวขั้นสูงกลับมา จากนั้นก็อาศัยปัญญาดูช่องที่จะพ้นภัย บางครั้งอาจต้องปล่อยให้ไหลไปก่อนในขณะที่พลัดตกน้ำ เพราะไม่อาจฝืนแล้วค่อยหาจังหวะเกาะเกี่ยว บางครั้งอาจต้องอาศัยการยกแขนเป็นการ์ดปกป้องจุดสำคัญไปก่อนของนักมวย บางครั้งยินยอมแทงผิดเสีย ๔ แต้มดีกว่าเสียหายของนักสนุ๊กเกอร์ หรือบางครั้งยินยอมชนสิ่งกีดขวางเพื่อไม่ให้ตกเขา ทุกอย่างนั้นอยู่ในการตัดสินใจของตนทั้งสิ้น
ตัวอย่างสำคัญในเหตุการณ์เรือล่มของพระมหาชนก ชาวเรือคนอื่น ๆ แตกตื่นลนลาน เอะอะโวยวาย คิดคนถึงคนนั้นคนนี้ กล่าวโทษคนนั้นคนนี้ โทษโชคชะตาราศี อ้อนวอนเทพเทวาขอให้ปลอดภัย แต่พระมหาชนก กลับตั้งสติคิดว่า การจะอยู่ในทะเลได้ต้องทำอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะพ้นภัยจากสัตว์ร้ายในทะเล นั่นคือวิธีคิดของบัณฑิต คือต้องหาทางออกให้ได้ ท่านจึงใช้น้ำมันทาตัว และขึ้นบนปลายเสากระโดงเรือ กระโดดไปให้ไกล ๆ จากจุดนั้น เพื่อไม่ให้เป็นเหยื่อของปลาร้าย จากนั้นก็ว่ายไป ๗ วัน ๗ คืน จนเกิดวาทะเด็ดของพระมหาชนกสำหรับผู้ไม่พ่ายแพ้ที่กล่าวแก่เทพธิดาเมขลาว่า
“เทพธิดา เราพิเคราะห์เห็นธรรมเนียมของโลกและอานิสงส์ของความเพียรพยายาม เพราะฉะนั้น ทั้ง ๆ ที่มองไม่เห็นฝั่ง เราจึงพยายามว่ายอยู่ในท่ามกลางสมุทร”
เทพธิดา ผู้ใดรู้ว่างานสุดวิสัยเกินตัวแล้ว ไม่รักษาชีวิตของตน ถ้าผู้นั้นคลายความเพียรเสีย ก็จะพึงรู้ผลของงานนั้น
เทพธิดา คนบางพวกในโลกนี้พิจารณาเห็นผลของความมุ่งประสงค์ของตนจึงประกอบการงานทั้งหลาย การงานเหล่านั้นจะสำเร็จหรือไม่ก็ตามที
เทพธิดา ท่านก็เห็นผลแห่งงานประจักษ์แก่ตนแล้วมิใช่หรือ คนอื่น ๆ พากันจมน้ำแล้ว เราคนเดียวเท่านั้นยังว่ายข้ามอยู่และยังได้เห็นท่านอยู่ใกล้เรา เรานั้นจักพยายามตามกำลังความสามารถจักไปให้ถึงฝั่งแห่งมหาสมุทรด้วยความเพียรอย่างลูกผู้ชาย (ของคน)” (๒๘/๑๒๔-๑๓๑/๒๐๓-๒๐๔)
ประเด็นสำคัญมิใช่อยู่แค่เรื่องความเพียรพยายามเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่า เมื่อมีสถานการณ์บีบคั้นควรทำอย่างไร คนพาลกับบัณฑิตจะกระทำต่างกัน ถ้าหากใช้แนวของคนพาลก็จะง่าย ไม่ต้องทำอะไรเลย และบางครั้งก็อาจต้องต่อสู้กับกลุ่มคนที่มีความคิดเช่นนั้นด้วย ถ้าหากทำอย่างบัณฑิตก็จะพบว่า เป็นเรื่องท้าทายความสามารถ ไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างให้กระแสความอยากย่ำยีอยู่เสมอ ลองฝืนดูบ้าง ทดสอบ ทดลองกำลังกันดูบ้าง หากจะต้องพ่ายแพ้เพราะได้ทดสอบทดลองแล้ว ก็น่าสรรเสริญ น่าประทับใจ อีกประเด็นหนึ่งที่สื่อสะท้อนในเรื่องนี้ก็คือ การไม่ยอมผลักภาระให้ใครคนใดคนหนึ่งต้องรับผิดชอบ ทุกคนต้องรับผิดชอบด้วยกัน สังคมเป็นเรื่องที่ทุกคนดำรงอยู่ สิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยการดำรงอยู่ของทุกคน ถ้าหากผลักภาระให้เป็นเรื่องคนใดคนหนึ่งแล้ว นั่นเท่ากับเป็นการไปประพฤติสิ่งที่ดีที่ควร ผลเสียที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งนั้นมาจากตนเอง อย่าได้กล่าวถึงผู้ใด ให้นับหนึ่งที่ตนเอง “ชะตาอยู่ในกำมือตน มิใช่ผูกไว้ในมือผู้อื่น” ความแตกต่างระหว่างพาลและบัณฑิตวัดกันตรงนี้


จบนานากรณปกาสินี


วันอังคารที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560






๖. ธัมมีกถาปกาสินี

เพียงวาจากล่าวคำเป็นธรรมหรือ
หรือแท้คือคำกล่าวคาดเดาส่ง
คำเสียดแทงมักขะมานะคง
คำไม่หลงเป็นธรรมเพราะคำใคร
วจีธรรมคำพูดพิสูจน์ศัพท์
เพื่อรองรับปฏิบัติยึดมั่นไหม
ทุกองค์ธรรมตามควรทุกส่วนไป
วิราคะเลื่อนไหลนั่นสายธรรม
เหตุปัจจัยเกิดดับมิกลับเกิด
นั่นคือเลิศกถามิพาต่ำ
ชื่อนิพพานวาจาครองค่าคำ
ทุกคืนค่ำคำกล่าวเพื่อเบาบาง

          การเป็น “นักร้อง” “นักพูด” “นักปลุกระดม” “นักบรรยาย” “นักเทศน์” ลักษณะความสามารถพิเศษทั้ง ๕ นี้ต้องกำหนดให้ชัด เพราะบางครั้งนำไปปะปนกันจนทำให้เกิดความสับสนในตัวผู้พูดเอง และในบทบาทที่จะพึงทำ พึงเป็น วาจาหรือการพูดเป็นศาสตร์และศิลป์ประการหนึ่งที่ทำให้เกิดความสำเร็จในชีวิต ผู้ที่มีความรู้ดี แต่ไม่มีวิธีพูด ก็ไม่สามารถสร้างสำเร็จขั้นสูงได้ ในทางกลับกัน ผู้ไม่มีความรู้ดี แต่มีวิธีพูดจนดูดี ก็สามารถสร้างความเชื่อให้กับสังคมจนตนเองได้รับการยกย่องได้ ตัวอย่างมีให้เห็นจำนวนมาก วาทะของหลวงวิจิตรวาทการถึงกับบอกว่า “ถ้าท่านลุกขึ้นยืนพูดต่อหน้าที่ฝูงชนไม่ได้ อย่าปรารถนาเป็นผู้นำ”  ความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ที่มีในตนให้กับผู้อื่นได้รับรู้และเกิดความซาบซึ้ง รู้ตาม และเห็นตามได้มิใช่เรื่องง่าย ดังนั้นจึงเกิดวิชาวาทศิลป์ หรือวาทการขึ้น เพื่อจะได้รู้หลักภาษาและสื่อสารได้อย่างดี ดังคำเรียกขานผู้ที่มีความเก่งในการใช้เสียงในหลากหลายลักษณะตามที่ยกไว้เบื้องต้น ดังนี้
          “นักร้อง” ผู้ที่เป็นนักร้องนั้นจัดอยู่ในผู้มีศิลปะในการสื่อสารขั้นสูงที่สามารถใช้เสียงประกอบทำนอง ดนตรีแล้วทำให้ผู้คนทั้งหลายฟังจนติดหู ประทับใจ รับเอาเพลงนั้นไว้ในสัญญาจนขับร้องตามได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นช่วงอารมณ์สนุก อารมณ์เศร้า อารมณ์ซึ้ง อารมณ์รัก ก็มักนึกถึงบทเพลงนั้น ๆ ขึ้นมา คำของเขากลายเป็นตำนานในแต่ละยุคแต่ละสมัยได้ เช่น พรหมลิขิต สิบหกปีแห่งความหลัง มนต์เพลงคาราบาว เป็นต้น ล้วนแล้วแต่ทำให้ผู้ที่อยู่ในยุคนั้น ๆ จำได้ดี แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของคำที่นักร้องนำมาใช้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต
“นักพูด”  ประเภทนี้จะมีมาก เพราะใคร ๆ ก็พอจะเป็นนักพูดได้ กล่าวคือ พูดแล้วทำให้คนติด อยากฟัง อยากติดตามอีกเมื่อเขาพูด นักพูดที่ไปถึงระดับที่สามารถเป็น “นักทอลค์โชว์” ได้นับว่าเป็นผู้มีศิลปะในการดึงคนให้คล้อยตามสิ่งที่เขาพูดได้อย่างน่าฟัง และทำให้คนจำนวนมากมีส่วนร่วมกับคน ๆ หนึ่ง แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการใช้คำ ผูกคำ เล่นคำ เลียนคำ จนผู้ฟังนั้นทั้งหัวเราะ ทั้งซาบซึ้ง ร้องให้ ทั้งคล้อยตาม ไม่เพียงแต่คำเท่านั้น แม้แต่กิริยาอาการเขาก็แสดงออกไปกับคำ เขาจึงเป็นนักแสดงอยู่ในตัวด้วย นับได้ว่า คำของนักพูดนี้ติดหูอยู่ไม่หาย เช่น “ทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย เพราะไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน” หรือ คำว่า “การกระทำดังกว่าคำพูด” “ผมเป็นคนเดินช้า แต่ผมไม่เคยเดินถอยหลัง” “จินตนาการ สำคัญกว่าความรู้” ทุกครั้งที่เจอปัญหา ให้มองว่ามันเกิดขึ้นมาเพื่อสอนอะไรเรา มันอยากให้เราเรียนรู้อะไรจากมัน” “ถ้าคุณหัวเสีย คุณจะเสียหัว” เป็นต้น คำเหล่านี้เป็นวลีเด็ดของเหล่านักพูดทั้งหลายที่ต้องการให้คนติดในวาทะของเขาจนกลายเป็นคำมีอิทธิพลต่อวิถีคิดและวิธีทำ
“นักปลุกระดม” นักพูดประเภทนี้มักมาในสายการเมืองเป็นหลัก เพราะถ้อยคำที่เขาใช้นั้นนำไปสู่การต่อสู้ฝ่าฟัน เอาชนะคู่ต่อสู้อีกฝ่ายหนึ่ง ต้องการปรับเปลี่ยนอุดมการณ์ ต้องการได้ชัยชนะในการเลือกตั้ง ต้องการดำรงอยู่ในอำนาจนาน ๆ คำของนักการเมืองจึงเป็นเรื่องของการเสียดสี เป็นเรื่องของการปลุกเร้า กระตุ้นต่อราคะ อยากได้ อยากรวย กระตุ้นโทสะ อยากทำลาย ขจัดคู่แข่ง กระตุ้นโมหะ กล่อมให้ทุกคนลุ่มหลงในอนาคต เช่นคำว่า “ข้าพเจ้ายอมทรยศโลก ดีกว่าให้โลกทรยศข้าพเจ้า” “ถึงตาย ก็พูดไม่ได้” “พลังเป็นของประเทศชาติ อำนาจเป็นของปัจเจกชน” “การเมืองไม่มีมิตรและศัตรูถาวร” “หน้าที่ต่างกัน สัมพันธ์เหมือนเดิม” “ขอกันกินมากกว่านี้” “ประชาธิปไตยคือการให้โอกาสเลือกคนที่คุณไม่ชอบน้อยที่สุด” เป็นต้น ทุกคำนั้นจะปลุกให้เกิดความฮึกเหิมเพื่อต่อสู้ ฝ่าฟันไปให้ได้อำนาจมาทั้งนั้นจนทำให้มีวลีเด็ดเชิงภาษาบาลีว่า “วโส อิสฺริยํ โลเก อำนาจเป็นใหญ่ในโลก”
“นักบรรยาย” คำของนักบรรยายก็จะเป็นอีกลักษณะหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงรายละเอียดเชิงความรู้ที่ตนมีอยู่ให้มาก จึงมีคำมักกล่าวว่า มือใหม่พูดทุกอย่างที่มี มือเก่าพูดทุกอย่างที่เตรียม มือเก๋าพูดเฉพาะที่อยากพูด มือเจ๋งพูดเฉพาะที่เวลาอำนวย มือเซียนพูดเฉพาะที่ผู้อยากฟัง คำกล่าวของนักบรรยายโดยมากเป็นคำที่มีในหลักวิชาที่กำหนดไว้ เป็นหัวข้อ เป็นแนวทาง เป็นกฎเกณฑ์ กติกา เป็นคำสอนทั้งของศาสนาและของบุคคลสำคัญทั่วไป เป็นทฤษฎี คำของนักบรรยายจึงราบเรียบ แต่ปนไปด้วยเนื้อหาสาระที่มุ่งหมายผู้เก็บเอาไปตามที่จะเก็บได้ คำของนักบรรยายมักมีว่า “แลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปด้วยกัน” “เรื่องนี้ผมคิดว่า” “หลักเกณฑ์ข้อนี้แสดงให้เห็นว่า” “จากหลักฐานข้อมูลพบว่า” เป็นต้น โดยมากกลุ่มนี้จะมีอยู่ ๒ มาตรฐานคือ อ้างอิงจากที่ใดที่หนึ่ง และขอใช้ความคิดตนเอง อย่างนี้ไปจนจบเรื่อง
“นักเทศนา” เป็นนักแสดงธรรม คำของนักเทศนา คือ คำที่เป็นธรรม การแสดงธรรมเป็นการแสดงคำสำคัญที่สื่อให้ผู้ฟังนั้นเข้าใจในเนื้อหาแห่งธรรมที่เป็นจุดหมายสูงสุดในศาสนา ถ้อยคำของนักแสดงธรรมจึงมีลักษณะพิเศษมุ่งเน้นทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ เรียกว่า ธัมมีกถา คือ ถ้อยคำอันประกอบด้วยธรรม เบื้องต้นผู้แสดงต้องยึดถือหลักแห่งการแสดงธรรม ๕ ประการ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ที่กราบทูลเรื่องการแสดงธรรมของพระอุทายีที่วัดโฆสิตารามว่า “อานนท์ การแสดงธรรมแก่ผู้อื่นไม่ใช่กระทำได้ง่าย ภิกษุเมื่อจะแสดงธรรมแก่ผู้อื่นพึงตั้งธรรม ๕ ประการไว้ในตนแล้วจึงแสดงธรรมแก่ผู้อื่น คือ ภิกษุภิกษุพึงตั้งใจว่า
๑. เราจักแสดงไปตามลำดับ (อนุปุพฺพิกถํ)
๒. เราจักยกเหตุผลแสดงให้เข้าใจ (ปริยายทสฺสาวี)
๓. เราจักแสดงไปด้วยจิตเมตตา (เอ็นดู) (อนุทยตํ ปฏิจฺจ)
๔. เราจักไม่แสดงเพราะเห็นแก่อามิส (น อามิสฺสนฺตโร)
๕. เราจักแสดงไม่กระทบตนและผู้อื่น (อตฺตานญฺจ ปรญฺจ อนุปหจฺจ) (องฺ.ปญฺจก.๒๒/๑๕๙/๒๐๖)
เมื่อผู้แสดงธรรมประกอบด้วยหลักยึด ๕ ประการแล้ว คำใดล่ะที่นับว่าเป็นธรรม เพราะธรรมในพระพุทธศาสนานั้นมีจำนวนมาก แต่สำหรับผู้ที่จะเป็นนักเทศนาได้นั้นต้องเข้าใจจุดนี้เสียก่อน มิฉะนั้นก็จะเป็นได้แค่นักร้อง นักพูดคำคม นักปลุกระดม หรือนักบรรยาย เท่านั้น
พระภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปถามพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า “ผู้ที่จะเป็นธรรมกถึกได้ ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง” พระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบว่า “ชรามรณสฺส เจ ภิกฺขู นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ธมฺมํ เทเสติ ธมฺมกถิโก ภิกฺขูติ อลํ วจนาย...อวิชฺชาย เจ ภิกฺขู นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ธมฺมํ เทเสติ ธมฺมกถิโก ภิกฺขูติ อลํ วจนาย...” (สํ.นิ.๑๖/๔๖/๑๘) หมายความว่า “ภิกษุทั้งหลาย หากภิกษุแสดงธรรมเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับชราและมรณะ...เพื่อดับอวิชชา ควรเรียกได้ว่า “ภิกษุเป็นธรรมกถึก”
คำอันประกอบด้วยธรรมก็ดี ผู้แสดงธรรมก็ดี ย่อมขึ้นอยู่กับการคำว่า “ธรรม” ดังนั้น ธรรมในที่นี้จึงมุ่งหมายเอาปฏิจจสมุปบาทในสายดับเป็นฐาน ผู้ใดแสดงให้เห็นสายดับของวงจรชีวิต คือ ปฏิจจสมุปบาท โดยปฏิโลม ที่ทำให้ผู้ฟังนั้นเห็นความจำเจของโลกที่หมุนวนไปมาอย่างนั้นจนไม่มีที่สิ้นสุด จนเกิดความปล่อยวางจากการยึดมั่นถือมั่นโลก คือ ขันธ์นี้ นี่จึงนับได้ว่า ผู้กล่าวธัมมีกถา เป็นธรรมกถึกโดยแท้ เพราะเมื่อกล่าวธรรมเช่นนี้ย่อมนำไปสู่การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม (ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน) ก็คือ การปฏิบัติที่นำไปสู่ความเบื่อหน่าย คลายกำหนด ดับชรามรณะ ดับอวิชชาต่อไป เมื่อปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว ย่อมนำไปสู่ที่สุดแห่งการปฏิบัติธรรม ก็คือ การดำรงอยู่ในนิพพานปัจจุบัน (ทิฏฺฐธมฺมนิพฺพานปยุตฺโต)
เนื่องด้วยว่า ผู้ที่แสดงธรรมมิได้เน้นจุดนี้จึงทำให้พระพุทธศาสนามีแต่นักพูดเต็มไปหมด เพราะเมื่อมีแต่นักพูดก็จะพบแต่ถ้อยคำไพเราะทั้งหลายเต็มไปหมด โดยเฉพาะปัจจุบันนี้มีการนำคำคมของบุคคลสำคัญ ๆ มาโพสต์ลงในไลน์ ในสื่อโซเชียลมีเดียทุกวัน คำเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นคำของนักพูดที่ประดิดประดอยขึ้นจนงดงาม แต่คำเหล่านั้นไม่นับว่าเป็น “ธัมมีกถา” เพราะไม่นำไปสู่องค์ประกอบและกระบวนการดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ธรรมที่แสดงให้เห็นความดับไปแห่งชราและมรณะ เพราะความดับไปแห่งชาติ ที่ชาติดับไป เพราะความดับแห่งภพ ที่ภพดับไป เพราะอุปาทานดับไป ที่อุปาทานดับไป เพราะตัณหาดับ...จนถึงที่สังขารดับ เพราะอวิชชาดับ เมื่อถ้อยคำอันประกอบด้วยธรรมอย่างนี้มีอยู่ การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนี้ก็จะมีอยู่ เมื่อการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมนี้มีอยู่ ผู้ดำรงอยู่ในนิพพานปัจจุบันนี้ก็จะมีอยู่
การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม หมายถึง การตั้งสติ มีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ อยู่กับธรรม คือ อายตนะ ผัสสะ เวทนา เป็นสำคัญ เพื่อดับเสียซึ่งเชื้อที่ส่งทอดไปหากันและกันจนจะเกิดเป็นตัณหา คือ ความชอบ ไม่ชอบ อยาก ไม่อยาก น่าใคร่ ไม่น่าใคร่ น่าพอใจ ไม่น่าพอใจ น่ายินดี ไม่น่ายินดี มีอุเบกขธรรมกำหนดเห็นความเป็นสัจจะแห่งธรรมเหล่านี้ที่มีแต่ความเกิดดับเป็นธรรมดา เป็นแต่ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา คลายความยึดมั่นถือมั่นเสียในธรรมเหล่านั้นเสีย เป็นการสมควรแก่ธรรม คือ สมควรเบื่อหน่าย คลายกำหนัด เกิดเป็นญาณทัสนะขึ้นในจิต
“ธัมมีกถา” นี้ มิใช่เกิดขึ้นได้โดยง่าย เป็นการตรัสรู้ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในแต่ละพุทธกาล ของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งๆ ที่ตรัสแสดงไว้ มีเพียงหนึ่งเดียวที่มนุษย์ เทพ มาร พรหม ทั้งหลายในยุคนั้น ๆ จึงพึงได้ยินได้ฟัง จากนั้นก็เป็นยุคพุทธันดรที่จะไม่ได้ยินอีกเลย จะนานเพียงไหนไม่ทราบ คำอื่น ๆ ใดนอกจากนี้นั้นไม่ห่างหายไปจากโลกเลย ตราบใดที่มนุษย์ยังสื่อสารกันได้ ก็จะมีคำคม คำให้กำลังใจ คำไพเราะ คำหวานซึ้ง อยู่เสมอมา แต่คำที่ไม่ประกอบด้วยธรรม นำไปสู่การสิ้นทุกข์เลย จงหันมาให้ความสนใจคำอันประกอบด้วยธรรม (ธัมมีกถา) เพื่อการดำรงอยู่ในนิพพานปัจจุบันกันเถิด


          


จบธัมมีกถาปกาสินี