วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554

ลมใจหาย










โศลกที่สิบเจ็ด "ลมใจหาย"


กำหนดรู้ลมหายใจ
รู้สั้นยาวเข้าออก
รู้ชัดลมหายใจใสสะอาด
ใช้ลมหายใจเป็นอารมณ์
มีลมหายใจเป็นเครื่องมือ
เริ่มแรกแจ่มชัด ภายหลังขาดหาย
ลมหายไป ลมใจหาย
แม้แต่หายใจให้ยาวลึก
ก็ทำได้ไม่สะดวก
นั่นแหละคือไร้สั้นยาว
เหลือแต่ลมเข้าออก
แต่ไม่ใช่ไม่หายใจ






ความอัศจรรย์แห่งลมหายใจ เป็นสิ่งเดียวที่มนุษย์อาศัยมันดำรงอยู่ แต่น้อยคนนักที่จะให้ความสำคัญและใส่ใจกับลมหายใจ ทั้งที่ลมหายใจนั้นเป็นปราณรักษาชีวิตของมนุษย์ให้ดำรงอยู่ได้ หรือสิ้นสุดลง ไม่ใช่ไม่ให้ความสนใจอย่างเดียวเท่านั้น แม้กระทั่งการหายใจที่สูดเข้าออกนั้นก็ยังไม่เคยรู้ว่า การหายใจอย่างไรที่ถูกต้อง กล่าวคือ หายใจได้ก็เท่านั้น น้อยนักที่จะหายใจเป็น เหมือนกับคำกล่าวว่า เกิดเป็นคนกับเขาเท่านั้น แต่เป็นคนที่ถูกต้องนั้นไม่รู้เป็นอย่างไร เกิดมาก็หายใจได้เท่านั้น แต่การหายใจเป็นนั้นไม่แน่ว่าจะทำได้ เพราะการหายใจเป็นต้องได้รับการฝึก ไม่ใช่ทำกันได้โดยทั่วไป




ศิลปะต่างๆ ที่ใช้แรงกายล้วนแล้วแต่ต้องผ่านการฝึกลมหายใจทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง การชกมวย คาราเต้ การร้องเพลง การว่ายน้ำ เป็นต้น ถ้าหายใจไม่ถูกต้องก็ไม่สามารถที่จะรังสรรค์ศิลปะนั้นๆ ให้ถึงขีดขั้นสูงสุดได้ บ้างหายใจที่คอ ที่อก ที่ลิ้นปี่ ที่ท้อง ที่ท้องน้อย บ้างหายใจไม่เต็มที่ หายใจขาดเป็นห้วงๆ หายใจสั้น หายใจยาว แต่ละลักษณะของการหายใจนั้นนำมาซึ่งผลอันแตกต่างกันต่อระบบสรีรศาสตร์ทั้งสิ้น



พลังลมปราณนั้นเป็นลมหายใจ เป็นพลังภายในที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายและมีจุดศูนย์กลางในการเก็บรักษาอยู่ที่ท้องน้อย พลังลมปราณนี้ก็คือ พลังชีวิต เป็นพลังที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ และจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ นับจากอายุ ๑๖ ปีถอยหลัง จนหมด แต่ถ้าหายใจถูกต้องก็สามารถที่จะสะสมพลังชีวิตได้ ทำให้มีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์ ไม่ป่วยไข้ง่าย แม้ยามสูงอายุก็ยังมีร่างกายที่แข็งแรง มีอนามัยสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ศึกษาเรื่องการหายใจจึงเน้นไปที่ให้หายใจไปให้ถึงท้องน้อยเพื่อเก็บพลังชีวิตสะสมไปด้วย และไม่ควรให้มีการกระทบกระเทือนที่บริเวณท้องน้อยมาก การที่ท้องน้อยกระทบกระเทือนมากอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ หรือไม่ก็ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดไม่สะดวก อุดตัน เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

โบราณาจารย์จึงศึกษาวิธีการใช้ปราณศาสตร์เพื่อประโยชน์มากมาย นับตั้งแต่การดำรงชีวิต ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ การแพทย์ การต่อสู้ ใช้ไปกับอาชีพต่างๆ จนกระทั่งรวมไปถึงการใช้เพื่อการเข้าถึงธรรม คือ ความสิ้นไปแห่งทุกข์ ยกตัวอย่างการฝึกลมหายใจเพื่อการต่อสู้ แต่ละสำนักก็ฝึกลมหายใจที่แตกต่างกันเพื่อผลทางฝีมือที่ต่างกัน บางสำนักฝึกหายใจ เข้าช้า ออกช้า บางสำนักหายใจเข้าเร็ว ออกเร็ว บางสำนักหายใจเข้าช้า ออกเร็ว บางสำนักหายใจเข้าไปเต็มที่แล้วระเบิดลมหายใจ บางสำนักหายใจผ่อนช้าลึกยาว บางสำนักใช้การเกรงท้องช่วยเค้นลมหายใจเพื่อให้หายใจช้าและลึก เป็นต้น ลมหายใจทำให้ร่างกายสมดุล ทำให้การดำเนินชีวิตมีชีวิตชีวา มีพลังชีวิตเต็มเปี่ยม ทุกวันนี้ผู้คนมีชีวิตก็เหมือนไร้ชีวิต ก็เพราะไม่สนใจลมหายใจคือชีวิตของตน ชีวิตจึงเคลื่อนไหวที่ไร้พลัง ไร้จิตวิญญาณ


ลมหายใจเป็นเหมือนตัวจุดระเบิดให้ชีวะนี้ดำเนินไปได้ ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่า “ลมปราณ” เป็นเหมือนตัวจุดระเบิดน้ำมันในขณะสตาร์ทรถให้น้ำมันที่บรรจุอยู่ภายในซึ่งหยดลงในกระบอกสูบเป็นประกายไฟนำไปสู่ความมีพลังขับเคลื่อน ลมหายใจนี้ก็เช่นเดียวกันจุดประกายพลังงาน Calorie ภายในร่างกายให้หล่อเลี้ยงชีพนี้ให้ดำเนินไปได้ เป็นตัวสันดาปพลังงานให้กลายเป็นพลังนั่นเอง

ไม่เพียงแต่กิจกรรมธรรมดาสำหรับการดำเนินชีวิตของมนุษย์เท่านั้นที่ใช้ลมหายใจเป็นตัวบ่งบอกความสามารถนำไปสู่ความสำเร็จ แม้แต่การปฏิบัติบำเพ็ญสมณธรรมเพื่อเข้าถึงการบรรลุธรรมก็อาศัยลมหายใจนี้ได้เหมือนกัน เนื่องจากลมหายใจเป็นปราณที่รักษาชีวิตนี้ไว้ เป็นอุปกรณ์เดียวที่ไม่ต้องแสวงหา มีอยู่กับทุกคน และแฝงไว้ซึ่งพลังที่ยิ่งใหญ่หากนำมาใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ในพระพุทธศาสนาได้ใช้ลมหายใจนี้ฝึกฝนปฏิบัติบำเพ็ญสมณธรรมเป็นหลัก พระพุทธเจ้าได้สรรเสริญการฝึกบำเพ็ญสมณธรรมด้วยลมหายใจนี้ว่ามีผลมาก มีอานิสงส์มาก อีกทั้งยังทำให้โพธิปักขิยธรรมเจริญตามอีกด้วย

โศลกว่า “ใช้ลมหายใจเป็นอารมณ์” ภาษาไทยใช้คำว่า “ลมหายใจ” ภาษาบาลีว่า อัสสาสะ ปัสสาสะ ภาษาสันสกฤตว่า “ปราณ” ภาษาอังกฤษว่า “Breath” เป็นคำที่ใช้ในความหมายที่ตรงกันก็คือ การสูดลมหายใจ มาสังเกตคำภาษาไทยใช้คำว่า “ลมหายใจ” เป็นคำที่แฝงความรู้เกี่ยวกับลมหายใจไว้อย่างลึกซึ้ง เพียงแต่ไม่ทราบว่าจะมีผู้สนใจหรือไม่ ลมหายใจ


ถ้าแบ่งเป็นคำก็ได้ ๓ คำ คือ ลม+หาย+ใจ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะลมชนิดนี้เป็นลมที่ทำให้ชีวิตยังอยู่ ถ้าลมอยู่ชีวิตอยู่ ถ้าลมหาย ชีวิตก็จบสิ้น นี่ความหมายหนึ่ง แต่ความหมายในเชิงปฏิบัติ ในยามใดก็ตามที่มีสติอยู่กับลม ลมจะมีอยู่ ใจจะหายไป แต่ยามใดที่ไม่มีสติ ลมจะหาย ใจจะอยู่ หมายความว่า เมื่อมีสติอยู่กับลมหายใจ ความคิดก็ไม่มี เท่ากับใจหายไป ก็จะเหลือแต่สติอยู่กับลมเท่านั้น โบราณจึงใช้คำนี้เพื่อเตือนสติให้คนไทยรู้จักดูลมเพื่อให้ใจหายไป เมื่อใจหายไป ความคิดหายไป ก็จะเป็นการฝึกบำเพ็ญสมณธรรมโดยแท้ เป็นภูมิปัญญาไทยที่น่าทึ่ง

โศลกว่า “ลมหายไปหรือลมใจหาย” ในศาสตร์แห่งโยคะ การฝึกฝนโยคะก็คือศาสตร์ว่าด้วยการประสานสัมพันธ์ระหว่างกายกับใจ กายก็คือสรีระและลมหายใจ ใจก็คือความคิด ดังนั้น โยคะจึงให้ความสำคัญกับลมหายใจและการหายใจอย่างมาก ถึงกับยกให้เป็นอีกส่วนหนึ่งของโยคะศาสตร์เลยทีเดียว เรียกว่า “ปราณยาม” (pranayama) “การขยายหรือยืดพลังชีวิต” เป็นการฝึกลมหายใจ โดยมองลมหายใจในมิติความเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างกายกับใจ


ถ้าลมหายใจสั้นทั้งเข้าและออก เรียกว่า “รู้แต่โลกไม่เคยรู้ตน” รู้โลกก็คือ รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่ ไม่สิ้นลม ไม่ตายเท่านั้น แต่ไม่ได้รู้ตน คือไม่รู้จักชีวิตว่า ชีวิตนี้อยู่เพื่ออะไร จุดหมายสูงสุดของชีวิตอยู่ที่ใด ไม่รู้ว่า ตนที่แท้นั้นเป็นอย่างไร เมื่อไรก็ตาม มีการกำหนดลมหายใจเข้าออกยาวขึ้น ชื่อว่า มีสติอยู่กับลมหายใจทำให้เข้าใจชีวิตได้ยิ่งขึ้น โดยธรรมชาติผู้ชายจะหายใจเข้ายาว แต่หายใจออกสั้น ส่วนผู้หญิงนั้นหายใจเข้าสั้น หายใจออกยาว



การฝึกลมปราณ ก็คือการฝึกบริหารลมหายใจ สำหรับในพระพุทธศาสนา การฝึกลมหายใจใช้กับการบำเพ็ญเพียรสมณธรรม เรียกเป็นภาษาทางการว่า อานาปานสติ ก็คือ การฝึกให้มีสติ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่กับลมหายใจเข้าออก เริ่มปฏิบัตินั้นลมหายใจยังหยาบ ยังรู้ว่าเข้ายาว ออกยาว เข้าสั้น ออกสั้น สลับกันไปมา ไม่มีปัญหาในการกำหนดรู้


ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะที่กำหนดนี้ก็คือ ใจจะหาย และใจจะกลับมา สลับไปมาๆ ไม่มีใครยอมใคร ระหว่างมีสติกับไร้สติ เมื่อมีสติรู้ทันลมหายใจ ใจก็หายไป แต่พอไร้สติกำหนดรู้ลม ใจก็จะกลับมา ใจในที่นี้ก็คือความคิดที่จับเอาอดีตและอนาคตเป็นอารมณ์ เมื่อมีไร้สติ ลมก็หายไป เหลือแต่ความคิดที่แล่นเข้ามาแทนที่ แต่เมื่อมีสติอยู่กับลม ลมก็อยู่ ใจก็หายไปแทน

จนกระทั่งเวลาผ่านไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง ลมหายใจที่เข้าออกสั้นยาว เริ่มกำหนดยากยิ่งขึ้นเพราะลมหายใจนี้จะละเอียดลง ในขณะนี้จึงยากที่จะกำหนดรู้ถึงความสั้นยาวของลมหายใจ แต่เหลือเพียงลมหายใจ (กายสังขาร) เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ผู้ปฏิบัติหลายคนจะรู้สึกตกใจอยู่บ้าง เป็นกังวลบ้าง สงสัยบ้าง เมื่อไม่สามารถจับลมหายใจได้อย่างที่เคยทำในตอนเริ่มแรกกำหนดลม ไม่ต้องสนใจกับความสั้นยาวของลมอีกต่อไป แต่กำหนดรู้เฉพาะเข้าออกของลมก็พอ


จนกระทั่งมาถึงช่วงสำคัญของการบำเพ็ญเพียรสมณธรรมซึ่งมีลมหายใจเป็นอารมณ์ นั่นก็คือ เห็นความสงบระงับลมหายใจ คำว่าเห็นในที่นี้คือ สติเห็น ลมหายใจสงบระงับก็คือ ความเย็นนิ่ง ความว่าง ของลมหายใจนั่นเอง ในขณะนี้เป็นช่วงสำคัญมากในการยกลมหายใจขึ้นสู่กระบวนการแห่งธรรม ซึ่งได้แก่ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความจางคลาย ความดับ และการปล่อยวางแห่งกายหรือลมหายใจนั้น



อานิสงส์แห่งการบำเพ็ญเพียรสมณธรรมตามแนวอานาปานสตินี้มีอยู่มาก เริ่มปฏิบัติก็ไม่ทำให้กายลำบาก ตาก็ไม่ปวดเมื่อยเหมือนการบำเพ็ญสมณธรรมด้วยวิธีอื่น จิตก็ไม่ถูกอาสวะทั้งหลายเข้าครอบงำ เพราะการไม่ยึดมั่นถือมั่น ทำให้ดำรงชีวิตอย่างเป็นสุขสงบ หรือแม้แต่ใช้วิธีอื่นเป็นอารมณ์ในการปฏิบัติบำเพ็ญเพียรสมณธรรมในเบื้องต้น แต่สุดท้ายต้องมีจิตกำหนดในลมหายใจเข้าออกนี้ไว้ เมื่อเจริญอานาปานสติสมาธิเต็มที่สมบูรณ์ดีแล้ว ไม่ว่าจะเสวยเวทนาสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ พึงพิจารณาเวทนาเหล่านี้ไม่เที่ยง ไม่น่ายินดี ไม่น่าเพลิดเพลิน ไม่พัวพัน ไม่ว่าทางกายหรือทางใจ เมื่อนั้นย่อมถึงความดับทุกข์ได้ ดุจดังประทีปดับไปเพราะสิ้นเชื้อ ฉะนั้น



ลมหายใจในธรรมและลมหายใจเป็นธรรม ก็คือลมหายใจที่ประกอบด้วยสติ ต่างกับลมหายใจที่เป็นเพียงลมหายใจของผู้หายใจธรรมดาและหายใจทิ้ง อุปกรณ์ในการปฏิบัติบำเพ็ญเพียรสมณธรรมที่ง่ายที่สุด ได้ผลมากที่สุดก็คือ ลมหายใจ อานาปานสติไม่หลงทางได้ง่าย ไม่นำไปสู่ทางอื่น ผลอื่นนอกพระพุทธศาสนา


นี่คือ โศลกที่สิบเจ็ดแห่งคัมภีร์สุวิญญมาลา




วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

จังหวะ โอกาส




โศลกที่สิบหก "จังหวะ โอกาส"
นักวิจัยจิตต้องเป็นนักสังเกต
ช่วงเวลาไหนจิตสดชื่น ร่าเริง
จิตพร้อมต่อการปฏิบัติ
จิตควรแก่การพิจารณา
ไม่มีความคิดรีรอ
ใช้จังหวะและโอกาสนั้นให้ดี
ใช้ให้ถูกที่ ถูกเวลา
หากพ้นผ่านเวลาที่เหมาะสมไป
ก็สูญเสียขณะทองไปอย่างน่าเสียดาย
ต้องละเอียดและเนียนกว่าที่เป็น
รู้จักวางใจและอารมณ์มากกว่าที่เป็น
จึงชื่อว่าผู้ฉลาดในการบำเพ็ญธรรม


ไม่ว่าการกระทำอะไรๆ ก็ตามในโลกนี้ ช่วงจังหวะหนึ่งที่เหมาะสมนั้นมีไม่มากนัก ผู้ที่เข้าใจจังหวะและโอกาสนั้นเท่านั้นจึงจะฉวยโอกาสนั้นให้เป็นประโยชน์ต่อการงานนั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จังหวะและโอกาสที่รอคอยนั้นไม่ใช่เกิดขึ้นง่ายๆ บางทีต้องรอกาลนั้น บางทีต้องสร้างขึ้นด้วยความยากเย็น ด้วยเวลาอันยาวนาน


มีคำกล่าวของนักบริหารว่า การรอโอกาสเป็นกลยุทธ์ชั้นต่ำ การฉวยโอกาสเป็นกลยุทธ์ชั้นกลาง แต่การสร้างโอกาส เป็นกลยุทธ์ชั้นสูง แต่เมื่อโอกาสมาถึงแล้วต้องใช้โอกาสนั้นทันทีไม่ให้เสียไปเด็ดขาด สังเกตให้ดีจังหวะของการที่ใครคนหนึ่งจะร้องไห้ ใครคนหนึ่งจะเกิดปีติที่ท่วมท้น ใครคนหนึ่งจะตื้นตันใจอย่างเต็มที่ ใครคนหนึ่งจะรอดหวุดหวิดจากอุบัติเหตุ ทุกจังหวะนั้นมีเวลาน้อยนิดจริง เพราะมันคือเสี้ยววินาทีเท่านั้นเอง คนที่ตัดสินใจอย่างหนึ่งอย่างใด ก็เป็นช่วงจังหวะเสี้ยวหนึ่งเท่านั้นเอง ถ้าพ้นจังหวะนั้นไปก็ไม่ใช่กาลอันเหมาะสมที่จะเกิดผลอันน่าประหลาดใจได้


ภาพที่เห็นได้ชัดเกี่ยวกับจังหวะนี้ก็คือ การเล่นฟุตบอล การเข้าบอลผิดจังหวะกับถูกจังหวะนั้นมีผลต่างกัน เข้าบอลผิดจังหวะผลที่ได้ใบเหลืองเป็นอย่างน้อย อย่างมากใบแดง เข้าถูกจังหวะสามารถเซฟได้อย่างหวุดหวิด ช่วงจังหวะนั้นไม่มีเวลาให้ตัดสินใจมากนัก ต้องคิดต้องทำในขณะนั้นๆ หรือ การผสมตัวยาวิเศษ เภสัชกรผู้ชำนาญต้องคำนวณกาลอันเหมาะสมในการผสมตัวยา หากผิดเวลาไปเพียงนิดเดียว ตัวยานั้นก็ไม่มีประสิทธิภาพ หรืออาจเป็นโทษด้วยซ้ำไป ดังนั้น จังหวะจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย ดูเป็นเรื่องไม่สำคัญไปได้

ใครที่เคยทราบการประลองฝีมือระหว่างมิยาโมโต มูชาชิกับซาซากิ โคจิโร่ การประลองดาบในครั้งนั้นมีชีวิตเป็นเดิมพัน ต่างฝ่ายต่างเป็นผู้มีฝีมือที่ทัดเทียมกัน แต่สิ่งที่จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชนะก็คือ “จังหวะ” มูซาชิให้ความสำคัญกับ “จังหวะ” เป็นอย่างยิ่ง ความรู้สำคัญที่เขาสั่งสมมาตลอดก็คือจังหวะนี่เอง นักสู้ที่จะสามารถช่วงชิงชัยได้ ต้องอาศัยการหยั่งรู้ถึงจังหวะของคู่ต่อสู้ และช่วงชิงลงมือในจังหวะที่ฝ่ายตรงข้ามไม่อาจคาดถึง ไม่ว่าจะเป็นดนตรีหรือศาสตร์และศิลป์ใดๆ ก็ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัย “จังหวะ” ในการสร้างความสมบูรณ์งดงาม


เช่นเดียวกับที่นักสู้จะสามารถมีชัยได้ ก็ต้องใช้อาวุธอย่างถูกต้องสอดคล้องกับ “จังหวะ” ในการต่อสู้ช่วงชิง สรรพสิ่งล้วนมีจังหวะ แม้แต่ “ความว่าง” ก็ยังมีจังหวะ การดำเนินชีวิตของคนทุกชนชั้นก็ยังมีจังหวะของชีวิต สรรพสิ่งจึงมีทั้งจังหวะของมันเอง ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายต่างแยกแยะจังหวะออกว่า จังหวะไหนเหมาะสม ไม่เหมาะสม ควรเร็วหรือช้า ก่อนหน้าหรือตามหลัง รุกหรือรับ มิยาโมโต มูชาชิอาศัยจังหวะเสี้ยววินาทีที่ซาซากิ โคจิโร่ฟันลงมาเขาก็ฟันลงไป ไม่ก่อนไม่หลัง สอดคล้องประสานจังหวะที่สมดุลมาก ถ้าช้าไปก็แพ้ เร็วไปก็แพ้ ต้องพอดีๆ จึงจะชนะ



โศลกว่า “จิตควรแก่การพิจารณา” ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายต้องเป็นนักสังเกตชั้นเยี่ยมจึงจะเห็นจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมในการปฏิบัติธรรม บำเพ็ญเพียรสมณธรรม จิตนั้นก็มีจังหวะที่ปลอดโปร่ง สดชื่น ร่าเริงเหมือนกัน นี่เป็นจังหวะและโอกาสแรกในการเข้าไปถือจังหวะและโอกาสนั้น ยังไม่ต้องพูดถึงจังหวะและโอกาสที่เกิดจากการเร้าอารมณ์จนถึงที่สุดอันเกิดจากการเต็มเปี่ยมแห่งอินทรีย์ที่เหมาะสม ผู้ปฏิบัติจะต้องอาศัยจังหวะนั้นมาพิจารณาธรรม


บุคคลแต่ละคนมีจริตและจังหวะไม่เหมือนกัน บ้างอาศัยช่วงเช้าตรู่ในการบำเพ็ญเพียร บ้างอาศัยช่วงกลางคืนในการบำเพ็ญเพียร บ้างอาศัยช่วงบ่ายคล้อยในการบำเพ็ญเพียร บ้างอาศัยช่วงที่มีฝนพรำในการบำเพ็ญเพียร ไม่ว่าจะอาศัยช่วงไหนก็แล้วแต่ แต่ต้องสังเกตได้ว่า ช่วงนั้นจิตตื่นตัวเต็มที่ จิตมีความสดชื่นร่าเริงแจ่มใสเต็มที่ จิตมีพลังอย่างเต็มที่ จึงไม่เป็นเวลาตายตัวของทุกคน


ยกตัวอย่างสามเณรบัณฑิตผู้เป็นศิษย์ของพระสารีบุตร ขณะเดินติดตามพระสารีบุตรที่กำลังบิณฑบาตอยู่นั้น ผ่านไร่นา ผ่านบ้านช่างศร ผ่านบ้านช่างไม้ ฉุกคิดได้ว่า น้ำคนยังบังคับได้ ไม้ยังดัดเป็นศรได้ ไม้คนยังถากเสียจนเกลี้ยงเกลาได้ เราเป็นคนแท้ๆ ทำไมจะฝึกตนไม่ได้ สามเณรได้คิดดังนั้นจึงกลับวัดไปบำเพ็ญเพียรสมณธรรมภายในห้องท่ามกลางบรรยากาศอันสงบสงัด พระสารีบุตรเมื่อบิณฑบาตได้พอประมาณก็รีบกลับเพราะกลัวจะเลยเพลสามเณรจะฉันไม่ได้


ในขณะนั้นได้เวลาที่สามเณรกำลังบำเพ็ญเพียรสมณธรรมเต็มที่ จิตกำลังดิ่งลงสู่การพิจารณาธรรมอย่างถูกจังหวะ หากพระสารีบุตรไปเรียกในขณะนั้นต้องทำให้สามเณรพลาดโอกาสไปได้ พระพุทธเจ้าทรงทราบดังนั้นจึงได้เสด็จไปที่หน้าประตูวัดเพื่อที่จะช่วยเหลือสามเณรในการบำเพ็ญสมณธรรม พระองค์จึงตรัสถามคำถามพระสารีบุตร ๔ ข้อ เพื่อยื้อเวลาให้ผ่านกาลนั้นไปก่อน หลังจากที่พระสารีบุตรทูลตอบปัญหาเสร็จ สามเณรก็บรรลุพระอรหันต์พร้อมกับปฏิสัมภิทาพอดี พระสารีบุตรจึงเข้าไปหาสามเณรได้


นี่แสดงให้เห็นว่า พระพุทธเจ้านั้นเป็นผู้ทราบถึงจังหวะและโอกาสแห่งความเต็มเปี่ยมของบุญบารมี พร้อมทั้งจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมในการแสดงธรรมและการปฏิบัติธรรมของพระสาวกจึงทำให้การปฏิบัติธรรมนั้นได้ผลอย่างยิ่ง จึงไม่น่าสงสัยเลยว่า เหตุใดที่พระภิกษุทั้งหลายในครั้งพุทธกาล เมื่อฟังธรรมของพระพุทธเจ้าก็ดี ฟังธรรมของพระอรหันตสาวกก็ดีจึงบรรลุธรรมได้ง่าย ก็เพราะพระพุทธเจ้าและพระอริยสาวกทั้งหลายทราบวาระจิตที่เหมาะสมกับจังหวะและโอกาสนั้น จึงได้ชักนำวาระจิตนั้นได้โน้มไปสู่การพิจารณาธรรมได้อย่างถูกจังหวะและโอกาส ถูกที่ ถูกเวลา


จิตที่ควรแก่การพิจารณานั้นเป็นจิตที่กำลังอยู่ในขณะที่ควรแก่การงาน หมายถึงจิตที่มีกำลังมีความสมดุลของอินทรีย์ทุกส่วน ผู้ปฏิบัติธรรมต้องรีบใช้โอกาสนี้เข้าไปพิจารณาธรรม กล่าวคือ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาของขันธ์ มีแต่จิตอยู่ในจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมเท่านั้นจึงจะมีพลังในการเห็นแจ้งได้ ตรงนี้จึงเรียกว่า “ปัญญาเกิด” ในพระพุทธศาสนานั้นใช้จิตที่สมควรแก่งาน ก็คือจิตที่อยู่ในช่วงจังหวะนี้มาใช้ประโยชน์ เพราะถ้าเลยจังหวะนี้ไป จิตก็เข้าสู่ห้วงแห่งความสุข ถ้าน้อยกว่านี้จิตก็ไม่มีพลัง

โศลกว่า “รู้จักวางใจและอารมณ์มากกว่าที่เป็น” ผู้บำเพ็ญเพียรสมณธรรม คือ ผู้ที่กำลังทำงานอยู่กับจิต เป็นการทำงานตามกฎ ๒ ประการร่วมกัน ก็คือ จิตนิยามและกรรมนิยาม จิตนิยาม ก็คือ กฎที่จิตทำงานตามหน้าที่ของมันอย่างเที่ยงตรง ไม่เป็นไปตามตรรกะ ไม่เป็นไปตามบริบทสิ่งแวดล้อมใด ทุกขั้นตอนตรงไปตรงมา ไม่เป็นไปตามคำขอร้องของใคร ไม่เบี่ยงเบนบิดพลิ้ว มีลำดับที่สม่ำเสมอ ก็เพราะจิตมีกฎของจิตอย่างนี้ ผู้เข้าใจกฎของจิตจึงได้ให้จิตทำหน้าที่ตามกฎของกรรม


กรรมหรือการกระทำก็เป็นกฎที่เที่ยงตรงเช่นกัน ไม่ว่าการกระทำนั้นจะทำทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ เมื่อทำอย่างนี้ก็ต้องได้รับผลอย่างนี้ เมื่อทำอย่างนั้นก็ต้องได้รับผลอย่างนั้น เป็นผลของกรรม เรียกว่า วิบาก อันเกิดจากกฎของจิตที่ทำหน้าที่รักษาผลของกรรมนั้นไว้ จิตก็เที่ยงตรง กรรมก็เที่ยงตรง ด้วยเหตุนี้ผู้ปฏิบัติจึงต้องกระทำให้สอดคล้องกับการทำงานของจิต


ความสำคัญก็อยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรให้จิตนี้ทำงานร่วมกับกรรมนิยาม เป็นการยึดโอกาสในขณะที่จิตนี้กำลังอยู่ในการเสพเคี้ยวอารมณ์ แต่อารมณ์นี้ไม่ประกอบไปด้วยเจตนา เพราะเมื่อใดที่มีเจตนา เมื่อนั้นการกระทำก็จะเป็นกรรมทันที แต่การกระทำที่ไม่มีเจตนาเท่านั้นที่ไม่เป็นกรรม แต่เป็นการกระทำอยู่ นี่คือความพิเศษในพระพุทธศาสนา นี่ก็คือกรรมไม่ดำไม่ขาว การกระทำที่ไม่ประกอบไปด้วยเจตนา แต่เป็นอาการแห่งการพิจารณาเท่านั้น


การพิจารณาด้วยสติจึงเป็นการกระทำที่ไม่มีเจตนาที่เป็นกรรม แต่เป็นกริยา เพราะในขณะที่มีสตินั้นการกระทำมีแต่อาการเท่านั้น ดังนั้น จึงสำคัญอย่างยิ่งในการวางใจและอารมณ์ ถ้าหากวางใจและอารมณ์ไม่เป็นก็ไม่สามารถสร้างเงื่อนไขของโอกาสได้ เงื่อนไขของโอกาสนี้มีเพียงจังหวะเดียวเท่านั้น คือจังหวะที่มีสติเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ มีแต่สติเต็มเปี่ยมสมบูรณ์การกระทำจึงไม่เป็นกรรมดำ หรือกรรมขาว แต่เป็นกรรมไม่ดำ ไม่ขาว มีแต่กรรมชนิดนี้เท่านั้นจึงจะทำให้จิตไม่สามารถรับผลของกรรมที่เป็นวิบากได้


กรรมโดยปกตินั้นเป็นการกระทำที่ประกอบไปด้วยกุศลมูลและอกุศลมูลเป็นพื้นฐาน กุศลมูลและอกุศลมูลนี้มีตัณหาเป็นยางเหนียวหล่อเลี้ยงอยู่ภายใน การกระทำประกอบไปด้วยตัณหานี้ย่อมทำให้จิตถือเอาเป็นพลังในการส่งต่อลงไปในภวังคจิต

ยางเหนียวคือตัณหานี้ก่อสร้างภพขึ้นอีกอันเป็นผลของการกระทำซึ่งทำหน้าที่เก็บรักษาโดยจิต แต่จะทำอย่างไรให้กระทำนั้นไม่ประกอบด้วยยางเหนียว ก็ต่อเมื่อการกระทำนั้นมีสติ สติอันอยู่ในมโนกรรม โน้มนำไปสู่การพิจารณาไตรลักษณ์ มีนิพพานคือ ความว่างเป็นอารมณ์ เมื่อนั้นมโนกรรมก็เป็นเพียงแต่สักว่า อาการพิจารณาเท่านั้น จิตไม่สามารถส่งผลลงไปสู่ภวังคจิต เก็บกักวิบากไว้รอการแสดงผลได้อีก

ดุจดังที่พระพุทธเจ้าทรงโน้มนำให้พระพาหิยะได้พิจารณา การพิจารณาที่ไม่ประกอบด้วยกรรมอันเป็นวิบาก เป็นขณะที่สำคัญที่สุดและเป็นขณะที่สมบูรณ์ที่สุด ทุกกิริยาอาการเป็นแต่เพียงสักว่าเท่านั้นเพราะมีสติกำกับแล้วทุกอย่าง นี่คือกระบวนการอันแยบยลแห่งโน้มใจให้พิจารณาในกาลอันเต็มเปี่ยมด้วยสติพิจารณา มาจากคำว่า พึงศึกษา” ซึ่งสมบูรณ์ด้วยมรรคสมังคี ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ และปัญญาแล้ว ก็ในเมื่อใช้สติพิจารณาการเห็นจักเป็นสักว่าเห็น การฟังจักเป็นสักว่าฟัง การรับทราบจักเป็นสักว่ารับทราบ การรู้แจ้งจักเป็นสักว่ารู้แจ้ง ไม่มีอะไรหลงเหลือให้ติดค้างไปในโลกไหนๆ อีก ผู้ฉลาดในธรรมพึงเข้าใจเช่นนี้ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบต่อไป


นี่คือ โศลกที่สิบหกแห่งคัมภีร์สุวิญญมาลา

วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ปรับสมดุลอินทรีย์



โศลกที่สิบห้า "ปรับสมดุลอินทรีย์"

ไม่มุ่งมั่นมากเกินไป
ไม่เอาจริงเอาจังเกินไป
ไม่จดจ่อมากเกินไป
ไม่เข้าใจมากเกินไป
แต่ให้ตั้งสติให้ดีทุกส่วน
ให้บริหารอินทรีย์ให้ดี
ทุกอินทรีย์มีส่วนขัดขวาง
มีส่วนสนับสนุนการปฏิบัติทั้งสิ้น
ความเพลีย ง่วง กรดทำงาน
ล้วนทำให้การปฏิบัติมีปัญหา
อย่าได้อึดอัดขัดข้อง รันทดท้อแท้
ผ่อนปรนบ้าง ลดถอยลงบ้าง
ไม่ต้องตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ค่อยปรับระดับอินทรีย์ใหม่
ค่อยเข้าเกียร์อินทรีย์ใหม่
มุ่งมั่น พยายาม ตั้งใจ เข้าใจ
ตื่นตัวประคองทุกขั้นตอน


โยคาวจร ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจระบบของการปฏิบัติที่ครบวงจร มิฉะนั้นอาจเป็นปัญหาในขณะปฏิบัติธรรมได้ เนื่องจากวงจรแห่งการปฏิบัติธรรมนั้นก็มีองค์ประกอบในตัวที่สมบูรณ์ ผู้ปฏิบัติต้องใช้ธรรมชุดนี้ในการขับเคลื่อนการปฏิบัติธรรมเพื่อให้การปฏิบัติธรรมนั้นลุผลสมควรแก่ธรรมปฏิบัติ


ดุจดังการจะขับรถ จำเป็นต้องเรียนวิธีการขับรถเสียก่อน อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตรงไหนเกียร์ ตรงไหนครัช ตรงไหนเบรก ตรงไหนพวงมาลัย ตรงไหนน้ำมัน เป็นต้น เมื่อรู้ว่าทุกอย่างมีพร้อม รถจะไปได้ก็ต่อเมื่อมีการติดเครื่องแล้วมีคนขับไป อุปกรณ์แห่งการปฏิบัติธรรมก็เช่นเดียวกัน เมื่อทุกอย่างมีพร้อมหมดแล้วก็ขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติทั้งหลายจะพาพาหนะที่เรียกการปฏิบัติธรรมนี้ไปถึงจุดหมายที่พระพุทธศาสนาระบุไว้ ไม่ไปสู่จุดหมายอื่น เนื่องจากพอเริ่มติดเครื่องเดินทาง เข้าสู่การบำเพ็ญสมณธรรมแล้วก็ต้องมีทิศทางที่ถูกต้อง


กิจของการบำเพ็ญสมณธรรมในพระพุทธศาสนานั้นคือ กำหนดรู้ทุกข์ ดับเหตุให้เกิดทุกข์ กระทำให้แจ้งการดับทุกข์ และบำเพ็ญเพียรทางที่นำไปสู่การทุกข์เพื่อไปสู่จุดหมายสูงสุด คือ ความสิ้นไปแห่งอาสวกิเลสทั้งหลาย

ความพร้อมส่วนบุคคล ด้านปัจจัยภายนอกคือ ตัดความกังวลทั้งหลาย ด้านปัจจัยภายใน คือ การทรงไว้ซึ่งอินทรีย์ทั้ง ๕ ได้แก่ ความเชื่อมั่น ความพยายาม ความตื่นตัว การทรงความใสไว้และการพิจารณา



ความพร้อมส่วนสถานที่ ต้องมีความเหมาะสมกับการบำเพ็ญ ไม่ว่าจะเป็นถ้ำ เรือนว่าง โคนไม้ ร่มไม้ ภูเขา ลำธาร ที่อันสงัดวิเวก ความพร้อมส่วนกัลยาณมิตร ต้องมีผู้มีประสบการณ์แนะนำช่วยเหลือในการบำเพ็ญสมณธรรม กุญแจในการจุดเครื่องยนต์แห่งการปฏิบัติ ได้แก่ อานาปานสติ


โศลกว่า “ให้บริหารอินทรีย์ให้ดี” ในขณะปฏิบัติธรรม ธรรมหมวดที่ชื่อว่า อินทรีย์จะถูกดึงออกมาใช้โดยอัตโนมัติ ถ้าหากธรรมหมวดนี้ยังไม่เข้มแข็งพอต้องมีการปลูกฝังให้เข้มแข็ง ดังที่จะศึกษาได้จากในครั้งพุทธกาลเรียกว่า “อินทรีย์เต็มเปี่ยม” หรือ “อินทรีย์ไม่เต็มเปี่ยม” ผู้ใดอินทรีย์เต็มเปี่ยมจึงจะบรรลุธรรมได้ไว ผู้ใดอินทรีย์ไม่เต็มเปี่ยมก็ต้องรอกาลอันเหมาะสมก่อน


ดังเช่นพระวังคีสะเถระ การที่ท่านเข้ามาบวชไม่ได้มีศรัทธาในการเห็นคุณค่าของการบำเพ็ญเพียร แต่หวังที่จะได้มนต์ทำนายจากพระพุทธเจ้าเท่านั้น เมื่ออินทรีย์ส่วนนี้ยังไม่พร้อมก็ต้องปรับอินทรีย์ไปก่อน โดยให้ศึกษาอาการ ๓๒ ไปก่อน จนกระทั่งมีความเข้าใจในขันธ์ ๕ เท่าที่ควรแล้ว พระพุทธเจ้าจึงแสดงธรรมและนำปฏิบัติไปในขณะนั้นไปด้วย


เปรียบเทียบอินทรีย์นี้กับรถยนต์คันหนึ่งที่ประกอบไปด้วย ล้อ ๔ ล้อ และคนขับหนึ่งคน เมื่อรถคนนี้วิ่งไปได้ด้วยความราบรื่น เร่งความเร็วได้ตามลำดับ รถจะมีพลังในการขับเคลื่อนไป จากรถยนต์ก็จะกลายเป็นพาหนะเคลื่อนที่เร็วทันที เช่นเดียวกันกับอินทรีย์ เมื่ออินทรีย์มีความสมดุล อินทรีย์จะกลายเป็นพาหนะอันมีกำลังขับเคลื่อนทันที


ข้อควรระวังในการบำเพ็ญสมณธรรม อย่าได้เข้าใจตามตัวหนังสือที่เขียนไว้ที่เรียงลำดับกันอยู่เด็ดขาด เพราะในขณะปฏิบัติบำเพ็ญสมณธรรมนั้นทุกอย่างต้องเป็นธรรมสมังคี มรรคสมังคี หมายถึงการใช้งานร่วมกัน ไม่แยกจากกัน ดุจดังการขับรถไม่ใช่เริ่มที่ล้อ เริ่มที่พวงมาลัย เริ่มที่คนขับ แต่เริ่มพร้อมกันทุกอย่าง ทำงานไปด้วยกันทุกอย่างในวงจรของการขับเคลื่อนนั้น แม้ว่าจะมีการเรียงลำดับไว้ ก็เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาในเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่า แต่ละอย่างนั้นมีลำดับการใช้ตามขั้นตอนนั้น

สัทธินทรีย์ ความเชื่อมั่นในระบบการปฏิบัติตามแนวพระพุทธศาสนาว่า สามารถนำไปสู่การบรรลุมรรคผลนิพพานได้จริง ความเชื่อมั่นในพระปัญญาของพระพุทธเจ้าที่ทรงตรัสรู้ไว้ดีแล้ว เชื่อมั่นในความสามารถของตน ก็คือการบำเพ็ญเพียรเช่นนี้นั้นเป็นการกระทำตามกระบวนการของการพ้นทุกข์ได้จริง เป็นกรรมไม่ดำ ไม่ขาว


เมื่อมีความเชื่อมั่นเช่นนี้ก็ทำให้เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติอย่างเต็มกำลังความสามารถ ขอเปรียบเทียบการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเล่นก็คือ ความมั่นใจ ถ้าหากมีความมั่นใจจะเรียกฟอร์มการเล่นที่สุดยอดออกมาได้ แต่ถ้าสูญเสียความมั่นใจแล้วก็ไม่สามารถเค้นฟอร์มที่สุดยอดของตนออกมาได้ ด้วยเหตุนี้จึงมีกระบวนการเรียกความมั่นใจคืนมาให้ได้


ในการปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน ต้องเรียกความมั่นใจให้มีในตนให้ได้ ศรัทธาเป็นศักยภาพ สมรรถภาพ ประสิทธิภาพของผู้ปฏิบัติ เมื่อมีศรัทธาแล้วย่อมสามารถกระทำในสิ่งที่อัศจรรย์ออกมาได้ จึงไม่แปลกที่มีสุภาษิตของชาวต่างประเทศที่ว่า “ศรัทธาสามารถย้ายภูเขาได้” ผู้มีศรัทธาในการปฏิบัติก็เช่นกันสามารถเข้าถึงการบรรลุธรรมได้

วิริยินทรีย์ ความเพียรพยายามในการปฏิบัติ มีความต่อเนื่อง มีความอดทน มีความมุ่งมั่น ไม่หยุดหย่อน เป็นการกระทำตามกระบวนการที่มีอยู่ให้ตลอดจนจบ อาจเป็นหนึ่งบัลลังก์หรือสองบัลลังก์ ก็แล้วแต่ แต่ต้องกระทำไปจนถึงที่สุด ไม่ยอมท้อถอย ดุจดังการวิ่งมาราธอน ที่ไม่ยินยอมออกกลางคัน ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อการปฏิบัติโดยมีความเชื่อมั่นว่าตนทำได้เป็นเบื้องหน้า มีความเชื่อมั่นต่อตัวอย่างว่ามีพระอริยบุคคลทั้งหลายก็เคยดำเนินตามเส้นทางนี้มามากแล้ว เราเพียงแต่เดินตามเส้นทางนี้ให้ถึงที่สุดเท่านั้นก็จะถึงที่หมายตามที่พระอริยบุคคลทั้งหลายถึงเช่นกัน

สตินทรีย์ ความตื่นตัวอยู่เสมอ ความรู้สึกตัวทั่วพร้อม การปรับอินทรีย์อื่นๆ ให้ทำงานได้เต็มที่ การรักษาความสม่ำเสมอของอินทรีย์อื่นๆ ดุจดังการจับพวงมาลัยให้เลี้ยวไปตามถนนที่มีทางโค้งบ้าง ทางตรงบ้าง ทางเบี่ยงบ้าง หลุมบ้าง สิ่งกีดขวางบ้าง เมื่อมีเหตุการณ์ใดเกิดระหว่างทางก็พร้อมที่จะชะลอความเร็ว พร้อมที่จะทดเกียร์ พร้อมที่จะพิจารณา สติจึงเป็นเหมือนตัวกำกับให้รถแล่นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ดับ ไปถึงเป้าหมายอย่างปลอดภัย


สมาธินทรีย์ การทำหน้าที่ทรงความใสสะอาด ความเที่ยงตรง ความสม่ำเสมอ ความเสถียร การรักษาระดับ ความนิ่ง การคงไว้ของสติ ความแจ่มกระจ่าง สมาธิเป็นคำที่มีความหมายลึกซึ้ง แปลเป็นภาษาไทยได้ไม่ตรงกับอรรถของการปฏิบัติ ภาษาไทยแปลว่า ความตั้งใจมั่น ตามศัพท์แปลว่า การทรงไว้ให้สม่ำเสมอ แต่อรรถของการปฏิบัติก็คือ การรักษาระดับความนิ่งของจิตที่มีความตื่นตัวนั้นไว้

ถ้าจะเปรียบกับการใช้ไฟเผาแก้วให้เป็นรูปต่างๆ ไฟต้องนิ่ง ไฟต้องได้ระดับ ความร้อนต้องได้พอเหมาะพอดี เมื่อความร้อนต้องพอดี แก้วจึงจะออกมาเป็นรูปตามที่ต้องการ ถ้าไฟร้อนมากไปก็ละลายไป น้อยไปก็ไม่พอกับการขึ้นรูป หรือเปรียบกับการสีไฟจุดไฟโบราณ ต้องรักษาความเที่ยงของการสีไม้ให้ร้อนสม่ำเสมอ ความร้อนจึงจะได้ที่ทำให้ไฟลุกได้ นี่เรียกว่า สมาธิ สมาธิมิใช่ฌาน ฌานมิใช่สมาธิ สมาธิมิใช่สงบใจ สงบใจมิใช่สมาธิ สมาธินทรีย์คือความเป็นใหญ่ในการทำหน้าที่รักษาสภาพสมดุลไว้อย่างเต็มที่ พอเหมาะพอดี


ปัญญินทรีย์ การเห็นแจ้งในสัจธรรม การเข้าใจธรรมชาติ การเห็นอริยสัจ อันได้แก่ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และทางนำไปสู่ความดับทุกข์ การเห็นแจ้งในไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา เปรียบดังเช่น การเปิดไฟในห้องที่มืด หงายของที่คว่ำ คลี่ออกซึ่งม้วนภาพ เป็นต้น ไม่สงสัย ไม่มีคำถาม แจ่มแจ้งด้วยปัญญาของตน ปัญญาในที่นี้มิใช่ความเข้าใจที่ตรองเอาตามตรรกะ ไม่ใช่ปัญญาที่รู้แบบนักปรัชญา นักวิชาการ แต่เป็นปัญญาในองค์ธรรมแห่งอินทรีย์ที่สามารถทำลายความมืด คือ อวิชชา

โศลกว่า “ทุกอินทรีย์มีส่วนขัดขวาง มีส่วนสนับสนุนการปฏิบัติทั้งสิ้น” องค์ธรรมแห่งการปฏิบัตินี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ละอินทรีย์ก็เป็นใหญ่ในการทำหน้าที่เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติธรรมของพระโยคาวจรทั้งหลาย แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าหากการทำงานของอินทรีย์ข้อใดข้อหนึ่งมากเกินไป ก็ทำให้เกิดข้อเสียได้ เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติได้ ดุจดังการรับประทานตัวยาที่ดี แต่รับประทานไม่เหมาะสมกับธาตุภายในร่างกาย ก็ทำให้เป็นโทษต่อร่างกายได้


ความมั่นใจถ้ามากเกินไปก็ทำให้กระทำโดยไม่ดูกำลัง ไม่ดูความพร้อมของจังหวะและเวลา ดุจดังการทำงานของคนที่มั่นใจตนเองเกินไป ก็ทำให้องคาพยพเดินตามไม่ได้ ถ้าหากมีความเพียรมากเกินไปก็ทำให้เกิดความเพลีย การอาการง่วง เกิดอาการรวนได้ ถ้าหากมีความมุ่งมั่นมากเกินไปก็ทำให้เกิดความเครียดได้ เส้นประสาททั้งหลายตึงได้ ประสาทชะงักได้ ถ้าหากมีปัญญามากไปก็ทำให้เกิดความฟุ้งซ่านได้


แต่สตินั้นยิ่งมีมากกลับยิ่งดี เพราะสติเป็นตัวทำให้อินทรีย์ตัวอื่นทำงานได้อย่างพอเหมาะ พอดี ถ้าสติอ่อน อินทรีย์แต่ละตัวจะทำหน้าที่ได้ไม่เต็มกำลัง เหมือนกับคนขับรถ ถ้าคนขับไม่มีสติเสียแล้วก็ทำให้รถเสียหลักได้ง่าย พลาดตกทางได้ง่าย เพราะฉะนั้นพึงรักษาสติไว้ให้ดี พึงตื่นตัวอยู่เสมอ พึงรู้สึกตัวทั่วพร้อมตลอดเวลา เมื่อเป็นเช่นนี้อินทรีย์ก็จะกลับกายเป็นพลังขึ้นมาได้ง่าย


โศลกว่า “ค่อยปรับระดับอินทรีย์ใหม่” เป็นปกติสำหรับการบำเพ็ญเพียรสมณธรรมกับการเกิดอาการเดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวมีสติแจ่มใส เดี๋ยวพร่ามัว เดี๋ยวสงบเย็น เดี๋ยวอึดอัดขัดข้อง อันเกิดจากความไม่ชำนาญในการปรับอินทรีย์ ผู้ชำนาญในการปรับอินทรีย์จึงสามารถบำเพ็ญเพียรสมณธรรมได้ดั่งที่ประสงค์ แม้จะมีเหตุปัญหาในการทำหน้าที่ของอินทรีย์ก็สามารถมีวิธีปรับอินทรีย์ได้อย่างรวดเร็ว ดุจดังคนที่ขับรถชำนาญ แม้รถเกิดอุปสรรค์ในการขับขี่ก็ไม่ตกใจ ไม่ท้อแท้ ไม่หงุดหงิด พร้อมที่จะไล่เกียร์ขึ้นไปใหม่ เป็นปกติของการขับรถ เร่งไปอย่างเดียวมีหวังเครื่องพัง ในที่สุดก็ต้องซ่อมและยกเครื่องใหม่

การบำเพ็ญเพียรสมณธรรมก็เช่นกัน ต้องรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว รู้จักให้กำลังใจตน รู้จักประคองในกาลอันควรประคองจิตให้มีกำลัง รู้จักเร่งในขณะที่พึงเร่งบำเพ็ญ หลายคนตั้งใจมากเกินไปจนทำให้บรรยากาศในการบำเพ็ญเพียรสมณธรรมไม่เป็นธรรมชาติ ความตั้งใจมากเกินไปก็ทำให้เร่งเร้าความเครียดขึ้นได้ พอไม่สามารถทำได้ตามที่ตั้งใจก็ทำให้เลิกล้มความตั้งใจได้ง่าย อีกทั้งความตั้งใจมาก จากฉันทะก็จะกลับกลายเป็นความอยากได้ ด่วนได้ตามใจ บารมีต้องรองรับเอาทีละเล็กทีละน้อยค่อยๆ สะสมจนกว่าจะเต็มเปี่ยมในที่สุด




นี่คือ โศลกที่สิบห้าแห่งคัมภีร์สุวิญญมาลา

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เล่นเกมกับจิต






โศลกที่สิบสี่ "เล่นเกมกับจิต"

เก็บไปทีละจังหวะ
เน้นทุกลมหายใจเข้าออก
อย่าได้มั่นใจ หลงใหล ได้ปลื้ม
วันนี้ทำได้ มีสติเท่าทัน
ก็อย่าหมายว่าจะรักษาอารมณ์นั้นได้อีก
อย่าได้มั่นใจเอาอะไรแน่นอนกับจิต
จิตจะซัดส่าย กวัดแกว่งหาที่เกาะเกี่ยว
หาอะไรไม่ได้ ก็เข้าไปยึดอดีตและอนาคต
นี่คือธาตุแท้ของจิต ไม่ใช่เรื่องแปลก
ดังนั้นต้องพร้อมเสมอ รู้เท่า รู้ทัน รู้กัน รู้แก้
ฉลาดในการเล่นเกมกับจิต
เกมแห่งการดูจิต เห็นจิต ทุกขณะจิต
จนกว่าจะถึงวันที่ไม่หวั่นไหวอีก



การที่จิตกวัดแกว่ง ซัดส่ายเข้าไปเกาะเกี่ยวอดีตบ้าง อนาคตบ้าง อารมณ์ที่ปรากฏเฉพาะหน้าบ้าง เป็นเรื่องปกติของจิต เนื่องจากจิตดำรงอยู่ได้ด้วยการอาศัยอารมณ์เหล่านี้นี่เอง อารมณ์เหล่านี้เป็นอาหารของจิต ผู้คนทานอาหารเข้าไปเพื่อใช้เป็นพลังงานให้ร่างกายนี้ดำเนินไปได้ฉันใด จิตก็ต้องการอาหารเพื่อให้จิตดำรงอยู่ได้ฉันนั้นเหมือนกัน ชีวิตจะดำรงอยู่ได้ก็ด้วยการทานอาหารกายและอาหารใจ แต่จะมีใครบ้างสนใจอาหารใจ มีแต่สนใจอาหารกาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารครบ ๕ หมู่ อาหารเสริม อาหารบำรุง อาหารอร่อยๆ ล้วนแล้วแต่เป็นอาหารทางกายทั้งสิ้น เนื่องจากไม่สนใจกับอาหารใจ ดังนั้นใจจึงทานอาหารสะเปะสะปะ ล้วนแล้วแต่เป็นอาหารพิษต่อชีวิต เป็นพิษต่อความว่าง แต่กลับบำรุงอัตตาทั้งนั้น



ถ้าหากดูแลอาหารใจให้มากกว่านี้ ความเข้าใจว่า เป็นเรา (เอตํ มม) เป็นของเรา (เอโสหมสฺมิ) เป็นตัวตนของเรา (เอโส เม อตฺตา) ก็คงไม่เจริญงอกงามอย่างนี้ พึงเข้าใจว่า อัตตาที่แท้นั้นไม่มี แต่เป็นเพราะการปล่อยจิตให้ทานอาหารโดยไม่เลือก ไม่ได้รับการดูแลนี่เองจึงทำให้อวิชชา ตัณหา และอุปาทานมีกำลังเข้าไปยึดขันธ์นี้เป็นอัตตา และมีกำลังแก่กล้าขึ้นไปเรื่อยๆ

อาหารแห่งอัตตาที่อร่อยมากก็คือ อดีตและอนาคต จิตเข้าไปทานอดีตและอนาคตหล่อเลี้ยงอัตตาให้อุดมสมบูรณ์ สารอาหารของอดีตและอนาคตก็คือ ตัณหา เมื่อจิตเสพสารอาหารคือตัณหา ผลที่ปรากฏก็คือ ความปั่นป่วน สับสน วุ่นวาย ห้ำหั่น เข่นฆ่า ทำร้าย ทำลายกันและกันของมนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้ ช่องทางเสพอาหารทางกายนั้นมีปากเป็นทางเข้า หรือไม่ก็ใช้สายยางสอดเข้าไป แต่การทานอาหารทางจิตนั้นมีช่องทางถึง ๓ ช่อง บ่งบอกถึงจิตทานอาหารมากเหลือเกิน ทานทุกขณะจิต ทานทุกลมหายใจ

ช่องที่หนึ่ง ผัสสาหาร อาหารคือสัมผัส ได้แก่ อาหารที่เกิดจากการกระทบระหว่างอายตนะภายในและอายตนะภายนอก จุดกระทบเป็นจุดที่กำลังกิน กินทางตาเรียกว่า จักขวาหาร กินทางหู เรียก โสตาหาร กินทางจมูก เรียก ฆานาหาร กินทางลิ้น เรียกชิวหาหาร กินทางใจเรียกว่า มนาหาร การกระทบทำให้ชีวิตมนุษย์ดำเนินไป โดยมากจิตเสพผัสสาหารที่มีตัณหาเป็นสารอาหารล้วน

ช่องทางที่สอง มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือเจตจำนง ได้แก่ การปรุงแต่งของจิตที่เรียกว่า สังขาร จิตก็เสพเจตจำนงที่ประกอบด้วยตัณหาเข้าไป

ช่องทางที่สาม วิญญาณาหาร อาหารคือการรับรู้ ได้แก่ การรับรู้ที่ประกอบด้วยตัณหา จิตก็เสพการรับรู้ที่มีสารอาหารคือตัณหาเข้าไป

คนเราไม่สนใจอาหารใจที่เป็นพิษนี่เลย ปล่อยจิตเสพอาหารไปตามชอบใจ จนอัตตา (Ego) อ้วนพี ยับยั้งไม่อยู่ กล้าแกร่ง ใครไปแตะต้อง เพียงแค่ใช้สายตามองนิดเดียว อัตตาจะแผลงฤทธิ์ออกมาทันที พิษของอัตตาก็คือ โลกที่เต็มไปด้วยสารพิษทุกวันนี้ แต่มนุษย์ไม่สามารถเห็นได้ เพราะเป็นวิบากกรรมของมนุษย์ ดุจดังหนอนที่เกิดในของเน่าเหม็น บอกให้หนอนทราบอย่างไร ก็ไม่มีทางเข้าใจ รู้ได้เลย

โศลกว่า “ฉลาดในการเล่นเกมกับจิต” หันกลับมาใส่ใจกับอาหารใจกันเถิด หันมาใส่ใจกับวิธีที่ใจทานอาหารเถิด ไม่ว่าจะเป็นอาหารและวิธีทานอาหารล้วนสำคัญมาก เกมที่จะไม่ให้จิตทานสารอาหารแห่งตัณหา ก็คือ เกมการอยู่กับปัจจุบัน ให้จิตทานปัจจุปันนาหาร สารอาหารที่อยู่ในปัจจุบันนี้มีผลต่อการทำลายพิษที่มีในจิต คือ ตัณหา มีผลทำให้อัตตาห่อเหี่ยว ทำให้อัตตาไร้พลัง ทำให้อัตตาสูญสลายไปในที่สุด นี่เป็นการดำรงอยู่ของพระอริยะ พระโยคาวจรพึงเลือกทานแต่ปัจจุปันนาหาร ไม่ทานอตีตาหารและอนาคตาหาร เกมอยู่ที่นี่ เป็นเกมการเลือกทานอาหาร ต้องเล่นเกมกับจิต หลอกล่อจิตให้ทานปัจจุปันนาหารให้ได้ เพื่อผลแห่งความบริสุทธิ์แห่งจิตเอง


ปัจจุบันขณะจึงเป็นกุญแจแห่งอิสรภาพ พูดง่ายแต่ทำยาก ผู้ที่ปฏิบัติกัมมัฏฐานจึงจะทราบว่า การดำรงตนอยู่ในอารมณ์ปัจจุบันนั้นยากอย่างไร จิตไม่คุ้นกับการอยู่ในปัจจุบัน จิตคุ้นกับการอยู่กับอดีตกับอนาคต เพราะในอดีตกับอนาคตนั้นมีที่ที่ให้จิตเล่นได้ เคลื่อนไหวได้อิสระ แต่ในปัจจุบันนั้นจิตไม่มีที่ให้เล่น ยิ่งไปกว่านั้นตัวมันเองทำท่าจะหายไปด้วย เพราะปัจจุบันนั้นเป็นเพียงขณะที่ไม่เหลือที่ให้จิตได้ดำรงอยู่ได้เลย

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะอัตตานั้นถ่ายทอดความเป็นใหญ่ลงในความคิด อาศัยความคิดเป็นทางเดินอาหารหล่อเลี้ยง ความคิดนั่นแหละเป็นอดีตและเป็นอนาคตเรียบร้อยแล้ว มันจึงอาศัยช่องทางนี้เสพอาหาร เกมของเราก็คือ ทำอย่างไรจึงจะอยู่ในปัจจุบันขณะได้ ก็ต้องอาศัยสติเท่านั้นไม่มีทางอื่น สติเป็นท่อหล่อเลี้ยงปัจจุปันนาหาร เมื่อสติเกิดขึ้นเมื่อใด ปัญญาก็เกิดเมื่อนั้น ปัญญาเกิดเมื่อใดปัจจุบันขณะก็เกิดเมื่อนั้น ปัญญาเกิดเมื่อใด อนัตตาก็เกิดเมื่อนั้น อนัตตาปรากฏเมื่อใด อัตตาก็สลายไปเมื่อนั้น


เกมของเราจึงอยู่ที่ไม่ให้จิตได้คิด คนทั่วไปย่อมไม่เข้าใจว่า คนไม่คิดจะอยู่ได้หรือ เป็นไปได้หรือ เพราะธรรมชาติของจิตนั้นต้องคิด เกมของเราอยู่ที่ว่า ให้จิตอยู่ในปัจจุบันขณะ ไม่สนใจมันจะคิดหรือไม่คิด แต่เกมอยู่ที่ทำอย่างไรจะให้อยู่กับปัจจุบันเท่านี้พอ ขอเพียงแต่มีสติเห็นปัจจุบันขณะ นั่นแหละจึงจะได้คำตอบว่า จิตไม่คิดมีความหมายอย่างไร ขออย่าได้นำความหมายในศัพท์ว่าจิตมาอธิบายไว้ตรงนี้ เมื่อนั้นท่านจะพลาดโอกาสเล่นเกมทันที

ปัจจุบันมิใช่กาลเวลา แต่เป็นขณะที่ไร้กาล กาลเวลามีได้เฉพาะในอดีตและอนาคตเท่านั้น ปัจจุบันเป็นศูนยตา เป็นอนัตตา ไม่มีสภาวะแห่งสวลักษณะอยู่ภายใน ปัจจุบันมีแต่สภาวะที่เป็นจริง ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากผัสสะ ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากการปรุงแต่ง ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากการเข้าไปรับรู้ ผัสสะสักว่าผัสสะ เจตจำนงเป็นเพียงเจตจำนง รับรู้สักว่ารับรู้ ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงตรัสแก่พาหิยะว่า


“ดูกรพาหิยะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อเธอเห็น จักเป็นสักแต่ว่าเห็น เมื่อฟังจักเป็นสักว่าแต่ฟัง เมื่อทราบจักเป็นสักแต่ว่าทราบ เมื่อรู้แจ้งจักเป็นสักแต่ว่ารู้แจ้ง...เมื่อนั้นเธอย่อมไม่มี ในกาลใด เมื่อเธอไม่มี ในกาลนั้นเธอย่อมไม่มีในโลกนี้ ย่อมไม่มีในโลกหน้า ย่อมไม่มีในโลกทั้งสอง นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์”

มาพิจารณาพระพุทธดำรัสนี้จะเห็นว่า การไม่เข้าไปปรุงแต่ง ไม่ให้อาหารของอัตตา กินก็สักแต่ว่ากิน สัมผัสก็สักว่าสัมผัส เจตจำนงก็สักแต่เจตจำนง รับรู้สักว่าแต่รับรู้ เมื่อนั้นจิตก็ไม่อาจเสพสารอาหารตัณหาได้อีก ก็ไม่อาจได้ช่องเลี้ยงอัตตาได้อีก

โศลกว่า “เก็บไปทีละจังหวะ เน้นทุกลมหายใจเข้าออก” อย่าได้รีบเร่ง คาดคิด กังวล เมื่อใดที่เกิดความคิด เมื่อนั้นก็แพ้ในเกมทันที ความคิดเป็นอันตราย เพราะความคิดเป็นเหยื่อล่อของอัตตา เมื่อมีความคิดอดีตและอนาคตก็เกิด ความคิดที่อยากคืออนาคต อยากได้อยากเป็นเหมือนวันก่อน ก็เป็นอนาคต พลังแห่งฉันทะถ้าเกินเส้น ล้ำแดนไปเพียงนิดก็จะกลายเป็นตัณหา คือสารอาหารทันที

พยายามเน้นทีละจังหวะ ไม่มาก ไม่น้อย ไม่ก่อน ไม่หลัง มีแต่ลมหายใจเข้าออก ไม่คาดหวังผล ไม่ใส่ใจผลข้างเคียง มีแต่ลมหายใจ ถ้าหากพิจารณาเปรียบเทียบกับการจุดไฟแบบโบราณก็จะเข้าใจยิ่งกว่าเดิมว่า ให้เน้นทุกจังหวะ เน้นทุกขณะอย่างไร เมื่ออุปกรณ์มีพร้อม วิธีการถูกต้อง ให้เริ่มลงมือทันที ใช้ไม้สีกระบอกจุดไฟ สีจนกว่าจะเกิดความร้อน สีจนกว่าจะเกิดควัน สีจนกว่าจะเกิดประกายไฟ และสีจนกว่าไฟจะติดเชื้อที่อยู่ในกระบอก ความต่อเนื่องตรงนี้คือปัจจุบัน ไม่มีระหว่างให้เว้น ไม่มีเส้นคั่นอดีต อนาคต เป็นแต่ปัจจุบันคือการสีไฟเท่านั้น ไม่มีความคิดใดเข้าไปช่วยให้ร้อน ช่วยให้ควันเกิด ช่วยให้ไฟลุก นั่นแหละเกมการสีไฟทางจิตหละ

ปัจจุบันมิใช่เป็นเรื่องเหลือวิสัยที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ เริ่มต้นด้วยวิธีการสังเกตตนเอง เมื่อใดที่เข้าไปตามรู้ความคิด เมื่อนั้นสติก็จะเกิดขึ้น ปัจจุบันมิใช่สิ่งทำให้เกิดขึ้น แต่เป็นขณะที่ดำรงอยู่ในความเป็นจริง เพียงแค่รู้สึกตัว ปัจจุบันก็ปรากฏ ปัจจุบันเป็นเหมือนศูนยตาที่เป็นความจริง แต่ที่ไม่เห็นศูนยตาหรืออนัตตา ก็เพราะไม่อาจอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง



โศลกว่า “อย่าได้มั่นใจเอาอะไรแน่นอนกับจิต” ตราบใดที่ไฟยังไม่ลุก ตราบใดที่ไฟแห่งปัญญายังไม่คงที่ ตราบใดที่สติยังไม่คงมั่น ตราบใดที่ยังไม่รู้แจ้งด้วยปัญญาญาณ ตราบนั้นก็อย่าได้มั่นใจกับจิตที่เราเล่นเกมไป เพราะจิตจะยินยอมเมื่อถูกสติแจ่มชัดในขณะนี้ แต่ในขณะอื่นไม่แน่ว่าจะเป็นเหมือนเดิม วันนี้ดูเหมือนสงบระงับ เหมือนกับว่าตนได้ลิ้มรสแห่งความสุขอันเกิดจากสงบนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า มื้อหน้าจะเป็นเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นเกมกับจิตนี้เป็นเกมตลอดเวลา ไม่ใช่เกมในขณะเฉพาะขณะที่อยู่ในรูปแบบเท่านั้น จึงพบเห็นเสมอว่า ผู้ปฏิบัติธรรมหลายต่อหลายคนแพ้ต่อเกมดูจิต เกมทานอาหารปัจจุบัน ทั้งที่เคยเล่นชนะมาบ้างแล้วในบางครั้ง แต่นั่นเป็นการผ่อนปรนของอัตตาในบางขณะเท่านั้น

พระเถระผู้หนึ่งเข้าใจว่าตนนั้นเอาชนะอัตตาแล้ว เข้าใจว่า ตนดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะแล้ว ตนเองบริสุทธิ์แล้ว เป็นผู้ชนะในเกมแล้ว แต่หารู้ไม่ว่า อัตตาได้ซ้อนมิติเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง ซ้อนเข้าไปให้หลงคิดและหลงยึดว่า ตนนั้นบรรลุแล้ว ตนนั้นเป็นอิสระแล้ว ตนนั้นได้ไม่ได้เสพอาหารแห่งตัณหาแล้ว อยู่มาวันหนึ่งมีสามเณรที่เป็นผู้หลุดพ้นแล้วอย่างแท้จริงทราบถึงการถูกอัตตาลวงพระเถระอยู่อย่างนั้น ครั้นจะบอกโดยตรงก็ไม่เป็นผลแน่ และยิ่งจะทำให้พระเถระนั้นอาจล่วงเกินทางความคิด เป็นจิตอกุศล ผูกพันกลายเป็นเวรกรรมต่อไป สามเณรจึงได้เล่นเกมซ้อนเกม เพื่อให้เผยอัตตาที่หลบอยู่ด้านหลังฉากให้ออกมาปรากฏต่อพระเถระให้ได้


พอได้จังหวะและเวลา สามเณรจึงประลองฤทธิ์กับพระเถระ โดยพระเถระแปลงการเป็นกวาง สามเณรแปลงเป็นเก้ง พระเถระแปลงร่างเป็นนก สามเณรแปลงร่างเป็นกระรอก พระเถระแปลงร่างเป็นสิงห์โต สามเณรแปลงร่างเป็นงู พระเถระแปลงร่างเป็นช้าง สามเณรแปลงร่างเป็นเสือ ทันใดนั้นเสือได้ทำทีกระโจนเข้าหาช้าง ช้างตกใจร้องลั่นวิ่งกระเจิง สามเณรจึงเตือนสติว่า ก็เมื่อบรรลุแล้วยังจะตกใจกลัวตายอยู่หรือ เพียงเท่านั้นพระเถระจึงได้สติทันทีว่า ตนนั้นถูกอัตตาลวงเข้าให้ หลงผิดคิดว่าตนนั้นเป็นผู้บรรลุแล้ว

อย่าได้ประมาทดูเบาในการเล่นเกมกับจิต ในที่นี้ใช้คำว่าเล่นเกม ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า การเล่นเกมนั้นมีความพิเศษในเกม ที่มีกฎกติกา มีผลแพ้ชนะ มีลักษณะของกรอบของเกมที่ชัด แท้ที่จริงแล้วการเล่นเกมนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง มีความสำคัญถึงขั้นเวียนว่ายตายเกิด และถึงขั้นหลุดพ้นจากสังสารวัฏเป็นเดิมพันเลยทีเดียว


นี่คือ โศลกที่สิบสี่แห่งคัมภีร์สุวิญญมาลา

1 ความคิดเห็น:
บทความที่ใหม่กว่า บทความที่เก่ากว่า หน้าแรก