วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2554

วาจาหยั่งตื้นลึก



โศลกที่สิบสาม "วาจาหยั่งตื้นลึก"

“ปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องยาก”
ดูเหมือนผู้กล่าวจะลึกซึ้งในธรรม
ผู้กล่าวธรรมต่างกับผู้ปฏิบัติธรรม
คนติดตามพระวิปัสสนาจารย์
ย่อมได้ฟังคำบรรยายในที่ทุกหนแห่ง
การฟังรู้กับการปฏิบัติรู้
รู้ในวิถีสุตตะกับรู้ในวิถีวิปัสสนา
มีลักษณะต่างกันเป็นมุมทแยง

ทักษะอะไรทุกอย่างที่เกิดจากการกระทำที่ช่ำชองย่อมกลายเป็นความสามารถที่น่าตะลึง น่าอัศจรรย์ แม้แต่เรื่องง่ายๆ เช่น การขี่จักรยาน การเล่นกีตาร์ การเล่นยิมนาสติก จะเห็นได้ว่า การฝึกฝนกว่าจะเป็นแต่ละอย่างนั้นต้องผ่านขั้นตอนที่ใช้เวลา และค่าตอบแทนทางร่างกายก่อน การฝึกขี่จักรยาน ใครบ้างฝึกได้โดยไม่เคยล้มเลย ใครบ้างฝึกเล่นกีตาร์โดยไม่เคยแกะหนังนิ้วมือออก ใครบ้างฝึกกายกรรมยิมนาสติกโดยไม่หกล้มบาดเจ็บเลย เพราะกว่าจะเป็นผู้มีทักษะเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ต้องผ่านการทรงตัวให้ได้ ผ่านการยกนิ้วจับคอร์ดไวให้ทัน ผ่านการดีด (spring) ตัวให้ได้ ทักษะเหล่านี้ผู้ฝึกฝนถึงทราบว่ามันยากเพียงไหน ยากอย่างไร ใช้เวลานานเพียงไร

การฝึกฝนทางจิตที่เรียกว่า การปฏิบัติธรรมมีความยากกว่านั้นอีก การฝึกกายเป็นเรื่องทำได้ง่ายกว่าถ้าหากทำถูกวิธี และกระทำติดต่อกัน เห็นผลตามกำหนดเวลาที่เรียน อาจเป็นหนึ่งสัปดาห์บ้าง หนึ่งเดือนบ้าง หรือหนึ่งปีบ้าง แต่การฝึกฝนทางจิตนั้นไม่อาจกำหนดอย่างนั้นได้ เพราะจิตนั้นไม่เคยเชื่อฟังตามที่เคยได้ฝึกมา วันนี้อาจฝึกได้ประมาณเท่านี้ ดูเหมือนมีความก้าวหน้า ก็ไม่ได้หมายความว่าจะฝึกต่อได้จากวันนี้ไปอีก ก็ต้องมาเริ่มใหม่ ฝึกใหม่ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นก็เพราะจิตเป็นธรรมชาติคิด รับและรู้อารมณ์ เมื่อเกิดมีผัสสะกับอะไร อย่างไรในวันหนึ่งจิตก็จะแสดงอาการอย่างหนึ่งอย่างใดออกไป อาจเป็นทั้งคุณและเป็นทั้งอุปสรรคต่อการฝึกได้ การฝึกจิตจึงเป็นงานที่ยากและละเอียดอ่อนมาก


ที่สำคัญมากไปกว่านั้น การประเมินผลการฝึกจิตไม่ใช่อยู่ที่ต้องการฝึกให้จิตช่ำชองและเชี่ยวชาญในสมาธิตามที่เราเข้าใจ สมาธิตามที่คนทั้งหลายเข้าใจก็คือ ทำให้จิตมีพลัง ทำให้จิตมีอำนาจ ทำให้จิตสงบ ทำให้เกิดความสุข ทำให้ลืมเรื่องราวในชีวิต ทำให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ นั่นไม่ใช่การฝึกจิตตามแนวพระพุทธศาสนา การฝึกจิตตามแนวพระพุทธศาสนานั้นอยู่ที่ว่า กิเลสลดลงหรือไม่ กิเลสเบาบางไปหรือไม่ กิเลสสะเทือนบ้างหรือไม่ ถ้าจะให้เห็นเป็นกระบวนการปฏิบัติก็คือ สติรู้เท่าทันบ่อเชื่อมต่ออารมณ์ภายนอก บ่อเชื่อมต่ออารมณ์ภายใน ณ จุดกระทบที่เรียกว่า ผัสสะ ได้ทันทีหรือไม่


จุดกระทบนี้เป็นจุดฐานที่ตั้งแห่งวิญญาณ สติได้เข้าไปรู้เท่าทันหรือไม่ ถ้ารู้เท่าทัน ผัสสะก็เป็นสักว่าผัสสะ ฐานที่ตั้งแห่งวิญญาณ ก็เป็นเพียงสักว่าฐานที่ตั้งแห่งวิญญาณ ไม่มีผลสืบต่อไปที่ไหนอีก กล่าวคือ ไม่ส่งผลไปสู่อารมณ์ความรู้สึกอะไรอีก เมื่อสติรู้เท่าทันจุดกระทบเช่นนี้ กิเลสก็ลด กิเลสก็ระงับ กิเลสก็เบาบางลง และสิ้นลงในที่สุดอันเป็นผลมาจากการไม่มีฐานให้กิเลสได้ตั้งอยู่สืบต่อไปนั่นเอง ถ้าสติรู้เท่าทันได้มาก ได้เร็ว ได้นาน ได้ตลอด ก็ย่อมทำให้กิเลสสงบระงับไปคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ได้เท่านั้น นี่คือผลแห่งการฝึกจิตตามแนวพุทธ

โศลกว่า “ผู้กล่าวธรรมต่างกับผู้ปฏิบัติธรรม” ประเทศไทยของเราจึงมีแต่ผู้ใช้ความรู้สึกวัดผู้อื่น เห็นคนอื่นมีทักษะอะไร ก็กล่าวไปโดยง่ายว่า ตนก็สามารถทำได้อย่างนั้น เห็นใครขี่จักรยานปล่อยมือได้ ก็เข้าใจว่าตนสามารถทำได้อย่างนั้น เห็นคนอื่นเขาเล่นกีตาร์ได้ ก็เข้าใจเอาเองว่าตนเองก็สามารถทำได้อย่างนั้น เห็นคนอื่นพูดภาษาอังกฤษได้ ก็เข้าใจว่าตนเองก็สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ จึงทำให้คนไทยเรามีคนประเภทนี้เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งในวงการปฏิบัติธรรม ก็เห็นผู้อื่นปฏิบัติธรรม ก็เข้าใจว่า การปฏิบัติธรรมไม่เห็นยากอะไร ตนก็ทำได้ แค่นั่งสมาธิ บ้างกล่าวว่าไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิด้วยซ้ำ แค่มองเห็นก็เข้าใจว่า ปฏิบัติธรรมแล้ว แน่นอน ถ้าเป็นวาจาที่กล่าวถึงการปฏิบัติธรรมแล้วไม่ยากจริงๆ ด้วยเหตุนี้ คนโดยส่วนมากปฏิบัติธรรมเฉพาะทางวาจา นั่งบรรยาย ยืนบรรยาย กล่าววาจาให้คนสงบ กล่าววาจาให้คนหมดกิเลส กล่าวให้คนระงับความโกรธ กล่าวให้คนมีเมตตา กล่าวให้คนมีความรัก กล่าวให้คนได้ฌาน กล่าวให้คนมีสมาธิ กล่าวให้คนฟังตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงบรรลุธรรม พูดให้เป็นถึงระดับพระอริยบุคคล แต่ทั้งผู้กล่าวและผู้ฟังก็หาได้เคยลิ้มรสแห่งการปฏิบัติตามที่กล่าวนั้นเลย
ดุจดังการอธิบายประเทศสหรัฐอเมริกาให้นักศึกษาในชั้นเรียนในประเทศไทยฟัง โดยที่ทั้งครูและนักศึกษาในห้องก็ไม่เคยได้ไปประเทศสหรัฐเลย พอฟังแล้วก็เข้าใจเอาว่าตนเคยได้ถึงอเมริกาแล้ว เข้าใจอเมริกาแล้ว เคยได้สัมผัสบรรยากาศที่ประเทศสหรัฐอเมริกามาแล้ว ฉะนั้น


ผู้กล่าวธรรมย่อมพูดได้ ตรองเอาได้ สำคัญเอาได้ ยึดถือเอาได้ด้วยเพียงวาจา แม้กระทั่งกิเลสมาก น้อย ลด เพิ่ม สงบ ระงับ ก็พูดเอาด้วยวาจา วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา อุเบกขา ก็พูดเอาด้วยวาจา นี่จึงแตกต่างกันระหว่างผู้ปฏิบัติธรรมกับผู้เพียงกล่าวธรรม จึงนับเป็นอันตรายที่ต้องเตือน ไม่ใช่เฉพาะกาลปัจจุบันเท่านั้น ในครั้งพุทธกาล พระอานนท์แม้กระทั่งท่านได้บรรลุพระโสดาบันแล้ว ได้ลิ้มรสแห่งธรรมบ้างแล้ว หยั่งรู้และเห็นกระแสแห่งนิพพานบ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้อยู่ในแดนแห่งธรรมอย่างสมบูรณ์ ท่านก็เข้าใจว่า การปฏิบัติธรรม (ปฏิจจสมุปบาท) นั้นไม่ใช่เรื่องยากอะไร เป็นเรื่องง่ายๆ เป็นเรื่องตื้นๆ เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็คงทำได้ พระพุทธเจ้าก็ทรงตรัสเตือนพระอานนท์ว่า




“ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม”

เป็นพุทธพจน์ที่พระองค์ทรงแสดง สื่อให้ทราบว่า คำว่า เห็น มิได้เห็นด้วยรูปคือตา เห็นด้วยสัญญาคือความจำ เห็นด้วยสังขารคือปรุงแต่ง เห็นด้วยวิญญาณคือคิดเอา แต่เป็นเห็นด้วยยถาภูตญาณทัสสนะ นั่นคือ ปัญญาญาณ อันเกิดจากการปฏิบัติ เพราะการเห็นเช่นนี้เท่านั้นจึงทำให้กิเลสลดลง กิเลสระงับลง กิเลสหมดสิ้นไปได้จริง
นอกจากนั้น ปัจจุบัน ไม่เพียงแต่นิยมบรรลุธรรมกันทางโวหาร ทางวาจา และการตรองเอาแล้ว ยังชอบบรรลุธรรมกันทางภาษาศาสตร์ โสดาบันคืออะไร สกิทาคามีคืออะไร อนาคามีคืออะไร อรหันต์คืออะไร นิพพานคืออะไร ก็ถกกันให้เห็นถึงรากศัพท์ แยกศัพท์ ตัดต่อศัพท์ สร้างประโยค เห็นถึงรูปประโยค เห็นถึงแก่นภาษา ยกพุทธพจน์มาอ้างกันอย่างเอาจริงเอาจัง บอกได้ด้วยว่า ถ้าจะบรรลุโสดาบันต้องขจัดกิเลสตัวใดได้บ้าง สักกายทิฏฐิเป็นอย่างไร วิจิกิจฉาเป็นอย่างไร สีลพัตตปรามาสเป็นอย่างไร ดุจดังว่า ตนเองเป็นผู้บรรลุธรรมแล้ว เข้าถึงธรรมแล้ว
นี่เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ลองไปในสำนักเรียนบาลี เข้าไปในสำนักเรียนอภิธรรม เข้าไปในสำนักปฏิบัติธรรมดู ท่านจะเข้าใจถึงการบรรลุธรรมทางโวหารและทางภาษาศาสตร์กันอย่างมากมาย เพียงแค่แปลไม่ถูกตามหนังสือที่กำหนดก็มีอาการหงุดหงิดทั้งคนสอนและคนเรียน ถ้าจำจำนวนจิตไม่ได้ตามที่ระบุไว้ในหนังสือ ผู้เรียนอภิธรรมก็จะถกเถียงกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียดอย่างไม่มีใครยอมใคร ถ้าคุณลองนั่งที่เจ้าประจำเคยนั่งในสถานปฏิบัติธรรม คุณจะเข้าใจสายตาของผู้บรรลุธรรมแบบโวหารได้ดี
ถ้าหากพระโพธิธรรม (ตั๊กม้อ) มาเยือนประเทศไทยในขณะนี้ ท่านก็คงต้องใช้วิธีเดียวกันกับที่เคยใช้ในประเทศจีน เพราะสถานการณ์ในประวัติศาสตร์ช่างเหมือนกันมาก ไม่ว่าจะเป็นการนิยมสร้างศาลา กุฏิ เจดีย์ วิหาร อุโบสถ นิยมสร้างพระพุทธรูปเช่าบูชา นิยมหล่อรูปเหมือนพระเกจิอาจารย์ นิยมเช่าบูชาและปล่อยเก็งกำไรเหรียญปลุกเสกพิมพ์ต่างๆ นิยมพิมพ์หนังสือธรรมขาย นิยมทำอัลบั้ม VCD DVD จำหน่ายจ่ายแจก นิยมจับกระแสโลกวัยรุ่น

พระโพธิธรรมเมื่อต้องการจะเผยแผ่ธรรมที่แท้จึงได้เข้าไปสู่ถ้ำแล้วปฏิบัติธรรมให้เห็น จนทำให้ชาวพุทธจีนรับพระพุทธศาสนาแห่งการปฏิบัติ มิใช่แบบโวหาร พระโพธิธรรมอาจแปลกใจก็ได้ถ้ามาในประเทศไทย เพราะผลที่ได้อาจไม่เป็นไปดั่งที่เกิดขึ้นในประเทศจีน เพราะอาจถูกตั้งข้อหา ปฏิบัติธรรมมากเกินไป ปฏิบัติธรรมเข้าข่ายทุกกรกิริยาตามความเข้าใจแบบภาษาศาสตร์ของคนไทยได้ และจะถูกประท้วง ถูกขับไล่ไปในที่สุด

โศลกว่า “รู้ในวิถีสุตตะกับรู้ในวิถีวิปัสสนา” ในระดับของการรับรู้จนเป็นปัญญาของคนนั้นมีการระดับของการรับรู้ที่เรียกว่า ทางแห่งปัญญานั้นมี ๓ ทาง

ช่องทางที่หนึ่ง ความรู้ที่เรียกว่า ปัญญา นั้นได้มาจากการอ่าน การเห็น การฟัง ปัญญาหรือความรู้ที่ได้ในช่องทางนี้เป็นระดับข้อมูล เป็นระบบการรวบรวมข้อมูล ผู้ใดรวบรวมข้อมูลได้มาก ทรงจำไว้มาก ผู้นั้นก็ได้ชื่อว่า มีปัญญามาก จึงเรียกว่ามี สุตตมยปัญญา คนที่มีปัญญาในช่องทางนี้ส่วนมาก เป็นพวกนักวิจัย เป็นพวกนักประวัติศาสตร์ เป็นพวกหนอนตำรา นักวิชาการทั้งหลาย พวกนี้จดจำแม่น อ้างเล่ม ข้อ หน้า วัน เดือน ปี ได้แม่น

ช่องทางที่สอง ความรู้ที่เรียกว่า ปัญญา นั้นได้มาจากการคิด พิจารณา การจินตนาการ การนึกมโนภาพ ความรู้ในช่องทางนี้เป็นระดับความคิดแยกแยะข้อมูล สังเคราะห์ข้อมูล ผู้ใดคิดได้รอบคอบ คิดได้เก่ง จินตนาการได้บรรเจิด ผู้นั้นก็ได้ชื่อว่า มีปัญญามาก จึงเรียกว่า จินตามยปัญญา คนที่มีปัญญาในช่องทางนี้ส่วนมาก ก็คือ นักออกแบบ นักสร้างภาพยนตร์ นักเขียนนิยาย นักศิลปะ นักกวี นักประดิษฐ์ นักเพ้อฝันทั้งหลาย พวกนี้จินตนาการได้อย่างกว้างไกล ไร้ขอบเขต ไอน์สไตน์ชื่นชมคนจำพวกนี้
ช่องทางที่สาม ความรู้ที่เรียกว่า ปัญญา นั้นได้มาจากการเห็นแจ้งตามความเป็นจริง เป็นความลุกโพลงขึ้นจากความเต็มเปี่ยมแห่งสติ ความรู้ในช่องทางนี้เป็นระดับแปรเปลี่ยนฐานจิตจากปุถุชนเป็นกัลยาณชน จากกัลยาณชนเป็นอริยชน ผู้ใดเข้าถึงความเป็นสมมติปรมัตถ์ได้ สลายขันธ์ ธาตุ อายตนะได้ ละความพึงพอใจ ถอนความอยาก ดับอวิชชา สลัดคืนอุปาทาน ผู้นั้นชื่อว่า มีปัญญาตามแนวพุทธ จึงเรียกว่า ภาวนามยปัญญา ผู้ที่มีปัญญาในช่องทางนี้ก็คือ ผู้อยู่เหนือโลก ผู้พ้นจากบ่วงแห่งมาร เป็นอเสขบุคคล พระพุทธศาสนาชื่นชมคนจำพวกนี้

ความรู้ระดับปัญญาญาณนี้เท่านั้นสามารถแปรเปลี่ยนฐานจิตจากคนหนึ่งให้เป็นอีกคนหนึ่งได้ เป็นปัญญาเกิดจากการอบรมภาวนา เป็นความรู้ที่ต่างกันแบบทแยงมุมระหว่างสุตตมยปัญญา และต่างกันคนละมิติกับความรู้แบบจินตามยปัญญา การรู้แบบสุตตะนั้นที่เราเรียกว่า พวกพจนานุกรมเคลื่อนที่ พวก Encyclopedia เคลื่อนที่ ปัจจุบันจึงมีคนเปรียบเทียบว่า พวกนี้ไม่ต่างอะไรกับการได้ Computer แบบพกพาสักเครื่องเท่านั้นเอง ถ้าหากจะจ้างหรือให้เงินเดือนกับคนพวกนี้ก็ให้เท่ากับหรือน้อยกว่า Computer แบบพกพาก็พอ

วิปัสสนาเป็นเครื่องมือในการได้มาซึ่งความรู้หรือปัญญานั้นมา เป็นตบะ เป็นความร้อน เป็นเครื่องเผา เปรียบเทียบกับการกลั่นน้ำมัน น้ำมันเตาหรือน้ำมันดิบก็มีคุณสมบัติคล้ายกับคน คือมีศักยภาพที่จะแปรเปลี่ยนได้ขอเพียงให้มีการกลั่น
เมื่อใช้ความร้อนเผาในโรงกลั่นที่มีองศาประมาณหนึ่ง น้ำมันดิบก็จะแปรเปลี่ยนคุณลักษณะไปเป็นน้ำมันอีกประเภทหนึ่งอาจเรียกว่า น้ำมันยางมะตอย แต่เมื่อเผาด้วยองศามากขึ้นประมาณ ๒๐๐ องศาเชียลเซียส น้ำมันก็จะแปรเป็นน้ำมันก๊าด หากกลั่นด้วยองศาที่มากขึ้นประมาณ ๓๗๐ ก็จะได้น้ำมันดีเซล หากกลั่นด้วยองศาประมาณ ๕๐๐ องศา ก็จะแปรเปลี่ยนเป็นน้ำมันเบนซิน แต่ถ้ากลั่นด้วยองศาที่มากกว่านี้ ก็จะเป็นน้ำมันที่ใช้กับเครื่องบินธรรมดา และถ้ามากขึ้นไปอีกก็จะเป็นน้ำมันเครื่องบินไอพ่น (Aviation Turbine Fuels) ซึ่งมีความบริสุทธิ์สะอาดสูง มีประสิทธิภาพสูง
เช่นเดียวกับคนที่ได้ฝึกวิปัสสนาอันหมายถึงเผาด้วยไฟคือตบะที่มีความร้อนมากขึ้น ฐานจิตก็จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นลำดับ จากปุถุชนก็จะแปรเปลี่ยนเป็นกัลยาณชน จากกัลยาณชนก็จะเป็นอริยชนชั้นต้น ชั้นกลางและชั้นสูงตามลำดับ น้ำมันที่ถูกกลั่นแล้วไม่กลับกลายแปรเปลี่ยนเป็นอย่างเดิมอีกฉันใด บุคคลที่บำเพ็ญวิปัสสนาด้วยไฟตบะแล้วก็ไม่กลับกลายได้ฉะนั้น ขอให้อย่าได้ดูเบาการเผาด้วยไฟแห่งตบะ ด้วยวิธีวิปัสสนา ด้วยภาวนา มีแต่การเผาอย่างนี้เท่านั้นจึงจะเปลี่ยนแปลงได้ ฐานจิตจึงจะเปลี่ยนได้ อัตตาจึงกระเทือนได้

นี่คือ โศลกที่สิบสามแห่งคัมภีร์สุวิญญมาลา

วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

My favorite

Now, nothing is better than the Eagle.








ชีวิตบำเพ็ญ


โศลกที่สิบสอง "ชีวิตบำเพ็ญ"

อย่าได้แยกธรรมออกจากภาระหน้าที่
การดำเนินชีวิตคือการเดินตามธรรม
วิถีแห่งพุทธะที่แท้คือการอยู่ในธรรม
จิตจะเข้าถึงธรรมได้
ก็ต่อเมื่อจิตมีแต่เมตตาต่อสรรพสัตว์
การนั่งสมาธิเป็นเพียงการฝึกธรรม

และเป็นการพักผ่อนทางจิตเท่านั้น
ลมหายใจคือธรรม
การกระทำคือธรรม
จิตที่งดงามคือธรรม
ความอ่อนน้อมถ่อมตน
การเอื้อเฟื้อเสียสละ
ชีวิตที่บำเพ็ญ
และรอยยิ้มแห่งเมตตา
นั่นต่างหากที่สื่อถึงธรรม




ความเป็นธรรมดาเป็นเรื่องที่กระทำได้ยาก เนื่องจากอัตตานั้นไม่ต้องการให้มนุษย์อยู่อย่างธรรมดา เพราะเมื่อมนุษย์อยู่อย่างธรรมดา อยู่อย่างธรรมชาติเมื่อใด อัตตาก็ไร้อาภรณ์เมื่อนั้น อัตตาที่ไร้อาภรณ์ตกแต่งเป็นอัตตาที่ไร้อำนาจ ไหนเลยจะยินยอมให้มนุษย์ทำเช่นนั้นได้ อาภรณ์ของอัตตาก็คือเงื่อนไขทั้งหลายในชีวิตนั่นเอง อาหารต้องไม่ธรรมดา เสื้อผ้าต้องไม่ธรรมดา แฟนต้องไม่ธรรมดา เพื่อนต้องไม่ธรรมดา บ้านต้องไม่ธรรมดา การเดินทางต้องไม่ธรรมดา เงื่อนไขเหล่านี้จะทำให้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องจริง เรื่องจริงๆ ต้องไม่ธรรมดา



ความเป็นธรรมชาตินั้นเปลือยเปล่าเกินไป อย่างน้อยต้องเป็นธรรมชาติที่ไม่ธรรมดาจึงจะเป็นธรรมชาติที่แท้จริง ชีวิตของคนตกอยู่ภายใต้อำนาจแห่งความคิด ความดำริและการปรุงแต่ง เงื่อนไขเหล่านี้เองทำให้ชีวิตของมนุษย์มีแต่สิ่งแปลกปลอมเข้ามา อัตตาก็จะใส่ความไม่ธรรมดาเข้าไป อัตตาจะบอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่ชีวิตนี้จะเป็นเพียงแค่ชีวิตธรรมดา ต้องไม่ธรรมดา ธรรมชาติธรรมดานั้นคิดทำอะไรไม่ได้ นี่คือเงื่อนไข



ต้องระมัดระวัง ความอยากที่จะเป็น เพราะความอยากที่จะเป็นนี่คือสาเหตุนำไปสู่ความไม่เป็นธรรมชาติที่ธรรมดา ลองตั้งคำถามดูสิ ชีวิตที่เป็นธรรมชาติธรรมดาเป็นอย่างไร ในที่สุดก็ต้องหาคำตอบ เพราะมีความอยากก็ต้องมีการสนองความอยาก ผู้คนชอบหาคำตอบจากผู้อื่น และดูเหมือนทุกคนก็ชอบที่จะให้คำตอบ เนื่องจากทุกคนต้องการแสดงให้ใครต่อใครเห็นถึงความเป็นผู้ฉลาดของตน ยิ่งแสวงหาก็จะยิ่งไม่พบ เพราะความเป็นธรรมชาติของธรรมดานั้นไม่อาจหาได้ด้วยการนำมาเติมใส่ สิ่งที่เติมใส่นั้นเป็นของปลอมทั้งสิ้น เป็นอาภรณ์ของอัตตาทั้งนั้น


อัตตาจะยิ่งพอใจหากได้คำตอบที่ถูกใจ ยกตัวอย่างเช่น การจะกินอาหารอย่างธรรมดาทำอย่างไร คำตอบของคนไม่ทานอาหารเย็นก็จะบอกว่า ต้องไม่ทานอาหารเย็น คนที่ชอบอาหารเจ ก็บอกว่า ต้องทานอาหารเจบ้าง ต้องมังสะวิรัตบ้าง ต้องจืดๆ บ้าง ซึ่งล้วนแล้วแต่จะได้คำตอบมา ยิ่งคำตอบที่ได้มาจากศาสตราจารย์ ท่านจะได้รับคำตอบที่น่าพอใจกับการทานอาหารที่เป็นธรรมดา เพราะเขาจะสรรหาถ้อยคำที่ไพเราะเพราะพริ้ง เคลิบเคลิ้ม น่าฟัง ทำให้น่าเชื่อว่าอาหารที่เขาบอกนั่นแหละเป็นอาหารที่ธรรมดาที่สุด แท้ที่จริงเพียงแค่การตั้งคำถามก็ทำให้ผิดทางแล้ว เป็นเล่ห์กลของอัตตาต่างหากที่ทำให้คนไม่สามารถอยู่อย่างธรรมดาได้ จึงได้ใส่ความอยากไว้ในความสงสัยเสียตั้งแต่ต้น


อย่าว่าแต่มนุษย์เลย แม้กระทั่งสัตว์ก็สูญเสียความเป็นธรรมชาติไปแล้ว ดังคำที่เรากล่าวกันแบบเสียดสีหมาว่า “เสียหมา” ก็แปลว่า แม้แต่หมาก็ถูกความไม่ธรรมดานี้ครอบงำไปแล้ว หมาเริ่มมีท่าทีฉลาดแกมโกง และเริ่มเป็นหมาการเมืองมากขึ้น ลองไม่ให้มันนั่งในห้องรับแขกเมื่อแขกมาเยี่ยมบ้านคุณสิ มันจะทำหน้าไม่พอใจ แต่ถ้าหากมันทำอย่างนั้นมันจะไม่ได้รับความเห็นใจจากเจ้าของทันที มันจึงเก็บความไม่พอใจไว้ แต่ทำทีเป็นพะเน้าพะนอ กระดิกหาง ทำหน้าเจี๋ยมเปี้ยมใส่คุณ ทำให้คุณยินยอม นี่เริ่มเสียหมาแล้ว ไม่ใช่ธรรมชาติของหมาแล้ว หมาเริ่มเลียนแบบคนแล้ว

มีเรื่องเล่าว่า มีหญิงวัยชราคนหนึ่งชอบนั่งและนอนบนโซฟาตัวโปรดอย่างมาก เธอมักจะนั่งและนอนหลับอยู่ที่โซฟาตัวโปรดนี้เสมอ เธอมีสุนัขอยู่ตัวหนึ่งที่ชอบขึ้นมานั่งที่โซฟาตัวนั้นเมื่อเธอลุกไป เธอรู้สึกเคืองเมื่อมีมันมาครอบครองที่นั่งที่นอนของเธออย่างนั้น แต่เธอก็ไม่กล้าที่จะไปลากมันลงจากโซฟา เธอได้แต่ไปยืนที่หน้าต่างพร้อมกับตะโกนดังๆ ว่า แมวมาแล้วๆๆ สุนัขได้ยินเสียงก็กระโดดลงจากโซฟาวิ่งไปเห่าที่นอกหน้าต่าง อยู่มาวันหนึ่งมันเข้ามาในห้องเห็นหญิงวัยกลางคนนอนโซฟาตัวนั้นอยู่ มันก็ไปยืนที่หน้าต่างแล้วก็เห่าอย่างเอาจริงเอาจังเหมือนดังว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นที่นั่น สตรีวัยกลางคนจึงพรวดลุกขึ้นมาที่หน้าต่าง เจ้าสุนัขก็เดินหลบไปเงียบๆ ขึ้นไปนอนแทนเธอ

เห็นไหมว่าแม้แต่หมาก็เริ่มสูญเสียความเป็นธรรมชาติ มันเริ่มสร้างเงื่อนไขเป็น เริ่มเสริมอาภรณ์แห่งอัตตาของมันเป็น เนื่องจากการเลียนแบบคนนั่นเอง ทุกวันนี้คนได้กลายเป็นคนพลาสติกไปทุกวันแล้ว เป็นคนที่ไม่เป็นธรรมชาติไปเกือบค่อนโลก คนได้เข้าไปอยู่ภายในห้องรวมคนบ้าที่เรียกกันเสียไพเราะว่า “ตลาดหลักทรัพย์”

ไม่ว่าจะเป็น ดาวน์ โจนส์ (Dow Jones) แนสแด็ก (NASDAQ) ฟุตซี่ (FTSE) นิคเคอิ (Nikkei) ล้วนแล้วแต่เป็นที่รวมคนบ้าอยู่ จะเห็นได้ว่าวันๆ หนึ่งพวกนี้จะยกไม้ยกมือกันวุ่นเพื่อแสดงให้เห็นถึงการเล่นหุ้น ซื้อหุ้น ขายหุ้น นั่นคืออาภรณ์ของอัตตาขนานแท้ อัตตาตัวแม่เลยทีเดียว
สิ่งที่เขากระทำกันก็เพื่อเติมแต่งอัตตากันอย่างเอาจริงเอาจัง นั่นคือโรงละครแห่งคนบ้าที่แท้ เขาเหล่านั้นได้สูญเสียความเป็นธรรมชาติของคนไปแล้ว ชีวิตของเขาขึ้นลงไปตามตัวเลขที่ขึ้นๆ ลงๆ อารมณ์ของเขาก็ผันผวนตามดัชนีหุ้นที่ผันผวน สิ่งที่เขาต้องการก็คือตัวเลขที่ขึ้นๆ ลงๆ ชีวิตของเขาก็สูญสิ้นไปตามตัวเลขที่ขึ้นๆ ลงๆ ตัวเลขเหล่านั้นเขาสมมติกันว่าเป็นคุณค่าของชีวิต เป็นความร่ำรวยของชีวิต นี่คือความไม่เป็นธรรมชาติที่ไม่ธรรมดาของชีวิต ชีวิตที่ไม่เป็นธรรมชาติ

โศลกว่า “ลมหายใจคือธรรม” คนทั้งหลายไม่ได้สนใจลมหายใจเข้าออกที่แสดงถึงปราณ ที่แสดงถึงความมีชีวิตอยู่ ลมหายใจนี้หล่อเลี้ยงชีวิตนี้ให้เป็นไป น้อยคนนักจะเฝ้าพิจารณาลมหายใจ ลมหายใจนี่แหละเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องทำอะไร เป็นความบริสุทธิ์ เป็นธรรมดา ธรรมชาติ ชีวิตนี้เป็นธรรมชาติอย่างนี้ ธรรมชาติที่เป็นธรรมของลมหายใจ ผู้ใดเข้าถึงลมหายใจก็เข้าถึงธรรมชาติ ผู้เข้าถึงธรรมชาติก็เข้าถึงลมหายใจ ไม่ต้องมุ่งหวังอาภรณ์ตกแต่งใด เป็นความหมดจด สะอาด ธรรมชาติ ไม่ต้องทำอะไร เพียงแค่หายใจเข้าและออก ชีวิตนี้ก็เต็มเปี่ยมด้วยความเป็นธรรมดา ไม่ต้องคิดให้พิเศษอะไรอีก


ความเป็นพุทธะก็คือการเข้าถึงลมหายใจนี้ บริหารลมหายใจนี้ไปด้วยความบริสุทธิ์ ปราณนี้มีพลังยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่พอจะทำให้อัตตาเหี่ยวแห้งสลายไป ในลมหายใจไม่มีที่ให้อัตตาได้ประดับตกแต่งอาภรณ์ ให้ปรุงแต่ง ให้ประดับประดา ให้ไม่เป็นธรรมชาติได้ง่าย ดังนั้น ลมหายใจนี้จึงเป็นธรรมชาติ ธรรมดา และเป็นธรรมสภาวะ

แน่นอนว่า ในขณะที่หายใจก็เป็นวิถีชีวิต เป็นกิจกรรมของชีวิต เป็นความรับผิดชอบ เป็นภาระหน้าที่ เป็นการดำเนินชีวิต ทุกกิจกรรมที่อยู่ภายใต้ลมหายใจนี้จึงเป็นธรรม ไม่ต้องไปใส่ยี่ห้อว่า ลมหายใจพุทธ ลมหายใจคริสต์ ลมหายใจยิว ลมหายใจอิสลาม ลมหายใจพ่อค้า ลมหายใจประชาชน ลมหายใจนักการเมือง นายก ฝ่ายค้าน รัฐบาล เพราะลมหายใจนั้นเป็นธรรมชาติไม่ประดับประดา ไม่มีอาภรณ์ของอัตตา ผู้เข้าถึงธรรมชาติของลมหายใจย่อมเป็นธรรมชาติเดียวกัน ลมหายใจไม่ได้แบ่งชั้นวรรณะ ลมหายใจไม่มีเล่ห์กล


นักปฏิบัติธรรมหนุ่มผู้หนึ่งต้องการแสวงหาอาจารย์ที่คู่ควรในการเป็นอาจารย์ของตน เพราะอาจารย์ที่พบเห็นทั่วไปนั้นธรรมดาเกินไป เขาจึงแสวงหาอาจารย์ไปทั่วประเทศ ในที่สุดเขาก็พบอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับคนหนึ่ง เขาจึงขอสมัครเป็นศิษย์ศึกษาอยู่ที่นั่น จนแล้วจนรอดเขาไม่เห็นได้รับอะไรที่เรียกว่า พิเศษจากอาจารย์ท่านนี้เลย เขาปรารถนาที่จะได้รับอะไรที่พิเศษๆ จากอาจารย์ จนเวลาผ่านไปเกือบสองปี เขาจึงได้ไปลาอาจารย์ อาจารย์ถามว่า ทำไมไปเสียละ ไม่ศึกษาแล้วหรือ เขาจึงสารภาพว่า รู้สึกผิดหวังที่อยู่ที่นี่เป็นเวลานาน แต่ไม่เห็นได้รับฟังคำสอนอะไรที่พิเศษใดๆ เลย เป็นแต่คำสอนพื้นๆ ทั้งนั้น อาจารย์จึงได้บอกแก่เขาว่า


พุทธศาสนานั้นไม่มีอะไรที่พิเศษ ทุกอย่างมีแต่ความเป็นธรรมดาเท่านั้น ในขณะที่เธอทำความเคารพมา ฉันก็รับความเคารพเธอตอบ เมื่อเธอยื่นน้ำชามา ฉันก็รับน้ำชานั้นไว้ เมื่อเธอหิว ก็ทาน เมื่อเธอง่วง ก็หลับ นี่แหละพุทธปรัชญาหละ

นักปฏิบัติหนุ่มผู้นั้นอุทานออกมาด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่า นั่นไง เป็นเพราะมีความนัยแฝงแห่งปรัชญานี้เองจึงทำให้ผมไม่เข้าใจ อาจารย์จึงรีบห้ามทันทีว่า หยุดความคิดว่าเป็นปรัชญาลงเสียบัดนี้ มิฉะนั้นก็จะไม่ใช่คำสอนของพระพุทธศาสนาอีกต่อไป

โศลกว่า “การนั่งสมาธิเป็นเพียงการฝึกธรรม” คนในโลกอดไม่ได้ที่จะตกแต่งลมหายใจให้มีความพิเศษ เกินธรรมดาอยู่เสมอ อัตตาจะไม่ยอมให้คุณเข้าถึงธรรมชาติและความเป็นธรรมดาได้ง่ายๆ แม้กระทั่งในขณะนั่งสมาธิ ก็อดไม่ได้ว่าที่จะเข้าใจว่า นี่แหละที่เรียกว่า “ลมหายใจแห่งธรรม” หมายความว่า หากไม่นั่งสมาธิก็ “ไม่ใช่ลมหายใจแห่งธรรม” ด้วยเหตุนี้คนทั้งหลายจึงเข้าใจผิดว่า ชีวิตที่อยู่ในรูปแบบเท่านั้นที่เรียกว่า ชีวิต ชีวิตที่ไม่อยู่ในรูปแบบนั้นไม่ใช่ชีวิต


ชาวพุทธคือคนที่ระบุตนว่าเป็นพุทธในที่ใดที่หนึ่ง เป็นชาวพุทธในวัด ในขณะที่นั่งสมาธิ ในสำนักปฏิบัติธรรม พอออกจากสถานที่ตรงนั้นหรือสำนักนั้นไปแล้ว ความเป็นชาวพุทธก็หายไป เขาได้แยกลมหายใจออกจากธรรม แยกการดำเนินชีวิตออกจากธรรม แยกความเป็นพุทธออกจากการดำเนินชีวิต แยกภาระหน้าที่ออกจากการปฏิบัติธรรม จึงทำให้ความเป็นพุทธะมีได้ในขณะที่อยู่สถานที่ปฏิบัติธรรมเท่านั้น

แท้จริงการนั่งสมาธินั้นมีนัย ๒ ประการ ก็คือ


หนึ่งเป็นการฝึกฝนให้หยุดประกอบอาภรณ์ให้อัตตา ฝึกฝนให้ปล่อยวาง ฝึกฝนให้เป็นธรรมชาติ เนื่องจากชีวิตไม่ได้เป็นธรรมชาติไปแล้วเพราะธรรมเนียม ประเพณี คำสอน การศึกษา จริยธรรม วัฒนธรรมได้ประดับประดาชีวิตนี้ให้อลังการไปด้วยอาภรณ์ของอัตตา การจะสลัดหลุดจากสิ่งเหล่านั้นต้องฝึกฝน

อีกนัยหนึ่ง การนั่งสมาธิก็เพื่อทำให้จิตได้พักผ่อน จิตที่เคลื่อนไหวไปกับสิ่งที่ปรากฏนับไม่ถ้วน จิตเคลื่อนไหวไปกับอายตนะภายในและอายตนะภายนอก จับเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นฐานที่ตั้งให้วิญญาณเกิดขึ้น การเกิดขึ้นของวิญญาณนั่นแหละคือการทำงานของจิตอย่างไม่เวลาได้พักผ่อน ยิ่งวุ่นมาก ยิ่งกังวลมาก ยิ่งเครียดมาก จิตก็ทำงานมาก จิตเริ่มเป็นโรคแล้ว แม้บางครั้ง ผู้เข้าถึงธรรมแล้ว ชีวิตกับธรรมเป็นสิ่งเดียวกันแล้ว ไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งใดอีกแล้ว แต่การให้จิตพักผ่อนด้วยการนั่งสมาธิก็จำเป็น นั่นเป็นการให้พลังงานต่อจิต การพักผ่อนกายและใจเป็นเรื่องที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ เป็นเงื่อนไขแห่งขันธ์นี้ เรียกว่า การบริหารขันธ์


โศลกว่า “รอยยิ้มแห่งเมตตา” การที่ผู้ใดก็ตามมีธรรมอยู่แต่ในขณะอยู่ในรูปแบบ อยู่ในเครื่องแบบ อยู่ในพิธี อยู่ในสัญลักษณ์ พอพ้นรูปแบบก็ไม่ประกอบด้วยธรรม นั่นแสดงว่า เป็นการหลอกลวงของอัตตาที่ต้องการแสดงถึงความพิเศษขึ้น เพราะแท้ที่จริงชีวิตทั้งชีวิต ลมหายใจทุกลมหายใจต้องประกอบด้วยธรรม สื่อที่แสดงออกแห่งชีวิตที่ประกอบด้วยธรรมคือ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเอื้อเฟื้อ เสียสละ รอยยิ้มแห่งเมตตา และสุดท้ายการกระทำทุกการกระทำมีแต่ช่วยเหลือผู้คน นี่แหละที่สื่อถึงชีวิตที่เป็นธรรม เป็นชีวิตที่บำเพ็ญ



ชาวพุทธคนหนึ่ง ได้เข้ามาถามหลวงพ่อในขณะที่บรรยายธรรมให้ฟังว่า อยากจะมาฟังบรรยาย แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะภาระหน้าที่รัดตัวไม่สามารถปลีกตัวมาฟังบรรยายได้ ยิ่งมาเห็นทุกคนนั่งฟังธรรมบรรยายอย่างสงบเรียบร้อยก็ยิ่งอยากจะทำให้ได้อย่างนั้น ดูเหมือนว่าการทำเช่นนั้นเป็นชาวพุทธที่แท้


หลวงพ่อได้ชี้แจงให้ทราบว่า คงมีความเข้าใจผิดเป็นแน่ ธรรมะที่หลวงพ่อบรรยายนั้นไม่ใช่มีเอาไว้เพื่อมาฟังที่วัด แต่เป็นนำไปใช้กับชีวิต ตราบใดที่มีลมหายใจ ตราบใดที่มีชีวิต ตราบใดที่ทำภาระหน้าที่ ตราบนั้นก็ได้ชื่อว่า ปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมมิได้หมายถึงการเข้ามาภายในวัด ชีวิตในวัดกับนอกวัดต้องเป็นอย่างเดียวกัน ถ้าเข้ามาวัดจึงเป็นชาวพุทธ แต่พอออกนอกวัดเป็นชาวพุทธไม่ได้ นั่นแสดงว่ามีอะไรที่ผิดพลาดทางความเข้าใจ



อีกตัวอย่างในพุทธกาล คนรับใช้ของพระนางสามาวดี ชื่อว่า ขุชชุตตราเป็นหญิงสาวพิการหลังค่อม มีหน้าที่จัดหาดอกไม้ จัดซื้อดอกไม้บูชาพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวก โดยได้รับค่าชื้อดอกไม้วันละ ๘ กหาปณะ แต่นางเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องซื้อทั้งหมด ก็ซื้อดอกไม้เพียง ๔ กหาปนะ อีก ๔ กหาปนะ ก็เก็บไว้เสียเท่านี้ก็พอ ชื่อว่าได้ทำแล้วเหมือนกัน การที่แอบเก็บเงินหลวงไว้อย่างนี้ เรียกว่า “บังหลวง” ดังที่เราเปรียบเทียบสมัยปัจจุบัน รัฐมนตรีได้งบประมาณมา ๘๐ ล้านจัดงานวันวิสาขบูชา แต่ไม่ต้องใช้หมด ใช้เพียง ๔๐ ล้านก็พอ นอกนั้นก็เก็บไว้เสีย

อยู่มาวันหนึ่งคนขายดอกไม้ ได้นิมนต์พระพุทธเจ้ามาถวายเพลที่บ้าน คนขายดอกไม้ได้ขอร้องให้นางขุชชุตตราช่วยจัดแจงแต่งภัตตาหารในวันนั้นด้วย หลังภัตตาหารพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้ทราบถึงโทษของการฉ้อราษฎร์ บังหลวง โทษของการทุจริตในหน้าที่ นางพอได้ฟังธรรมนั้นก็บรรลุธรรมด้วยปัญญาอันแจ่มแจ้งของตน

ในวันนั้นนางได้ซื้อดอกไม้กลับไปครบตามจำนวนเงินที่ได้เบิกมา คือ ๘ กหาปนะ ทำให้ได้ดอกไม้มากเป็นพิเศษ พระนางสามาวดีสังเกตเห็นดอกไม้มากจึงได้ถามว่า วันนี้เธอซื้อดอกไม้ ๑๖ กหาปนะหรือ นางขุชชุตตราจึงได้รับสารภาพว่า ที่ผ่านมานั้นนางได้แอบยักยอกเงินไว้ ๔ กหาปนะ แต่วันนี้ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว เห็นโทษของการทุจริต ยักยอกเงิน ไม่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ แม้ไม่มีใครรู้ใครเห็น แต่ดิฉันก็รู้อยู่แก่ใจเสมอ


พระนางสามาวดีแทนที่จะดุด่าว่ากล่าว แต่กลับบอกให้นางช่วยแสดงธรรมที่นางได้ฟังมานั้นให้ทราบด้วย นางขุชชุตตรามีความเคารพในธรรมของพระพุทธเจ้าขออาบน้ำชำระร่างกายก่อนแสดงธรรม พระนางสามาวดีจึงได้ให้คนช่วยอาบน้ำแต่งตัวให้กับนางอย่างดี จัดที่นั่งให้เหมาะสมที่จะแสดงธรรมให้แก่นาง หลังจากฟังธรรมแล้ว พระนางสามาวดีและบริวารอีกมากได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน
การปฏิบัติธรรมนั้นต้องปฏิบัติธรรมทุกลมหายใจ ชีวิตนี้ต้องเป็นธรรม ไม่มีช่องว่างระหว่างชาวพุทธกับสถานที่ เพราะความเป็นชาวพุทธนั้นมิได้เป็นความพิเศษใด แต่คือความเป็นคนธรรมดาที่ธรรมชาติที่สุด มีจิตใจที่งดงาม มีความเอื้ออารี มีความเย็นภายในจิตเสมอ ความเป็นธรรมชาตินี้ต้องได้รับการฝึกฝน เพราะถ้าไม่ฝึก อัตตาก็ไม่ปล่อยให้เป็นไปได้
นี่คือ โศลกที่สิบสองแห่งคัมภีร์สุวิญญมาลา

วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ปัญหาภาษา






โศลกที่สิบเอ็ด ปัญหาภาษา
เนื้อหาในภาษาหนึ่งใด
ย่อมมีระดับความลึกซึ้งแคบกว้างต่างกัน
ดังคำ ย่อมศึกษา (สิกขติ) ในเชิงปฏิบัติ
มิใช่เรียนรู้ สั่งสมข้อมูลตามโลกเข้าใจ
แต่เป็นการพิจารณาด้วยสติ
รู้ตัวทั่วพร้อม เห็นแจ้งทั่วถึง
น้อมใจประคอง ตั้งมั่นรู้ยิ่งรู้ชัดหยั่งรู้ (ญาณ)
อีกทั้งต้องผ่านขั้นกำหนดรู้ (ปชานาติ) ก่อน
สิกขติอยู่ในบริบทเหลือแต่ลมหายใจ
บริบทลมหายใจแผ่วเบาและสงบระงับ
เป็นต้นไปจวบจนถึงการปล่อยวาง


สิ่งที่เป็นอุปสรรคที่สุดสำหรับการดำเนินชีวิตของมนุษย์นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั่นก็คือการสื่อสาร สิ่งที่รู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งที่ต้องการถ่ายทอดออกไปให้ใครๆ ได้รับรู้ แต่สื่อที่จะส่งไปให้เขาผู้นั้นเข้าใจได้ตามที่ตนต้องการทุกความรู้สึกที่มีอยู่ภายในนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ ภาษาที่มีอยู่ ที่ใช้อยู่ในเผ่าพันธุ์ของคนจำกัดเหลือเกินที่จะแสดงความรู้สึกนั้นให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างหมดจด แจ่มแจ้งทุกแง่มุม ทุกความรู้สึกที่มีอยู่ภายในตน


ระบบภาษาเป็นกฎเกณฑ์ เป็นกรอบแห่งคำและเสียงที่สมมติขึ้นเรียกปรากฏการณ์ อารมณ์ ความรู้สึกของคนในเผ่าของตน เฉพาะเผ่าเดียวกันฟังภาษาเดียวกันก็ยากพอแล้วที่จะเข้าใจทุกเจตจำนงที่ต้องการแสดงให้ผู้อื่นทราบ ไม่ต้องพูดถึงหากมีการนำภาษาของเผ่าพันธุ์หนึ่งไปใช้กับอีกเผ่าพันธุ์หนึ่งให้เข้าใจอย่างที่ความรู้สึกของเผ่าพันธุ์ตนเข้าใจ เป็นเรื่องยากจริงๆ กล่าวได้แต่ว่าให้ทำใจไว้ ความเข้าใจในภาษานั้นลดลงประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์


เช่นคำว่า ศาสนา โลกใช้คำภาษาอังกฤษว่า Religion ผู้ที่เป็นเจ้าของภาษาที่ใช้คำนี้ต่างเข้าใจไปตามฐานแห่งบริบทวัฒนธรรมของตนของตน ซึ่งไม่ตรงกับความเข้าใจเดียวกัน แม้จะอธิบายให้ทราบได้ว่า สมมติให้เรียกความเชื่อของใครของมันทั้งระบบ แต่เมื่อฟังคำนี้ระบบความเข้าใจที่เป็นรากเหง้าของตนก็จะแสดงความรู้สึกอย่างนั้นออกมา หากมีใครแสดงไปในทางอื่นตามรากเหง้าของเขาเอง ก็จะเกิดความขัดแย้งขึ้นมาทันทีว่า Religion ไม่ใช่หมายความอย่างนั้น

ในพระพุทธศาสนา คำว่า “ศาสนา” มีความหมายว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แต่ทางตะวันตก เจ้าของคำว่าว่า “Religion” หมายถึง วิวรณ์ที่ได้รับจากพระเจ้า แล้วอย่างนี้จะให้ความเข้าใจของคนสองเผ่านี้เข้าใจกันและกันที่ตรงกันภายในระบบความเชื่อของตนได้อย่างไร


ปัญหาที่ยากเข้าไปอีกระดับหนึ่งก็คือ ระบบภาษาเป็นความคุ้นเคยของเผ่าพันธุ์ที่ตนได้ผลิตคำขึ้นมาใช้ เป็นคำที่เป็นเสียงก่อน ก่อนที่จะกำหนดเป็นสัญลักษณ์ (อักษร) ขึ้นมาแทนเสียงที่พูดกัน อักขระที่ใช้กันนั้นก็จำกัดเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง ทุกคนถูกกรอบแห่งอักขระนี้บังคับให้พูดตามที่ภาษากำหนด พูดเกินหรือน้อยกว่านั้นก็ไม่ได้ พูดสั้นหรือพูดยาวกว่านั้นก็ไม่ได้ สุดท้ายแล้วกรอบแห่งระบบอักขระที่เรียกกันว่า ภาษา นี้ก็บอนไซคนให้สื่อสารได้เพียงเท่าที่อักขระที่รัฐกำหนดไว้เท่านั้น ไว้อย่างนั้น เท่านั้นเอง มีหรือที่เราจะพูดหรือคิดได้นอกเหนือไปจากภาษาที่กำหนดไว้ ลองทำดูได้ เพราะเราไม่สามารถคิดได้เกินเลยจากระบบภาษาที่เขาระบุให้พูด (สังกัป) นี่คือการบอนไซคนไว้ให้อยู่แต่ภายในกรอบภาษาเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้เมื่อมีใครก็ตามทำตามระบบภาษานี้อย่างเคร่งครัด ฝึกตามเกณฑ์ภาษาอย่างถูกต้อง ถ่ายทอดตามเกณฑ์ภาษาได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน ยึดมั่นในกฎเหล็กแห่งภาษาได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาผู้นั้นจะได้รับการยกย่องว่ามีความรู้ ฉลาด เป็นอัจฉริยะ เมื่อมองอีกแง่มุมหนึ่งเขาคือคนบอนไซที่ถูกตัด ถูกดัด ถูกตอน ถูกกระถางครอบได้อย่างไม่มีที่ติเท่านั้นเอง



ปัญหาที่ยากเข้าไปอีกระดับหนึ่งของภาษาก็คือ "การตีความ" แม้แต่เป็นคำของเผ่าพันธุ์เดียวกันซึ่งน่าจะเข้าใจกันได้ไม่ยาก แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะมีการตีความคำนั้นไปคนละอย่างตามความรู้สึก โดยเฉพาะความรู้สึกของชายหญิง ซึ่งมักตรงกันข้ามกับคำที่พูดออกไป ตามฐานแห่งความรู้และตามฐานแห่งศาสตร์ของคำ ปัจจุบันจึงมีคำว่า “วาทกรรม” ขึ้น วาทกรรมนี้เป็นองค์ความรู้ของคนที่ใช้ จะตื้นลึกแคบกว้างก็อยู่ที่ฐานข้อมูลที่มีอยู่ในตนของบุคคลผู้นั้น เช่น คำว่า ความตาย วาทกรรมของนักกฎหมาย ของตำรวจ ของแพทย์ ของนักสังคมสงเคราะห์ ของนักการศาสนา ของนักธุรกิจ ของนักจริยธรรม ของนักปกครอง นักภาษา ล้วนมองความตายไปคนละแง่มุม ทั้งที่เป็นภาษาเดียวกันและเผ่าพันธุ์เดียวกัน

ความตายของนักกฎหมายมองความตายเป็นมาตราตามกฎหมายอาญา ความตายของตำรวจมองไปที่ความเป็นอาชญากรรมหรือไม่ มีอะไรซ่อนเงื่อนอยู่ตรงนั้น นักธุรกิจมองความตายว่าเป็นการสูญเสียทางทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลคือคนที่ตาย และทรัพย์สินที่ต้องใช้ไปกับคนที่ต้องตาย นักการศาสนา มองความตายเป็นการสิ้นอายุ สิ้นบุญ สิ้นอายุและบุญ กรรมมาตัดรอน มองเห็นเป็นบาปบุญ นรกสวรรค์ นี่เป็นการตีความไปตามวาทกรรมของคนที่มีฐานใดก็ตีความไปตามบริบทของฐานนั้น สำหรับนักภาษาก็จะมองความตายอยู่ที่อักขระที่ใช้เรียกอาการและฐานะของคนตาย ไม่ว่าจะเป็นการเห็นเป็นภาษาว่า ตาย สิ้นลม อาสัญกรรม ทิวงคต มรณภาพ สวรรคต เป็นต้น การตีความเหล่านี้ถ้าหากไม่เข้าใจวาทกรรมของกันและกันตามฐานของบุคคลที่พูดก็จะเกิดความขัดแย้งขึ้นเพราะมองคนละมุม คนละสังกัปแห่งวาทกรรม



ปัญหาความยากของภาษามีอีกชั้นหนึ่งก็คือ ความก้าวกระโดดระหว่างภาษาที่เกิดขึ้นกับสังคมที่เจริญเติบโตขึ้นโดยเฉพาะเครื่องมือถ่ายทอดภาษา ได้แก่ สื่ออิเลคโทรนิคและโลกไซเบอร์ทั้งหลาย เครื่องมือเหล่านี้ใช้ภาษาของตน ทำให้ภาษาที่เข้าใจกันแต่เดิมสำหรับคนยุคเดิมกับคนยุคใหม่มีความเหลื่อมล้ำ คนละมิติ ไม่ไปด้วยกัน จึงมีคนในครอบครัวระหว่างพ่อแม่ปู่ย่าตายายไม่เข้าใจลูกหลาน ลูกหลานก็ไม่เข้าใจพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เนื่องจากสังกัปของภาษาเป็นคนละระบบ ระบบหนึ่งเป็นระบบแบบ Analog ส่วนระบบหนึ่งเป็นแบบ Digital อีกระบบหนึ่งเป็นแบบ 3G


ความเข้าใจภาษาของแต่ละระบบนั้นต่างกัน มีความลึกซึ้งต่างกัน มีแง่มุมที่ถ่ายทอดความรู้สึกต่างกัน ก่อนนั้นรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายต้องหนังสือเงียบๆ คนเดียวจะได้มีสมาธิจดจำได้ง่าย บัดนี้เด็กอ่านหนังสือเงียบๆ ไม่ได้ อ่านไปด้วยต้องเปิดทีวีไปด้วย ปัจจุบันอ่านไปด้วย ต้องเปิดทีวีไปด้วย Chat ไปด้วย และบางครั้งต้องคุยโทรศัพท์ไปด้วย โลก Digital ต้องทำพร้อมกันหลายระบบได้ ทำระบบเดียวทำให้เสียโอกาสและเวลา ดังนั้นภาษาโลก Analog และ Digital จึงไม่สามารถเข้าใจกันตามที่คนพูดและคนฟังจะรับรู้ได้ทุกความรู้สึก ทุกแง่มุมและสมบูรณ์ตามเนื้อหาและบริบทที่ต้องการสื่อได้



โศลกว่า “ดังคำ ย่อมศึกษา (สิกขติ) ในเชิงปฏิบัติ” ภาษาแห่งการปฏิบัตินั้นเป็นภาษาที่ไร้กฎเกณฑ์ของระบบภาษาศาสตร์ที่โลกสมมติขึ้นใช้ คำว่า ศึกษาของชาวโลกนั้นเป็นเพียงระดับปริยัติ แต่ศึกษาในที่นี้เป็นภาษาของโลกประสบการณ์ โลกแห่งการปฏิบัติ โลกประสบการณ์นี้ไม่จำเป็นที่ใครๆ ต้องมาเรียนภาษาของกันและกัน
ถ้าหากเป็นคนด้วยกันก็ย่อมเข้าใจภาษาประสบการณ์ของกันและกันได้ เป็นภาษาแห่งความรู้สึกภายใน เสียงแห่งความทุกข์ เสียงแห่งความสุข เสียงแห่งความยินดี เสียงแห่งความโกรธ เสียงแห่งความรัก เสียงแห่งความขบขัน หัวเราะ ล้วนแล้วแต่รับรู้ของกันและกันได้ภายในความรู้สึกของตนทันที เป็นภาษาที่ไม่ต้องมีกฎเกณฑ์ทางอักขระไวยากรณ์มากำกับ ไม่ต้องเป็นไปตามฐานวัฒนธรรมของเผ่าพันธุ์ ไม่ต้องมีวาทกรรม ภาษาแห่งการปฏิบัติมุ่งหมายไปที่ความรู้สึกแห่งประสบการณ์ของตนของตน

อุปสรรคของการปฏิบัติก็คือการนำภาษาแห่งโลกบัญญัติที่รวบรวมข้อมูลไว้ในระบบความจำมาใช้ โดยแบ่งความคิดไว้กับภาษาเหล่านั้น ความสุข ปีติ อุเบกขา ทุกขเวทนา ความรัก ไม่มีภาษาที่บ่งบอกแสดงความรู้สึกนั้นได้ อักษรที่เขียนลงไปก็ไม่ได้บ่งบอกถึงความรัก เพราะยิ่งบ่งบอกอธิบายความรักออกเป็นภาษาให้คนรู้ได้ ความรักนั้นก็ไม่ใช่ความรักที่มีในความรู้สึกอีก แต่เป็นแค่เมนูความรักเท่านั้นเอง เพราะความรักนั้นเป็นรสแห่งประสบการณ์ มิใช่เมนูที่เขียนไว้

เราไม่อาจแสดงรสหวานออกมาเป็นตัวอักษรได้ แต่ทุกคนรู้จักความหวานว่ามีรสอย่างไร ในการปฏิบัติมุ่งเน้นไปที่ประสบการณ์นั้น ถ้าใครนำประสบการณ์นั้นแปลงเป็นภาษาอีกละก็นั่นแหละคืออุปสรรคหละ จะเห็นได้ว่าคนในยุคนี้พยายามอ่านแต่เมนูความรักเท่านั้น ไม่ได้มีประสบการณ์แห่งความรัก


คนที่อ่านเมนูความรักเสียจนขึ้นใจก็เข้าใจว่าตนมีความรักแล้ว เหมือนกับคนอ่านวิธีทำอาหารเสียจนขึ้นใจ ก็เข้าใจว่า ตนเป็นพ่อครัวไปทันทีอย่างนั้น เหมือนกับนักศึกษาเรียนวิธีทำนาในคอมพิวเตอร์แยกแยะกระบวนการทำนาได้อย่างช่ำชอง ก็นึกว่าตนเป็นชาวนาไปแล้วฉะนั้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สังคมเป็นสังคมที่เขาเรียกว่า สังคมเรียนแบบความจริง (Hyper Reality Society) แต่มิใช่เป็นประสบการณ์จริง
div>
ย่อมศึกษาว่า ลมหายใจเข้าออกสั้นหรือยาว จึงเป็นคำที่ลึกซึ้งบ่งบอกถึงประสบการณ์ที่ชัดเจนในความรู้สึก ดังกับคนรักที่มีความรักอย่างล้ำลึก บอกออกมาเป็นถ้อยคำไม่ได้ ย่อมศึกษาในที่นี้ก็เช่นเดียวกัน เป็นความรู้ตัวทั่วพร้อม เห็นแจ้งทั่วถึง น้อมใจประคอง ตั้งมั่นรู้ยิ่ง รู้ชัด หยั่งรู้ (ญาณ) ในลมหายใจนั้น ย่อมศึกษาคำเดียวประกอบพร้อมด้วยสำรวมระวัง ความตั้งมั่นและความรู้แจ้งอยู่ภายในคำนั้นแล้วใช้คำแห่งประสบการณ์นั้นตระหนักรู้ลมหายใจเข้าออกสั้นยาวที่บางเบา สงบระงับ
จะเห็นได้ว่า คำว่าศึกษา ในความหมายเชิงปฏิบัตินั้นไม่ใช่ศึกษาตามความหมายที่โลกภายนอกใช้ แต่เป็นความหมายแห่งประสบการณ์ภายใน ประสบการณ์แห่งการศึกษาภายในนี้เป็นโลกที่ไร้ขอบเขต ไร้การบอนไซ ไร้ไวยากรณ์ภาษา ไร้ข้อมูล ไร้การตีความ แต่เป็นประสบการณ์อย่างเดียว


ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงตรัสเตือนพระเถระที่ทรงภูมิความรู้ในคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าเป็นเพียง “พระใบลานเปล่า” เพราะการรวบรวมข้อมูลไว้ในความทรงจำมาก แทนที่จะได้รับประทานอาหารจริงๆ แต่กลับหลงไปอ่านเมนูอาหารด้วยเข้าใจว่า รับประทานอาหารเข้าไปแล้ว ไม่ว่าไปที่ไหนก็ไปอ่านเมนูอาหารให้ผู้อื่นฟัง แม้กระทั่งในอยู่ในภายการปฏิบัติก็ยังอดไม่ได้ที่จะอ่านเมนูอาหาร เป็นเพียงการใช้ปริยัติในการปฏิบัติเท่านั้น กล่าวคือ ไปปฏิบัติธรรมด้วยการท่องตำราในความคิดเท่านั้น นี่เองจึงเป็นอุปสรรคในการบรรลุผลแห่งการปฏิบัติที่แท้จริง

เปรียบเหมือนการฝึกว่ายน้ำ ในการฝึกว่ายน้ำนั้นคือการลงไปว่ายน้ำ มีแต่น้ำกับการว่าย ไม่มีตัวหนังสือว่าด้วยเรื่องการฝึกว่ายน้ำ ใครที่มาคำนึงถึงตัวหนังสือว่ายน้ำที่เป็นปริยัติอยู่ในขณะว่ายน้ำ ทำให้การว่ายน้ำนั้นไม่ถูกต้อง ไม่มีพลัง ไม่มีความก้าวหน้า สุดท้ายก็จมน้ำ การว่ายน้ำเป็นประสบการณ์ที่ใช้แรงทุกส่วนของร่างกายเข้าไปว่ายน้ำ มีความเหนื่อยปรากฏ มีพลังงานปรากฏ สติกับแรงกายใช้ไปกับการว่ายน้ำ ยกเว้นความคิดว่ายน้ำ เมื่อใดที่ใช้ความคิดว่ายน้ำท่านกำลังจะจม


โศลกว่า “อีกทั้งต้องผ่านขั้นกำหนดรู้ (ปชานาติ) ก่อน” แน่นอนว่า ไม่ว่าจะทำอะไรจะต้องเข้าใจในเรื่องนั้นๆ เสียก่อน เพราะความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ ทำให้มีทิศทางและความถูกต้องในเรื่องนั้น ไม่เว้นแม้กระทั่งการกำหนดรู้ลมหายใจ การกำหนดรู้ลมหายใจเป็นขั้นตอนของการทำความเข้าใจ เป็นเรื่องของการนำแนวคิดมาประกอบ เมื่อหายใจยาวก็รู้ว่ายาว เมื่อหายใจสั้นก็รู้ว่าสั้น เป็นเพียงขั้นตอนของการทำความเข้าใจรู้ในความสั้นยาวของลมหายใจเข้าออก

แม้ว่าจะเป็นการกระโดดลงไปว่ายน้ำแล้ว แม้ว่าจะนั่งขัดสมาธิแล้ว แต่เบื้องต้นต้องทำความคุ้นเคยกับน้ำและร่างกายก่อน น้ำและร่างกายเริ่มสัมผัสสัมพันธ์กันได้แล้ว กายกับใจเริ่มสัมผัสสัมพันธ์กันได้แล้ว ขั้นต่อไปนี้ต้องสลัดความเข้าใจระหว่างน้ำกับกายเสีย แต่ให้เป็นการว่ายกับสติที่กำกับการว่ายเท่านั้น เช่นเดียวกับการมีสติกับลมหายใจ (กาย) เท่านั้น อย่าให้ความคิดเข้ามาแทรกไม่ว่าจะเป็นการว่ายหรือการฝึกปฏิบัติธรรม ขั้นตอนนี้เองจึงเป็นภาระหน้าที่ของการศึกษา (สิกขติ) ไม่ใช่กำหนดรู้ (ปชานาติ)

โศลกว่า “บริบทลมหายใจแผ่วเบาและสงบระงับ” ประสบการณ์ของการปฏิบัติธรรมย่อมเป็นเช่นเดียวกันสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม ประสบการณ์ของลมหายใจที่ผ่านขั้นตอนของการกำหนดรู้มาชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้ว ภาษาอาจเรียกว่า วิตก วิจาร ก็แล้วแต่ แต่ประสบการณ์ของทุกคนที่อยู่ในสภาวะนี้ล้วนแล้วแต่เข้าใจเหมือนกัน เช่นเดียวกัน ดุจดังคนที่มีความรักและเข้าใจความรัก คนที่ทานน้ำผึ้ง ลิ้มรสน้ำผึ้ง ก็ย่อมเข้าใจคนทานน้ำผึ้ง จะเรียกว่าหวานหรือไม่ ไม่สำคัญอีกต่อไป แต่เป็นประสบการณ์ของรสน้ำผึ้งเช่นเดียวกัน



ขณะนี้เป็นขณะแห่งความแผ่วเบาของลมหายใจ ความแผ่วเบานี้เป็นประสบการณ์ที่รับรู้ร่วมกันของผู้ปฏิบัติ ไม่มีคำร้องเรียก รสของความแผ่วเบานี้เป็นความเย็น (สัพพกายปฏิสังเวที) ดุจดังรสของความรักของคนรักคือความดื่มด่ำ เป็นประสบการณ์เช่นนั้น ไม่มีคำร้องเรียกได้ถูกต้อง เมื่อใดก็ตามความแผ่วเบาเข้าถึงแดนแห่งความสงบระงับลมหายใจ ไม่ใช่ไม่หายใจแต่เป็นญาณที่เข้าไปสลายลมหายใจซึ่งเป็นรูปให้เหลือแต่เพียงความว่างเท่านั้น เมื่อนั้นคำว่าลมหายใจก็หายไป เหลือแต่ความว่าง รสแห่งความว่างนี้เป็นประสบการณ์แห่งความสงบเย็น (ปัสสัมภยัง กายสังขาร) มีแต่ความว่างเข้าออก เป็นสติที่รู้อัสสาสะ ปัสสาสะเท่านั้น เพราะกายสังขารคือความเป็นลมหายใจได้สงบระงับไปแล้ว

คำที่ใช้ในภาษาไทยที่แปลคำว่า “ปัสสัมภยัง” ยังหาคำที่ตรงกับประสบการณ์ที่ปรากฏในการปฏิบัติแห่งขั้นตอนนี้ไม่ได้ ไม่ครอบคลุมสภาวะนี้ ก็ได้แต่เรียกว่า สงบระงับบ้าง รำงับบ้าง สงบเย็นบ้าง ก็เท่านั้นเอง ดุจดังการเรียกว่า “ลดความเปรี้ยว”



ไม่รู้จะบอกอย่างไร เพราะเป็นภาษาแห่งความรู้สึกที่อยู่ภายใน ภาษาเป็นสังกัปคือความคิดที่แสดงออกมาภายนอก แต่เมื่อเป็นความรู้สึกภายในไม่มีภาษา ยิ่งเป็นเมื่อนำมาใส่เป็นภาษาของอีกเผ่าพันธุ์หนึ่ง ของอีกระบบภาษาหนึ่งก็ยิ่งไม่ตรงกับภาษาเดิม แม้แต่ภาษาเดิมก็ยังไม่ใช่ตัวความรู้สึกนั้นที่เรียกขณะนี้ว่า ปัสสัมภยัง กายสังขารัง เป็นอย่างไร

มีแต่ทดลองปฏิบัติตามให้ถึงขั้นนั้นเท่านั้นจึงจะกระจ่างแจ้ง ไม่ต้องพูดอีก ไม่ต้องอธิบายอีก ไม่ต้องตีความอีก ไม่ต้องสงสัยอีกต่อไป

นี่คือ โศลกที่สิบเอ็ดแห่งคัมภีร์สุวิญญมาลา
บทความที่ใหม่กว่า บทความที่เก่ากว่า หน้าแรก