วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ให้ละทิ้งอารมณ์เดิม


อย่าได้นำจิตไปเกาะเกี่ยวกับอารมณ์เดิม
เพราะจะทำให้จิตยึดเอาอารมณ์เดิมมาพัวพัน
ทำให้ใจไม่ก้าวหน้าในการภาวนา
ยิ่งละทิ้ง ยิ่งปล่อยวาง

ยิ่งว่าง กลับยิ่งเจริญมาก
พึงระมัดระวังอย่าหลงติดกับ
กับดักอันแยบยลนี้
มันคือเล่ห์เหลี่ยมของจิต




คำว่า อารมณ์ ในทางปฏิบัติมีความหมายเป็นอย่างยิ่ง และมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ในการปฏิบัติจึงใช้คำว่า อารมณ์กัมมัฏฐาน เพราะอารมณ์ตัวนี้เองที่จะเป็นอุปกรณ์โน้มนำจิตให้เชื่อง มีพลัง และเป็นจิตที่เหมาะแก่การงาน การงานในที่นี้ก็คือ เหมาะแก่การนำไปพิจารณาธรรมเพื่อให้เห็นแจ้งในขันธ์ตามความเป็นจริง

พึงทราบประการแรกก่อนว่า อารมณ์เป็นสิ่งที่จิตนำเข้ามาประกอบกับจิตให้จิตได้ยึดถือเอาเป็นเครื่องดำรงอยู่ของจิต เมื่อจิตได้อารมณ์จะทำให้จิตเคล้าคลึงกับอารมณ์นั้นอยู่ได้ ไม่ไปเกาะเกี่ยวกับสิ่งใดอีก จิตจึงอยู่ปราศจากอารมณ์ไม่ได้ในแง่นี้ เป็นเหมือนกับเด็กที่เมื่ออยู่กับของเล่นแล้วก็ไม่งอแง จับสิ่งนั้นคลึงไปมา พึงพอใจกับสิ่งนั้น อยู่ตรงนั้นได้นานๆ ไม่ร้องไห้ ไม่วุ่นวาย เพราะถ้าหากจิตไม่อยู่กับอารมณ์แล้วละก็ จิตจะทำให้หน้าที่ของมันเองทันที ได้แก่การคิด จิตที่คิดเป็นจิตที่ทำงานหนักมาก ไม่ได้พักผ่อน ในขณะที่จิตคิด จิตได้เติมพลังเข้าไปสู่อัตตา ปรุงแต่งอัตตาด้วยอาหารนานาชนิด ไม่รู้จักจบสิ้น



ดังที่มีเรื่องเล่าในพระพุทธศาสนาว่า พระสังฆรักขิตะผู้เป็นหลานของพระเถระรูปหนึ่งยืนพัดพระเถระอยู่ข้างหลัง ในขณะที่พัดหลวงลุงตนเองอยู่นั้น ก็ปล่อยจิตล่องลอยไปตามครรลองของจิตที่ทำหน้าที่คิด จากเรื่องนั้นสู่เรื่องนี้ จากเรื่องนี้สู่เรื่องโน้น จนกระทั่งมาสู่เรื่องที่ว่า ถ้าเราลาสิกขาออกไป ทำงานขายผ้าแล้วได้เงินมาเอาไปซื้อแม่แพะสักตัว พอแม่แพะได้ลูกมาก็จะขายลูกแพะนั้นเพื่อเป็นต้นทุนต่อไป จากนั้นก็หาสาวสวยสักคนแต่งงานเป็นภรรยา ไม่นานเราทั้งสองก็คงมีลูกด้วยกัน เราจะได้พาเธอพร้อมกับลูกมากราบหลวงลุงที่วัด ในขณะที่จะไปหาหลวงลุง เราจะอุ้มลูกไปหาท่าน แต่เธอแย้งว่าเธอจะเป็นคนอุ้มเอง เราทั้งสองโต้เถียงกันเรื่องลูก จนแล้วจนรอดก็เธอโกรธที่ไม่ได้อุ้มลูกเอง จึงปล่อยลูกไว้ที่ทางเดิน เราโกรธจัดเพราะเธอปล่อยลูกไว้ทางเดิน รถจะมาชนลูกได้ จึงใช้ไม้ตีเธอเข้าให้เพราะไม่พอใจที่เธอทำเช่นนั้น แต่ผู้ที่พระภิกษุรูปนี้ตีก็คือ หัวพระเถระผู้เป็นลุงที่ตนยืนพัดอยู่นั่นเอง

นี่คือตัว อย่างของการปล่อยจิตให้คิด เมื่อปล่อยจิตคิดไป จิตจะปรุงแต่งให้เป็นเรื่องราว สืบสาวไปจากไม่มีอะไร ให้มีอะไรขึ้น ในขณะที่ปรุงไป อารมณ์ก็สั่นไหวไปตามสิ่งที่ปรุงนั้น ถ้าดีก็พอใจ ถ้าไม่ดีก็ไม่พอใจ เป็นอย่างนี้ตลอด ดังนั้นจึงสมควรขยับจิตให้พ้นระดับความคิด เข้าไปสู่ระดับแห่งอารมณ์ เพราะระดับอารมณ์จะลึกเข้าไปอีกระดับหนึ่ง

ก่อนอื่นให้ทราบระดับของจิตไว้ก่อนก็ดี ระดับของจิตนั้นมีความลึกลงเป็นลำดับดังนี้
๑. ระดับรับรู้ เป็นปรากฏการณ์
๒. ระดับปรุงแต่ง เป็นความคิด
๓. ระดับรู้สึก เป็นอารมณ์
๔. ระดับปล่อยวาง เป็นความว่าง

ผู้คนทั้งหลายในโลก โดยมากดำรงตนอยู่ในระดับความคิดนี้เท่านั้น โดยเฉพาะนักปรัชญาทั้งหลาย หรือที่เรียกว่า นักคิดทั้งหลายนั่นเอง ความคิดเหล่านี้เป็นอาหารหล่อเลี้ยงจิตให้ดำเนินไปได้ โดยมากแล้วเป็นบุรุษภาวะ นักคิดโดยมากเป็นผู้ชาย ในขณะเดียวกันก็มีคนที่ดำรงอยู่อาศัยความรู้สึก หรืออารมณ์เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงอัตตาให้เจริญงอกงาม ผู้ที่ใช้อารมณ์ทั้งหลายโดยมากเป็นอิตถีภาวะ หรือเป็นผู้หญิงเสียส่วนมาก

อาวุธของความคิด ก็คือเหตุผล ผู้ชายมักใช้เหตุผลเพื่อให้ผู้หญิงยินยอม
อาวุธของอารมณ์ ก็คือน้ำตา ผู้หญิงทั้งหลายมักใช้น้ำตาเพื่อให้ผู้ชายยินยอม




โศลกที่หนึ่งจึงแสดงไว้ว่า ในการปฏิบัติอย่าได้นำจิตไปเกาะเกี่ยวกับอารมณ์เดิม ไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องความคิด ซึ่งผ่านพ้นมาระดับหนึ่ง นักปฏิบัติพึงระวังความคิด และระวังจิตที่ไปเกาะเกี่ยวกับอารมณ์เดิม อารมณ์เดิมของการปฏิบัติได้แก่อารมณ์สุข อารมณ์พึงพอใจที่เคยมีมาก่อน ที่เคยปฏิบัติมาก่อน อารมณ์นี้จะทำให้การปฏิบัติไม่ก้าวหน้า เนื่องจากจิตจะผูกติดกับอารมณ์นั้นซึ่งเป็นอดีต อตีตารมณ์เป็นอาหารของอัตตาเช่นกัน กล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็นอนาคตารมณ์ หรืออตีตารมณ์ก็ล้วนแล้วแต่ขัดขวางความเจริญก้าวหน้าการปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น

นักปฏิบัติธรรม พระโยคาวจรทั้งหลายจะต้องล่วงพ้นความคิดซึ่งเป็นอนาคตารมณ์ และล่วงพ้นอารมณ์ ซึ่งเป็นอตีตารมณ์ทั้งสองส่วน แต่พึงมีสติปฏิบัติอยู่ในขณะปัจจุบัน ให้พิจารณาอาการที่ดำรงอยู่ รู้ตัวอยู่กับลมหายใจ อยู่กับอาการเคลื่อนไหวทั้งมวล การดำรงอยู่ในอาการที่เป็นปัจจุบันทำให้จิตก้าวล่วงเข้าถึงระดับความว่าง เพราะในขณะที่ดำรงอยู่ในปัจจุบัน อัตตาจะหายไป ไม่เหลืออดีต ไม่เหลืออนาคต มีแต่ปัจจุบัน ซึ่งในปัจจุบันนี้เองที่ไม่เหลืออะไรให้ได้เกาะเกี่ยว เพราะทุกขณะเป็นเพียงอาการปัจจุบันที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ไม่หลงเหลืออัตตาดำรงอยู่ได้

ผู้ปฏิบัติที่เข้าถึงสภาวะแห่งความว่างนี้ พึงรักษาความว่างนี้ไว้ให้ยาวนาน การภาวนาย่อมเจริญขึ้นมาก ภาวนาคือการอบรมปัจจุบันขณะให้ยาวนาน หรือกระทำให้มากนี่เอง การทำให้ปัจจุบันขณะให้ดำเนินไป สติก็เจริญตาม เครื่องมือของการภาวนาก็คืออารมณ์ สิ่งที่ใช้เครื่องมือนั้นก็คือ สติ ที่สำคัญอย่าได้ถูกจิตวางกับดักล่อไว้ เพราะในขณะที่จิตอยู่ในความว่างนี้ แม้เพียงเล็กน้อยจิตจะสร้างมโนภาพให้เข้าไปยึดและให้เข้าไปหลงใหล เช่น ความสงบสุข ปีติ ปราโมช สัมผัสพิเศษต่างๆ นี่คือ เล่ห์เหลี่ยมของจิตที่ทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในภาวนาที่แท้ และไม่ให้เข้าถึงจุดหมายที่แท้ของการภาวนา คือ จิตที่ควรแก่การงาน

นี่คือ โศลกที่สี่ของคัมภีร์สุวิญญมาลา


วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ไม่คาดหวัง



“จงรีบเร่งอย่างช้าๆ” ทำไปตามลำดับ
ขยับไปทีละนิดด้วยจิตแน่วแน่
แต่ไม่รีบร้อน
เพราะวิถีจิตไม่เป็นตามตรรกะ
ยิ่งคาดหมาย ยิ่งคาดหวัง ด่วนได้ รีบร้อน
กลับยิ่งตรงกันข้าม
ยิ่งช้า ยิ่งผิดทาง ยิ่งห่างไกล
แต่ยิ่งช้าในลำดับ
กลับยิ่งผลิดอกออกผลรวดเร็ว
และก้าวกระโดดได้




การปฏิบัติธรรมเป็นการกระทำที่ฝืนกระแสจิตที่ไหลไปสู่ที่ต่ำ การไหลตามกระแสนั้นรวดเร็ว ทะลุทะลวงสิ่งขวางกั้น ไม่อาจยับยั้งได้เมื่อมันมีกำลังแรง การไหลไปตามกระแสเป็นธรรมชาติของจิตอยู่แล้ว เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นก็เพราะจิตย่อมอาศัยพลังกระแสเป็นอาหารหล่อเลี้ยงจิตให้เจริญงอกงาม อ้วนท้วนสมบูรณ์ เมื่อใดก็ตามเกิดการพยายามขัดขืนกระแสที่จิตไหลไป จะทำให้จิตเกิดอาการต่อต้าน สร้างภาพให้เกิดขึ้นต่างๆ นานาในอันจะโน้มน้าวให้ผู้นั้นหยุดการขัดขืนนั้นเสีย นี่เป็นกระแสแห่งจิตที่ไหลไปสู่ที่ต่ำเสมอ

ในการปฏิบัติจึงมีคำกล่าว “ให้รีบเร่งช้าๆ” มีความหมายว่า ให้กลับด้านตรงข้าม จากเดิมเร่งร้อนให้รวดเร็ว แต่นี่ให้เป็นเร่งร้อนให้ช้าๆ การเร่งร้อนช้าๆ ทำให้จิตกลับด้าน เป็นการฝืนจิตให้กลับด้าน เป็นการทวนกระแสจิตที่ไหลไปสู่ที่ต่ำ ให้เร่งจิตให้ทวนกลับการเร่งเป็นอาการแห่งความเพียร แต่ช้าๆ เป็นอาการทวนกระแส กล่าวคือ การมีความเพียรทวนกระแสแห่งจิตนั่นเอง


แม้การขยับไปทีละนิดด้วยจิตแน่วแน่ ในทางกลับกัน การฝืนจิตให้ไหลย้อนกลับนั้นเต็มไปด้วยพลังอย่างมาก เมื่อใดเร่งร้อนในการฝืนกระแส พลังก็จะหมดอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวไว้ว่า เร่งร้อนช้าๆ ให้เป็นไปตามลำดับ แต่ไม่รีบร้อนข้ามลำดับ เพราะการข้ามลำดับแสดงให้เห็นถึงการไหลไปตามกระแสแล้ว เพียงแต่ไม่เข้าใจภาวะเท่านั้นเอง ดุจดังการไหลตกไปสู่น้ำที่ไหลเชี่ยว การว่ายทวนน้ำ ต้องว่ายอย่างเป็นลำดับ พยายามออกกำลังเป็นลำดับ ขยับไปเป็นจังหวะ แต่เมื่อรีบเร่งว่ายทวนกระแส กระโดดให้ถึงโดยไว ในขณะกระโดดนั้นก็จะถูกกระแสน้ำกระแทกให้ไหลไปตามกระแสอีกไกล ด้วยเหตุนี้ผู้ปฏิบัติจึงต้องกระทำไปโดยลำดับ ฝืนกระแสเป็นลำดับ เร่งร้อนช้าๆ เข้าไปเป็นลำดับ พลังก็ยังคงเหลือที่จะฝืนกระแสได้อีกนาน


ตรรกะทางจิตไม่เหมือนตรรกะทางโลก ตรรกะทางจิตนั้นตรงกันข้ามกับตรรกะทางโลก เช่นโลกเข้าใจว่า การคาดหวังทำให้สมหวัง แต่ทางจิต ยิ่งคาดหวังก็ยิ่งไกลความสมหวัง ในทางโลก ยิ่งให้ไปก็ยิ่งหมดไป แต่ในทางจิต ยิ่งให้ไปก็ยิ่งได้มา การคาดหวังเป็นอาหารหล่อเลี้ยงจิตหรืออัตตาให้เจริญรุ่งเรือง ด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงตั้งความหวังไว้เบื้องหน้าเสมอ เมื่อใดที่ไม่ตั้งความหวังไว้เบื้องหน้า เมื่อนั้นจิตจะขาดสารอาหารทันที คำว่า “ชีวิตอยู่ได้ด้วยความหวัง” จึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับชาวโลก เพราะโลกก็หมุนไปตามความหวังนี้เอง คำว่าโลกในที่นี้ก็คือ วัฏฏะนี้ที่หมุนไปได้ด้วยความหวังของคนทั้งโลก การหมุนไปของโลกก็ดุจดังไดนาโมที่ปั่นไปก็เกิดกระแสไฟฟ้าไป ยิ่งปั่นยิ่งเกิดกระแสไฟฟ้า ในที่สุดก็หาจุดจบไม่เจอ ความหวังจึงเป็นเพียงอาหารหล่อเลี้ยงของจิตเท่านั้นเอง จิตจะขาดความหวังไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครสมหวังอย่างแท้จริง ได้สิบก็หวังร้อย ได้ร้อยก็หวังพัน ได้พันก็หวังหมื่น หวังแสน หวังล้านเรื่อยๆ จนกระทั่งจบไปชาติหนึ่ง ชีวิตหนึ่ง ต่อชีวิตใหม่ก็หวังอย่างนี้ ก็เพราะนี่เป็นอาหารของอัตตาที่มันจะดำรงอยู่ต่อไปได้


ในทางปฏิบัติให้หยุดหวังเสีย ไม่ให้อาหารหล่อเลี้ยงจิตให้มีกำลัง กระแสจิตจะมีกำลังมากขึ้นก็เพราะความหวังนี้ หวังมากก็มีกระแสเชี่ยวมาก ไม่หวังกระแสจิตก็อ่อนกำลังลง และไหลเอื่อยๆ จนกระทั่งกระแสได้หยุดลงกลายเป็นเพียงจิตที่ขาดกระแสเชี่ยว เมื่อนั้น การว่ายทวนกระแสก็เป็นไปได้โดยง่าย ไม่ต้องใช้กำลังมากก็สามารถไปได้ไกล เมื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงคือ อาหารของจิตเสีย ก็คือความหวัง คำว่า ความหวัง เป็นคำสุภาพในภาษาไทยเพื่อฟังดูไม่น่าเกลียด แต่แท้จริง ความหวังก็คือ ตัณหา ที่อยากได้ อยากมี อยากเป็น เรียกว่า ภวตัณหา ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น เรียกว่า วิภวตัณหานั่นเอง

ตัณหานี่เองที่เป็นสารอาหารของอัตตาหล่อเลี้ยงให้ชีวิตหมุนไปตามกรรม ปั่นชีวิตให้ไหลไปตามกระแสแห่งตัณหา ไม่ละเว้นแม้แต่การปฏิบัติธรรม ก็ปฏิบัติไปตามอำนาจแห่งตัณหา แล้วในที่สุดก็ไหลไปกับกระแสวังวนแห่งตัณหานี้อย่างไม่รู้จุดหมายปลายทาง เป้าหมายแห่งการปฏิบัติที่เพื่อลด ละ เลิก แต่กลับทำให้เป็น เพิ่ม สะสม ยึดมั่นไปโดยปริยาย

ให้ปรับกระแสการกระทำให้เป็นเพียงอาการก็พอ ไม่ต้องเติมตัณหา ไม่ต้องเติมเชื้อ ไม่ต้องเติมความหวัง อยากได้ คาดหมาย มุ่งหวัง ปฏิบัติก็เพียงปฏิบัติ ให้กระทำทุกขณะเป็นเพียงกิริยาอาการก็พอ แล้วพิจารณากิริยาอาการนั้นเท่านั้น ตรรกะของชนชาวโลกย่อมคิดไปว่า แล้วมันจะได้อะไร ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น การทำที่เป็นเพียงกิริยาชาวโลกไม่สามารถเข้าใจได้ ชาวโลกย่อมเข้าใจสิ่งที่เป็นนาม (N) หรือสิ่งของเท่านั้น สิ่งที่เป็นกิริยา (V) ชาวโลกไม่เข้าใจ แต่ผิดกันกับชาวธรรม ขอเพียงให้กำหนดแต่กิริยาก็พอ ไม่ต้องกำหนดนาม หรือสิ่งของ จึงไม่แปลกเลยที่แนวคิดแบบคอมมิวนิสต์นั้นไม่สามารถไปได้กับศาสนา เพราะแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์มุ่งไปที่สิ่งของที่เรียกว่า นาม (Noun) ผู้ใดที่ไม่สามารถผลิตสิ่งของออกมา ผู้นั้นชื่อว่า ไร้ประโยชน์ เป็นกากเดนสังคม แต่ชาวธรรม โดยเฉพาะพระพุทธศาสนามุ่งเน้นไปที่กิริยา


การกระทำที่เป็นเพียงกิริยาเท่านั้นจึงจะหลุดพ้นจากบ่วงแห่งวัฏฏะได้ ยิ่งปฏิบัตินั่งนิ่งอยู่กับปัจจุบันได้มากที่สุด นานที่สุด ก็เท่ากับว่า จิตได้เป็นอิสระมากเท่านั้น จิตหลุดพ้นจากกระแสเท่านั้น จิตที่หลุดพ้นจากกระแสย่อมเกิดพลังมหัศจรรย์ขึ้น ที่เรียกว่า ความสุขสูงสุด จิตย่อมได้เวลาผลิบาน ยิ่งอยู่กับปัจจุบันได้มากเท่าใด หมายถึงยิ่งมีสติมากเท่านั้น จิตก็ผลิดอกออกผลแห่งมรรควิถีหลุดพ้นได้มากเท่านั้น เรียกว่า เป็นก้าวกระโดดได้ มิฉะนั้นจิตไม่สามารถผลิบานได้เลย เนื่องจากจมและไหลไปกับกระแสแห่งตัณหาอย่างไม่มีเบื้องต้นและที่สุด


พลังมหัศจรรย์นี้เป็นเพียงผลพลอยได้อันเกิดมาเอง ไม่ใช่เป็นเรื่องของการมุ่งหมาย คาดหมาย ยิ่งคาดหมาย ก็คืออยู่ในกระแส ไหนเลย ดอกไม้อัศจรรย์แห่งความสงบสุขของจิตจะเกิดขึ้นได้เล่า ยิ่งไม่คาดหมาย ไม่มุ่งหวัง เพียงแต่ปฏิบัติอยู่กับปัจจุบัน พิจารณาเพียงกิริยาเท่านั้นนี่เป็นหน้าที่ของผู้ปฏิบัติ ส่วนผลเป็นเรื่องที่ไม่ใช่หน้าที่ ชาวสวนมีหน้าที่รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ดูแลต้นผลไม้ให้เจริญเติบโต แต่ผลไม่ใช่หน้าที่ของชาวสวน แต่เป็นหน้าที่ของต้นไม้ นี่เป็นกฎการปฏิบัติตามธรรมชาติ อย่างเป็นธรรมชาติ

นี่คือ โศลกที่สามแห่งคัมภีร์สุวิญญมาลา

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ระวังตกลงด้านสุดขั้ว



ความตั้งใจเป็นเรื่องดี
แต่อย่าให้ความตั้งใจเป็นแรงผลัก
ให้จิตไหลไปสู่การยึดมั่นได้ง่าย
พอจิตยึดมั่นจะทำให้มีพลัง
ไหลเข้าไปสู่ภาวะไร้สติได้ง่าย
ด้วยเหตุนี้พึงตั้งใจอันประกอบด้วย
ความรู้ตัวทั่วพร้อมเถิด
แล้วจะเกิดพลังที่ดิ่งสู่ความสงบระงับ


เบื้องต้นต้องให้เข้าใจว่า ความตั้งใจเป็นเรื่องที่ดี ความตั้งใจนั่นแหละที่นำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “กรรม” การกระทำที่มีความตั้งใจเป็นพื้นฐาน หรือที่เข้าใจกันในนามของคำว่า การกระทำที่มีเจตนา หรือมีความตั้งใจ ถ้าหากใครก็ตามกระทำทุกเรื่องราวประกอบไปด้วยความตั้งใจ ก็หมายถึงการกระทำที่เป็นกรรมทุกขณะจิต

โปรดทราบไว้ว่า การกระทำที่เป็นกรรมนั้นย่อมมีผลแห่งกรรมที่เรียกว่า “วิบาก” ผลแห่งกรรมนี้ก็นำไปสู่การกระทำกรรมอีก กลายเป็นวงจรที่ทำให้ชีวิตนี้วนไปมา เวียนว่ายไปมาตามวัฏจักรนี้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะเป็นเรื่องดี หรือชั่ว หรือกลางๆ การกระทำที่จะดีหรือชั่ว หรือกลางๆ นี้ก็ขึ้นอยู่กับเจตนา ที่เรียกว่ากรรมนี้ทั้งนั้น การกระทำที่ตั้งใจกระทำไม่แสดงออกถึงความดีหรือชั่ว แต่เป็นการการกระทำที่เป็นกลางๆ เช่น ตั้งใจตื่นนอน ตั้งใจเดินไปซื้ออาหาร เป็นการกระทำที่เป็นกลางๆ แต่กลางๆ อย่างนี้ก็ประกอบไปด้วยอวิชชา มีโมหะเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว จึงไม่อาจหลุดจากวงจรแห่งวัฏฏะไปได้


ความเข้าใจกับคำว่า ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว หรือ คำที่พระนิยมกล่าว คือ ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นหัวหน้า ใจเป็นประธาน ไม่ว่าจะทำอะไร ดีหรือชั่ว ล้วนแล้วแต่สำเร็จจากใจ จะต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ ถ้าไม่เข้าใจถ่องแท้อาจตกไปสู่วังวน หาทางออกไม่ได้ คำนี้มีนัยลึกซึ้งแฝงอยู่ภายใน การกระทำที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของใจ ล้วนแล้วแต่ถูกใจบงการทั้งนั้น ผู้คนทั้งหลายไม่อาจคิดย้อนกลับได้ว่า การกระทำที่ไม่เป็นไปตามอำนาจของใจได้หรือไม่ ต่างถูกข้อความข้างต้นสรุปไว้ให้แล้วว่า ไม่ได้ เพราะใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน แต่ความจริงแล้ว นั่นเป็นเล่ห์กลของจิตที่สรุปให้ไม่ต้องตระหนักต่อไปอย่างไร เรียกว่าให้ยอมจำนนต่อใจที่บงการให้กระทำทุกสิ่งอย่างต่อไป


ความจริงก็มีอยู่ว่า โดยปกติของคนทั่วไปที่ไม่ได้ศึกษาการกระทำงานของจิต ไม่ทราบความเล่ห์กลของจิต ไม่ได้ศึกษาพระพุทธศาสนา แม้จะศึกษาก็ศึกษาเฉพาะตัวหนังสือเท่านั้นจึงไม่อาจเข้าใจได้ว่า คนที่ไม่ปกติ คือ คนที่ศึกษาพระพุทธศาสนาย่อมทราบว่า การกระทำที่ไม่ตกอยู่ในอำนาจของจิตนั้นมีอยู่ ก็คือ การกระทำที่เรียกว่า การกระทำแบบไม่ดำไม่ขาว การกระทำอย่างนี้นั้นมีอยู่ การกระทำอย่างนี้ไม่ตกไปในอำนาจของจิต ในการปฏิบัติเรียกว่า การกระทำที่มีสติกำหนดรู้ทุกขณะนั่นเอง การกระทำที่กำหนดรู้ทุกขณะ เป็นการกระทำที่มีสติ สติจะควบคุมจิตไม่ให้ตกไปสู่ส่วนที่เรียกว่า ดำ หรือ ขาว หรือที่เรียกว่า ดีหรือชั่ว เป็นแต่การกระทำเท่านั้น

ดังนั้น โศลกนี้มุ่งแสดงให้เห็นว่า ความตั้งใจนั้นดีแล้ว แต่ยังไม่ดีพอ ถ้าจะให้ความตั้งใจนั้นถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนาจะต้องมีสติกำกับ เมื่อความตั้งใจที่ประกอบด้วยสติแล้ว การกระทำนั้นจะไม่เรียกว่า กรรม แต่จะเรียกว่า กิริยา การกระทำที่เป็นเพียงกิริยาย่อมมีผลเป็นเพียงปฏิกิริยา ไม่นำไปสู่การวนอยู่ในการกระทำนั้น ไม่ตกอยู่ในอำนาจของใจที่บงการ



เพราะสตินั้นเป็นตัวกันและกั้นไม่ให้จิตมีอุปาทานเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในการกระทำ ไม่ให้หลงไปกับการกระทำ เป็นการกระทำที่มีสติกำกับ มีแต่ความตั้งใจที่ประกอบไปด้วยสติเท่านั้นจะไม่ทำให้จิตหลงใหลไปสู่การยึดมั่นถือมั่นในความตั้งใจนั้น เพราะเมื่อตั้งใจมากจิตก็จะพลัดตกไปสู่การไร้สติได้ง่าย เพราะความตั้งใจมากนั้นเข้าไปใกล้รากฐานแห่งตัวอยาก (Ego) ใครก็ตามที่ตั้งใจมากจะเห็นได้ว่า พลัดตกไปสู่การไร้สติได้ง่าย ใครแนะนำ ใครบอกกล่าว ใครตักเตือนจะไม่ได้ผล ด้วยเหตุนี้ให้ระมัดระวังความตั้งใจนี้ แต่ถ้าความตั้งใจประกอบไปด้วยสติ จะยับยั้งไม่ให้ตัวอยากทำงานได้ถนัด

เมื่อตั้งใจอันประกอบด้วยสติแล้วปฏิบัติธรรม ความสมบูรณ์แห่งอินทรีย์จะเกิดขึ้นและจะกลายเป็นกำลังนำไปสู่ความสงบและการรู้แจ้งได้ง่าย อินทรีย์ที่กลายเป็นพลังก็คือ ความมั่นใจ ความตั้งใจ ความรู้ตัวทั่วพร้อม ความกำหนด ความตระหนักรู้


เมื่อความเต็มเปี่ยมแห่งพลังทั้ง ๕ ประการนี้ อัศจรรย์แห่งปัญญาแนวพุทธก็เกิดขึ้น ที่เรียกว่า ภาวนามยปัญญานั่นเอง อย่าได้รีบเร่งอยากได้ แต่ให้รีบเร่งช้าๆ ผลเป็นเรื่องของเหตุ ทำเหตุให้สมบูรณ์ ผลย่อมตามมาเอง การปฏิบัติเป็นหน้าที่ของเรา ความสงบสุขเป็นเรื่องของผลพลอยได้
นี่คือโศลกที่สองของคัมภีร์สุวิญมาลา

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ตั้งใจสู่ความสิ้นทุกข์


ตั้งใจสู่ความสิ้นทุกข์

เมื่อตั้งใจแน่วแน่แล้วปฏิบัติ
จิตย่อมน้อมไปสู่ความสงบ
รักษาความสงบนั้นไว้ให้สม่ำเสมอ
จิตย่อมทรงไว้ซึ่งภาวะว่าง
น้อมนำความว่างมาเป็นอารมณ์
ย่อมเข้าถึงความดับในที่สุด
ด้วยเหตุนี้พึงตั้งใจปฏิบัติเถิด

การตั้งใจที่จะทำอะไรย่อมมีผลนำมาซึ่งความน่าพอใจเสมอ เพราะความตั้งใจเป็นบาทฐานแห่งความสำเร็จ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามแต่ ไม่เว้นแม้แต่การปฏิบัติธรรม แต่ความตั้งใจนี้ต้องมีสติกำกับ มิฉะนั้นความตั้งใจนั้นจะเป็นเพียงอารมณ์แฝงที่เรียกว่า ความอยากได้ อยากทำ อยากมีเท่านั้น อาการเช่นนี้จะนำไปสู่ลักษณะแห่งไฟไหม้ฟาง คือ วูบมาแล้วดับไป ไม่จริงจัง พอเจอปัญหา พอเจอด่านทดสอบก็เริ่มท้อแท้ ท้อถอย การที่ใจตั้งมั่นเอาจริงเอาจังแบบรู้เท่าทัน ผลก็จะออกมาให้เห็นจริง ที่เพิ่มคำว่า แบบรู้เท่าทัน คำนี้สำคัญ เพราะถ้าตั้งใจไม่รู้เท่าทันอารมณ์ก็จะถูกพลังความตั้งใจกดทับกลายเป็นความเครียดที่สะสมขึ้น สะสมมากขึ้นก็ทำให้เกิดอาการไม่สบาย ตึงเครียด และเกิดอาการข้างเคียงต่อไป นั่นก็คือ อาการมึนหัว อาการง่วงเหงาหาวนอน อาการฟุ้งซ่าน นี่แสดงว่า ความตั้งใจที่ถาโถมแบบไม่ระมัดระวัง

เมื่อตั้งใจอย่างรู้เท่าทันแล้วปฏิบัติธรรม จิตน้อมไปสู่ความสงบได้ไว จิตก็อาศัยบรรยากาศเป็นตัวโน้มนำ ด้วยเหตุนี้คนในโลกจึงใช้บรรยากาศในการชักนำผู้คนให้กระทำหรือไม่กระทำอะไรต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะการกระตุ้นกิเลสและความอยากให้เกิดขึ้นมากๆ เมื่อความอยากเกิดขึ้นมากก็จะเป็นพลังทำงานได้มาก สังเกตการณ์ขายประกันและธุรกิจเครือข่ายต้องพาให้เข้าไปฟังบรรยายและเข้าไปพบปะกลุ่มแล้วฟังการกระตุ้นด้วยยอดขายและความสำเร็จของผู้อื่น บรรยากาศเป็นสิ่งแวดล้อมทำให้ใจโน้มเอียงไปสู่การกระทำได้ไม่ยาก ในกรณีเดียวกันนี้ บรรยากาศแห่งการปฏิบัติธรรมก็ต้องมีเพื่อให้เกิดพลังในการปฏิบัติในเบื้องต้นจากนั้นก็ให้เป็นกระบวนการติดเชื้อต่อไป



ให้รักษาความสงบนั้นไว้ ความสงบเป็นสิ่งที่รักษาได้ยากเพราะเป็นเหมือนห้วงแห่งบรรยากาศทางจิตที่ได้อารมณ์ธรรม มีเพียงชั่วขณะหนึ่งจากนั้นก็จะสลายไป พยายามรักษาความสงบที่เกิดขึ้นในห้วงหนึ่งนั้นไว้ นั่นคือเชื้อแห่งพลังกุศลที่จะเข้มข้นขึ้น พลังแห่งความสงบนั้นจะช่วยให้จิตน้อมรับมาเป็นประสบการณ์แห่งการปฏิบัติ เป็นผลแห่งการปฏิบัติเพียงชั่วขณะจะมีความรู้สึกเย็นอย่างบอกไม่ถูก เป็นความเย็นแห่งจิตมิใช่เย็นกาย ความเย็นชนิดนี้เองที่สะสมภูเขาน้ำแข็งให้เกิดขึ้นภายในใจทำให้จิตใจหยั่งลงสู่ทางแห่งการปฏิบัติในกาลต่อไป

เมื่อใจสงบเย็น ให้น้อมนำไปสู่ความว่าง คำว่า ว่างในที่นี้ เป็นคำที่ไม่ตรงกับภาษาไทยที่เข้าใจกัน ความว่างในสภาวธรรมกับความว่างในภาษาไทย ขออย่าได้ใช้ความรู้ภาษาไทยเข้ามาเกี่ยวข้อง ความว่างในสภาวธรรมเป็นความเย็นที่รักษาอยู่ การรักษาความเย็นใจอยู่เช่นนั้นมีทั้งความรู้สึกตัว ความมีสติสมบูรณ์ มีความรู้ตัวทั่วพร้อม นี่แหละความว่าง เพราะเป็นสภาวะที่ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ถูกธรรมฝ่ายอกุศลเข้ามากระทบ แม้แต่ธรรมฝ่ายกุศลก็ไม่ได้เข้ามา มีเพียงแต่สภาวะสงบเย็นเท่านั้น ก็ให้น้อมนำความสงบเย็นนี้มาเป็นอารมณ์ เป็นความสงบเย็นที่มีแต่ความว่าง น้อมนำให้ใจรักษาความว่างนี้ไว้ พิจารณาเห็นความสงบเย็นเป็นเพียงความว่างแห่งจิต


จิตที่รักษาความว่างนี้ไว้ได้ยาวนานเพียงใด สภาวะความดับแห่งจิตก็จะปรากฏขึ้นตราบนั้น ความดับก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ความดับที่เข้าใจในภาษาไทย เพราะไม่ตรงกันกับสภาวธรรมที่เกิดขึ้นกับจิตที่พิจารณาเห็นความว่าง อย่าได้นำเข้ามาในการปฏิบัติธรรม เพราะมิฉะนั้นจิตที่เจ้าเล่ห์จะให้ความคิดที่ติดมากับการเรียนหนังสือภาษาไทยเข้ามาจับว่า ดับ คือ สูญหายไป แต่ความดับในสภาวธรรม มิใช่สูญหายไปไหน เพียงแต่เป็นการล้มกระบวนการแห่งทุกข์ให้หมดไปเท่านั้น ไม่มีภาษาใดที่จะอธิบายสภาวธรรมตรงนี้ได้ มีแต่การสัมผัสได้แห่งปัญญาเท่านั้น ความดับคือการสิ้นไปแห่งกระบวนการแห่งทุกข์ เหลือแต่ความว่างที่ดำรงอยู่ ไร้ผู้รับทุกข์

ก็อะไรเล่าคือ กระบวนการแห่งทุกข์ ก็คือ การยึดมั่นในเบญจขันธ์นั่นเอง ก็เมื่อใจพิจารณาความสงบเย็น เป็นความว่างแห่งจิต กระบวนการยึดมั่นในเบญจขันธ์ก็คลายตัว เมื่อคลายตัวมากขึ้นๆ มากไปเรื่อยๆ ด้วยพลังสติ ปัญญาที่เรียกว่า ความรู้แจ้งในกองสังขารก็เกิด เป็นภาวนามยปัญญา ความดับก็มาจากตรงนี้ ความดับก็มาจากปัญญานี้เอง ก็เมื่อปัญญาเกิดอวิชชาก็สิ้นไป ความดับแห่งทุกข์ก็คือการที่ทุกข์ไม่อาจพัวพันได้อีกนี้แหละเรียกนิโรธ คือ กันทุกข์ออกไปได้ จึงเรียกว่า ดับทุกข์


ขอให้ศึกษาพระไตรปิฎกให้มากๆ โดยเฉพาะในส่วนการปฏิบัติธรรม เจริญภาวนา ก็จะเห็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนขึ้น การปฏิบัตินำไปสู่การสิ้นทุกข์เท่านั้น ไม่มุ่งหมายไปเพื่อสิ่งอื่นใดอีก ถ้าเป็นอย่างอื่นแสดงว่า ไม่ใช่วิถีพุทธ ให้พึงระมัดระวังให้ดี เนื่องจากตัวแปรระหว่างปฏิบัติมีมาก ขอให้ตั้งใจปฏิบัติเพื่อสิ้นไปแห่งทุกข์เถิด