วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ชีวิตตามทฤษฎีเทพ

ชีวิตแบบเทพ (ทฤษฎีเทพ)




อยากจะแสดงให้รับทราบว่า มนุษย์สามารถเอาอย่างและดำรงชีวิตแบบเทพได้ ไม่ควรลดตัวลงแค่เป็นคน คือ ชอบของเหม็น

การดำรงอยู่แบบเทพ ก็เพียงแค่ มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาปทั้งมวลเพียงเท่านี้ก็เริ่มขยับฐานะแห่งมาตรฐานชีวิตจากคนขึ้นสู่มนุษย์และจากมนุษย์ขึ้นสู่ขั้นเทพได้ทันที

ไม่เพียงแต่การเอาอย่างเทพในเรื่องคุณธรรมเท่านั้น แม้กระทั่งการมีคู่ชีวิตก็ควรยึดแนวตามทางแห่งเทพได้

ก่อนอื่นให้เข้าใจก่อนว่า ปัจจุบันนี้ สังคมได้ถูกทำให้บิดเบี้ยวไปตามความเข้าใจของกรอบศาสนาบางศาสนาเท่านั้น แล้วยัดเยียดแนวคิดของศาสนาที่ไม่ได้เข้าใจชีวิตมนุษย์ที่ปราศจากตัวตน (Ego) เป็นความคิดของคนที่เต็มไปด้วยการยึดมั่นถือมั่นแบบสุดโต่งเลยทีเดียว โดยระบุไว้ว่า ชีวิตของชายหรือหญิงต้องมีคนรักเพียงเท่านั้นคน เท่านี้คนจึงจะเป็นคนดีตามกรอบศาสนา ถ้าไม่เป็นดังนั้นก็จะถูกประณามทันที เหมือนดังการระบุว่า ทุกคนต้องทานขนมปังแทนข้าวจึงจะดี ถ้าไม่งั้นก็ใช้ไม่ได้ในสายตาของศาสนานั้น

ที่ยิ่งหนักไปกว่านั้น สังคมได้นำชีวิตความรักไปผูกไว้กับกระดาษใบหนึ่งเรียกว่า ใบทะเบียนสมรส ใบที่กฎหมายรับรอง เสรีภาพในชีวิต ความรัก ความไว้วางใจกลับถูกกำหนดด้วยกระดาษแผ่นนี้ นี่เป็นชีวิตมนุษย์ประเภทไหนกัน บางครั้งไม่ได้รักกันเลยแต่เป็นเพราะกระดาษแผ่นนี้ การประกาศตนต่อสังคมที่เรียกว่า แต่งงาน ทุกอย่างได้จบลงตรงนั้น ชีวิตหยุดเจริญเติบโตนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

สังคมได้ระบุไว้ว่า ความรักมีได้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น นี่เป็นความรักของสัตว์ประเภทไหน มีมากกว่านี้จะถูกสังคมและความรู้สึกของคนๆ นั้นที่ถูกสังคมสั่งสอนมาให้รับรู้เช่นนั้นประณามทันทีว่าเป็นคนไม่ดี สุดท้ายชีวิตความรักของคนในสังคมนี้ก็ถูกดองไว้ ทำให้เป็นพลาสติกไว้ ไม่อาจงอกงามได้ ใครที่ทำตนเคลือบไว้ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง สวมหน้ากากได้อย่างเนียน แสดงบทบาทคุณหญิงได้เนียน จะได้รับการยกย่องจากสังคม นี่เป็นการ Starve ชีวิตไว้อย่างน่าสลดหดหู่ที่สุด ชีวิตและความรักของคนได้นำขึ้นทะเบียนให้เป็นไปตามความคิดของสังคมกำหนด โดยเฉพาะสังคมที่เรียกว่า สังคมถูกเด็ดปีกตั้งแต่เกิดหรือสังคมหมาหางด้วนตั้งแต่เกิด พวกเขาจะสรรเสริญผู้ที่เชื่อฟัง แต่จะประณามผู้ที่ขัดขืน


มาดูสังคมของเทพ เทพนั้นเป็นสังคมที่ได้อะไรมาก็ได้ด้วยบุญ (การกระทำของตน) ไม่ได้รอให้ใครมาบอกหรือมาแบ่งให้ ไม่ว่าจะเกิด ดำรงอยู่ และสิ้นอายุไขไป ก็เป็นไปตามบุญของตน เป็นไปตามการกระทำของตน มีอิสระที่จะตัดสินใจ เทพบุตรตนหนึ่งจะมีความรักถ้วนหน้า ไม่รักเฉพาะเทพธิดาคนเดียว เทพธิดาก็ไม่ได้เกิดความคิดแม้สักนิด ถ้าหากจะมีเทพธิดาอื่นมารักเทพบุตรตนนั้น แต่กลับยินดีกับเทพธิดาตนนั้นที่มีโอกาสได้มาอยู่กับเทพบุตรที่มีบุญมาก บ่งบอกถึงบุญญาบารมีของเทพบุตรตนนั้น ความรักจึงเบ่งบาน ทุกคนเบ่งบาน สังคมเบ่งบาน ไม่ต้องนำไปผูกไว้กับความคิดของใคร ศาสนาของใคร

ในทางกลับกัน ถ้าหากเทพธิดาตนไหนต้องจากไป กลับเสียใจที่เธอหมดบุญเสียแล้ว ก็ยังแนะนำอีกด้วยว่า ถ้าเป็นไปได้ขอให้ทำบุญเพื่อที่จะได้มาอยู่ด้วยกันอีก นี่คือสังคมของเทพ เป็นสังคมอิสระตามกรรม ตามความคิดของตน ไม่ต้องนำไปผูกไว้กับกระดาษ หรือกับกระแสสังคมที่ต้องการและไม่ต้องการให้สิ่งใดเจริญงอกงามตามที่อัตตากำหนด


ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว การหย่าร้าง การยิงรันฟันแทง การหึงหวง การตบตี การแย่งชิงรักหักสวาทก็ไม่เกิด ปัญหาทุกอย่างจะจบลงทันที นี่ไม่ใช่เป็นการพูดเพราะเห็นแก่ได้ของพวกผู้ชาย เพราะนั่นเป็นอิสระของทุกคน เมื่อไม่มีบุญต่อกัน ก็ไม่ต้องบังคับให้เสียเวลา จะมาหรือจะไปทำตามอิสระ ตามบุญของตนได้เลย ต่างฝ่ายต่างเข้าใจในบุญกุศลของกันและกันอย่างนี้ทุกอย่างก็จบ นี่เป็นสังคมของเทพ ทุกคนพบกัน รักกันและกัน ตามเวลาและโอกาสที่มาถึง

มันช่างเป็นสิ่งที่น่าเกลียดและสลดหดหู่ ถ้าผู้ชายและผู้หญิงร่วมรักกับคนที่ตนเองไม่ได้รัก เพียงแต่สามีและภรรยาได้ทำหน้าที่ต่อกันและกันให้สำเร็จเท่านั้น ทำไมเขาร่วมรักกับภรรยาของตนแต่ใจกลับคิดถึงคนอื่น ผู้หญิงก็เช่นเดียวกัน นี่มันเป็นสังคมคนบ้าที่สร้างกันขึ้นมา ถ้าไม่รักกัน อย่างน้อยก็ในฐานะที่เป็นมนุษย์ด้วยกัน บอกตรงๆ มันง่ายและก็สวยงาม แต่ปัจจุบันนี้มันจบลงแล้ว

ถ้าหากใช้ระบบสังคมเทพ ก็จะไร้ปัญหาอื่นๆ ที่จะเกิดตามมาอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโสเภณี ความเครียด โรคจิต นอกจากนั้น ลูกๆ ที่เกิดถือว่าเป็นความรับผิดชอบของสังคม ไม่ใช่ความรับผิดชอบของครอบครัว สังคมเทพจะดูแลกันและกันในที แต่จะไม่ก้าวก่ายกัน จะบอกเหตุให้ทุกคนทำ ถ้าเหตุดี ผลก็จะดี ถ้าเหตุไม่ดี ผลก็จะไม่ดี ก็เท่านี้ ถ้าเขาทำไม่ดี ก็ต้องตกไปสู่ระดับอื่น ไม่สามารถอยู่ตรงนั้นได้ก็เท่านั้น

ดูอย่างที่นางสุชาดา ภรรยามฆมานพตอนเป็นมนุษย์ ก่อนที่จะไปดำรงตำแหน่งพระอินทร์บนสวรรค์ ตอนที่เขาทำเหตุคือ สร้างถนนหนทางร่วมกันในตอนเป็นมนุษย์ แต่ตนเองไม่ทำ มัวแต่แต่งหน้าทาเล็บ พอสิ้นชีวิต ภรรยาคนอื่นๆ ก็ได้ไปเกิดร่วมกันบนชั้นดาวดึงส์ ขาดแต่นางสุชาดาเท่านั้นที่ไปเกิดเป็นนกกระยาง ท้าวสักกะต้องไปบอกเหตุคือ ให้รักษาศีลในวันอุโบสถ งดกินปลาเป็น พอทำได้ก็ไปเกิดแดนสวรรค์ได้

ควรมาทำความเข้าใจกันเสียใหม่ หันมาสร้างสังคมเทพกันเถอะ เพราะความไม่ไว้วางใจกัน เพราะความไม่เข้าใจความเป็นมนุษย์ เพราะมีการเพาะบ่มในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จึงทำให้มนุษย์ไม่สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข พ่อแม่ต้องใช้เวลาสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้กับสังคม ไม่ใช่ใช้เวลาทั้งหมดของชีวิตเพื่อสร้างอนาคตให้ลูก แต่ว่า ความเข้าใจผิดของผู้นำที่สอนไม่ถูกต้อง กลัวเด็กจะก้าวไกล กลัวสังคมจะเจริญมากไป จึงต้องสอนให้เด็กสูญเสียความเข้าใจถูกตั้งแต่เริ่มต้นจากครอบครัว นี่คือความน่าเสียดายของมนุษยชาติ


ลองนึกภาพสิว่า ถ้าหากเด็กเหล่านั้นเป็นความรับผิดชอบจากสังคม เด็กๆ จะต้องทุ่มเทตนเองให้กับสังคม เพราะเขาได้รับความรักจากสังคม ได้รับความอบอุ่นจากสังคม ทุกคนหันหน้าไปทางไหนก็พบแต่ญาติของตน อย่างนี้จะทำให้สังคมของมนุษย์เจริญก้าวไกลไปแค่ไหน ทุกคนรับผิดชอบในสังคมแบบช่วยกันทำเหตุ ไม่ยึดเทพธิดาใดเป็นสมบัติของตน ทุกคนเป็นสมบัติของกันและกัน มีอิสระต่อกันและกัน

สิ่งที่บดบังความคิดนี้ก็คือ ความหวาดระแวงกันและกันที่ถูกเพาะเชื้อไว้ในใจที่เกิดจากการสอนที่ผิดๆ คนจึงรับไว้ คำสอนเหล่านี้ส่งเสริมให้อัตตาเจริญงอกงาม เป็นไปไม่ได้ที่อัตตาจะยินยอมให้ใครต่อใครสูญเสียอัตตาไป มันต้องสร้างเสริมอัตตาให้มากจึงเป็นงานที่ตรงกันข้ามกัน


นี่คือ ชีวิตตามแนวทางแห่งเทพ พระพุทธศาสนาเมื่อกล่าวถึงชีวิตคู่แล้วจึงไม่ได้กำหนดว่าทุกคนต้องมีคู่ครองเท่านั้นคน เท่านี้คน หรือต้องให้ยึดถือไว้เป็นสมบัติส่วนตัว เพียงแต่ให้แนวทางไว้ว่า จะต้องไม่แย่งชิงมาจากบุคคลอื่นที่เขารักที่เขาดูแล ที่เขาไม่ยินยอมพร้อมใจ และที่มีอยู่แล้ว ก็ยินดีในสามีภรรยาของตน (สทารสันโดษ) ถ้าหากเขาหมดบุญจากเราก็ไป ถ้าใครมีบุญกับเราก็มา ทุกอย่างเป็นไปด้วยบุญ และด้วยอิสระทางความคิดของตน ทุกวันนี้ในความคิดของชายหรือหญิงที่เป็นสามีภรรยากันและกัน ถือเป็นสมบัติที่เป็นวัตถุอย่างหนึ่ง ใครมายุ่งมีอันต้องข้ามศพไปก่อน หรือไปยุ่งกับใครก็ต้องข้ามศพไปก่อนเช่นกัน นี่เป็นความอัปลักษณ์ของชีวิตมนุษย์โดยแท้

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Vesak Day 54

บรรยากาศการสัมมนา
วันวิสาขบูชา มจร 2554




กราบนมัสการท่านซินติ้ง โฝวกวงซาน

















วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

กระบวนทัศน์มัชเฌนธรรม : วัฒนธรรมแห่งอริยธรรม




กระบวนทัศน์มัชเฌนธรรม : วัฒนธรรมแห่งอริยธรรม

สังคมยุคก่อนพุทธกาล นักปราชญ์ทั้งหลายในยุคนั้นพยายามแสวงหาทางออกให้กับมนุษย์ที่ตกอยู่ภายใต้วังวนของความคิด ตกอยู่ภายในคำอธิบายของนักวิชาการของสังคมในยุคนั้น ซึ่งก็คือพราหมณ์ทั้งหลาย สังคมมีความสับสน มีความขัดแย้ง มีการเอาเปรียบ มีการเข่นฆ่า มีการหลอกลวง มีการคอรัปชั่น สังคมมีทฤษฎีทางออกของชีวิตที่ดีให้สมาชิกได้ดำเนินตาม ดูแล้วก็ไม่ต่างไปจากสถานการณ์ของวัฒนธรรมทางเลือกในปัจจุบัน ที่สังคมกำลังโหยหาความสงบสุข โหยหาสันติภาพ โหยหาทางออกให้กับมนุษย์ เมื่อพระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นด้วยผลจากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

พระพุทธองค์ได้ประกาศทางออกแห่งชีวิตให้แก่สังคม สร้างเสริมวัฒนธรรมมนุษย์ให้พ้นจากความป่าเถื่อน และยังสร้างวัฒนธรรมของมนุษย์ให้ถึงจุดสูงสุด นั่นคืออริยวัฒนธรรม ในเบื้องต้นพระพุทธศาสนาได้สร้างความกระจ่างชัดเป็นเรื่องๆ ให้แก่สังคม เป็นการสร้างวัฒนธรรมให้สังคมพ้นจากความเถื่อนของมนุษย์ออกไปก่อน

ปฏิวัติความคิดเรื่องระบบวรรณะ (Caste System) ให้พ้นจากการดูถูกเหยียดหยามกัน ไม่ให้มองคนที่เผ่าพันธุ์ ตระกูล ผิวพรรณ รูปร่างหน้าตา หรือพวกพ้อง แต่มองที่การกระทำ การเข้าใจผิดในเรื่องนี้ทำให้เกิดความทะนงตน แล้วสร้างมาตรฐานทางสังคมที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นวัฒนธรรมธรรมชาติ เช่น โสณทัณฑพราหมณ์ซึ่งเป็นพราหมณ์อาวุโสครองนครจัมปาได้รับการห้ามปรามจากเหล่าพรามหณ์ไม่ให้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เพราะคำนึงถึงความบริสุทธิ์แห่งเผ่าพันธุ์ของตน คำนึงถึงความเหนือกว่าในด้านวิชาการของตน ไปพบพระพุทธเจ้าจะทำให้เสื่อมเสียเกียรติยศพราหมณ์ ต้องเปลี่ยนความคิดเช่นนี้ก่อน วางมาตรฐานทางสังคมให้เป็นไปตามธรรมชาติก่อน

อีกตัวอย่างหนึ่ง ได้แก่ อัคคิภารทวาชพราหมณ์ผู้ที่ตะโกนเรียกพระพุทธเจ้าด้วยถ้อยคำอันเหยียดหยามว่า “คนถ่อย” แต่ไม่รู้สึกในความหยาบของตน แต่กลับเข้าใจว่าตนเป็นผู้สูงกว่าเพราะวรรณะ พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนลักษณะความเป็นคนถ่อย และธรรมที่ทำให้เป็นคนถ่อยให้ทราบ และทำให้เข้าใจเสียใหม่ว่า บุคคลไม่เป็นคนถ่อยเพราะชาติ ไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติแต่เป็นคนถ่อยเพราะกรรม เป็นพราหมณ์เพราะกรรม บุตรของคนจัณฑาลยังเป็นกษัตริย์ เป็นที่เคารพของเหล่ากษัตริย์และพราหมณ์ได้และเข้าถึงพรหมโลกได้ก็มีมาแล้ว พราหมณ์ก็ถูกประณาม ตกนรก เข้าถึงอบายทุคติก็มีมาแล้ว

ยังมีวัฒนธรรมที่บิดเบี้ยวในสังคมอีกหลายประการที่พระพุทธเจ้าทรงปรับ เปลี่ยน และประยุกต์ บูรณาการ เช่น การซื้อขายทาส การบูชายัญ การเชื่อในเรื่องพรหมลิขิต การเชื่อในเรื่องเครื่องรางของขลัง แม้กระทั่งเรื่องของกิริยามารยาทอันไม่เหมาะสมต่างๆ พระพุทธเจ้าก็ต้องปรับหมด ทำให้สังคมที่ไร้วัฒนธรรมเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมขึ้น จากสังคมที่มีวัฒนธรรม ก็ปรับฐานวัฒนธรรมด้วยกระบวนทัศน์มัชเฌนธรรม คือกระบวนทัศน์สายกลางทำให้เป็นสังคมแห่งอริยธรรมในที่สุด

เมื่อสังคมกลับมาสู่ฐานวัฒนธรรมที่ถูกต้อง เป็นธรรมชาติ ไม่บิดเบี้ยว เป็นสังคมฐานปัญญา (Wisdom Based Society) ปัญญาในที่นี้ต้องเป็นปัญญาแบบสัมมาทิฏฐิ มิใช่ปัญญาแบบศรีธนญชัย อาศัยปัญญานี้เองจึงจะเข้าใจกระบวนทัศน์มัชเฌนธรรม หรือวัฒนธรรมสมดุลได้


ในประเด็นการวัดคนด้วย GDP หรือ GNH ก็ล้วนแต่ตกไปสู่ส่วนสุดข้างใดข้างหนึ่ง เป็นการมองไปที่ผล ไม่ใช่ที่เหตุ ใช้ GDP เป็นตัววัดความเจริญ ก็จะเกิด GDT ใช้ GNH วัดความเจริญ ก็จะทำให้เกิด GNL (Gross National Lazy) อีกประการหนึ่ง ความสุขเป็นนามธรรมที่จะต้องมีสิ่งหล่อเลี้ยงด้วยปัจจัยอันหลากหลาย การที่คนๆ หนึ่งเจ็บป่วยอยู่ แต่จะให้คนเจ็บป่วยอย่างมีความสุขนั้นเป็นไปได้ยาก เพียงเฉพาะค่าพยาบาลรักษาก็จำเป็นต้องใช้จ่าย ก็เป็นปัจจัยเร่งให้เกิดความเครียดได้แล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงภาวะแห่งจิตใจที่ได้รับผลกระทบจากการเจ็บป่วย ยากที่จะทำใจให้มีความสุขในยามเจ็บป่วยได้

ประเทศไทยเปรียบเสมือนคนที่เจ็บป่วย จำเป็นต้องได้รับการเยียวยา ความสมดุลจำเป็นต้องมีทั้ง GDP and GNH เป็นความสมดุลที่มองทั้งส่วนที่เป็นวัตถุและจิตใจ ความมีอยู่มีกิน กินดีอยู่ดีมีค่าครองชีพอันเหมาะสม ก็คือการดูที่ GDP ความเป็นผู้มีจิตใจเพียงพอ เอื้ออาทร สละแบ่งปัน สุขใจ ก็ต้องคำนึงถึง GNH ดังนั้น ความสมดุลจึงอยู่ที่กายและใจการวัดความเจริญของคนในชาติก็ต้องมองไปทั้ง ๒ ด้าน ได้แก่ GDHP (Gross Domestic Happiness and Product)


ประเด็นสำคัญอยู่ที่ทำอย่างไรจึงจะสร้างทั้งสองส่วนนี้ไปด้วยกัน ไม่หนักไปทางใดทางหนึ่ง สมเด็จพระราชาธิบดีประเทศภูฏานใช้หลักอยู่ ๔ ประการ เพื่อสร้างความสมดุลให้แก่คนในชาติ ได้แก่

๑.ส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม อย่างยั่งยืนและเท่าเทียม (Sustainable and Equitable Socioeconomic Development)
๒.การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (Conservation of Environment)
๓.การส่งเสริมและสงวนรักษาวัฒนธรรมประเพณี (Preservation and Promotion of Culture)
๔. ส่งเสริมการพัฒนาธรรมาภิบาล (Good Governance)

หลักการทั้ง ๔ ประการนี้เพียงพอที่จะสร้างความสมดุลให้เกิดในชาติ ทำให้ชาติมีทั้งความสุขและมีทั้งเงินทองเลี้ยงชีพอย่างไม่ทุกข์ร้อน แต่ปัจจัยสำคัญมิใช่อยู่ที่หลักการดีเพียงอย่างเดียวจำเป็นจะต้องมีหลักปฏิบัติด้วย (สมดุล) ในพระพุทธศาสนา เมื่อจะพัฒนาบุคคล สังคมใดๆ จำเป็นต้องมีทั้ง หลักการและหลักปฏิบัติ ได้แก่ หลักมัชเฌนธรรม (หลักการ) และก็หลักมัชฌิมาปฏิปทา (หลักปฏิบัติ)

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

องค์กรพุทธในอนาคต : รูปแบบการจัดการ



รู้เขารู้เรา

แนวคิดของพระพุทธศาสนาเถรวาทนั้นคุ้นชินกับคำว่า “ปัจจุบันขณะ” ความคิดนี้ได้สร้างกรอบให้กับความคิดของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรสงฆ์

คำๆ นี้มิได้มีความหมายว่าให้อยู่กับปัจจุบันขณะทุกๆ อย่าง มีชีวิตอยู่เพียงแค่วันนี้ ทำวันนี้ให้ดีที่สุดนั้น ไม่ใช่วิธีคิดที่ดีที่สุดสำหรับชีวิต แต่เป็นบางช่วงของชีวิต เราไม่สามารถทำปัจจุบันให้ดีที่สุดโดยปราศจากการคิดถึงอนาคต เนื่องจากปัจจุบันคือการมาถึงของอนาคต อนาคตกลายเป็นปัจจุบันไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีใครต้านทานได้ เรียกได้ว่าเป็น สัจนิรันดร์

ถ้าหากไม่รู้ว่าอนาคตจะทำอะไร อะไรจะเกิดขึ้นเราย่อมไม่สามารถรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบันได้ หากเราต้องการอยู่อย่างมั่นคงและมีความสุข เราไม่อาจอยู่กับปัจจุบันอย่างเดียวได้ เราต้องอยู่กับอนาคตด้วย แต่มีมิติในเชิงลึกอยู่ เป็นกรอบเวลาอยู่ ปัจจุบันขณะคือ ขณะที่กำหนดวางแผนทำไว้แล้วและกระทำอย่างมุ่งมั่น ไม่มีจิตพะว้าพะวัง ไม่หลงลืมสติ นี่คืออยู่กับปัจจุบัน


แต่นัยยะที่สำคัญในที่นี้คือ การคิดเพื่อวางแผนในอนาคต พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลที่วางแผนทุกขั้นตอนของการทำงาน ไม่ว่าจะมีนโบบายให้พระภิกษุทั้งหลายทำ และพระองค์เองได้วางตารางเวลาเป็นพุทธกิจวัตรประจำวันไว้ ได้แก่
๑. เวลาเช้าเสด็จออกบิณฑบาต เพื่อเป็นการโปรดสัตว์โลกผู้ต้องการบุญ
๒. ในเวลาเย็นทรงแสดงธรรมแก่คนผู้สนใจในการฟังธรรม
๓. ในเวลาค่ำทรงประทานพระโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย
๔. ในเวลาเที่ยงคืน ทรงแสดงธรรม และตอบปัญหาแก่เทวดาทั้งหลาย
๕. ในเวลาใกล้รุ่ง ทรงตรวจดูสัตว์โลกที่อาจจะรู้ธรรมซึ่งประองค์ทรงแสดง แล้วได้รับผล
นั่นคือการวางแผน การคิดเพื่อดำเนินไปในอนาคต การคิดเพื่ออนาคตจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมาก เพราะเป็นเสมือนเข็มทิศ เป้าหมายให้ดำเนินไป ตามตรรกะสำนวนที่ว่า “สิ่งที่คุณคิดกำหนดสิ่งที่คุณกระทำ สิ่งที่คุณกระทำกำหนดสิ่งที่คนอื่นจะมีปฏิกิริยากับคุณ



ด้วยเหตุนี้ องค์กรพุทธในอนาคตจึงต้องวางแผนและดำเนินการ บัดนี้ Internet กำลังมีบทบาทอย่างมากทั้งในด้านการติดต่อประสานงานและทางด้านการศึกษา ในอนาคตการใช้ชีวิตของผู้คนจะขาด Internet ไม่ได้ ข้อมูลใน Web Site จะกลายเป็นแหล่งความรู้สำหรับการเรียนรู้ ผู้ที่เข้าถึงข้อมูลได้มากกว่ากันก็จะได้เปรียบในการปฏิบัติการ

เมื่อเป็นเช่นนี้องค์กรพุทธก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีในการบริหารจัดการ ต่อไปในอนาคตไม่ไกลนี้ สถานศึกษาจะเป็นเพียงศูนย์บัญชาการทางการศึกษาเท่านั้น การติดต่อกันก็จะผ่านช่อง Education Web Paged ผู้ศึกษาจะต้อง Download ข้อมูลมาศึกษา ถ้าไม่เข้าใจก็ต้อง Chat หรือ ส่ง Massaged ผ่าน Internet มา ส่วนผู้สอนก็จะใช้ช่องทางการส่งสัญญาณดาวเทียมการศึกษาสนทนากันไปสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้และกำลังเกิดขึ้นแล้วในสังคม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหากมีเหตุการณ์พันผวนทางบ้านเมืองไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองหรือด้านความปลอดภัย หรือด้าน Save Cost สังคมจะใช้วิธีการนี้

แนวทางในการบริหารจัดการองค์กรพุทธจะต้องเปลี่ยนจากการจัดการเชิงเดี่ยวมาเป็นเชิงกลุ่ม (United Treat) อาจรวมสองหรือสามตำบล จัดให้มีศูนย์การศึกษาทางพระพุทธศาสนาที่ได้มาตรฐานหนึ่งแห่ง คณะสงฆ์ภายในเขตรับผิดชอบต้องร่วมมือกันสร้าง โดยขอความร่วมมือจากภาครัฐและประชาชนสนับสนุนอย่างจริงจัง ใช้หลักการบริหารเข้าไปดำเนินการในเชิงรุก


สถานที่ศึกษาทางพระพุทธศาสนาจะต้องมีขยายเป็นลำดับโดยจัดเป็นระบบโควตา ให้มีศูนย์การศึกษาในระดับอำเภอและในระดับจังหวัด ในจังหวัดหนึ่งควรจะมีสักกี่แห่งก็พิจารณากันตามความเหมาะสม สำหรับในระดับจังหวัดนั้นศูนย์การศึกษาจะต้องมีขยายเป็นลำดับโดยจัดเป็นระบบโควตา

สำหรับในระดับจังหวัดนั้นศูนย์การศึกษาจะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบของการจัดการที่ครบวงจร ต่อจากนั้นเมื่อจบการศึกษาจากศูนย์การศึกษาในระดับจังหวัดก็จะใช้ระบบโควตา เพื่อเข้ามหาวิทยาลัยสงฆ์ที่มีวิทยาเขตอยู่ทั่วประเทศ

ถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยน