วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

กระบวนทัศน์มัชเฌนธรรม : วัฒนธรรมแห่งอริยธรรม




กระบวนทัศน์มัชเฌนธรรม : วัฒนธรรมแห่งอริยธรรม

สังคมยุคก่อนพุทธกาล นักปราชญ์ทั้งหลายในยุคนั้นพยายามแสวงหาทางออกให้กับมนุษย์ที่ตกอยู่ภายใต้วังวนของความคิด ตกอยู่ภายในคำอธิบายของนักวิชาการของสังคมในยุคนั้น ซึ่งก็คือพราหมณ์ทั้งหลาย สังคมมีความสับสน มีความขัดแย้ง มีการเอาเปรียบ มีการเข่นฆ่า มีการหลอกลวง มีการคอรัปชั่น สังคมมีทฤษฎีทางออกของชีวิตที่ดีให้สมาชิกได้ดำเนินตาม ดูแล้วก็ไม่ต่างไปจากสถานการณ์ของวัฒนธรรมทางเลือกในปัจจุบัน ที่สังคมกำลังโหยหาความสงบสุข โหยหาสันติภาพ โหยหาทางออกให้กับมนุษย์ เมื่อพระพุทธศาสนาอุบัติขึ้นด้วยผลจากการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

พระพุทธองค์ได้ประกาศทางออกแห่งชีวิตให้แก่สังคม สร้างเสริมวัฒนธรรมมนุษย์ให้พ้นจากความป่าเถื่อน และยังสร้างวัฒนธรรมของมนุษย์ให้ถึงจุดสูงสุด นั่นคืออริยวัฒนธรรม ในเบื้องต้นพระพุทธศาสนาได้สร้างความกระจ่างชัดเป็นเรื่องๆ ให้แก่สังคม เป็นการสร้างวัฒนธรรมให้สังคมพ้นจากความเถื่อนของมนุษย์ออกไปก่อน

ปฏิวัติความคิดเรื่องระบบวรรณะ (Caste System) ให้พ้นจากการดูถูกเหยียดหยามกัน ไม่ให้มองคนที่เผ่าพันธุ์ ตระกูล ผิวพรรณ รูปร่างหน้าตา หรือพวกพ้อง แต่มองที่การกระทำ การเข้าใจผิดในเรื่องนี้ทำให้เกิดความทะนงตน แล้วสร้างมาตรฐานทางสังคมที่ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นวัฒนธรรมธรรมชาติ เช่น โสณทัณฑพราหมณ์ซึ่งเป็นพราหมณ์อาวุโสครองนครจัมปาได้รับการห้ามปรามจากเหล่าพรามหณ์ไม่ให้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เพราะคำนึงถึงความบริสุทธิ์แห่งเผ่าพันธุ์ของตน คำนึงถึงความเหนือกว่าในด้านวิชาการของตน ไปพบพระพุทธเจ้าจะทำให้เสื่อมเสียเกียรติยศพราหมณ์ ต้องเปลี่ยนความคิดเช่นนี้ก่อน วางมาตรฐานทางสังคมให้เป็นไปตามธรรมชาติก่อน

อีกตัวอย่างหนึ่ง ได้แก่ อัคคิภารทวาชพราหมณ์ผู้ที่ตะโกนเรียกพระพุทธเจ้าด้วยถ้อยคำอันเหยียดหยามว่า “คนถ่อย” แต่ไม่รู้สึกในความหยาบของตน แต่กลับเข้าใจว่าตนเป็นผู้สูงกว่าเพราะวรรณะ พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนลักษณะความเป็นคนถ่อย และธรรมที่ทำให้เป็นคนถ่อยให้ทราบ และทำให้เข้าใจเสียใหม่ว่า บุคคลไม่เป็นคนถ่อยเพราะชาติ ไม่เป็นพราหมณ์เพราะชาติแต่เป็นคนถ่อยเพราะกรรม เป็นพราหมณ์เพราะกรรม บุตรของคนจัณฑาลยังเป็นกษัตริย์ เป็นที่เคารพของเหล่ากษัตริย์และพราหมณ์ได้และเข้าถึงพรหมโลกได้ก็มีมาแล้ว พราหมณ์ก็ถูกประณาม ตกนรก เข้าถึงอบายทุคติก็มีมาแล้ว

ยังมีวัฒนธรรมที่บิดเบี้ยวในสังคมอีกหลายประการที่พระพุทธเจ้าทรงปรับ เปลี่ยน และประยุกต์ บูรณาการ เช่น การซื้อขายทาส การบูชายัญ การเชื่อในเรื่องพรหมลิขิต การเชื่อในเรื่องเครื่องรางของขลัง แม้กระทั่งเรื่องของกิริยามารยาทอันไม่เหมาะสมต่างๆ พระพุทธเจ้าก็ต้องปรับหมด ทำให้สังคมที่ไร้วัฒนธรรมเป็นสังคมที่มีวัฒนธรรมขึ้น จากสังคมที่มีวัฒนธรรม ก็ปรับฐานวัฒนธรรมด้วยกระบวนทัศน์มัชเฌนธรรม คือกระบวนทัศน์สายกลางทำให้เป็นสังคมแห่งอริยธรรมในที่สุด

เมื่อสังคมกลับมาสู่ฐานวัฒนธรรมที่ถูกต้อง เป็นธรรมชาติ ไม่บิดเบี้ยว เป็นสังคมฐานปัญญา (Wisdom Based Society) ปัญญาในที่นี้ต้องเป็นปัญญาแบบสัมมาทิฏฐิ มิใช่ปัญญาแบบศรีธนญชัย อาศัยปัญญานี้เองจึงจะเข้าใจกระบวนทัศน์มัชเฌนธรรม หรือวัฒนธรรมสมดุลได้


ในประเด็นการวัดคนด้วย GDP หรือ GNH ก็ล้วนแต่ตกไปสู่ส่วนสุดข้างใดข้างหนึ่ง เป็นการมองไปที่ผล ไม่ใช่ที่เหตุ ใช้ GDP เป็นตัววัดความเจริญ ก็จะเกิด GDT ใช้ GNH วัดความเจริญ ก็จะทำให้เกิด GNL (Gross National Lazy) อีกประการหนึ่ง ความสุขเป็นนามธรรมที่จะต้องมีสิ่งหล่อเลี้ยงด้วยปัจจัยอันหลากหลาย การที่คนๆ หนึ่งเจ็บป่วยอยู่ แต่จะให้คนเจ็บป่วยอย่างมีความสุขนั้นเป็นไปได้ยาก เพียงเฉพาะค่าพยาบาลรักษาก็จำเป็นต้องใช้จ่าย ก็เป็นปัจจัยเร่งให้เกิดความเครียดได้แล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงภาวะแห่งจิตใจที่ได้รับผลกระทบจากการเจ็บป่วย ยากที่จะทำใจให้มีความสุขในยามเจ็บป่วยได้

ประเทศไทยเปรียบเสมือนคนที่เจ็บป่วย จำเป็นต้องได้รับการเยียวยา ความสมดุลจำเป็นต้องมีทั้ง GDP and GNH เป็นความสมดุลที่มองทั้งส่วนที่เป็นวัตถุและจิตใจ ความมีอยู่มีกิน กินดีอยู่ดีมีค่าครองชีพอันเหมาะสม ก็คือการดูที่ GDP ความเป็นผู้มีจิตใจเพียงพอ เอื้ออาทร สละแบ่งปัน สุขใจ ก็ต้องคำนึงถึง GNH ดังนั้น ความสมดุลจึงอยู่ที่กายและใจการวัดความเจริญของคนในชาติก็ต้องมองไปทั้ง ๒ ด้าน ได้แก่ GDHP (Gross Domestic Happiness and Product)


ประเด็นสำคัญอยู่ที่ทำอย่างไรจึงจะสร้างทั้งสองส่วนนี้ไปด้วยกัน ไม่หนักไปทางใดทางหนึ่ง สมเด็จพระราชาธิบดีประเทศภูฏานใช้หลักอยู่ ๔ ประการ เพื่อสร้างความสมดุลให้แก่คนในชาติ ได้แก่

๑.ส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม อย่างยั่งยืนและเท่าเทียม (Sustainable and Equitable Socioeconomic Development)
๒.การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (Conservation of Environment)
๓.การส่งเสริมและสงวนรักษาวัฒนธรรมประเพณี (Preservation and Promotion of Culture)
๔. ส่งเสริมการพัฒนาธรรมาภิบาล (Good Governance)

หลักการทั้ง ๔ ประการนี้เพียงพอที่จะสร้างความสมดุลให้เกิดในชาติ ทำให้ชาติมีทั้งความสุขและมีทั้งเงินทองเลี้ยงชีพอย่างไม่ทุกข์ร้อน แต่ปัจจัยสำคัญมิใช่อยู่ที่หลักการดีเพียงอย่างเดียวจำเป็นจะต้องมีหลักปฏิบัติด้วย (สมดุล) ในพระพุทธศาสนา เมื่อจะพัฒนาบุคคล สังคมใดๆ จำเป็นต้องมีทั้ง หลักการและหลักปฏิบัติ ได้แก่ หลักมัชเฌนธรรม (หลักการ) และก็หลักมัชฌิมาปฏิปทา (หลักปฏิบัติ)

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

องค์กรพุทธในอนาคต : รูปแบบการจัดการ



รู้เขารู้เรา

แนวคิดของพระพุทธศาสนาเถรวาทนั้นคุ้นชินกับคำว่า “ปัจจุบันขณะ” ความคิดนี้ได้สร้างกรอบให้กับความคิดของคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรสงฆ์

คำๆ นี้มิได้มีความหมายว่าให้อยู่กับปัจจุบันขณะทุกๆ อย่าง มีชีวิตอยู่เพียงแค่วันนี้ ทำวันนี้ให้ดีที่สุดนั้น ไม่ใช่วิธีคิดที่ดีที่สุดสำหรับชีวิต แต่เป็นบางช่วงของชีวิต เราไม่สามารถทำปัจจุบันให้ดีที่สุดโดยปราศจากการคิดถึงอนาคต เนื่องจากปัจจุบันคือการมาถึงของอนาคต อนาคตกลายเป็นปัจจุบันไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีใครต้านทานได้ เรียกได้ว่าเป็น สัจนิรันดร์

ถ้าหากไม่รู้ว่าอนาคตจะทำอะไร อะไรจะเกิดขึ้นเราย่อมไม่สามารถรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบันได้ หากเราต้องการอยู่อย่างมั่นคงและมีความสุข เราไม่อาจอยู่กับปัจจุบันอย่างเดียวได้ เราต้องอยู่กับอนาคตด้วย แต่มีมิติในเชิงลึกอยู่ เป็นกรอบเวลาอยู่ ปัจจุบันขณะคือ ขณะที่กำหนดวางแผนทำไว้แล้วและกระทำอย่างมุ่งมั่น ไม่มีจิตพะว้าพะวัง ไม่หลงลืมสติ นี่คืออยู่กับปัจจุบัน


แต่นัยยะที่สำคัญในที่นี้คือ การคิดเพื่อวางแผนในอนาคต พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลที่วางแผนทุกขั้นตอนของการทำงาน ไม่ว่าจะมีนโบบายให้พระภิกษุทั้งหลายทำ และพระองค์เองได้วางตารางเวลาเป็นพุทธกิจวัตรประจำวันไว้ ได้แก่
๑. เวลาเช้าเสด็จออกบิณฑบาต เพื่อเป็นการโปรดสัตว์โลกผู้ต้องการบุญ
๒. ในเวลาเย็นทรงแสดงธรรมแก่คนผู้สนใจในการฟังธรรม
๓. ในเวลาค่ำทรงประทานพระโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย
๔. ในเวลาเที่ยงคืน ทรงแสดงธรรม และตอบปัญหาแก่เทวดาทั้งหลาย
๕. ในเวลาใกล้รุ่ง ทรงตรวจดูสัตว์โลกที่อาจจะรู้ธรรมซึ่งประองค์ทรงแสดง แล้วได้รับผล
นั่นคือการวางแผน การคิดเพื่อดำเนินไปในอนาคต การคิดเพื่ออนาคตจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญมาก เพราะเป็นเสมือนเข็มทิศ เป้าหมายให้ดำเนินไป ตามตรรกะสำนวนที่ว่า “สิ่งที่คุณคิดกำหนดสิ่งที่คุณกระทำ สิ่งที่คุณกระทำกำหนดสิ่งที่คนอื่นจะมีปฏิกิริยากับคุณ



ด้วยเหตุนี้ องค์กรพุทธในอนาคตจึงต้องวางแผนและดำเนินการ บัดนี้ Internet กำลังมีบทบาทอย่างมากทั้งในด้านการติดต่อประสานงานและทางด้านการศึกษา ในอนาคตการใช้ชีวิตของผู้คนจะขาด Internet ไม่ได้ ข้อมูลใน Web Site จะกลายเป็นแหล่งความรู้สำหรับการเรียนรู้ ผู้ที่เข้าถึงข้อมูลได้มากกว่ากันก็จะได้เปรียบในการปฏิบัติการ

เมื่อเป็นเช่นนี้องค์กรพุทธก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีในการบริหารจัดการ ต่อไปในอนาคตไม่ไกลนี้ สถานศึกษาจะเป็นเพียงศูนย์บัญชาการทางการศึกษาเท่านั้น การติดต่อกันก็จะผ่านช่อง Education Web Paged ผู้ศึกษาจะต้อง Download ข้อมูลมาศึกษา ถ้าไม่เข้าใจก็ต้อง Chat หรือ ส่ง Massaged ผ่าน Internet มา ส่วนผู้สอนก็จะใช้ช่องทางการส่งสัญญาณดาวเทียมการศึกษาสนทนากันไปสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้และกำลังเกิดขึ้นแล้วในสังคม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหากมีเหตุการณ์พันผวนทางบ้านเมืองไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองหรือด้านความปลอดภัย หรือด้าน Save Cost สังคมจะใช้วิธีการนี้

แนวทางในการบริหารจัดการองค์กรพุทธจะต้องเปลี่ยนจากการจัดการเชิงเดี่ยวมาเป็นเชิงกลุ่ม (United Treat) อาจรวมสองหรือสามตำบล จัดให้มีศูนย์การศึกษาทางพระพุทธศาสนาที่ได้มาตรฐานหนึ่งแห่ง คณะสงฆ์ภายในเขตรับผิดชอบต้องร่วมมือกันสร้าง โดยขอความร่วมมือจากภาครัฐและประชาชนสนับสนุนอย่างจริงจัง ใช้หลักการบริหารเข้าไปดำเนินการในเชิงรุก


สถานที่ศึกษาทางพระพุทธศาสนาจะต้องมีขยายเป็นลำดับโดยจัดเป็นระบบโควตา ให้มีศูนย์การศึกษาในระดับอำเภอและในระดับจังหวัด ในจังหวัดหนึ่งควรจะมีสักกี่แห่งก็พิจารณากันตามความเหมาะสม สำหรับในระดับจังหวัดนั้นศูนย์การศึกษาจะต้องมีขยายเป็นลำดับโดยจัดเป็นระบบโควตา

สำหรับในระดับจังหวัดนั้นศูนย์การศึกษาจะต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบของการจัดการที่ครบวงจร ต่อจากนั้นเมื่อจบการศึกษาจากศูนย์การศึกษาในระดับจังหวัดก็จะใช้ระบบโควตา เพื่อเข้ามหาวิทยาลัยสงฆ์ที่มีวิทยาเขตอยู่ทั่วประเทศ

ถึงเวลาแล้วที่ต้องเปลี่ยน

วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2554

คีตธรรม ทำนองชีวิต

ฟังแบบ Deep Listening แล้วจะพบว่า ความไพเราะของบทเพลงเป็นวิตามินชั้นดี

ยิ่งรักตน ก็ยิ่งรักผู้อื่น

ยิ่งรักตน ก็ยิ่งรักผู้อื่น




บุคคลที่สนใจตนเองทุกแง่มุม สนใจแต่เรื่องของตน มองตน เข้าถึงตนอย่างแท้จริงเท่านั้นจึงจะรักและเข้าใจผู้อื่นได้ด้วย ตรรกะนี้ไม่เป็นไปตามตรรกะของโลก ที่ยิ่งใครเห็นแก่ตัวมากก็จะไม่สนใจใคร บุคคลที่เห็นแก่ตัวตามโลก คือ ผู้ไม่รู้จักตัวเองเลยแม้สักนิดเดียว
คำกล่าวที่ “ความเห็นแก่ตัว” จึงถูกกล่าวประณาม ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคำนี้ถูกใช้ไปในความหมายที่ตรงกันข้ามกับความจริง

อันที่จริงคำๆ นี้ เป็นคำที่สวยงาม คำว่า เห็นแก่ตัว หมายความง่ายๆ ว่า การเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องไปวุ่นวายกับผู้อื่น ไปพิจารณาผู้อื่น พยายามไปทำความเข้าใจผู้อื่น ไม่ต้องไปวุ่นวายพิจารณาใครๆ คนอื่นในโลกนี้ ขอให้หันมาดูตนเองดีกว่า มองให้มากๆ มองให้ลึกซึ้ง มองให้เห็นแก่นแท้ของตน ผลที่ออกมาจะเป็นในทางตรงกันข้ามกับสิ่งที่โลกประณาม เพราะการที่ท่านหันมาใส่ใจตนเอง เท่ากับว่าท่านกำลังใส่ใจโลกทั้งโลก


ในการเข้าไปพิจารณาเห็นแก่ตัว ท่านจะเห็นประโยชน์ของคนทั้งโลก ที่ท่านพยายามค้นหาๆ แต่ไม่พบสักที เพราะว่าสิ่งทั้งมวลนั้นถูกฝังไว้ในตัวของท่าน ท่านมักจะได้รับการบอกให้รักเพื่อนบ้าน แต่ท่านเองกลับไม่ได้รักตนเองเลย บุคคลที่ไม่เคยรักตนเองได้ ไหนเลยที่จะรักผู้อื่นได้เล่า เขาจะได้ความรักจากที่ไหน ประการแรก เราต้องมีความรักในตัวเราเองก่อน ก่อนที่เราจะรักผู้อื่นได้ คนอื่นๆ ก็เช่นกันคาดหวังความรักจากกันและกันที่ไม่ได้มีความรักในตัวเองเลย เป็นเรื่องที่ไม่อาจความหวังได้ นี่จึงเป็นเรื่องที่ผิดเพี้ยน เป็นเรื่องของความโง่เขลาโดยแท้


การที่ต่างคนต่างไปสนใจผู้อื่น ต้องการความรักจากผู้อื่น ต่างก็คาดหวังจากกันและกัน เปรียบเหมือนขอทานที่ขอทานจากพวกเดียวกัน ต่างคาดคิดว่า ขอทานคนอื่นเป็นจักรพรรดิ เป็นผู้ร่ำรวย ทั้งที่ทั้งคู่เป็นเพียงคนขอทานเท่านั้น ต่างฝ่ายต่างก็คิดต่อกันและกันอย่างนั้น สิ่งที่ปรากฏขึ้นก็คือตัวเขาเองที่มีแต่ความทุกข์ระทม ทุกข์เพราะไม่สามารถได้อะไรเลย นั่นจึงเป็นเหตุให้เราทั้งหลายต่างคิดไปว่า เราถูกหลอก ก็ขอทานพยายามทำตัวให้เป็นเหมือนจักรพรรดิ นี่เป็นเรื่องที่โง่เขลาโดยแท้ แสดงตนว่า ตนมีความรักที่จะมอบให้ผู้อื่น ทั้งที่ภายในตนไม่มีแม้แต่น้อย ไม่มีแม้กระทั่งความรักตนเอง เป็นเรื่องเหลวไหลอย่างแท้จริง ฝ่ายหนึ่งก็คิดต่อคุณว่าเป็นจักรพรรดิ อีกฝ่ายก็คิดอย่างนั้นเช่นกัน ฝ่ายหนึ่งกล่าวหาว่าตนกำลังหลอกลวงผู้อื่น ก็เพราะการทำตัวว่าเป็นเหมือนจักรพรรดิ แต่ที่จริงแล้ว เขาก็เป็นเพียงขอทานเท่านั้น เมื่อต่างฝ่ายต่างรู้ว่าตนเป็นเพียงขอทานเท่านั้น สิ่งที่เขาทำได้ก็คือโกรธเกลียดกัน เดือดดาลต่อกันและกัน ทำร้ายกัน ทำลายกัน และ พยาบาทกัน และกันเท่าที่จะทำได้


จะเป็นได้อย่างไรกัน แม้แต่ความรักในตนยังไม่มี แล้วจะเอาความรักที่ไหนไปเผื่อแผ่ผู้อื่นได้ การจะมีความรักให้ผู้อื่น ก่อนอื่นเราต้องมีก่อน เหมือนกับจะให้อะไรแก่ผู้ใด ตนเองก็ต้องมีก่อน ต้องเริ่มที่ตัวเราก่อน สังคม ผู้อื่นถูกสอนให้อุทิศตนให้กับอุดมการณ์อันงี่เง่า สอนให้รักเพื่อนบ้าน สอนให้รักครอบครัว สอนให้รักคนรัก สอนให้รักประเทศชาติ บ้าบอชัดๆ

ไม่ต้องอะไรมาก เริ่มต้นด้วยการเห็นแก่ตัวธรรมดาๆ เท่านั้นก็พอ พอทำได้แล้ว ในที่สุดเราประหลาดใจว่า เรามีสมบัติอะไรบ้างภายในตัวของเราเองที่จะให้อะไรแก่ใครได้ เมื่อเริ่มแบ่งปันจะพบกับความสุขอีกแบบหนึ่ง เป็นความสุขอันเกิดจากการแบ่งปัน การแสวงสมบัติก็ดี การครอบครองสมบัติไว้ก็ดีนั้นไม่ใช่ความสุขที่ดีพอ เป็นความสุขที่มีน้อยกว่าการแบ่งปัน โปรดจงจำไว้อย่างหนึ่ง อย่างได้นำสมบัติที่อยู่ในตัวของท่านนั้นได้ไปเทียบกับระบบเศรษฐกิจทั่วไป นี่คือกฎ มันคือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเศรษฐกิจของชาวโลก ถ้าเป็นเศรษฐกิจทั่วไป ถ้าหากคุณให้อะไรไป คุณจะเหลือสิ่งนั้นน้อยลง ถ้าคุณให้ต่อไปไม่ช้าคุณอาจเป็นขอทานได้

แนวคิดของเศรษฐศาสตร์ของโลก คุณจะต้องแสวงหากำไรจากผู้อื่นให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วคุณจะมีมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น สมบัติที่ข้าพเจ้ากำลังบอกกับท่านนี้เป็นเรื่องตรงกันข้ามกัน ถ้าคุณเข้าไปยึดไว้ มันจะเหลือน้อยลง ถ้าคุณยึดมากไปกว่านั้น คุณอาจถึงกับเป็นฆาตกรได้ ถ้าคุณปิดประตูไม่ให้สิ่งใดหลุดรอดไปได้ กลายเป็นคนงก และเคร่งขรึม ในที่สุดคุณก็คือคนที่ตายแล้วเท่านั้น สมบัติทั้งหมดก็จะตายไปกับคุณ ไม่ว่าความรัก ความสุข ความรื่นเริง ความบันเทิงก็จะตายไปกับคุณ ตายอย่างถาวร แน่นอนที่สุด




ถ้าหากคุณต้องการความงอกงามแห่งสมบัติ แบ่งปันไป แบ่งปันให้ทุกๆ คน อย่างเป็นของจำหน่ายจ่ายแจก จ่ายแจกอย่างไม่มีข้อกำหนดว่าเป็นเพื่อนหรือเป็นศัตรู อย่าได้มีคำถามว่ากำลังแบ่งปันให้กับใคร ใครๆ ก็ได้ที่ท่านเกี่ยวข้อง อย่าไปเกี่ยวกับที่อยู่ เพียงแต่ส่งจดหมายแห่งความรักไปเท่านั้น ย่อมมีคนรับมันสักแห่งหนึ่ง ยิ่งคุณให้มากเท่าใด ก็จะทำให้เข้าถึงแห่งที่ไม่มีใครรู้จักมากขึ้นเท่านั้น


มนุษย์ก็คล้ายกับบ่อน้ำ บ่อน้ำที่ช่วยให้ใครต่อใครที่หิวกระหายได้ดื่ม ดื่มน้ำแล้วก็มีชีวิตยืนยาวต่อไป มีแต่ความชุ่มเย็นดับกระหายให้แก่ผู้คน ผู้คนที่กระหายจะต้องคิดถึงบ่อน้ำ คุณค่าของบ่อน้ำอยู่ที่นี่ มนุษย์ก็คล้ายกัน คุณค่าอยู่ที่ได้ช่วยเหลือแบ่งปันกับผู้คน เพื่อให้ทุกคนได้มีความสุข มนุษย์อย่าได้เป็นเหมือนทะเล มีมากก็จริงแต่ทำอะไรสำหรับชีวิตให้ยืนยาวไม่ได้ ดับความกระหายไม่ได้



ยิ่งมีความรักในตัวมากเท่าใด ก็สามารถให้ความรักผู้อื่นได้มากเท่านั้น ถ้าไม่ได้มีความรักในตัวคุณ ไหนเลยจะแบ่งปันผู้อื่นได้ ดังนั้นจำเป็นต้องรักตัวคุณก่อน ต้องเป็นคนเห็นแก่ตัวก่อน ความเห็นแก่ตัวในที่นี้มิได้มีความหมายตามที่โลกประณาม โลกเข้าใจคำนี้ไม่ถูกต้อง การเห็นแก่ตัวของเขาคือการคาดหวังจากผู้อื่น แล้วไม่ได้ดังที่คาดหวัง เหมือนกับขอทานที่ขอขอทานด้วยกัน แล้วเขาไม่ให้ก็กล่าวหาว่า เขาเห็นแก่ตัว ก็ตัวเขาเองไม่มีอะไรจะให้ เพียงแต่แกล้งทำตัวว่ามีเท่านั้น

คนที่ไม่มีความรักในตนเองก็เหมือนกับขอทาน แต่ถ้าเขารักตนเอง เห็นแก่ตัว ทุกคนเห็นแก่ตัวอย่างแท้จริง นั่นแปลว่าเขาเห็นสมบัติในตัวเขา เขาพร้อมที่จะแบ่งปันให้ นี่คือ ความหมายของการเห็นแก่ตัว

จงค้นหาตนเอง อย่าได้ค้นหาคนอื่น เมื่อคุณพบตนเอง คุณก็จะพบคนอื่น เมื่อคุณไม่พบตนเอง แล้วคุณจะไปพบคนอื่นได้ที่ไหน สุดท้ายก็มีแต่กล่าวหา ว่าร้าย โกรธเคือง ครุ่นแค้น ทำร้ายและทำลายกันและกันเท่านั้น ถ้าเขารักตนเอง เขาจะรักคนอื่นเท่ากับรักตนเอง นี่เป็นมุมเบอรแรงที่สะท้อนกลับเอง