วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553

Greenheart Effect Solution


แนวทางการแก้ปัญหาภาวะใจกระจก
สำหรับแนวทางแก้ไขภาวะใจกระจก ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่จะช่วยให้โลกกายภาพและโลกแห่งจิตภาพรอดพ้นจากหายนะ ในที่นี้จะได้แสดงแนวทางทั้งที่เป็นระดับหลักการ วิธีการ และแนวทางปฏิบัติไว้ ดังนี้

๑. ระดับหลักการ

ในระดับนี้ คือ ระดับสร้างความเข้าใจร่วมกันก่อน อยู่ในขั้นปรับทัศนคติให้ตรงกัน ในการปรับทัศนคตินั้น ต้องปรับที่กระบวนทัศน์ (Paradigm) ให้เข้าถึงกระบวนทัศน์ที่เรียกว่า กระบวนทัศน์ไม่ยึดมั่นถือมั่น (Non-Attachment Paradigm) หรือที่เรียกว่า “สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ” เป็นกระบวนทัศน์ที่ให้ความสำคัญต่อธรรมชาติทุกส่วน มองเห็นธรรมชาติสัมพันธ์กันและกันระหว่างกายภาพและจิตภาพ เข้าใจสรรพสิ่งอิงอาศัยกันและกันเกิดและดับ อาศัยระบบใยข่ายเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงและใช้ปัจจยการภาษาในการสื่อสารค้นหาความจริง

กระบวนทัศน์ที่ถูกต้องในระดับนี้ทำให้เข้าใจระบบของสรรพสิ่งอย่างถูกต้องตามลักษณะของระบบนิเวศคือ “ของเสียเท่ากับศูนย์” ทุกอย่างเป็นอาหารของกันและกัน กายภาพเป็นอาหารของจิตภาพ จิตภาพก็เป็นอาหารของกายภาพ หล่อเลี้ยงกันไปอย่างนี้

ถ้าหากกายภาพเป็นพิษ จิตภาพก็เสพอาหารพิษ จิตภาพที่เป็นพิษ ก็สร้างการทำลายล้างกายภาพต่อไป นี่เป็นภาวะใจกระจก ดังนั้นต้องสร้างวงจรห่วงโซ่อาหารของกายและจิตให้มีประโยชน์ บริสุทธิ์ สะอาด และสมดุล กายและจิตก็จะมีประโยชน์ บริสุทธิ์ สะอาด สงบ และสมดุล นี่เป็นระบบชีวิตนิเวศ (Bio-Ecology)


ในระดับหลักการนี้สิ่งที่จำเป็นก็คือ การคิดใคร่ครวญให้เห็นคุณ เห็นโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ให้เด่นชัด หลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นโทษและไม่เป็นประโยชน์ สิ่งนี้เป็นตัวสร้างเรือนกระจก ในระดับความคิดนี้มีกรอบคือ
๑) ควบคุมความอยากที่มีต่อสิ่งที่พึงพอใจ (อิฏฐารมณ์) และสิ่งอันไม่พึงพอใจ (อนิฏฐารมณ์)
๒) ไม่มองเห็นสรรพสิ่งเป็นศัตรูที่จะต้องเอาชนะ เป็นการส่งเสริมอัตตา
๓) ไม่ปรุงแต่งจิตให้เห็นผิดเป็นชอบ


ในด้านหลักการนี้โดยสรุปก็คือ วิสัยทัศน์เชื่อมโยงและการคิดที่ถูกต้อง เมื่อตั้งฐานจิตไว้ชอบเช่นนี้ได้ ภาวะใจกระจกก็จะลดลงและเป็นไปตามวงจรปกติ


(อ่านต่อในดุษฎีบัณฑิตยานุสรณ์)



Greenheart Effect




ภาวะใจกระจก (Greenheart Effect)

ภาวะใจกระจก (Greenheart Effect) คือ ภาวะที่ใจถูกรมด้วยกิเลสอันหยาบ ภาวะที่ใจบกพร่องในการหักห้าม ละเมิดต่อมนุษยธรรมทั้ง ๕ ประการได้แก่ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดลูกเมียผู้อื่น โกหก และเสพสิ่งเสพติด ทำให้สิ่งแวดล้อมทางใจเป็นพิษ เกิดภาวะใจร้อน (Mental Warming)

เมื่อใจร้อน เกิดภาวะเรือนกิเลส (Defilement House Effect) ภาวะใจกระจกนั้นเกิดขึ้นจากปฏิกิริยาของสิ่งเร้าภายนอก (อายตนะภายนอก) กระทบ (ผัสสะ) กับเครื่องรับภายใน (อายตนะภายใน) กระตุ้นความรู้สึก (เวทนา) ให้อยากได้ กระหาย (ตัณหา) เมื่อได้มาแล้วก็ครอบครองยึดมั่น (อุปาทาน) ส่งทอดกระแสซึ่งกันและกัน อย่างนี้ เป็นภาวะที่เป็นระบบ เป็นกระบวนการลูกโซ่ (Negative Circle)


โดยปกติใจนั้นทำหน้าที่รู้สึก จำได้ หมายรู้ ปรุงแต่ง เมื่อปรุงแต่งเสร็จแล้วก็เกิดการรับรู้ แต่หลังจากที่ใจนั้นถูกความพอใจอย่างยิ่ง (อิฏฐารมณ์) และความไม่พอใจอย่างยิ่ง (อนิฏฐารมย์) เข้าครอบงำ อันเป็นกระแสกิเลสที่แรงเข้าทำลายระบบ พลังตัณหาก็เริ่มสร้างระดับความเข้มข้นมากขึ้น


เมื่อตัณหาเข้มข้น พลังการเข้าไปยึดมั่นถือมั่นก็มีระดับเข้มข้นตาม พลังแห่งตัณหาและอุปาทานได้สร้างบรรยากาศใจกระจกขึ้นมาทันที กลายเป็นพลังพิษ พลังพิษนี้ทำลายระบบคุ้มครองใจของมนุษย์ที่เรียกว่า หิริและโอตตัปปะเสียสิ้น ทำให้คลื่นแห่งอกุศลจิตเข้าสู่ระบบของจิตอย่างเต็มที่ ใจก็สูญเสียศักยภาพที่จะซึมซับเอากระแสแห่งธรรมสัญญา (เหตุผล) ไว้ได้

ตามธรรมดา ใจก็มีพลังของมันในตัว เป็นพลังขับเคลื่อนให้มนุษย์สร้างสรรค์ผลงานได้อย่างวิจิตรพิสดาร พลังสร้างสรรค์ในทางบวกนี้เรียกว่า “ฉันทะ” ขณะที่ฉันทะทำงาน ก็จะสร้างกระแสศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญาขึ้นตามลำดับ แต่พอถูกคลื่นความพอใจอย่างแรงต่ออิฏฐารมย์และความไม่พอใจอย่างแรงต่ออนิฏฐารมย์เข้ามาเท่านั้น พลังทางลบก็เข้ามาทันที ตัณหาเข้ามารับช่วงพอดีทำปฏิกิริยาทางกรรมเคมี เกิดการยึดมั่นถือมั่นอย่างจริงจัง

เมื่อนั้นภพและชาติจึงเกิดขึ้นอย่างชัดเจน อัตตาเริ่มทำงานอย่างกำลังความสามารถ เริ่มมีการครอบครองหรือเริ่มมีการทำลายล้างขึ้นมาทันที ดุจดังภาวะเรือนกระจกของโลกที่เกิดจากการสร้างอุตสาหกรรม ปล่อยมลพิษ ตัดไม้ ทำลายป่า

กระบวนการปกติของโลกก็ทำปฏิกิริยารูปแบบใหม่ขึ้น ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนตรัสมีมากขึ้น ก๊าซเหล่านี้ทำให้เกิดความเข้มข้นของไอน้ำในบรรยากาศจนเกิดเป็นภาวะเรือนกระจก ทำลายระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตบนโลกไป ฉะนั้น


(อ่านต่อในดุษฎีบัณฑิตยานุสรณ์ ๕๓)



วันพฤหัสบดีที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2553


การศึกษาหลักปรัชญาเพื่อการตีความทางพระพุทธศาสนา

นายยศพล สัจจะธีระกุล


-----------------------------------------------------------------------------

การศึกษาเรียนรู้และทำความเข้าใจในพระธรรมคำสอนของพระพุทธบรม
ศาสดาที่ได้จารึกไว้ในพระไตรปิฎกคือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎกนั้นมักเกิดปัญหาอย่างน้อย 2 ประเด็นที่เป็นอุปสรรคแก่ผู้สนใจใคร่รู้หรือเข้าถึงความจริงตามนัยทั้งจากการศึกษาด้วยตัวเองและฟังการถ่ายทอดจากผู้รู้คือ

1. อุปสรรคจากภาษาและวิธีการสื่อสารที่ให้ความหมายได้หลายนัยหรือไม่
แจ่มแจ้งเพราะพระธรรมคำสอนในพระไตรปิฎกที่ฝ่ายเถรวาทยึดถือเป็นคัมภีร์ถูกจารึกด้วยภาษาบาลีซึ่งถือเป็นภาษาทางธรรมก่อน แล้วจึงถูกแปลไปเป็นภาษาท้องถิ่นหรือภาษาทางโลก(เช่น ภาษาไทย เป็นต้น) แบบคำต่อคำ จึงมีโอกาสเกิดความผิดเพี้ยนด้วยข้อจำกัดของธรรมชาติภาษาหรืออักขระที่ไม่สามารถแสดงความหมาย ความรู้สึกได้แม่นตรงตามนัยได้อย่างลึกซึ้ง ทำให้ต้องอาศัยการอธิบายแจกแจงขยายความจากอรรถกถาจารย์หรือผู้รู้เพิ่มเติมแสดงไว้เป็นอรรถกถาประกอบพุทธวจนะซึ่งมักจะเป็นภาษาบาลีรวมถึงโยชนาเพื่อขยายความอรรถกถาต่อๆไปอีก ปัญหานี้ได้ก่อให้เกิดผลใน 2 ลักษณะคือ

ด้านบวก เป็นการช่วยทำให้เกิดความกระจ่างถูกต้องตามนัยพระธรรมยิ่งขึ้น หรือ
ด้านลบ เป็นการเพิ่มความสับสนหรือเข้าใจผิดเพี้ยนจากการตีความพระไตรปิฎกของอรรถกถาจารย์ หรือผู้ศึกษาเองตีความคำอธิบายของอรรถกถาจารย์คลาดเคลื่อนเพราะเหตุจากภาษา โดยเฉพาะการศึกษาที่ยึดอรรถกถาเป็นคัมภีร์หลัก


อย่างไรก็ตาม การถ่ายทอดพระธรรมคำสอนเป็นภาษาบาลี
เองก็เกิดจากการบันทึกตามความทรงจำ(มุขปาฐะ)ของพระอริยบุคคลในครั้งสังคายนาหลังพุทธกาล จึงมีโอกาสเกิดความความคลาดเคลื่อนหรือความไม่สมบูรณ์ครบถ้วนผ่านกระบวนการถ่ายทอดสื่อสารได้เช่นกัน

2. อุปสรรคจากความศรัทธาที่มากกว่าปัญญาจนทำให้กลายเป็นความงมงาย
ขาดความยืดหยุ่นต่อการสร้างความสมดุลทำให้เกิดวิปลาส [1] เพราะเหตุความยึดมั่นถือมั่นในความคิดหรือความรู้ของตน กรณีนี้ผู้เขียนเห็นว่าหลักปรัชญาตะวันตกยังอยู่ในข่ายของความวิปลาสนี้ด้วยเพราะองค์ความรู้ที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันยังไม่สามารถเข้าถึงความจริงตามความเป็นจริงได้อย่างสัมบูรณ์และอย่างสัมพันธ์ ทำให้การนำความรู้ที่มีอยู่มาทำความเข้าใจให้ตรงกับความเป็นจริงจึงยังมีความต่างกันและส่งผลให้เกิดความแปลกแยกทางความคิดความเชื่อต่อไป

การตีความหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาด้วยกระบวนทัศน์ที่ 5 หรือ Postmodernism ตามหลักปรัชญาที่จะช่วยให้เข้าถึงนัยหรือแก่นกระพี้ของหลักธรรมนั้น จึงต้องอยู่บนฐานคติของการใช้ปัญญาอันเกิดจากการเปิดใจกว้าง ยึดหลักกาลามสูตร ไม่ติดกับดักในภาษาวาทกรรมหรือปทัสถานทางสังคมจนทำให้หลงทิศทางที่ถูกต้อง เห็นความสวยงามและโอกาสพัฒนาปัญญาจากความแตกต่าง และยึดผลลัพธ์ให้เป็นไปตามเป้าหมายสูงสุดอย่างแน่วแน่(End - result Oriented)

ดังนั้นผู้เขียนจึงมีความเห็นว่ากระบวนทัศน์ที่ 5 ซึ่งเป็นผลิตผลทาง
ความคิดแบบนอกกรอบหรือสังเคราะห์องค์ความรู้ที่มีอยู่เดิม(Reject None, React All) มาเป็นเครื่องมือทำความเข้าใจในความจริงแท้ของเหตุการณ์สำคัญๆที่มีอิทธิพลต่อความสงบสันติของประชาคมโลกในอดีต(กระบวนทัศน์ที่ 1 – 4 ) แล้วนำมาแสวงหา Core Values เพื่อลดช่องว่างของความแปลกแยกทางความคิดความเชื่อเหล่านั้นให้เหลือแคบลงๆแบบ Win – win Solution

จนในที่สุดความแตกต่างที่เหลืออยู่นั้นไม่มีนัยสำคัญที่จะนำมาซึ่งปัญหาความขัดแย้งได้อีกต่อไป นั่นคือการยอมรับในความแตกต่างของกันและกันที่คงต้องมีอยู่ตามความเป็นจริงได้อย่างเข้าใจ ซึ่งแนวคิดนี้ผู้เขียนมองว่าเป็นวิธีการที่จะทำให้เส้นคู่ขนานมีโอกาสมาบรรจบพบกันได้จริงในโลกปฏิบัติตามสมมติฐานทางคณิตศาสตร์สมัยใหม่

เหตุผลที่ผู้เขียนมีมุมมองดังกล่าวก็เนื่องมาจากฐานคติของกระบวนทัศน์
ที่ 5 และการนำเทคนิคการจัดการปัญหาแบบบูรณาการที่มุ่งสัมฤทธิผลแบบ win – win เช่นกันนั่นคือหลักการ ‘แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง สมานจุดอ่อน สะท้อนจุดยืน และสลายอัตตา’ ด้วยการขจัดความคิดเห็นที่แตกต่างแบบสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันก็จะต้องยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างที่มีอยู่นั้นโดยไม่ถือว่าเป็นความแปลกแยกหรือเป็นศัตรู แล้วมุ่งมั่นเสริมสร้างให้มีการเรียนรู้อย่างรอบด้าน(Knowledge) พร้อมกับแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกันเพื่อให้รู้ตามจริง(Insight) ตามกลยุทธ์ ‘รู้เขา รู้เรา’ เพื่อลดความหวาดระแวงและความกลัวอันเกิดจากความไม่รู้จริงของกันและกัน ซึ่งการสร้างเครือข่ายสังคมแห่งการเรียนรู้หรือ Learning Society Network ให้เกิดขึ้นทั่วทั้งโลกจะถือว่าเป็นผลิตผลของกระบวนทัศน์ที่ 5ได้หรือไม่ ?


----------------------------------------------------------------------------------------


[1] วิปลาส หรือ วิปัลลาส 4 หมายถึง ความรู้ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง(distortion ) มี 3 ระดับ คือ
สัญญาวิปลาส(สัญญาหมายรู้ผิดพลาดจากความเป็นจริงหรือเข้าใจผิด) จิตตวิปลาส(ความคิดที่ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง) และ ทิฏฐิวิปลาส(ความเชื่อ ความเห็นที่เกิดต่อเนื่องขยายวงตามสัญญาวิปลาสหรือจิตตวิปลาส กล่าวคือเป็นวิปลาสใน 4 ด้านคือ วิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง วิปลาสในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข วิปลาสในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตนว่าเป็นตัวตน และวิปลาสในสิ่งที่ไม่งามว่างาม ) มาในอังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต เล่มที่ 21 ข้อ 49 หน้า 66

วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คัมภีร์ห่วงโซ่จักรวาล (๑๒)



บทที่สาม
พลังพิสดาร

อาทิตย์บ่ายคล้อยแล้ว
ทินเล่ทุ่มเทพลังแกะสลักรูปพระมหาโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
ยิ่งรูปสลักใกล้เสร็จสมบูรณ์มากเท่าไหร่
มันก็ยิ่งภาคภูมิใจมากขึ้นเท่านั้น
ความภาคภูมิใจเป็นเสมือนสิ่งมีค่าบางอย่างที่ไม่อาจตีเป็นราคาได้แต่ทราบว่ามันยิ่งใหญ่

“อืม!!” คำรำพึงสั้นๆ ที่บ่งบอกความหมายมากมายดังขึ้นข้างหลังมัน

สิ้นสุดเสียง ทินเล่หันไปทำความเคารพเจ้าของเสียง เป็นท่านเจ้าอาวาสนั่นเอง
ท่านยืนเอามือไพล่หลัง ดูมั่นคงสง่ายิ่งนัก

สายตาของท่านยังไม่ละจากรูปแกะสลัก
แววตานั้นบ่งบอกถึงความเคารพนับถือหลายส่วน พลันกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าพึงพอใจ
“หกเดือน…เป็นหกเดือนที่เนิ่นนานยิ่ง”
ทินเล่กลับถอนหายใจยาวๆ
“ช่างเป็นช่วงเวลารวดเร็วเกินไปจริงๆ”
ที่แท้กาลเวลา เนิ่นนานหรือรวดเร็วกันแน่?!

กับผู้หนึ่งที่รีบเร่งกระทำในเรื่องที่พึงกระทำ
ช่างไม่มีเวลาเหลือให้เลย
“กลับไปทานข้าวเถอะ”
ท่านเจ้าอาวาสมาถึงที่นี่เพียงเพื่อมาบอกมันแค่นี้?
ทินเล่สงบฟังคำกล่าวต่อไปและท่านเจ้าอาวาสก็กล่าวแล้วจริงๆ
“ถึงเวลาที่เจ้าจะได้ฝึกฝนขั้นต่อไป”
ทินเล่มองตามท่านเจ้าอาวาสที่เดินจากไป
มันคล้ายมีวาจาจะกล่าวแต่แล้วทุกถ้อยคำก็สลายไปในห้องสมองที่ว่างเปล่า

[[[[[


ยืนบนเส้นทางโบราณ
ซาบซึ้งในเสียงพิณ
ใหม่เก่าบอกเล่าตำนาน
ใครเล่าจะได้ยิน
ได้พบดั่งเป็นวาสนา
กลัวฝันมลายสิ้น
เราเป็นเพียงคนธรรมดา
คงเศร้าในชีวิน..
เสียงเพลงดังผ่านแนวไผ่ที่มีสีเหลือง
ใบไผ่ที่ใกล้จะร่วงหล่นจนหมดต้น

ใบไผ่ที่ร่วงหล่นเฉกเช่นวิถีชีวิตคน
ชีวิตคนแล้วคนเล่าที่ร่วงหล่นไป!



เสียงเพลงดังมาจากเรือนท้ายสุดแนวไผ่อีกด้านหนึ่งของอาราม
เป็นเสียงขับขานของสตรีนางหนึ่ง
ผู้ฟังแม้ไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดขับขาน
แต่ก็รู้สึกเข้าใจในบทเพลงของนาง

บทเพลง พระจันทร์ ความรัก ไม่เคยล้าสมัย
บทเพลงยิ่งไพเราะซาบซึ้ง ความรักยิ่งล้ำลึก
คงมีแต่ผู้เคยมีความรักเท่านั้นจึงเข้าใจประโยคนี้แจ่มแจ้ง
เฉกเช่นคำกล่าว
“โศกนาฏกรรมที่เกิดกับตนเท่านั้น จึงเป็นโศกนาฏกรรมที่แท้จริง”

นางขับเพลงบรรเลงพิณหาใช่เพื่อผู้ใด แต่กลับเพื่อตัวนางเอง
บางครั้งบทเพลงคือ
ทางระบายความอัดอั้นตันใจประการหนึ่งของผู้คน
หากโลกนี้ไร้เสียงเพลง คาดว่ามนุษยชาติคงมีชีวิตสั้นกว่านี้

เสียงเท้าเหยียบใบไม้ดังขึ้น
เสียงขับขานบทเพลงพลันหยุดลง
เป็นผู้ใดเข้ามา?
เป็นผู้มีใบหน้ายิ้มแย้มผู้หนึ่ง
แต่เสื้อที่มันสวมใส่กลับเปื้อนไปด้วยฝุ่นผงและคราบไคล
เรื่องที่น่าปีติยินดี มีแต่บุคคลที่ท่านรักเท่านั้นจึงควรได้ฟังเป็นบุคคลแรก
ทินเล่ไม่ยอมไปทานอาหาร แต่มันกลับมาบอกนาง
หรือบัดนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว?

หอน้อยที่ปลูกซ่อนอยู่ในสวนเบญจมาศขาว
ช่างเป็นสถานที่เหมาะสมกับสตรีที่งามสะคราญโดยแท้
แต่ไม่ใช่นาง เพราะนางเองก็ไม่เคยเห็นใบหน้าของตนเป็นเช่นไร
นางเป็นเพียงสตรีธรรมดาคนหนึ่ง
เป็นสตรีที่อยู่ในโลกมืดตลอดกาลผู้หนึ่ง
ผู้อยู่ในโลกมืดมาตั้งแต่กำเนิดไหนเลยทราบความหมายของความงดงามได้
บางครั้งดูเหมือนฟ้าจะไม่ยุติธรรมเสียเลยจริงๆ
มธุวรรษณี เป็นชื่อที่มารดาของนางตั้งให้ก่อนที่นางจะจากธิดาของตนไป
เมื่อธิดาน้อยอายุได้เพียงหกปี
เป็นเวลาสิบสองปีแล้วที่มธุวรรษณีอยู่กับบิดา
มีแต่บิดาที่ยังเป็นความหวัง
เป็นที่พึ่งที่ทำให้นางไม่รู้สึกเดียวดาย
และไม่รู้สึกว่าชะตาของตนโหดร้ายรันทดเกินไป


เบญจมาศในยามนี้กำลังเบ่งบาน
สายลมพัดเรี่ยยอดและดอกเบาๆ ทำให้ดอกใบเคลื่อนไหวไม่รุนแรง
เบญจมาศแกว่งไกว ใช่ดุจดังจิตใจของผู้คนที่กำลังเปลี่ยนไปหรือไม่?

จิตใจของผู้คนใยมิใช่คล้ายสายลมที่ยากจะคาดคะเนว่ามันจะพัดมาเมื่อใด
และขณะเดียวกันก็ไม่รู้ว่าสายลมจากไปเมื่อใด

ผู้ยึดถือสายลมเป็นของตนน่ากลัวจะต้องทำใจตนให้เข้มแข็งอย่างยิ่ง

สายลมกับจิตใจของบุรุษสตรีที่อยู่ด้วยกันเพียงลำพัง
ยิ่งคล้ายสายลมที่กำลังปั่นป่วน
ไหนเลยผู้อยู่ในสายลมจะไม่หวั่นไหวได้

มธุวรรษณีบัดนี้นางเป็นสตรีผู้มีความสมบูรณ์ด้วยวัยและร่างกายทุกสัดส่วน
นางอดไม่ได้ที่จะถามใจตนเองว่า
ที่แท้นี่เป็นความรู้สึกใด? นี่มีความหมายใด?
นางถามตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
แน่นอน..นางย่อมตอบไม่ได้ เพราะแม้แต่นางเองก็ไม่อยากเชื่อว่า
นางมีจิตผูกพันกับบุรุษหนุ่มที่มาอาศัยเรือนของบิดาของนางแล้ว

“ความรัก” เป็นพลังพิสดาร
บางครั้งแม้แต่เจ้าตัวก็ไม่ทราบว่ามันเข้ามาเยือนตั้งแต่เมื่อใด
หนึ่งเดียวที่นางตักเตือนตนเองเสมอว่า ไหนเลยเราคู่ควร เพราะเรา…
คำว่า ตาบอด แม้นางเองก็ไม่อยากเอ่ยออกมา
หากแต่ดวงตาของนางเท่านั้นที่บอด
หาใช่ดวงใจไม่ ดวงใจของนางกลับลุกโชน สว่างไสว
เรียกร้องถึงความต้องการบางประการ
มันคือ สัญชาตญาณที่ดึกดำบรรพ์ที่สุดเท่าที่มนุษยชาติมีมา
“ท่านอยู่ที่นี่ตลอดไปได้หรือไม่”
เนิ่นนานเท่าใด? กล้าหาญเพียงไหน? กว่าที่นางจะกล่าวประโยคนี้ออกมา
“ความหมายในเสียงขับขานของแม่นางน้อยน่าฟังอย่างยิ่ง”
ใช่เป็นคำตอบของมันหรือไม่ หรือนั่นเป็นคำตอบแล้ว?

“ข้าพเจ้าเข้าใจ แท้จริงไม่ควรถาม คำถามเช่นนั้นกับท่าน”

ในถ้อยคำของนางไหนเลยฟังเป็นถ้อยคำได้ ไม่ทราบทินเล่ฟังอยู่หรือไม่?
เป็นความโชคดีหรือโชคร้ายของนางที่ไม่เห็นความรู้สึกบนใบหน้าของผู้ที่นางสนทนาด้วย
ทินเล่ มันเล่า? ไม่ทราบตนเองจะทำเช่นไรในขณะนี้จึงควร


ถ้านางเป็นสตรีที่งดงามดังปกติคนหนึ่ง
มันคงผละไปจากที่นั่นง่ายดายกว่านี้
แต่เพราะนางตาบอดนี่เองทำให้มันตอบตนเองไม่ถูก

สิ่งที่มันกังวลตอนนี้หาใช่ใจของมัน แต่กลับเป็นความรู้สึกของนาง

กับผู้กล้าที่เข้มแข็งบางคน
กระทั่งกระบี่นับหมื่นนับพันในสนามรบ
มันหาได้เกรงกลัวไม่
แต่ไฉน มันกลับเกรงกลัว
ต่อความรู้สึกของสตรีเล็ก ๆ เพียงผู้หนึ่ง
กระทั่งถ้อยคำมันก็ไม่กล้าให้กระทบกระเทือนความรู้สึกนางแม้แต่น้อย
เนื่องเพราะมนุษย์มีความรู้สึกนี้เอง ทำให้มนุษย์จึงมีส่วนที่งดงามอยู่บ้าง
มีบ้างบางคนเนื่องเพราะความสงสารที่ล้ำลึกจึงกลายเป็นความรักที่ลึกซึ้ง
เพราะแท้จริง ความสงสารก็เป็นต้นตอหนึ่งของความรัก
ในที่สุด มันจับมือที่บอบบางขาวสะอาดดุจดังเบญมาศขึ้นมาประคองไว้
พร้อมกับบีบกระชับแน่นๆ คราหนึ่ง ถ้อยคำใดล้วนไม่สำคัญ
บางเวลายิ่งไม่เอ่ยวาจา
กลับแทนความหมายร้อยคำ หมื่นวจี

เฉกเช่น ความรักที่ยิ่งสารภาพออกไป
ความรักก็ยิ่งสลายไป
ความรักที่เก็บไว้จนไม่มีถ้อยคำบรรยาย
จึงเป็นความรักที่ทรงคุณค่าอันสูงส่ง
เป็นรักนิรันดร ประตูแห่งดวงใจเปิดรับสัมผัสนั้นแล้ว
เบญจมาศในยามเย็นมากเช่นนี้
บางดอกน้อมก้านลง มิทราบนั่นเป็นการแสดงความยินดี
เป็นการอำลาตะวัน หรือมีความหมายอื่นแอบแฝง!!