วันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2553

พุทธศิลป์กับวัฒนธรรมไทย

พุทธศิลป์กับวัฒนธรรมไทย
ผศ.ดร.สุวิญ รักสัตย์


คำว่า ศิลปวัฒนธรรม (Art and Culture) มักเป็นคำที่มาด้วยกัน คำนี้เป็นคำเรียกลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของสังคมอย่างรวมๆ ทั้งที่ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ทั้งที่สามารถจับต้องได้และจับต้องไม่ได้ แต่ให้ความเพลิดเพลินและความซาบซึ้งและประทับใจ ศิลปวัฒนธรรมจึงเป็นปัจจัยสำคัญสิ่งหนึ่งเพื่อสร้างความมั่นคงของชาติ การสร้างอุดมการณ์ของชาติ เพื่อให้เกิดประโยชน์และเข้าถึงประชาชนมากที่สุด เป็นสื่อสำคัญในการสร้างประเทศ สร้างความก้าวหน้า การรักษาศิลปวัฒนธรรมเท่ากับเป็นการรักษาเอกลักษณ์ จุดเด่น วิญญาณของชาติ อันเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตา สร้างเกียรติภูมิ ตลอดจนศักดิ์ศรีแก่ประเทศชาติประชาชน

พระยาอนุมานราชธน (เสฐียรโกเศศ) ได้กล่าวถึงศิลปะว่า ครั้นเมื่อมนุษย์รู้จักผลิตขึ้นได้ดีกว่าเดิม มีความงดงาม ความเรียบร้อยตามที่ตนต้องการทางจิตใจเจริญเรื่อยเป็นลำดับมา สิ่งที่ผลิตสร้างก็เกิดเป็นศิลปกรรมขึ้น...อารมณ์สะเทือนใจเป็นตัวการทำให้เกิดศิลปะและการแสดงออกให้เกิดเป็นรูปขึ้นได้...เป็นศิลปะอันเป็นขั้นสุดท้ายของความรู้แล้วจะเกิดความสนใจ กระทำให้เป็นสุขใจที่แท้จริง ถ้าความรู้นั้นเป็นไปเพื่อความสุขแก่ส่วนรวมอันเป็นจุดหมายปลายทางแห่งชีวิต

ศิลปะเกิดจากวัฒนธรรม เพราะวัฒนธรรมคือผลรวมแห่งชีวิตมนุษย์ เพื่อสนองตอบความต้องการทางร่างกาย ให้มีชีวิตอยู่รอดพร้อมกับความเจริญงอกงาม ในการรับรู้ทางกาย ทางสติปัญญา ทางอารมณ์ ทางสังคม ทางสุนทรียะ และการสร้างสรรค์ ศิลปะช่วยกล่อมเกลาและสนองตอบความต้องการของวิถีชีวิตมนุษย์ได้ดีในระดับหนึ่ง เพราะสุนทรียะหรือความงามที่ในรูปแบบที่มากหลาย ด้วยรูปแบบของศิลปะที่เกี่ยวกับเครื่องใช้ เครื่องประดับ และรูปเคารพมาโดยตลอดแต่ดึกดำบรรพ์ มีวิถีชีวิตของมนุษย์เป็นตัวกำหนดทั้งทางตรงและทางอ้อม

ตราบใดที่ศิลปะยังเป็นการสร้างผลงานของมนุษย์เพื่อมนุษย์เช่นนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับวัฒนธรรมก็ยังคงเดินคู่กันไปเช่นนี้ เพราะความที่ต่างก็เป็นเหตุและผลของกันและกัน พุทธศิลป์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการทางกายทางใจสำหรับมนุษย์ ที่พอใจกับการได้เห็น ได้ยิน ได้ใช้สอย สิ่งดีงาม ไพเราะเหมาะสม ไม่ว่าประยุกต์ศิลป์ หรือ วิจิตศิลป์ ต่างก็มีวัตถุประสงค์ทางการสร้างสรรค์อันแน่ชัดว่า เพื่อมนุษย์ด้วยกันได้เกิดการรับรู้ถึงความงาม ความไพเราะ ความซาบซึ้ง ที่โอนอ่อนผ่อนคลายทางใจและอารมณ์ รู้จักที่จะปฏิบัติตน แต่งกาย บำรุงตัว ตามแบบแผนของวัฒนธรรมแห่งยุค ใช้มือให้รู้จักทำแต่สิ่งที่มีประโยชน์ดีงาม สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นวัฒนธรรมทั้งสิ้น มีพุทธศิลป์เป็นตัวแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมที่คอยโน้มนำและชี้มุมสะท้อนของจิตนิยมทางวัฒนธรรมแห่งยุคสมัย

ศิลปะที่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกได้อย่างชัดเจนได้แก่ พุทธศิลป์ คืองานศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา ทั้งที่เป็นจิตรกรรมประติมากรรม หรือสถาปัตยกรรม ก็ล้วนแล้วแต่เรียกได้ว่าเป็น พุทธศิลป์ ทั้งสิ้น เกิดขึ้นนับแต่มีการค้นพบศิลปวัตถุชิ้นแรกจนถึงปัจจุบัน

ในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ถือเป็นยุคทองของสมัยกรุงสุโขทัย เนื่องจากได้เกิดแบบแผนความเจริญทางวัฒนธรรมที่เป็นของไทย ซึ่งความเจริญทางวัฒนธรรมดังกล่าว มีความเกี่ยวข้องกับ ๓ รูปแบบ คือ พุทธศาสนา ภาษาไทย และศิลปะ งานสร้างสรรค์ทางศิลปะของกรุงสุโขทัย เช่น พระพุทธรูป เจดีย์จิตรกรรม มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ โดยดัดแปลงรูปแบบศิลปกรรมจากขอมให้มีลีลาอ่อนช้อยงดงาม ตัวอย่างเช่น พระพุทธรูปปางลีลา ยิ่งกว่านั้นแล้วพุทธศาสนายังมีบทบาทสำคัญต่องานสร้างสรรค์ทางวรรณกรรมด้วย ดังตัวอย่างบทพระราชนิพนธ์ของพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไท) คือ ไตรภูมิพระร่วง โปรดให้พิมพ์รอยพระพุทธบาทจำลอง ทรงสร้างพระมหาธาตุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากศรีลังกา ทรงปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์จากศรีลังกาไว้หลังพระมหาธาตุ

ต่อมาสมัยกรุงศรีอยุธยาพุทธศาสนาและศิลปะได้รับอิทธิพลจากขอม ศาสนาพราหมณ์ ที่แพร่หลายอยู่ก่อนหน้าการเข้ามาของพุทธศาสนาอยู่มาก การผสมผสานกันของพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์จึงเป็นลักษณะสำคัญของศาสนาในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งสะท้อนให้เห็นใน ศิลปกรรมต่างๆ สถาปัตยกรรมของสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงยกวังให้เป็นวัดพระศรีสรรเพชญ์ ทรงสร้างวัดจุฬามณีและพระวิหาร ทรงหล่อรูปพระโพธิสัตว์ ๕๕๐ พระชาติ ส่วนศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากขอมและสุโขทัย เช่น พระปรางค์วัดพุทไธสวรรค์ วัดราชบูรณะ เป็นต้น ส่วนสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายเป็นเจดีย์แบบเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง เช่น เจดีย์วัดภูเขาทอง วัดชุมพลนิกายาราม เป็นต้น ประติมากรรม พระพุทธรูปที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะขอมเรียกว่า พระพุทธรูปสมัยอู่ทองและตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยานิยมสร้างพระพุทธรูปแบบทรงเครื่อง อย่างไรก็ตามสมัยกรุงศรีอยุธยาพระพุทธรูปมีลักษณะน่าเกรงขามและไม่งดงามเท่าสมัยสุโขทัย

สมั­­ยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงในสมัยนี้ คือการสร้างพระบรมมหาราชวัง ประติมากรรมชิ้นเอก คือ การแกะสลักประตูกลางด้านหน้าพระวิหารวัดสุทัศน์ และงานตกแต่งหน้าบรรณพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม จิตรกรรมส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา

งานจิตรกรรมที่สำคัญ เช่น ภาพเขียนในพระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นต้น ต่อมามีการปรับปรุงประเทศในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยการปรับปรุงประเทศตามแบบตะวันตก แทนที่จะปรับปรุงประเทศตามแบบอยุธยา อย่างเช่นที่เคยเป็นมา การปรับปรุงประเทศของพระองค์ เป็นการปรับปรุงเพื่อเตรียมรับอารยธรรมตะวันตก ซึ่งกำลังแผ่อิทธิพลอยู่ในขณะนั้น ในเวลาต่อมารัชกาลที่ ๕ ได้ทำการปรับปรุงขนบธรรมเนียมประเพณีและส่งเสริมวรรณกรรมและศิลปกรรมอีกหลายประการ ถึงแม้จะมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมทางตะวันตกบ้างแต่ก็ยังมีรากฐานจากพระพุทธศาสนาแทบทั้งสิ้น

จึงกล่าวได้ว่า พุทธศิลป์ได้ผสมผสานและมีความสำคัญกับพุทธศาสนิกชนในประเทศไทยตลอดมาจนกลายเป็นวิถีชีวิตอันเป็นศิลปวัฒนธรรมสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน อาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ได้กล่าวไว้ว่า “ศิลปกรรมไทยในอดีตนั้น ตั้งอยู่บนรากฐานความเข้าใจในพุทธปรัชญาอันลึกซึ้งที่หยั่งรากลึกลงในสายเลือดและจิตวิญญาณ ศิลปินทำงานด้วยแรงศรัทธาปสาทะอันมั่นคง โดยมุ่งหวังพระนิพพานอันเป็นเบื้องปลายของการหลุดพ้น”

อาจารย์อังคาร กัลยาณพงศ์ กล่าวไว้เช่นเดียวกันว่า “ศิลปินไทยใช้ศิลปะเป็นสื่อเพื่อก้าวไปสู่จริยธรรม และศาสนาในสังคม ศิลปะเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยเนรมิตความเป็นมนุษย์ของเราให้เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ ศิลปกรรมจะเป็นสื่อวิเศษให้เราเข้าใจแก่นของความเป็นจริงได้อย่างซาบซึ้งและลึกซึ้ง...เป็นสื่อวิเศษ ช่วยน้อมใจเราให้ประจักษ์ซึ้งถึงองค์คุณค่าทิพย์ในพุทธปรัชญา ซึ่งแสดงออกมาอย่างเป็นทิพย์ที่สุดในแง่ศิลปะได้อย่างดี

สังคมไทยมีรากฐานทุกอย่างมาจากพระพุทธศาสนาไม่ว่าประเพณี วัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อ แม้กระทั่งลักษณะนิสัยใจคอของคนไทยก็มีพื้นฐานมาจากคำสอนทางพระพุทธศาสนา

ร่องรอยวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วัฒนธรรมของยุคต่างๆ ได้ถูกบันทึกไว้ว่า มีสติปัญญาความสามารถเพียงใด ด้วยผลงานศิลปะนั้นเอง ศิลปะจึงเป็นรูปธรรมทางวัตถุและเป็นรูปธรรมทางจิตใจซึ่งแสดงออกมา ศิลปะกับวัฒนธรรมต่างเป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน ศิลปะเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง ที่มนุษย์แห่งสังคมสร้างสรรค์ขึ้นมาให้ปรากฏเพื่อแสวงหาผลที่จะได้รับทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับจิตใจ ให้เกิดการยอมรับเพื่อความเข้าใจ การตัดสินใจ และการกระทำที่ถูกต้องดีงามจากผู้ชื่นชม คุณค่าทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในศิลปะ จะมิใช่วัตถุที่มีเพียงความงามทางศิลปะเท่านั้น แต่จะเป็นสัญลักษณ์องค์แห่งการรับรู้ ช่วยแผ่ขยายพฤติกรรมทางจิตใจให้เกิดมโนภาพ ความคิดรวบยอด จินตนาการ และเป้าหมายที่ชัดเจนมั่นคง ซึ่งเป็นคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ให้มากกว่าเรื่องของความงามและความพึงพอใจ

เนื่องจากวัฒนธรรม เป็นวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่สังคมแต่ละยุคแต่ละกลุ่มยอมรับว่าดีงาม มีคุณค่าเป็นมรดกแห่งสังคมที่ควรรักษา และวัฒนธรรมก็มีสถานภาพเป็นนามธรรมทางจิตนิยม โดยศิลปะเองก็มีฐานะเป็นรูปธรรมของวัฒนธรรมนั้นๆ จึงชอบที่จะตอบสนองความต้องการของสังคมแห่งยุคด้วยกรอบแห่งแบบแผนตามนั้น หลายอย่างของแต่ละยุคย่อมมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อแนวคิดและวัสดุสำหรับใช้ในการสร้างสรรค์ได้รับการคิดค้นให้แปลกออกไป บนความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ แท้จริงคือ การสะท้อนภูมิปัญญาความสามารถแห่งยุค

คนไทยและวัฒนธรรมไทยนั้นมีที่มาที่หลากหลายรวมกันอยู่ ณ บริเวณที่เรียกว่า สุวรรณภูมิ แหลมทองแห่งนี้ ก่อนนั้นประเทศไทยไม่ได้กำหนดตามแผนที่ในปัจจุบันจึงเห็นได้ว่า บุคคลที่มีลักษณะทางวัฒนธรรมแบบไทยที่อยู่ในประเทศไทยแห่งนี้มีอยู่ในประเทศอื่นๆ โดยรอบ ก็ถือได้ว่า คนไทยนั้นมีความยิ่งใหญ่ดังความหมายของคำว่า “ไท” ที่ใช้ในอดีต แต่ต่อมาคำว่า “ไทย” ได้ใช้ในความหมายว่า “เป็นอิสระ” มาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและอยุธยาเป็นต้นมา

วัฒนธรรมไทยเป็นลักษณะพหุวัฒนธรรม คือหลอมรวมวัฒนธรรมจากแหล่งอื่นๆ เข้าด้วยกับวัฒนธรรมเดิมของตน โดยรวมแล้ววัฒนธรรมไทยได้รับอิทธิพลจากพระพุทธศาสนาเป็นหลัก แต่ก็ประกอบด้วยวัฒนธรรมอื่นด้วย เช่น วัฒนธรรมจีน วัฒนธรรมตะวันตก และตะวันออกกลาง ในส่วนของวัฒนธรรมที่ได้รับจากพระพุทธศาสนานั้นยังแบ่งเป็นพระพุทธศาสนาแบบมหายานและเถรวาท เดิมนั้นได้รับจากพระพุทธศาสนามหายาน จากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ต่อมาในกาลภายหลังนับตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา วัฒนธรรมไทยก็ได้รับอิทธิพลจากพระพุทธศาสนาเถรวาทมาโดยตลอด

วัฒนธรรมเหล่านี้ได้หล่อหลอมให้คนไทยมีลักษณะผสมผสาน กลายเป็นอุปนิสัยของไทยที่โดยรวมแล้วเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน อ่อนโยน สนใจทางจิตวิญญาณ คำนึงถึงบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ รักในอิสระ รักสงบ ชอบสนุก ยิ้มง่าย เบิกบานง่าย ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมอื่นได้ง่าย ปรับตัวตามสภาพได้ง่าย ลักษณะเช่นนี้มีส่วนให้คนไทยขาดความเป็นตัวของตัวเอง แต่กลับทำให้คนไทยอยู่ได้ในทุกที่

วันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2553

การแก้ปัญหาภาวะโรคร้อน



ปัญหาภาวะโลกร้อน

นักอนุรักษ์โลก (Global Preservationists) ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวิทยาศาสตร์ กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรโลก กลุ่ม Green Peace หรือกลุ่มอื่นๆ ได้สังเกตภาวะผิดปกติที่เกิดขึ้นกับโลก โดยสังเกตจากอุณหภูมิสูงขึ้น คลื่นความร้อนรุนแรงขึ้น ภัยแล้ง น้ำท่วม พายุ ฤดูกาลแปรปรวน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และภัยพิบัติต่างๆ โดยเฉพาะเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นถี่ในระยะนี้ แต่ละเหตุการณ์นั้นได้ทำลายชีวิตและทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมาก เมื่อตรวจสอบสาเหตุหลักๆ ก็พบว่า หนึ่งในสาเหตุทั้งหลายก็คือ ภาวะก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Effect) และภาวะเรือนกระจกนี้ได้ คือ ปัญหาภาวะโลกร้อน

การแก้ปัญหาภาวะโรคร้อน

“ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตุและความดับของธรรมนั้น” ที่ขึ้นต้นด้วยข้อความนี้ซึ่งเป็นข้อความที่พระอัสสชิแสดงต่ออุปติสสะ (พระสารีบุตร) ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า ทุกสิ่งที่เกิดมาเหตุทั้งนั้น การจะดับสิ่งที่เกิดก็ต้องดับที่เหตุ ด้วยเหตุนี้การแก้ภาวะโลกร้อน ก็คือการดับภาวะโลกร้อน การจะแก้สิ่งใด ก็แก้สาเหตุนั้น

มนุษย์ต้องทำความเข้าใจกฎของธรรมชาติ สิ่งใดมีเหตุ สิ่งนั้นก็ต้องมีผล เมื่อกฎเหล่านี้ถูกแทรกแซง ผลก็ต้องปรากฏไปตามกฎของมัน ไม่มีทางหลีกเลี่ยง เป็นความแน่นอน ในขณะเดียวกัน ถ้าหากปฏิบัติตามกฎ รู้เหตุรู้ผล ก็ทำให้แก้ไขปัญหาได้ ในพระพุทธศาสนาได้แสดงกฎของธรรมชาติ เรียกว่า นิยาม คือ ความแน่นอน ความเป็นไปอันมีระเบียบแน่นอนของธรรมชาติ มี ๕ ประการ คือ
๑) อุตุนิยาม คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกับอุณหภูมิ หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ โดยเฉพาะดินน้ำอากาศ และฤดูกาล อันเป็นสิ่งแวดล้อมสำหรับมนุษย์ (Physical laws)

๒) พีชนิยาม คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการสืบพันธุ์ มีพันธุกรรม สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย (Biological Laws)

๓) จิตตนิยาม คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการทำงาน หน้าที่ของจิต (Psychic Law)

๔) กรรมนิยาม คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ กระบวนการให้ผลของการกระทำ (Karmic Laws)

๕) ธรรมนิยาม คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกับความสัมพันธ์และอาการที่เป็นเหตุเป็นผลแก่กันแห่งสิ่งทั้งหลาย (Causality and Conditionality Laws)

สาเหตุมีทั้งสาเหตุภายในคือ สาเหตุจากมนุษย์เอง และสาเหตุภายนอก คือสาเหตุจากความเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งสองสาเหตุนั้น เมื่อมาพิจารณาก็สามารถที่จะดับสาเหตุภายในได้ สาเหตุภายนอกนั้นทำไม่ได้ เปรียบเหมือนตัวอย่างที่ได้ยกแสดงไว้ตั้งแต่ต้นว่า เปรียบเหมือนร่างกายที่ทรุดโทรมไปในแต่ละวัน เราไม่สามารถห้ามสาเหตุที่เป็นกฎธรรมชาติอย่างนั้นได้ ร่างกายนี้ต้องทรุดโทรมไป เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมดา และในที่สุดก็ต้องแตกสลายไป เป็นของเที่ยงแท้แน่นอน โลกและจักรวาลก็เช่นเดียวกันก็ต้องถึงกาลที่จะสิ้นสูญไปตามธรรมดาขึ้นอยู่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น

ผู้เป็นโรคจะแก้ปัญหาได้ก็คือ แก้จากภายใน โดยการดูแลรักษาโรคที่เกิดขึ้นแล้ว ป้องกันโรคที่จะเกิดขึ้นใหม่ ดูแลรักษาสุขภาพอนามัยให้สมบูรณ์เพื่อไม่ให้โรคเข้ามาได้ง่าย โลกก็เหมือนกันแก้ได้โดยวิธีนี้ รักษาโรคของโลกที่เป็นอยู่แล้วคือพิษร้ายทั้งหลายที่ทำลายระบบนิเวศของโลก ป้องกันภัยไม่ให้เกิดโรคขึ้นใหม่โดยการไม่ให้มีแหล่งพิษภัยเหล่านั้นอีก จากนั้นก็ทำสุขภาพของโลกให้ดีโดยการช่วยกันดูแลรักษาระบบนิเวศของโลกให้ดำเนินไปตามปกติ

ภาวะโลกร้อนในความหมายทางพระพุทธศาสนาโลกนั้นหมายเอาโลกคือชีวิต ชีวิตก็คือโลก ได้แก่ ชีวิตของสรรพสัตว์นั่นเอง การดับภาวะโลกร้อนก็คือ การดับภาวะที่ชีวิตนี้รุ่มร้อน ชีวิตที่ถูกเผาผลาญด้วยพลังแห่งกิเลสทั้งหลาย จะดับภาวะโลกร้อนนี้ได้ที่ไหน ก็ดับที่สาเหตุ ได้แก่ ความยากทั้งหลาย หรือดับตัณหานั่นเอง เมื่อตัณหาดับภาวะแห่งโลกร้อนก็ดับ นี่เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ถูกจุดที่สุด

ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาของโลกที่เกี่ยวข้องและกระทบกับทุกส่วนของสรรพสิ่งบนโลก ปัจจัยหลักอยู่ที่ความผิดปกติของสภาพภูมิอากาศ สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะเช่นนี้ขึ้นกับโลกนั้นเป็นปัจจัยทั้งทางการเปลี่ยนแปลงของโลกและการกระทำของมนุษย์ แน่นอนว่า ทุกสิ่งนั้นมีความเกิดขึ้นและเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา แต่โลกที่เป็นโรคเพราะน้ำมือมนุษย์นั้นสามารถแก้ไขได้ด้วยการดูแลและรักษาโรคของโลกได้

วิธีรักษานั้นก็ต้องเริ่มที่เข้าใจระบบ ปรับพฤติกรรม และสร้างประโยชน์ หรือที่เข้าใจก็คือ แก้ไขได้ด้วยศีล สมาธิและปัญญานั่นเอง ทั้ง ๓ กรอบนี้สามารถแก้ไขได้ทั้งภาวะโลกร้อนและภาวะใจร้อน คือภาวะเรือนกระจกของโลกและของจิต

ภาวะเรือนกระจกของโลกคือ การอบขึ้นของปฏิกิริยาของก๊าซและไอน้ำ ภาวะเรือนกระจกของจิตคือ ปรากฏการณ์เรือนกิเลส ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ใดก็สร้างความเสียหายให้แก่โลกและจิตได้ทั้งนั้น จำเป็นต้องแก้ไขอย่าให้ปรากฏการณ์นี้เลวร้าย เผาไหม้โลกและมนุษย์ให้สิ้นไปเพราะน้ำมือของมนุษย์เอง

อย่าให้โลกนี้ต้องถูกเผารนด้วยไฟคือ ราคะ โทสะและโมหะ
เป็นภาวะโลกร้อนที่อันตรายและน่ากลัวอย่างยิ่ง ต้องรีบลดและขจัดออกไปให้หมดไป


(อ่านต่อในบทความวิชาการเสนอการสัมมนาภาวะโลกร้อน)

วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553

คัมภีร์ห่วงโซ่จักรวาล (๘)

(ต่อจากฉบับที่แล้ว)

ทหารหลายสิบนาย ขี่ม้าตรวจตรานอกค่าย
ภายในค่ายก็มีการเดินยามอย่างเข้มแข็ง
กระโจมหลากหลายสีจัดตั้งอยู่อย่างถูกต้องตามตำราพิชัยสงคราม


กระโจมแทบทุกหลังตั้งอยู่บนล้อ มีแอกเทียมม้าสี่ตัวบ้าง หกตัวบ้าง
เหล่าเชลยทำงานกันอย่างน่าสงสาร
บ้างทำกระโจมเพิ่มเติม บ้างหุงหาอาหาร บ้างหาน้ำไปให้กระโจมต่าง ๆ เรียงราย
สตรีที่งามสะคราญทุกคน ไม่ว่านางจะมีสามีหรือไม่

ก็ถูกบังคับให้ปรนนิบัติพวกหัวหน้าทหารตามกระโจม
เสียงร้องไห้ เสียงก่นด่าดังมาพร้อมกับเสียงทุบตี
มีบ้างที่ถูกหามออกมาจากกระโจมด้วยร่างกายพร้อมด้วยเลือดอาบกาย นางได้ยอมพลีชีวิตแล้ว

เมื่อฟ้าจะเล่นตลกกับคน
มันจะเล่นจนถึงที่สุด
มีแต่ต้องหัวเราะใส่ชะตาเท่านั้น
จึงจะคลายความคับแค้นได้บ้าง

ทินเล่ถูกให้ทำหน้าที่เติมน้ำให้แก่กระโจมต่างๆ พร้อมกับชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง
เพียงสามวันแรกมันก็ไม่อาจลุกขึ้นได้อีกเพราะพิษไข้
“ลากมันลุกขึ้นไปทำงาน” ทหารคนหนึ่งยังคงยืนถือแส้สั่งให้เชลยที่อยู่ตรงนั้นลากมันไปทำงาน
“ให้มันหายไข้ก่อนเถอะ” ชาวบ้านที่ร่วมทำงานร้องขอ




เสียงแส้ฟาดไปยังชายผู้นั้น “ลากมันไปตักน้ำ” เมื่อไม่มีผู้ใดขยับ มันจึงกล่าวขึ้น “เมื่อทำงานไม่ได้ก็อย่าอยู่เลย” พร้อมกับเงื้อดาบหมายจะฟันลง
“ก็ได้” ทินเล่กัดฟันพูด….”พวกท่านไปทำงานเถอะไม่ต้องห่วงเรา”
มันพยุงร่างเกาะตามฝาผนังยืนหยัดขึ้น

เมื่อฟ้าจะมอบความเป็นใหญ่ให้คน
มันจะเคี่ยวกรำร่างกายก่อน
ขอเพียงมีลมหายใจ
ก็ยังคงมีวันสมปณิธาน


มีรอยริ้วของแส้บนแผ่นหลังของมันปรากฏชัด
เลือดที่แห้งกรังเป็นสะเก็ดมองดูคล้ายเป็นศิลปกรรมหนึ่ง เป็นสิ่งที่มนุษย์ด้วยกันเองทำขึ้น
มันเริ่มแข็งแกร่งขึ้นมากกว่าเดิม
มันยังคงยืนหยัดอยู่ได้ หนึ่งเดียวที่ทำให้มันต้องมีชีวิตตอยู่

ก็เพราะยังไม่ได้ทำตามปณิธาน
ตราบที่ปณิธานของมันยังไม่บรรลุ
มันก็จะต้องมีชีวิตต่อไป
สิ่งที่หล่อเลี้ยงมนุษย์ให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ก็คือ ความหวัง
หากสูญสิ้นความหวังแล้ว แม้จะมีชีวิตก็เฉกเช่นไร้ความหมาย

ความหนักแน่นเยือกเย็นในเวลาประสบเคราะห์กรรม
เป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพที่สุด
ความหนักแน่นเยือกเย็น
ดูเหมือนไม่ยากเย็น
แต่ผู้ที่มีความเยือกเย็นเช่นนี้ได้
ต้องฝึกฝนมานานเท่าใด?!

วันอังคารที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2553

ตถาทัศนวัชรยาน


ตถาทัศนวัชรยาน
ผศ.ดร.สุวิญ รักสัตย์

พุทธศาสนาวัชรยานในทิเบตเป็นวิวัฒนาการของพุทธตันตระในอินเดีย พุทธตันตระเป็นการปฏิบัตินำความรู้สึกที่เป็นลบมาแปลงให้เกิดเป็นพลังที่เป็นบวกได้ เป็นที่เข้าใจกันได้ว่าในสภาพของการรู้แจ้งจะไม่ถูกทำลายด้วยพลังที่เป็นลบต่างๆ ไม่มีพิษใดๆ ที่จะทำให้สภาพการรู้แจ้งนี้เป็นพิษไปด้วย สภาพการรู้แจ้งนี้เป็นสภาพซึ่งไม่มีข้อแตกต่างระหว่างดีกับไม่ดี การปฏิบัติวัชรยานสามารถทำให้เราสามารถบรรลุถึงจุดนั้นได้ด้วยเวลาอันสั้น นี่จึงเป็นความสงสัยต่อความเป็นไปได้ของหลักการและแนวทางดังกล่าวแห่งตันตระหรือวัชรยานที่นำเอากิเลสมาเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติธรรม

ประเด็นนี้กลายเป็นเป้าโจมตีของพุทธศาสนานิกายอื่นๆ ที่มองเห็นว่า การทำเช่นนี้เป็นการนำพระพุทธศาสนาไปเกลือกกลั้วกับกิเลส เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ เพราะพระพุทธศาสนานั้นให้หลีกเลี่ยงกิเลส การใช้ตัณหาถมตัณหานั้นไม่อาจเป็นไปได้ พึงทราบก่อนว่า ตันตระกับพุทธตันตระนั้นเป็นคนละอย่างกัน และยิ่งเป็นวัชรยานก็ยิ่งมีลักษณะที่พิเศษขึ้นไปอีก ดุจดังการที่พระพุทธศาสนายกระดับการปฏิบัติออกจากสองทางที่เป็นทางสุดโต่ง ซึ่งก็เป็นอีกทางหนึ่งอยู่นั่นเอง แต่เป็นทางพิเศษ วัชรยานนั้นเป็นวิธีปฏิบัติของผู้ที่พร้อมไปด้วยวินัยแล้ว คือสมบูรณ์พร้อมไปด้วยพลังของสติ พลังของมนสิการอย่างพอเพียง พลังอันนี้จะเปลี่ยนกิเลสให้เป็นโพธิ์ได้ กล่าวคือเมื่อกิเลสปรากฏก็ตามรู้ ตามเห็นมันด้วยพลังของสติ พลังของมนสิการอย่างพอเพียง ดังนั้นพลังอันนี้จะเปลี่ยนกิเลสให้เป็นโพธิได้ เมื่อนั้นก็จะเกิดความสว่างทางปัญญา หากปราศจากกิเลสก็ไม่มีปัญญา กิเลสนั่นเองทำให้ได้ปัญญา

สำหรับสิทธาถือการเสพมัจฉา มังสะ เมรยะ เมถุน และข้าวสาลี กินเหล้าดื่มสุราเพื่อปลุกพลังชีวิตให้ตื่นตัวขึ้นให้มีพลังขึ้น เป็นเพียงพลังหนึ่ง คือให้อาหารเหล่านั้นเข้าไปเป็นพลัง (Energy) เพื่อทำให้ชีวิตมี “ไฟ” สูง ชาวตันตระนอกเหนือเวลาปฏิบัติแล้ว เป็นผู้มีระเบียบวินัยชั้นสูง ดังนั้นอาการที่มีพลังยุ่งกับพลังต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่ความเหลวแหลก แต่มีการเขียนให้เหลวไหล เลอะเลือนไป เพราะผู้เขียนถึงไม่ทราบถึงเจตนาและแนวทาง ดุจดังการเห็นคนเดินบนมีดได้ ผู้ไม่เชื่อและทำไม่ได้ก็ต้องเขียนให้เห็นว่า นั่นเป็นการหลอกลวง ซึ่งเป็นการโจมตีที่อคติต่อสิ่งที่ตนไม่ทราบ

ชาววัชรยานตันตระนั้น เป็นผู้ที่มีระเบียบวินัยชั้นสูง ควบคุมตัวเองได้อย่าดี มีพลังสติเต็มเปี่ยม มีพลังสุตะสูงส่ง พลังเหล่านี้คือ สุตพละ สติพละ ปัญญาพละสูง การปฏิบัติวัชรยานเพื่อให้เกิดญาณสายฟ้า ข้อควรระวังอย่างยิ่งคือ ผู้ปฏิบัติต้องมีสติชั้นสูง สิ่งนี้ไม่เป็นสาธารณะต่อผู้ที่ขาดสติ ดังนั้น สายนี้จึงเรียกตัวเองว่า สายกระซิบความหูต่อหู ( Whispering Line ) เป็นการกระซิบตัวต่อตัวเท่านั้น ไม่ใช่การสอนในที่สาธารณะ ซึ่งผู้ไม่มีพลังพอเพียงก็จะถูกทำลายย่อยยับ
กิเลสตัณหาไม่ใช่อะไรอื่น แท้จริงเป็นรูปหนึ่งของปัญญา เพียงแต่เมื่อพลังไม่พอ กิเลสก็ทำลายผู้นั้น เมื่อกิเลสปรากฏขึ้นในจิตใจมนุษย์ เกิดฟั่นเฟือนทางสติทันที ต่อจากนั้นก็คือการยึดถือความทุกข์ทรมานต่าง ๆ แต่ถ้าหากกิเลสสัมผัส ในขณะที่กิเลสสัมผัสมีความไม่ฟั่นเฟือน มีความตั้งมั่นของสติ มีเจตนารมณ์บริสุทธิ์ มีเจตนาที่ผ่องแผ้ว พลังของสติยิ่งมากตามพลังของกิเลส กิเลสมาก กิเลสลึก ปัญญาก็จะมาก ปัญญาก็จะลึก

ดังนั้นปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงกิเลส เพราะว่าตามธรรมดา ไม่ว่าชาววัชรยาน หรือชาวไหนๆ มนุษย์ทุกผู้นามที่ไม่ได้บรรลุพระอริยะต่างก็มีกิเลสกันอยู่แล้ว วิถีโลกมนุษย์ก็ร่วมเพศกันอยู่แล้ว มีราคะ โทสะ โมหะเป็นเจ้าเรือนอยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามนุษย์ ไม่รู้จักใช้พลังอันนั้นให้ก่อเกิดประโยชน์ทางศาสนธรรม พอได้ยินว่าการนำเมถุนมาเป็นทางของการปฏิบัติ ก็ไม่ชอบใจ ไม่พอใจ ทั้งๆ ที่ตัวเองก็กระทำอยู่แล้ว เป็นเหมือนกับการอยู่กับกองของสกปรกแต่พอมาคนบอกว่า อยู่กับของสกปรกอย่างมีศิลปะสิ กลับไม่ชอบใจที่จะฟังและไม่พอใจที่จะได้ยิน จึงทำให้สูญเสียโอกาสที่จะได้เรียนรู้ไป ไม่เข้าใจต่อขบวนการเหล่านี้ ไม่มีเจตนาบริสุทธิ์ต่อธรรมะ ไม่มีความมุ่งมั่น ไม่ศรัทธาต่อทางของความหลุดรอดและข้อสำคัญคือ ไม่มีพลังของสติพอเพียงที่จะเดินผ่านสิ่งเหล่านี้อย่างอิสระ
ดังนั้นผู้คนจึงหนี หลบเลี่ยงกิเลส การที่เราหลบเลี่ยงกิเลสไปโดยที่เราไม่สามารถเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ นั่นคือ เมื่อมันหวนกลับมาใหม่ก็ทวีขึ้น แต่วิธีการของวัชรยานคือการเข้าไปสัมผัสกับกิเลส ราคะก็ดี โทสะก็ดี โมหะก็ดี กิเลสชนิดหนึ่งชนิดใดที่ปรากฏขึ้นเมื่อเข้าไปสัมผัสมัน เป็นอันเดียวกับมัน เมื่อเป็นเช่นนี้พลังของสติปัญญาจะดูดพิษร้ายออกมาได้ เรื่องนี้ไม่สู้จะเป็นสาธารณะต่อผู้ที่ไม่เจริญภาวนา คิดเอาด้วยเหตุผลสามัญย่อมเข้าใจได้ไม่สมบูรณ์

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะโดยมากมักคิดด้วยระบบตรรกะระบบหนึ่ง กล่าวคือ เมื่อกิเลสโจมตี ปัญญาก็หมด ก็คือคนโง่ ถูกตัณหาราคะทำร้าย ยิ่งเข้าไปยิ่งเกี่ยวก็ยิ่งโง่นี่เป็นตรรกะ แต่อีกตรรกะหนึ่ง เมื่อมีสติเข้มแข็ง พอมีกิเลสเข้ามาสัมผัส ก็ไม่หวั่นไหว มีความตั้งมั่น มีสมาธิ เจตนาที่ดี ความเข้าใจที่ถ่องแท้และพอเพียง ก็สามารถทำให้กิเลสถูกดูดพิษร้ายออกได้ ไม่กลายเป็นปัญหาอีก เมื่อไม่เป็นปัญหาพลังก็เสริมสร้าง ดังนั้นกิเลสนั่นเอง ที่กลับกลายเป็นปัญญา ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับฐานมนสิการ ๔ ประการด้วย ได้แก่

๑) ฐานมโนนิเวศน์ คือการนำจิตเข้าไปสู่ฐานเดิม ให้จิตรับทราบว่า อะไรเข้ามา ก็รู้ อะไรเคลื่อนไหว ก็รู้ อะไรมีผลกระทบ ก็รู้ เพราะจิตเข้าประจำฐานเดิม คนทั่วไปปล่อยจิตไปตามกระแสจึงไม่เห็นความเคลื่อนไหวของอารมณ์

๒) ฐานวจีจิต คือ การเข้าไปตระหนักรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น เรียกว่า รู้จิต เห็นจิต สนทนากับจิต เป็นวาจาที่พร่ำอบรมจิต ให้จิตจดจ่ออยู่ที่ฐานให้มั่นคง ถ้าไม่ใช้พลังวจีจิต จิตจะเคลื่อนออกจากฐานได้ง่าย ฐานวจีจิตจะช่วยพยุงฐานแรกให้เข้มแข็ง

๓) ฐานวิเวกจิต คือฐานสงบเงียบ ไร้ศัพท์สำเนียงใดๆ ทุกอย่างที่จรมา ไม่ว่าเป็นกิเลสหรือไม่ใช่กิเลส ต่างสลายกลายเป็นความบริสุทธิ์ กิเลส ตัณหา ราคะ ที่เข้ามาแปรเปลี่ยนเป็นพลังที่บริสุทธิ์หมดสิ้น เพราะเข้าถึงสภาวะแห่งความไร้สัญลักษณะใดๆ ไร้มโนคติ ไร้อัตตา ไร้สังสารวัฏ ไร้อดีต ปัจจุบัน อนาคต เป็นเพียงความวิเวกอยู่ภายใน

๔) ฐานยถาภูตทัศนจิต คือฐานที่รู้แจ้งถึงสรรพสิ่งในมีความเป็นจริงตามสภาวะของมันอย่างนั้น ไม่มีผลต่อจิตอีกต่อไป ดังเช่นเป็นการบรรลุธรรมของพระพาหิยะเมื่อได้ฟังพระดำรัสว่า “ดูก่อนพาหิยะ เมื่อตาเห็นรูป สักแต่เห็น หูได้ยินเสียง สักแต่ได้ยิน จิตรู้ธรรมารมณ์ใด สักแต่รู้ เมื่อนั้นเธอจะไม่ปรากฏในโลกนี้ โลกหน้า ในโลกทั้งสอง” ดุจดังการบรรลุธรรมของพระอานนท์ที่เห็นแจ้งในสิ่งที่เป็นจริงอันเกิดจากจิตที่ผ่านภาวะแห่งฐานจิตวิเวก

วัชรยานมุ่งหมายต่อฐานทั้ง ๔ ประการนี้ โดยใช้เครื่องมือทุกประการที่มีอยู่ ยิ่งเครื่องมือมีพลังแรง สติและปัญญาก็แรงตามไปด้วย ในที่นี้ใช้กิเลสเป็นเครื่องมือ เพราะกิเลสมีอยู่กับตนอยู่แล้ว ความต่างกันกับบุคคลธรรมดา ก็คือ ถือเอากิเลสเป็นเป้าหมาย วัชรยานถือกิเลสเป็นเครื่องมือ เป็นการใช้เคมีชีวะเปลี่ยนเคมีชีวะ เป็นการเปลี่ยนแปลงจากภายในออกมา มิใช่เกิดจากการพร่ำสอนจากภายนอกเข้าไป เมื่อเคมีชีวะสัจจะเปลี่ยน ทุกอย่างจะเปลี่ยนตาม ทุกกิริยาอาการจะเป็นจริยธรรมโดยอัตโนมัติทันที

กระบวนการเหล่านี้เป็นเหมือนการใช้ไฟดับไฟ การกรอกน้ำเข้าหูเพื่อเอาน้ำออกหู การฉีดวัคซีน (เชื้อโรค) เพื่อป้องกันเชื้อ การฉีดเซรุ่ม (พิษงู) เพื่อป้องกันพิษงู เป็นเหมือนแพทย์ผู้ฉลาดถือยาพิษแล้วใช้ยาพิษให้เป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรค สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องอนุมานเอาไม่ได้ตามตรรกะธรรมดา เพราะพิษก็ต้องเป็นพิษ ไม่อาจทราบได้ว่า ถ้าใช้พิษจะดับพิษได้ ความเข้าใจเฉพาะฝ่ายบวก โดยไม่เข้าใจลักษณะฝ่ายลบจึงไม่สามารถเห็นอีกมุมหนึ่งได้ ตามหลักคณิตศาสตร์สิ่งที่เป็นลบสองตัวทำให้สิ่งนั้นเป็นบวกได้ บุคคลที่อ่านและศึกษาวัชรยานหรือพุทธตันตระต้องศึกษาในแง่มุมนี้ คือแง่มุมลบเพื่อให้เป็นบวก ทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับวัชรยาน

(ติดตามในหนังสือพระพุทธศาสนามหายาน)