วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553

คัมภีร์ห่วงโซ่จักรวาล (๗)



(ต่อจากฉบับที่แล้ว)


ที่แท้สัตว์ที่เหี้ยมโหดที่สุด ดุร้ายที่สุด
ก็คือคนนี่เอง
เพราะคนทำเรื่องราวบางประการ ที่บอกผู้ใดไปยังไม่อยากเชื่อว่าเป็นฝีมือคนด้วยกัน

ทินเล่ ผ่านหมู่บ้านที่เงียบสงบ
แม้แต่สุนัขที่เคยเห่าก็คล้ายดั่งมองไม่เห็นคน
มันหยิบถุงหนังน้ำเขย่าดู ยังมีน้ำเหลืออยู่
เนื้อวัวตากแห้งยังคงแขวนอยู่ที่ข้างรั้วบ้าน มันหยิบมาริ้วหนึ่ง อย่างน้อยมันก็อยากบอกแก่เจ้าของ

ผู้คนไปไหนหมด?!
มันไม่ทราบจะทำอย่างไรต่อไป?
เส้นทางนี้จะไปถึงที่ใด?
จะต้องเดินทางอีกนานเท่าใดจึงจะถึงวิกรมศิลา

อาชากลุ่มหนึ่งห้อตะบึงมาด้วยความรวดเร็ว ผู้นั่งบนอาชาเหล่านั้นสวมชุดดำเข้มผูกเกราะทองแดงกันสิ้น คาดศีรษะด้วยผ้าขาว หลังคาดกระบี่ ถือทวนในมือ ใบหน้าสีเหลืองดุจดังผู้ไร้ความรู้สึก ไม่มีรอยยิ้มจากพวกมัน

เสียงอาชาร้องด้วยเสียงอันดังเมื่อถูกรั้งบังเหียนอย่างรวดเร็ว
“ท่านหัวหน้า คาดว่าเราได้คนทำงานอีกหนึ่ง มันคงนึกไม่ถึงว่าเราจะตามมาทีหลังกองทัพ” คนผู้หนึ่งพูดด้วยท่าทางดีใจ

“ให้มันไปกับเรา ต้องไปให้ทันก่อนค่ำ” ชายร่างใหญ่ที่นั่งบนอาชาสีแดงคล้ำ บนผ้าที่คาดศีรษะยังสวมหมวกมีผู่สีดำออกคำสั่ง

ยังไม่ทันที่ทินเล่จะคิดอย่างไรต่อไป ชะตาชีวิตที่ไม่ได้กำหนดไว้ก็มาเผชิญ

มนุษย์มักมีเผชิญเหตุการณ์ที่ตนเอง
ไม่ได้คาดหมายเช่นนี้ไม่มากก็น้อย
มนุษย์มักไม่ได้คาดหมายให้มันเป็นไป
ถ้ามันทราบว่าอะไรจะเกิดขึ้นก่อนก็คงไม่เลือกเส้นทางเดินนี้

น่าเสียดายเพราะมนุษย์ไม่อาจทราบนี่เอง
จึงทำให้มีเหตุการณ์ทั้งที่น่ายินดี
และน่ารัดทดมากมาย

สิ่งที่สำคัญหาใช่อยู่ที่อะไรจะเกิดขึ้น แต่กลับอยู่ที่เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้วจะแก้ไขอย่างไร จะเผชิญกับมันอย่างไร

บางครั้งชีวิต ก็ไม่ใช่เราเองจะตัดสินเองเสมอ

วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2553

คัมภีร์ห่วงโซ่จักรวาล (๖)

(ต่อฉบับที่แล้ว)

















ดวงอาทิตย์ลดความรุนแรงลงแล้ว
มันยิ่งไม่เข้าใจว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้น

"ความอยากรู้เป็นพลังขับเคลื่อนประการหนึ่ง
ยิ่งอยากรู้ก็ยิ่งไคว่คว้าแสวงหา
เป็นเหตุให้คลายความเหนื่อยล้าได้"

บ้านเรือนไร้ผู้คน
ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือบางหลังยังมีควันไฟครุกรุ่นเผาไหม้
กลิ่นควันไฟคล้ายเผาสิ่งมีชีวิตอะไรบางอย่างจนทำให้อยากอาเจียน

ชายชราผู้หนึ่งนั่งเงียบซึมอยู่ข้างเกวียนคร่ำคร่า
ดวงตาทั้งสองของเขาขุ่นมัวไม่ทราบว่าเคยเห็นสิ่งใดหรือไม่

ไม่ทราบว่าดวงตาคู่นั้นสูญเสียน้ำตาไปมากเท่าใด?
ริมฝีปากมีรอยช้ำเพราะถูกฟันกัดแน่นคราหนึ่ง เสียงบ่นพึมพำไม่ได้ความดังแผ่วเบาไม่ได้ศัพท์
เสียงเคาะไม้เป็นจังหวะดังมาพร้อมกับเสียงหนึ่ง










...ซ่างซัว ชายแดนกันดาร
เงียบสงบไร้ผู้รุกราน
ครอบครัวเป็นสุขสำราญ
บัดนี้…ถูกเผาผลาญย่ำยี

โอ…ฟ้าไหนว่าเมตตายุติธรรม
กรรมดีย่อมได้ดีน้อมนำ
ใยต้องให้ข้าทนทุกข์

จมอยู่ในความจำ
เสาเรือนซ่างซัว

เป็นแต่ซากผงธุลี เอย….

ทินเล่ไม่ทราบเป็นผู้ใดคร่ำครวญ แต่เพียงทราบว่า
เสียงขับขานนั้นเศร้าจับใจ เสียงขับขานนั้นมาจากจิตใจทุกข์ทนยิ่งแล้ว

เป็นความจริงยิ่ง
"บทกวีที่งดงามไพเราะ
ไม่ทราบแลกมาด้วยน้ำตาเท่าใด"





วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553

ผ่าวัฒนธรรมไทย







ผ่าวัฒนธรรมไทย
ผศ.ดร.สุวิญ รักสัตย์



มาบัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ต้องหันมาดูเรื่องวัฒนธรรมได้แล้ว เพราะประเทศไทยไม่ได้ให้ความสนใจด้านนี้จึงทำให้ประเทศนี้ไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริง ใครก็ตามที่ไม่สามารถเข้าใจความเป็นตัวตนของตนได้ชัดเจน ผู้นั้นก็ไม่อาจทำอะไรที่จะทำอย่างมีเป้าหมายและทิศทางได้ ประเทศไทยก็คือ ตัวตนหนึ่งที่ถูกลบเลือนแทบจะสูญสลายไปจากความรู้สึกทางวัฒนธรรม โชคดีที่ประเทศนี้มีรากฐานทางวัฒนธรรมที่บุรพมหากษัตริย์และปูชนียบุคคลได้สร้างไว้อย่างเข้มแข็งจึงยังคงรักษาโครงสร้างนี้ไว้ได้


เอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทย

เอกลักษณ์หรือลักษณะประจำชาติในทางวิชากรรมความหมาย ๒ ประการ คือ ประการแรก หมายถึง ลักษณะที่เป็นอุดมคติซึ่งสังคมต้องการให้คนในสังคมนั้นยึดมั่นเป็นหลักการดำเนินชีวิต เป็นลักษณะที่สังคมเห็นว่าเป็นสิ่งดีงามและให้การเทิดทูนยกย่อง อีกประการหนึ่ง หมายถึงลักษณะนิสัยที่คนทั่วไปในสังคมนั้นแสดงออกใสถานการณ์ต่างๆ เช่น ในการทำงาน การพักผ่อนหย่อนใจ กรติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น และในการดำเนินชีวิตทั่วไปในสังคมเป็นลักษณะนิสัยที่พบคนส่วนใหญ่ของประเทศ และส่วนมากมักจะแสดงออกโดยไม่รู้ตัวเพราะเป็นเรื่องของความเคยชินที่ปฏิบัติกันมาอย่างนั้น เอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยที่เด่นๆ มีดังนี้

๑) ความรักอิสรภาพหรือความเป็นไท

คนไทยมีลักษณะนิสัยไม่ต้องการอยู่ใต้อำนาจบังคับของผู้อื่น ไม่ชอบการควบคุมบังคับเข้มงวด ไม่ชอบการกดขี่หรือให้ผู้อื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวสั่งการในรายชะเอียดในการทำงานและการดำเนินชีวิตส่วนตัว คนไทยเป็นที่หยิ่งและรักศักดิ์ศรีของตนเอง การบังคับน้ำใจกันหรือฝืนความรู้สึกของกันและกันถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำ จะถือความต้องการและความคิดเห็นของแต่ละคนเป็นใหญ่ในทำนอง “ทำอะไรได้ดังใจคือไทแท้”

คนไทยไม่ต้องการเอาตัวเองเข้าไปผูกพันกับเรื่องของคนอื่นและไม่ต้องการเข้าไปมีพันธกรณีซึ่งจะจำกัดเสียภาพของตนเองซึ่งลักษณะนิสัยเช่นนี้ทำให้สังคมไทยดำรงคามเป็นชาติเอกราชมาได้ทุกวันนี้ และช่วยป้องกันมิให้เกิดการปกครองแบบกดขี่ขึ้นในประเทศ การรักความเป็นไททำให้คนนิยมประกอบอาชีพนี้ก็ไม่ใช่อำนาจส่วนตัว ในส่วนเสีย ความรักอิสรภาพทำให้ไม่ค่อยมีความรู้สึกผูกพันกับหน้าที่ การถือตัวเองเป็นใหญ่ในบางครั้งอาจจะทำให้การประสานงานและการทำงานกลุ่มมีปัญหาถึงวัฒนธรรมของคนทุกเพศทุกวัย ทุกกลุ่มซึ่งแตกตางกันเพราะคนทุกกลุ่ม แต่ก็สามารถผสมกลมกลืนกันและอยู่รอดภายใต้สังคมไทยและวัฒนธรรมไทย

๒) เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น สุภาพอ่อนโยน

คนไทยมีลักษณะนิสัยช่วยเหลือกันและกันด้วยน้ำใสใจจริง ไม่ชอบเอาเปรียบใคร ไม่ช้ำเติมผู้แพ้ โกรธง่ายหายเร็ว เป็นมิตรกับทุกคน ต้อนรับแขกแปลกหน้าด้วยความอบอุ่น คนต่างชาติต่างศาสนาที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยจะได้รับสิทธิเท่าคนไทย ประเทศไทยได้ชื่อว่า มีการผสมกลมกลืนทางด้านวัฒนธรรมกับคนจีนได้ดีที่สุด
๓) เคารพผู้มีอาวุโส เชื่อฟังอำนาจ

สังเกตสรรพนามที่ใช้กันอยู่ในสังคม ทำให้เราทราบถึงการเคารพนบนอบเชื่อฟังผั้ท่มีอำนาจ เช่น ฯพณฯ ท่าน ท่าน ใต้เท้า กระผม เคารพนับถือผู้ใหญ่ หรือผู้มีอำนาจเหมือนร่มโพธิ์ ร่มไทร มีการยกย่องเป็นพิเศษ สมัครเข้าเป็นลูกน้อง รับใช้ด้วยความเต็มใจ ผู้ใหญ่ก็มีหน้าที่ให้ความเป็นธรรมแก่ลูกน้องหรือต่อผู้น้อย ช่วยเหลือลูกน้องอย่างเต็มที่ ถ้าผู้ใหญ่ไม่ทำตามหน้าที่ ผู้น้อยก็ไม่จำเป็นต้องให้ความเคารพ

๔) รักความโอ่อ่า

แต่เดิมคนไทยมักจะหยิ่งและเชื่อมั่นในเกียรติของตนเอง มีคติประจำใจว่า “หยิ่งในเกียรติแต่ไม่เหยียดผู้อื่น” ถือว่าคนเรามีสิทธิเท่ากัน ภายนอกอาจจะดูเป็นคนชนชั้นต่ำ แต่ก็ไม่ชอบให้ใครมาดูถูก ชอบการเคารพยกย่อง จึงมักแสดงความโอ่อ่า ออกมาเพื่อให้ผู้อื่นยามรับ เช่น ชอบยศ ชอบตำแหน่ง ชอบจัดงานเลี้ยงใหญ่ๆ ชอบด้วยความฟู่ฟ่า นิยมการรับประทานอาหารตามภัตตาคารแพงๆ ชอบเที่ยวไทต์คลับราคาแพง นิยมใช้ของต่างประเทศ ชอบจัดงานเลี้ยงใหญ่โต แม้บางครั้งอาจเกินฐานะไป
๕) รักสันโดษ พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ มักน้อย

คนไทยส่วนใหญ่เชื่อเรื่องทำบุญ กรรมแต่ง ไม่ทะเยอทะยาน พอใจในสภาพความเป็นอยู่ของตัวเอง ไม่กระตือรือร้นเท่าที่ควร ถือว่าคนเราทุกคนอาจหาความสุขให้ตนเอง โดยอยู่ที่ใจเป็นสุข ทุกอย่างก็เป็นสุข ไม่ชอบขอความช่วยเหลือใคร จากการมักน้อยนี้ทำให้คนไทยสามารถเอาตัวรอดมาได้ทุกยุค ทุกสมัย คนไทยเราถือว่า ไม่ควรตื่นเต้นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ใจเย็นไว้ก่อน เฉยไว้ก่อนเป็นดี ถือคติไม่เป็นไร

๖) ย้ำความเป็นตัวของตัวเอง

ลักษณะของคนไทยได้รับอิทธิพลจากพระพุทธศาสนา ถือว่า ตนของตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ใครจะดีจะเด่นอยู่ที่บุญจากชาติก่อน แข่งเรือแข่งพาย แข่งได้ แข่งบุญแข่งวาสนาไม่ได้ ไม่ชอบให้ใครมายุ่งเรื่องส่วนตัว ตนเองสามารถหาความสุขในชีวิตให้ตนเองได้ ไม่ชอบการบังคับจิตใจ

๗) รักอิสรภาพ

คนไทยชอบความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ชะความคิดของตนเองเป็นใหญ่ ทำให้คนไทยดำรงความเป็นเอกราชมาได้ จนถึงทุกวันนี้ นิยมประกอบอาชีพ เช่น ชาวนา ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ข้าราชการ เพราะไม่มีใครมีอำนาจเหนือส่วนตัว ไม่ค่อยชอบทำงานตามห้างร้านบริษัท (นอกจากคนไทยเชื้อสายจีน) นอกจากจะให้ค่าตอบแทนสูง จากลักษณะข้อนี้ทำให้คนไทยบางครั้ง การประสานงานไม่ค่อยมีประสิทธิภาพดีเท่าที่ควรไม่ค่อยมีความผูกพันต่อหน้าที่

๘) นิยมหาความสุขจากชีวิต

คนไทยถือว่าควรหาความสุขจากชีวิตให้มากที่สุด ควรทำตัวตามธรรมชาติ ปล่อยให้สบายไปเรื่อยๆ ร่าเริงแจ่มใส คุณสมบัติอันนี้ติดใจชาวต่างประเทศ คนไทยไม่ค่อยทุกร้อนในสิ่งใด การที่คนไทยนิยมหาความสุขจากชีวิต ทำให้คนไทยรู้จักประสานประโยชน์ รู้จักยืดหยุ่นในเรื่องต่างๆ เป็นต้นว่า วัฒนธรรมที่รับมาจาก จีน อินเดีย มาปรับให้เข้ากับสภาพชีวิตชอบใช้ชีวิตง่าย ๆ มีสุขภาพจิตมั่นคง เป็นการยากพอสมควร ในการที่จะเปลี่ยนค่านิยมให้คนไทยรู้จักหน้าที่ระเบียบปฏิบัติ การประหยัดและการควบคุมใจตนเอง

นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาประเทศไทยตามภูมิภาค คนไทยแต่ละภูมิภาคก็มีลักษณะนิสัยใจคอไม่เหมือนกัน

๑) ลักษณะของคนไทยภาคกลาง

คนไทยที่อยู่ภาคกลางของประเทศมีลักษณะเด่นคือ รักอิสรภาพและความเป็นตัวเอง จากอดีตคนภาคกลางต้องพบกับสงครามมาโดยตลอด ทำให้รักอิสรภาพ เนื่องจากคนภาคกลางอยู่ในศูนย์กลางแห่งเศรษฐกิจ เป็นที่ตั้งสถานที่สำคัญของประเทศทำให้คนในภาคกลางต้องต่อสู้ดิ้นรน แข่งขัน ต้องพึ่งตนเอง ถือความคิดของตนเป็นใหญ่ เชื่อคนยาก ชอบทำงานด้วยตนเอง ไม่รวมกลุ่ม ตั้งบ้านเรือนแบบเอกเทศ มีรั้วรอบขอบชิด ไม่ชอบอยู่ภายใต้อำนาจของผู้อื่น ไม่ชอบสัมพันธ์กับใคร ชอบชิงดีชิงเด่น มีนักเลงมาก และมักคิดว่าตนเองเก่งเสมอ เป็นพระเอกเสมอ

๒) ลักษณะของคนไทยภาคใต้

ลักษณะเด่นของคนภาคใต้ ตื่นตัวเร็ว และฟุบเร็ว มีช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมาก เพราะความอุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ มีทั้งภูเขาและทะเล มีช่องทางทำงานมาก ชอบแสวงหาความรู้ เกาะกลุ่มกันมาก เชื่อในผู้นำ

๓) ลักษณะของคนไทยภาคเหนือ

ลักษณะเด่นของคนไทยภาคเหนือชอบช่วยเหลือพึ่งพากันและกัน มองโลกในแง่ดี เพราะมีชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่เป็นภูเขาและน้ำตก มีจิตใจโอบอ้อมอารีย์ เป็นกันเองกับคนทั่วไป ไม่ชอบแสดงตน เชื่อธรรมชาติและบรรพบุรุษ

๔) ลักษณะของคนไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ลักษณะเด่นของคนไทยภาคตะวันออกเฉียงเหนือคือ รักสันโดษ พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ มักน้อย ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีความอดทน ทำงานหนัก เวลาสนุกก็รื่นเริงเต็มที่ การตั้งบ้านเรือนก็ตั้งเป็นหมู่บ้าน พึ่งพาอาศัยกันและกัน เชื่อธรรมชาติ นับถือผู้อาวุโส

จะเห็นได้ว่า วัฒนธรรมมีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกในสังคมและความเจริญของประเทศชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันได้มีพระราชดำรัสที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของวัฒนธรรมไทยไว้ว่า “การรักษาวัฒนธรรม คือ การรักษาชาติ” ซึ่งพระราชดำรัสนี้มีความสำคัญและทรงคุณค่าอย่างยิ่ง สมควรที่คนไทยทุกคนจะได้ตระหนักและถือเป็นจุดยืนอันสำคัญเพื่อใช้เป็นหลักในการวางแผนปรับปรุงเปลี่ยนแปลงและพัฒนาชาติไทย

เมื่อรู้จักความพิเศษของแต่ละภูมิภาคในประเทศไทยอย่างนี้ ก็ต้องรู้จักใช้วัฒนธรรมนี้ให้เป็นประโยชน์ สร้างความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมขึ้น ให้วัฒนธรรมเป็นตัวหล่อหลอมความเป็นไทย ถ้าเป็นไปได้ต้องกลับมาใช้ภูมิภาคเป็นเขตปกครองไปยิ่งดีจะได้ทำความเจริญขึ้นกับถิ่นนั้นๆ อย่างจริงจัง ภายใต้ความเป็นไทยที่มีพระพุทธศาสนาเป็นรากฐานจะงดงามทั้งประเทศ กลับมาเอาจริงเอาจังกันได้แล้ว

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Dilemma on Pali and True Life

Dilemma on Pali and True Life
ผศ.ดร.สุวิญ รักสัตย์






เกริ่นนำ

เริ่มมีผู้ตั้งข้อสังเกตมากขึ้นระหว่าง สิ่งที่ปรากฏในพระไตรปิฎก กับสิ่งที่ประชาชนไทยปฏิบัติ ถูกต้อง หรือบิดเบือน กลายเป็นประเด็นปัญหาเกี่ยวกับพระไตรปิฎกบาลีพระพุทธศาสนาเถรวาทกำลังได้รับความสนใจในวงการพระพุทธศาสนาในประเทศไทย เนื่องจากเริ่มมีการอ้างถึงพระไตรปิฎกเพื่อใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงในคำสอนของนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนามากขึ้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พระไตรปิฎกบาลีเชื่อถือได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ผู้ที่อ้างพุทธพจน์นั้นเชื่อถือได้หรือไม่ และที่นำมาอ้างประกอบความคิดเห็นของตนนั้นถูกต้องตามพุทธเจตนาหรือไม่ ประเด็นเหล่านี้กำลังได้รับการกล่าวถึงอย่างมาก นอกเหนือจากนั้นก็เป็นประเด็นที่ถกกันระหว่างฝ่ายนักสังคมวิทยากับนักศาสนวิทยาถึงปรากฏการณ์ในสังคม ด้านหนึ่งมองทางด้านประโยชน์ทางสังคมอีกด้านหนึ่งมองความผิดเพี้ยนไปจากคัมภีร์พระไตรปิฎก จุดร่วมควรจะอยู่ที่ไหน



วิถีชีวิตไทย
วิถีชีวิตของชาวพุทธในประเทศไทยได้ดำเนินชีวิตตามหลักพระพุทธศาสนาโดยเชื่อมโยงไปที่คัมภีร์พระพุทธศาสนา แต่เมื่อเข้าไปศึกษาก็พบว่า มีหลายส่วนไม่ได้ปรากฏในหลักฐานคัมภีร์พระพุทธศาสนา ตกลงควรเลิกการยึดถือ หรือว่าจะทำต่อไป ถ้าทำต่อไปควรจะมีแนวทางอย่างไรดีเพื่อไม่ให้เสียหลักพระพุทธศาสนา



ให้ทำความชัดเจน


เป็นความพิเศษในพระพุทธศาสนาที่ขึ้นอยู่กับผู้ศึกษา ถ้าปัญญามีน้อยก็มองมุมหนึ่ง ถ้าปัญญามีมากก็มองได้หลายมุม และลึกซึ้งยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ที่สำคัญก็คือ จะต้องมีหลักการเดิมไว้แล้วปฏิบัติกันไปอย่างไรก็ถือว่า ขึ้นอยู่กับตนเอง ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับหลักการในพระไตรปิฎก
พระไตรปิฎกเป็นสรรพวิชาที่สามารถเข้าไปศึกษาได้อย่างไม่รู้จักจบสิ้น เพราะได้บันทึกไว้ซึ่งแง่มุมทางการศึกษาและการนำไปใช้เหมาะสมสำหรับคนทุกระดับ ทุกสาขาอาชีพ บ้างใช้หลักธรรมโดยตรง บ้างได้จากการตีความ การเข้าไปศึกษาวิถีชีวิตคนไทยเพื่อนำมาตรวจสอบความจริงในพระไตรปิฎกนั้นเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังในการเผยแผ่ จำเป็นต้องพิจารณาเป็นกรอบในการแสดงออก นั่นก็คือ กรอบพิธีกรรม กรอบสังคม กรอบพระไตรปิฎก และกรอบการปฏิบัติ จากนั้นก็ให้แง่มุมในแต่ละกรอบไปมิฉะนั้นกำลังจะใช้กรอบของแต่ละส่วนเข้าไปตัดสินกรอบอื่นซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เป็นธรรม สมมติเรื่องการบวชหน้าไฟ ไม่ได้ปรากฏในพระไตรปิฎก แต่เป็นกรอบสังคมที่กลายเป็นวัฒนธรรมอันดีงามของคนไทย จะต้องเคารพในกรอบนี้ แต่ให้แสดงไว้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎกบาลี


การตีความพระไตรปิฎก


ปัญหาการตีความพระไตรปิฎก ได้กลายเป็นปัญหาสำหรับประเทศไทยไปแล้ว ตีความไปก็เข้าข่ายผิดหลัก ไม่ตีความก็กลายเป็นติดกรอบ แล้วจะทำไงดี ต่อปัญหาข้อนี้ที่ผู้เขียนพยายามจะชี้ให้เห็นว่า พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) นั้น คือบุคคลที่กลายเป็นมาตรฐานทางพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ไปเสียแล้ว คือถ้ามีเรื่องอะไรก็ต้องอาศัยท่านเป็นผู้วินิจฉัย ผู้ชอบก็ชื่นชม ผู้ไม่ชอบก็เห็นแย้ง ทำให้จะกลายเป็นปัญหายืดเยื้อและไม่เป็นหลักการ


ปัจจุบันมีพระภิกษุหลายรูปกำลังทำการหันมาศึกษาพระไตรปิฎก แต่ก็ไม่หลุดพ้นการใช้อัตโนมติเข้าไปตีความเอง หลวงพ่อพุทธทาสเป็นตัวอย่างในสังคมที่ท่านตีความให้เป็นลักษณะของท่านเองหลายเรื่องก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จนถึงทุกวันนี้ แต่ท่านก็กลายเป็นบุคคลของโลกไปแล้ว แปลว่า การศึกษาพระไตรปิฎกทำให้เข้าถึงธรรมได้หลายแง่มุม


อันตรายที่ต้องป้องกัน


๑. การที่เกิดเหตุการณ์ใดแล้วมีพระภิกษุรูปหนึ่งออกมาให้ความเห็นโดยอ้างเอาพระไตรปิฎกเป็นสำคัญ สังคมก็ยอมรับในความสามารถเฉพาะตนและยอมรับในการตัดสินของปัจเจกบุคคล อันตรายที่จะเกิดขึ้นก็คือ สังคมสงฆ์ไทยให้ความไว้วางใจในความปัจเจกมากเกินไป ถ้าหากกรณีที่ไม่มีท่านอยู่ หรือกรณีที่ท่านมองมิติเดียว พระพุทธศาสนาในประเทศไทยก็จะสูญเสียโอกาสดีๆ อื่นๆ ไป ความน่าจะเป็นตามความคิดควรจัดตั้งองค์กรในการตัดสิน โดยให้ท่านเป็นประธาน การจะตัดสินอะไรก็ตัดสินวินิจฉัยเป็นพื้นฐานขององค์กรทางพระพุทธศาสนาในประเทศไทย แม้ว่า ท่านจะไม่อยู่ก็มีผู้ทรงความรู้อยู่ต่อไปปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และกระทำในนามขององค์กรทางพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ก็จะไร้ข้อตำหนิส่วนบุคคล


๒. การตีความทางพระพุทธศาสนานั้นมิใช่เป็นเรื่องที่กระทำได้โดยง่าย เนื่องจากเป็นแง่มุมทางระดับจิตด้วย ถ้าหากระดับจิตไม่ถึงขึ้นการตีความอาจผิดสภาวธรรมไปได้ แน่นอนถ้าทุกคนถือตามพุทธวจนะก็ไม่มีปัญหาแต่ปัญหาก็คือ สภาวธรรมเหล่านั้นเกิดกับบุคคลแตกต่างกันไป การตีความจึงยาก ทางที่ดีไม่ต้องตีความความ แม้ว่าจะตีความก็ต้องวางมาตรฐานในพระไตรปิฎกไว้ ไม่ควรใช้คำว่า “คำนี้หมายความว่า” เพราะนั่นเป็นความหมายของตน แต่ควรบอกว่า “พระไตรปิฎกแสดงไว้อย่างนี้” คำที่เกินออกไปจากพระไตรปิฎกต้องให้เป็นความเห็นของตน ผู้อื่นไม่เชื่อก็ให้ไม่เชื่อคำของตน ไม่ใช่ไม่เชื่อในพระไตรปิฎก ดังปัญหาเรื่องนิพพานเป็นอัตตาหรืออนัตตา


(อ่านต่อในบทความวิชาการต่อไป)