วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

พระพุทธศาสนาในประเทศลาว

พระพุทธศาสนาในประเทศลาว : การอยู่รอดภายใต้การปฏิวัติการปกครอง
โดย
ผศ.ดร.สุวิญ รักสัตย์





บทนำ
การได้ศึกษาอะไรก็ตามหากได้ศึกษาถึงรากเหง้าของสิ่งนั้นๆ หรือเรื่องนั้นๆ ก็ทำให้สามารถนำมาประกอบการพินิจพิจารณามากยิ่งขึ้น ตามหลักของได้ความจริงที่แท้ก็ต้องมีข้อมูลหลักฐานที่จริงก่อน จึงจะได้ความจริง รู้ความจริง หรือเห็นความจริง โดยมากแล้วการศึกษาเรื่องใดๆ ก็มักแต่เป็นการศึกษาจากความรู้และความจริงที่อยู่บนกระดาษ จึงทำให้ไม่อาจเห็นบริบทของสังคมได้ว่า แท้จริงนั้น การได้ไปเห็นและสัมผัสกับความจริง สามารถทดแทนตัวหนังสือที่อธิบายเป็นเล่มๆ ได้
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากมหาวิทยาลัยได้จัดไปทัศนศึกษาเสริมเนื้อหาในหลักสูตรหลักสูตรศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา ในรายวิชาพระพุทธศาสนากับศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้การศึกษารายวิชานี้มีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรมในประเทศลาวมากขึ้น หลังจากที่นักศึกษาได้ศึกษาจากการบรรยายของอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว อันเป็นประโยชน์ในการพัฒนาความคิด และทัศนะต่อการศึกษาในรายวิชานี้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเสริมสร้างความรู้ให้แก่นักศึกษา ในวันที่ ๓-๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๑


ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในลาว
ถ้าหากถือเอาตามประวัติศาสตร์แห่งการสร้างพระธาตุบรรจุพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้าตามหลักฐานทางคัมภีร์ที่ได้ระบุไว้ ก็ถือได้ว่า พระพุทธศาสนานั้นได้เข้ามาสู่ดินแดนบริเวณแถบในปลายพุทธกาลแล้ว เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นทางการว่า พระพุทธศาสนานั้นเข้ามาสู่ดินแดนที่ชื่อว่า สุวรรณภูมิ ซึ่งก็รวมถึงประเทศลาวด้วย เริ่มมาแต่สมัยพระเจ้าอโศก พ.ศ. ๒๓๘ จากนั้นพระพุทธศาสนาก็เจริญรุ่งเรืองอยู่ ณ บริเวณแถบนี้สืบมาจนถึงปัจจุบัน โดยผลัดเปลี่ยนเป็นพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทและมหายาน
นับตั้งแต่สมัยเจ้าสุวรรณคำผงขึ้นเสวยราชย์ เมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๕-๑๘๙๖ ทรงมีพระ โอรส ๖ พระองค์ ใน ๖ พระองค์นั้น เจ้าฟ้างุ้มมีลักษณะผิดแผกจากพระโอรสองค์อื่น คือมีฟันและลิ้นเป็นสีดำ โหรทำนายว่าเป็นกาลกินีจึงได้นำไปลอยแพ บังเอิญแพได้มาถึงเมืองขอม ได้รับการเลี้ยงดูจากพระมหาปาสมันตเถระ ต่อมาได้เข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กในราชสำนักของพระเจ้าอินทปัตถ์ และได้อภิเษกสมรสกับพระธิดาของพระเจ้าอินทปัตถ์ พระนามว่า พระนางแก้วยอดฟ้า (ฟ้าหญิงคำหยาด)
ต่อมาบิดาให้ไปตีเมืองล้านช้าง และสามารถยึดเมืองล้านช้างได้ในปี พ.ศ. ๑๘๙๖ แล้วขึ้นครองราชย์ เป็นกษัตริย์องค์ที่ ๒๓ ของราชวงศ์ล้านช้าง ทรงพระนามว่า พระเจ้าฟ้างุ้มแหล่งหล้าธรณี แผ่อาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง พระพุทธศาสนาได้เข้ามาสู่อาณาจักรล้านช้างในยุคนี้เป็นที่เด่นชัดอีกครั้งหนึ่ง กล่าวคือพระนางแก้วยอดฟ้าพระมเหสีผู้ทรงเคยนับถือพระพุทธศาสนามาก่อน เมื่อครั้งอยู่ในเมืองขอมทรงเห็นประชาชนนับถือผีสางเทวดา และฆ่าสัตว์บูชาเซ่นสรวงอยู่ในล้านช้าง จึงได้ทูลขอให้พระเจ้าฟ้างุ้มไปอัญเชิญพระพุทธศาสนามาเผยแผ่ในอาณาจักรล้านช้างจากประเทศขอม
พระเจ้าฟ้างุ้มทรงเห็นด้วยจึงให้ทูตไปทูลขอนิมนต์พระสงฆ์ที่ขอมเข้ามาเผยแผ่ในประเทศลาว ในกาลครั้งนี้ได้มีพระสงฆ์ผู้แตกฉานในพระธรรมและพระไตรปิฎกจากขอม นำโดยพระมหาปาสมัตเถระและพระมหาเทพลังกา พร้อมกับพระสงฆ์อีก ๒๐ รูปและนักปราชญ์ผู้เรียนจบ พระไตรปิฎกอีก ๓ คน และพระราชทานพระพุทธรูป "พระบาง" และหน่อพระศรีมหาโพธิ์ และช่างหล่อพระพุทธรูปไป เมื่อคณะสงฆ์เดินทางมาถึงเวียงจันทน์ เจ้าเมืองจันทน์ได้นิมนต์พักสมโภชพระบางอยู่ ๓ คืน ๓ วัน แล้วคณะสงฆ์ก็เดินทางต่อไปยังเวียงคำ ชาวเมืองเวียงคำได้อาราธนาพระเถระไปในเมืองแล้วสมโภชนพระบางกัน ๓ คืน ๓วัน ครั้นจะเดินทางต่างปรากฏว่าพระพุทธรูปไม่สามารถยกไปได้ จึงเสี่ยงทายว่า “เทวดาอารักษ์คงปรารถนาจะให้พระบางอยู่ที่เวียงคำ” จากนั้นพระเถระและผู้ติดตามก็ได้เดินทางไปยังเมืองเชียงทอง ครั้นถึงเชียงทอง ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าฟ้างุ้มและพระมเหสี พระเถระและคณะจึงได้เผยแผ่พุทธศาสนาในลาวจนเจริญรุ่งเรืองประดิษฐานมั่นคง

....

จุดเปลี่ยนระหว่างพุทธศาสนาในจีนกับลาว
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ แม้ว่า พระพุทธศาสนาได้รับผลกระทบมากเพียงนี้แต่พระพุทธศาสนาในประเทศลาวกลับไม่ไม่สูญหายไปเหมือนกับอีกหลายประเทศที่ถูกปกครองด้วยลัทธิคอมมิวนิสต์ ในที่นี้จะนำเสนอสาเหตุที่ทำให้พระพุทธศาสนาอยู่ได้ในประเทศลาว ดังนี้

สาเหตุที่ ๑ การให้โอกาสพระสงฆ์เผยแผ่ร่วมกับผู้นำลัทธิคอมมิวนิสต์
สาเหตุนี้ทำให้พระพุทธศาสนาฟื้นฟูขึ้นมาได้ก็เพราะบทบาทของพระเถระที่เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวพุทธทั้งหลายได้ทำหน้าที่ให้ธรรมแฝงไปกับหลักการของลัทธิคอมมิวนิสต์นั่นเอง จากปรากฏการณ์ที่ว่า ผู้นำลัทธิคอมมิวนิสต์ได้ใช้พระสงฆ์ลาวเป็นเครื่องมือเผยแผ่คำสอนลัทธิคอมมิวนิสต์ให้แก่เยาวชนลาวรุ่นใหม่เพื่อล้างสมองให้รับแนวคิดของคอมมิวนิสต์ที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนั้น กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีอย่างไม่คาดคิด จะเห็นได้ว่า ผู้นำลัทธิคอมมิวนิสต์ไม่ได้ให้โอกาสแก่พระสงฆ์ในประเทศจีนมาเผยแผ่อุดมคติแบบคอมมิวนิสต์ร่วมด้วยกับผู้นำลัทธิจึงทำให้เยาวชนที่ถูกล้างสมองไม่ได้เห็นภาพของพระภิกษุ เพียงไม่นานศาสนาก็ถูกลบไปจากความทรงจำ เป็นเหตุให้พระพุทธศาสนาสูญสิ้นไปจากประเทศจีน เป็นการล้มล้างสถาบันสงฆ์อย่างสิ้นเชิง

แนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ของมาร์กซ์ต้องการให้ทุกคนต้องเสมอภาคกัน สถาบันทางสังคม เช่น สถาบันศาสนาและพระมหากษัตริย์ เป็นสิ่งที่ขัดขวางอุดมการณ์ ทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นับถือแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์นี้มองเห็นศาสนาและพระมหากษัตริย์เป็นตัวขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของการจัดการสังคมภายใต้แนวคิดนี้ ประเทศจีนแม้ว่า จะเป็นประเทศพระพุทธศาสนามาก่อนแต่บริบททางสังคมไม่เหมือนกับประเทศลาว อีกทั้งผู้นำแนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ คือ เหมาเจอตุง ไม่ได้ใช้แนวทางที่คอมมิวนิสต์ในประเทศลาวใช้ คือ ให้พระภิกษุเป็นผู้เผยแพร่คำสอนจึงทำให้พระพุทธศาสนาในประเทศจีนนั้นหมดไป สถาบันสงฆ์ล้มอย่างไม่เหลือต้นตอ ในประเทศลาวแม้ว่า พระสงฆ์จะถูกบังคับให้นับถือแนวคิดนี้และเผยแผ่แนวคิดนี้ แต่ประชาชนชาวลาวที่เป็นผู้ใหญ่ได้ให้ความเคารพต่อพระสงฆ์ เชื่อฟังพระสงฆ์ สถาบันสงฆ์แม้จะไม่มี แต่ความเป็นพระสงฆ์ยังคงมี ด้วยเหตุนี้พระพุทธศาสนาจึงดำรงอยู่คู่กับประชาชนชาวลาวได้อย่างกลมกลืนกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมา กล่าวคือ พระสงฆ์คือที่พึ่งพิงของชาวบ้าน ชาวบ้านคือที่พึ่งพิงของพระสงฆ์ ไม่ต้องผ่านสถาบันศาสนาใดๆ










(อ่านต่อในหนังสือบัณฑิตวิทยาลัย มมร ออกเร็วๆ นี้)




ลาว: มุมมองด้านภาษา




ลาว: มุมมองด้านภาษา
Laos: A Perspective on Language
โดย เสน่ห์ เดชะวงศ์




บทนำ
บทความนี้เป็นผลจากการไปทัศนศึกษาสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชนลาวกับคณะ
นักศึกษาบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๑ เมื่อได้
ยินคำว่า “ลาว” หลายคนมักจะโยงไปถึงความนึกคิด(Notion) อื่นๆ เช่น ความซื่อ ความไร้
เดียงสา ความเป็นคนบ้านนอก รวมถึงการหยุดความเจริญด้านวัตถุและสิ่งก่อสร้างไว้เหมือน
เชียงใหม่เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว ไม่ว่าเราจะโยงคำว่า “ลาว” กับความคิดอะไรก็ตาม แต่ในความรู้สึกของคนลาวเกือบเจ็ดล้านคนคือความภาคภูมิใจในแผ่นดิน เผ่าพันธุ์ ภาษาและอารยธรรมของตนเอง

ความเชื่อในประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของชาวลาวคล้ายกับชาวไทย คือ ราวคริสต์ศตวรรษที่ ๘ ชาวลาวได้อพยพมาจากทางตอนใต้ของจีน แล้วตั้งบ้านเรือนตามที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ ๑๔ จึงได้สร้างบ้านแปงเมืองขึ้นที่ล้านช้างแล้วสถาปนาเป็นอาณาจักรล้านช้าง ในศตวรรษที่ ๑๗ ล้านช้างตกเป็นเมืองขึ้นของไทยในสมัยสุโขทัย ภายหลังเมื่อฝรั่งเศสได้ครอบครองประเทศเวียตนามแล้วก็ขยายอาณาจักรลงมาถึงเวียงจันทน์ ท้ายที่สุดประเทศลาวก็หลุดพ้นจากการปกครองของไทยไปอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส เมื่อเวียตนามขับไล่ฝรั่งเศสออกจากดินแดนของตนได้ ลาวก็พลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย แต่ลาวก็ยังไม่สิ้นวิบากกรรม คือยังคงต่อสู้กับคนชาติเดียวกันอีกนานหลายปี จนกระทั่งปี ๒๕๑๘ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ลาว เป็นการเปลี่ยนระบบการปกครองจากระบบกษัตริย์มาเป็นระบบคอมมิวนิสต์ และเปลี่ยนชื่อประเทศลาวมาเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว)
จะอย่างไรก็ตาม ถือว่าลาวได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นด้านระบบการปกครอง ความเชื่อ ศาสนา วัฒนธรรม และภาษา ในที่นี้จะกล่าวถึงลาวในแง่ของภาษา เพราะภาษาลาวมีส่วนที่คล้ายคลึงกับภาษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาไทยภาคอีสาน จนเคยมีคำกล่าวว่า “ไทยลาวเป็นพี่น้องกัน” และ “เป็นบ้านพี่เมืองน้อง” แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น “เพื่อนบ้านและสหายกัน” เพราะไม่รู้จะให้ใครเป็นพี่เป็นน้องดี

ภาษากับการสื่อสาร
ภาษาคือเครื่องมือที่มนุษย์แสดงความในใจเพื่อให้ผู้ที่ตนต้องการสื่อสารถึงได้รู้ เพราะฉะนั้น ภาษาพูดจึงมีองค์ประกอบอยู่ ๒ อย่าง คือ เสียงและความหมาย พูดง่ายๆก็คือ เมื่อพูดออกมาแล้วจะต้องสื่อความหมายได้ แต่จะมีสาระหรือไม่มีสาระก็ได้ นักภาษามองว่า “ภาษา” หมายถึงระบบของเสียงหรือเสียงที่ถูกจัดระบบแล้วมนุษย์นำมาใช้สื่อสารกัน ภาษาอาจจะมาในรูปของเสียงหรือตัวอักษรก็ได้ ระบบของเสียงหมายถึงแต่ละภาษาก็มีระบบหรือระเบียบของเสียงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน ถ้าวางตำแหน่งเสียงผิดก็จะทำให้ความหมายเปลี่ยนไป หรือทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิดและไม่เข้าใจเลยก็ได้ เช่นคนไทยจะรู้โดยอัตโนมัติว่าเสียง /ว/ และ /ร/ จะเกิดตามหลังเสียงไหนได้บ้าง ในมุมมองของนักภาษาจะบอกว่า ถ้าเราต้องการอธิบายลักษณะของภาษาให้สมบูรณ์ เราต้องศึกษาเรื่องเสียง (Sound) รูปคำ (Form) และความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบภาษากับสถานการณ์ที่เราเปล่งเสียงนั้นออกมา

แม้ภาษาจะเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกัน เช่น การเลียนเสียงธรรมชาติ การอุทาน การเปล่งเสียงตามธรรมชาติของเด็ก และการคิด-สร้างคำใหม่ขึ้นมา แต่เป้าหมายของภาษาก็คือความต้องการสื่อสารถึงผู้ฟังหรือผู้รับสาร สื่อที่ใช้แทนเสียงพูดอาจจะเป็นอากัปกิริยา (Gesture) หรือภาษาใบ้ เมื่อคนนั้นเป็นใบ้จริงๆ หรือในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องเป็นใบ้เพราะสื่อภาษากันไม่รู้เรื่อง บางทีเราก็ใช้วิธีเขียนรูปให้ดู รวมถึงการตีเกราะเคาะกะลา ทั้งหมดนี้คือสื่อที่ใช้เพื่อบอกความในใจของผู้พูด เพราะฉะนั้น เราอาจจะเขียนเป็นผังแสดงได้ว่า
ผู้พูด → ภาษา/สื่อแทนภาษา → ผู้ฟัง
ผู้พูด ← ภาษา/สื่อแทนภาษา ← ผู้ฟัง
ไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไรก็ตาม เมื่อทำได้อย่างนี้ถือว่าทำหน้าที่ของภาษาได้สมบูรณ์แล้ว


(อ่านต่อจากหนังสือของบัณฑิตวิทยาลัย มมร เร็วๆ นี้)

วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553

การฆ่าตัวตายปัญหาทางจริยธรรม?




การฆ่าตัวตายได้รับการกล่าวถึงอยู่พอสมควรในสังคมปัจจุบัน โดยมากแล้วเป็นการฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา ไม่ว่าปัญหานั้นจะเป็นปัญหาทางด้านความเครียด หรือเป็นปัญหาทางด้านสุขภาพ หรือแม้แต่ปัญหาเกี่ยวกับการแพทย์ที่เรียกว่า การุญฆาตก็ตาม ล้วนแล้วแต่พูดไปในทางที่ไม่ดีทั้งสิ้น ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะการฆ่าตัวตายถือเป็นบาปอย่างหนึ่งตามคำสอนของศาสนาหลายๆ ศาสนา ไม่เว้นแม้แต่พระพุทธศาสนา
อย่างไรก็ตาม การฆ่าตัวตายกลับปรากฏพบในคัมภีร์พระพุทธศาสนาว่า พระภิกษุฆ่าตัวตายด้วยสาเหตุอันเกิดจากการเบื่อหน่ายต่อสังขารนี้ สรีระนี้ บางรูปการฆ่าตัวตายนำไปสู่การบรรลุพระนิพพานเข้าถึงการหลุดพ้นได้ ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายเปลี่ยนไป โดยเฉพาะท่าทีที่เข้าใจว่า การฆ่าตัวตายแล้วนำไปเกิดทุคติภูมิ ด้วยเหตุนี้จะได้นำเสนอประเด็นๆ ที่น่าสนใจต่อไป

ประเด็นที่ ๑ การฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้นในสังคมอินเดีย
การฆ่าตัวตายคงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับปัจจุบันนี้เนื่องจากมีการฆ่าตัวตายมาก่อนหน้านานนับหลายพันปี ในยุคหนึ่งสมัยหนึ่งการฆ่าตัวตายอาจได้รับความนิยมก็ได้ ยกตัวอย่างการฆ่าตัวตายของพระภิกษุในพระพุทธศาสนาที่เบื่อหน่ายสังขาร พร้อมใจกันฆ่าตัวตายด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะให้ผู้อื่นฆ่า ตนเองฆ่า หรือตั้งบุคคลไว้ในตำแหน่งฆ่าตนเอง ดังมีเรื่องในวินัยปิฎกว่า
โดยสมัยหนึ่ง พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงวิธีการเจริญกรรมฐานแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยแสดงการเจริญอสุภกรรมฐาน คือให้พิจารณาร่างกายเป็นของไม่สวยไม่งาม จากนั้นแล้วพระองค์ทรงหลีกเร้นไปอยู่ในป่ามหาวันเพียงรูปเดียวตลอดครึ่งเดือน ทรงอนุญาตให้ภิกษุเฉพาะรูปที่ส่งอาหารบิณฑบาตเท่านั้นเข้าเฝ้าได้ รูปอื่นห้ามเข้าเฝ้า ส่วนภิกษุทั้งหลายได้พากันเจริญอสุภกรรมฐาน จนบางรูป เกิดความเบื่อหน่ายในชีวิต เพราะเห็นว่าร่างกายเต็มไปด้วยมูตรคูถ จึงได้ฆ่าตัวเองตายไปบ้าง บางรูปก็วานให้ภิกษุอื่นฆ่าตนบ้าง ส่วนภิกษุอีกเหล่าหนึ่งได้จ้างวานให้มิคคลัณฑิกสมณกุตต์ให้ช่วยฆ่าตัวตาย โดยให้บาตรและจีวรเป็นรางวัล มิคคลัณฑิกสมณกุตต์นั้นได้ฆ่าพระตายไปเป็นจำนวนมาก ต่อมาพระพุทธเจ้าจึงบัญญัติการฆ่าผู้อื่นเป็นอาบัติปาราชิก ส่วนการฆ่าตัวเองตายเป็นอาบัติทุกกฏ
หรือแม้แต่การที่ครูปุราณกัสสปะได้ใช้ก้อนหินแขวนคอตนเอง กระโดดลงน้ำฆ่าตัวตายจากการอับอายต่อเรื่องที่ตนไม่สามารถแสดงฤทธิ์ได้หลังจากที่พระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์ นี่ก็เป็นแง่มุมทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงการฆ่าตัวตายของสังคมอินเดีย ซึ่งก็หมายความว่า มีการฆ่าตัวตายด้วยวิธีการต่างๆ อยู่ในขณะนั้น
ประเด็นที่ ๒ การฆ่าตัวตายเป็นปาณาติบาตและเป็นบาปหรือไม่

จากหลักฐานทางคัมภีร์แสดงว่า “การที่ฆ่าตัวตายไม่ถือว่า “ผิดศีลข้อปาณาติบาต” เพราะไม่เข้าเกณฑ์องค์ประกอบแห่งปาณาติบาตข้อ “ปาณสญฺญิตา” “รู้ว่าสัตว์มีชีวิต” หมายถึงการรู้ว่าสัตว์อื่นมีชีวิตไม่ได้หมายเอาตนเอง ดังนั้นการฆ่าตัวตายเป็นเพียงอาบัติทุกกฏ คือการฆ่าตัวตายเป็นสิ่งไม่ควรทำเท่านั้นเอง

ประเด็นว่า แต่การฆ่าตัวเองตายนี้ทำให้ไปสู่อบายหรือไม่ ประการแรกต้องทราบความจริงว่า ร่างกายสังขารนี้ต้องมีอันเป็นไป ดับไป สลายไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง ทั้งเป็นเพราะกรรมตัดรอน คือตายเพราะถูกทำให้ตายก่อนหมดอายุ หรือตายเพราะหมดอายุขัย แก่ตาย ดังนั้น ไม่ได้มีเกณฑ์ว่า การที่ร่างกายนี้สิ้นไปจะด้วยสาเหตุใดก็ตามต้องไปสู่อบายหรือไม่ แต่มีเกณฑ์ว่า ถ้าหากก่อนจุติจิต จิตเป็นอกุศล เศร้าหมองด้วยกิเลสครอบงำ ปฏิสนธิจิตก็นำไปสู่ทุคติ “จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเฐ ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา” แปลว่า “เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันหวังได้” แต่ถ้ากลับกันก่อนสิ้นชีวิตจิตมีสติ พิจารณาบุญกุศลที่ตนทำ พิจารณาความตายเป็นอารมณ์ หรือแม้แต่ไม่ทันได้พิจารณาแต่บุญกุศลในชาติก่อนส่งหนุน ก็ทำให้เกิดในสุคติภูมิได้ “จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเฐ สุคฺคติ ปาฏิกงฺขา” แปลว่า “เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้” ความตายไม่ใช่สาเหตุ แต่จิตขณะตายเป็นสาเหตุ เพียงแต่การทำลายตนเองเป็นสิ่งไม่ควรทำเท่านั้น ทำไมจึงไม่ควรทำลาย เพราะขันธ์ในความเป็นมนุษย์นี้มีคุณค่า มีประโยชน์สำหรับการใช้เป็นเครื่องมือเข้าถึงธรรม นอกเหนือจากนั้น การพิจารณาความตายซึ่งเป็นเวทนาอันกล้าสามารถนำไปสู่การบรรลุธรรมได้ด้วย ดังกรณีของพระฉันนะ พระวักกลิ และพระโคธิกะเป็นต้น ซึ่งอาพาธแล้วฆ่าตัวตาย แต่ก่อนตายท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ทําให้จิตของท่านดับไปพร้อมกับการบรรลุธรรมขั้นสูงของพระพุทธศาสนา

ประเด็นที่ ๓ การฆ่าตัวตายของอรหันต์
การใช้คำว่า ฆ่าตัวตายสำหรับพระอรหันต์นั้นไม่ถูกต้องตามถ้อยคำนัก เนื่องจากถ้อยคำนี้สื่อไปสู่ความเข้าใจที่ทำให้ปุถุชนคนทั่วไปเข้าใจตามบริบทของตน ไม่ได้เข้าใจตามบริบทของพระอรหันต์ เหมือนกับคำว่า พระภิกษุออกกำลังกาย คำว่า ออกกำลังกายเป็นคำที่ใช้กับชาวบ้านที่เข้าใจทั่วไป ซึ่งไม่ได้ใช้กับพระ แต่ถ้านำมาใช้กับพระก็อาจทำให้เข้าใจไปในทางที่ผิดได้ แล้วทุกคนก็ลงความเห็นว่า พระออกกำลังไม่ได้ การออกกำลังการทางพระภิกษุใช้คำว่า การบริหารขันธ์” หมายถึงการดูแลร่างกายนี้ให้ดำเนินไปด้วยดี กรณีนี้ก็เช่นกัน การใช้คำว่า ฆ่าตัวตายกับพระอรหันต์ไม่ได้ เพราะคำที่ใช้กับพระที่ฆ่าตัวตายในที่นี้ใช้คำว่า “วิโมกขา สุวิมุตโต” ซึ่งแปลว่า ปลดเปลื้องขันธ์ ดังที่พระวักกลิตั้งใจที่จะฆ่าตัวตายด้วยตนเอง

ถามว่า แล้วพระอรหันต์ปลดเปลื้องขันธ์นี้ สละขันธ์นี้ได้หรือ? ตอบว่า ได้ ซึ่งพอใช้คำว่า พระอรหันต์ฆ่าตัวตายได้หรือไม่ คำตอบที่ออกมาก็คือ ไม่ได้ การที่พระอรหันต์จะปลดเปลื้องสละขันธ์นี้นั้น ต้องอยู่ในความเหมาะสมกับกาลเวลาที่จะสละขันธ์นี้ ความเหมาะสมนี้ไม่สามารถจะบอกกล่าวได้ว่า เมื่อไร และก็จะสละขันธ์อย่างไร ในกรณีการใช้อาวุธฆ่าตัวตายเป็นวิธีหนึ่งที่ปรากฏใช้ในพุทธกาล มองว่าเป็นการทำร้ายร่างกายหรือไม่ ก็ตอบว่า คิดตามกรอบของชาวบ้านไม่ได้อีกเช่นกัน ตอบตามวิสัยชาวบ้านก็คือ ใช่ แต่ถ้าเป็นวิสัยของพระอรหันต์นั่นเป็นวิธีที่รวดเร็วอย่างหนึ่ง คือใช้วิธีนำของมีคมมาปาดคอตนเอง เป็นเพียงกระบวนการให้สิ้นไปซึ่งขันธ์ไม่ได้ทำร้ายร่างกายตนเอง ในพุทธกาลนั้น แท่นศิลาดำ ณ ข้างเขาอิสิคิลิ ดูเหมือนจะเป็นที่ปลงชีวิตของพระภิกษุอยู่เหมือนกันเพราะมีปรากฏหลายรูปใช้ที่นี้เป็นที่สละขันธ์ เพื่อความหลุดพ้น นอกเหนือจากนั้นจะเห็นได้จากการสละร่าง หรือการปลดเปลื้องขันธ์นี้ก็ยังใช้วิธีอื่นด้วย เช่น พระอานนท์ได้เข้าเตโชธาตุแยกร่างกลางอากาศแบ่งให้ญาติทั้งสองฝ่าย ดังนั้นการปลดเปลื้องขันธ์ไม่ได้หมายความว่า เป็นการกระทำของวิภวตัณหา คือความไม่อยากที่จะมีชีวิตอยู่ หรือแม้แต่ไม่อยากที่ได้รับการเป็นอยู่ในสภาพนั้นๆ ดังที่เข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปุถุชนไม่อาจหยั่งทราบภาวะของพระอรหันต์ได้เลยว่า เหตุใดจึงทำเช่นนั้น ไม่ทำเช่นนั้น เพราะบางครั้งทำในเรื่องเดียวกันลักษณะเดียวกัน แต่การทำของปุถุชนนำไปสู่ทุคติ แต่การทำของพระอรหันต์ไม่มีผลใด เพราะการกระทำของพระอรหันต์เป็นเพียงกิริยาอาการเท่านั้น นำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้

ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนามีคำว่า ชีวิตสมสีสีพระอรหันต์ คือ ได้บรรลุพระอรหันต์ในขณะที่กำลังนิพพาน ได้แก่คือจุติจิตที่เกิดขึ้นต่อจากการพิจารณามรรค ผล นิพพาน และกิเลสที่ประหารสิ้นแล้วในขณะนั้น มักใช้กับพระอรหันต์ที่เปลื้องชีวิตตนเอง และยังใช้วิธีอภิญญาสมนันตรวิถี หมายถึง จุติจิตที่เกิดขึ้นต่อจากอภิญญาวิถีที่แสดงอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ คือการแสดงฤทธิ์ก่อนนิพพาน

สรุป
การปลดเปลื้องสังขารของพระอรหันต์นั้นเป็นอีกลักษณะหนึ่งของการสิ้นไปแห่งชีวิต ไม่ว่าจะด้วยการฆ่าตัวตาย หรือด้วยวิธีใดๆ ทั้ง ๕ วิธีแห่งการนิพพาน ในประเด็นเรื่องการฆ่าตัวตายไม่ใช่เป็นเพียงแง่มุมทางจริยธรรมเท่านั้น แต่เป็นแง่มุมทางการบรรลุธรรมด้วย ไม่ใช่มีแต่มุมของปัญหาชีวิตเท่านั้น แต่มีมุมของการปลดเปลื้องสังขารด้วย จุดที่สำคัญต่อประเด็นเรื่องนี้ก็คือ การใช้ความตายหรือความสิ้นไปแห่งสังขารนี้อย่างไร เป็นคุณหรือเป็นโทษต่อตนเองและผู้อื่น และก็ยังมีประเด็นความเหมาะสมแห่งกาลเข้ามาประกอบด้วย ว่ากาลไหนทำได้ กาลไหนทำไม่ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นวิสัยของพระอรหันต์ทั้งหลาย เพียงแต่ให้รับทราบว่ามุมมองด้านการฆ่าตัวตายของชาวบ้านนั้นอย่างหนึ่ง การสละขันธ์ของพระอรหันต์นั้นอย่างหนึ่ง

วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2552

พุทธศาสนาในเนปาล





















บทความนักศึกษา ปเอก พุทธสาสน์ศึกษา
พุทธศาสนิกชนทั่วไปมักจะมีความรู้ในประวัติของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ว่าทรงประสูติที่ลุมพินีวัน เป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโทธนะกษัตริย์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ และพระมารดาสิริมหามายาพระราชธิดาของกษัตริย์กรุงเทวะทะหะซึ่งเป็นดินแดนในชมพูทวีปยุคพุทธกาล แต่หากถามว่าประเทศเนปาลในปัจจุบันมีความสำคัญอย่างไรต่อพระพุทธศาสนา? เชื่อว่าพุทธศาสนิกชนจำนวนไม่น้อยที่อาจเกิดความงุนงงสงสัยว่าเนปาลมีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาด้วยหรือ เพราะได้รับรู้มาว่าเหตุการณ์สำคัญๆทางพุทธประวัติในยุคพุทธกาลล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นในชมพูทวีปทั้งสิ้น แต่ถ้าบอกว่าสถานที่ประสูติและเมืองพุทธบิดาและพุทธมารดาของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าดังกล่าวปัจจุบันอยู่ในประเทศเนปาล แน่นอนว่าทุกคนต้องยอมรับในทันทีว่าประเทศเนปาลมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาเพราะเป็นหนึ่งในสี่ของสังเวชนียสถานสำคัญของพระพุทธศาสนา( สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน) ดังที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงถึงสถานที่ควรสังเวช 4 ที่หากภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกาได้จาริกไป มีจิตเลื่อมใส เมื่อตายลงก็จะเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์ ( มหาปรินิพพานสูตร ในทีฆนิกาย มหาวรรค ) นั่นเอง

ในยุคสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชนอกจากจะเสด็จไปสักการะสถานที่ประสูติพร้อมกับได้ให้
จารึกศิลาเป็นหลักฐาน ณ ลุมพินีวันดังที่ได้กล่าวไว้ในส่วนแรกแล้วนั้น พระองค์ยังได้สร้างคุณูปการแก่พระพุทธศาสนาในดินแดนพุทธภูมิแห่งนี้ด้วยการยกพระราชบุตรีพระนามจารุมตีให้อภิเษกกับเจ้าชายเทวปาลแห่งราชวงศ์เนปาลพร้อมกับได้นำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ผ่านชนชั้นสูงของเนปาล แล้วยังขยายต่อไปถึงทิเบตผ่านการอภิเษกสมรสระหว่างสองราชวงศ์ในกาลต่อๆมาจนทำให้พระพุทธศาสนากลายเป็นศาสนาประจำชาติของทิเบตอย่างมั่นคงมาจวบจนปัจจุบัน

นอกจากจะนำพระพุทธศาสนาเข้าไปตั้งมั่นในเนปาลผ่านความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์แล้ว
พระเจ้าอโศกมหาราชยังได้ส่งคณะพระสมณะทูตนำโดยพระมัชฌิมเถระไปประกาศพระพุทธศาสนา(เถรวาท)แก่ประชาชนชาวเนปาลจนเกิดความเลื่อมใสจนทำให้พระพุทธศาสนาเริ่มเจริญรุ่งเรืองในเนปาลอย่างแพร่หลายทั้งชนชั้นสูงและชนทั่วไป จึงกล่าวได้ว่ายุคทองของพระพุทธศาสนาหลังพุทธกาลในเนปาลได้เริ่มต้นในยุคสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชด้วยกลยุทธ์การเผยแผ่อันแยบคายนี้เอง เมื่อได้กล่าวถึงกลวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระเจ้าอโศกมหาราชดังกล่าวแล้วจำเป็นต้องย้อนกลับไปศึกษาพุทธวิธีการประกาศพระศาสนาในยุคพุทธกาลเป็นการเปรียบเทียบระหว่างสองยุคสมัยที่ถือว่าพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอย่างมั่นคงเพื่อให้เกิดภูมิปัญญายิ่งขึ้นกล่าวคือ วิธีการประกาศศาสนธรรมของพระบรมศาสดานั้นจะทรงเลือกที่จะเผยแผ่แก่ชนสองกลุ่มต่อไปนี้ก่อน ได้แก่

1. นักบวช ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มุ่งดีและเป็นผู้คงแก่เรียนมาแล้วในศาสนาอื่น
2. คฤหัสถ์ที่เป็นหัวหน้าคน เช่น พระมหากษัตริย์ มหาอำมาตย์ และพราหมณ์
คฤหัสถ์ซึ่งเป็นผู้คงแก่เรียน

ทั้งนี้เพราะทรงเห็นว่าบุคคลทั้งสองประเภทดังกล่าวเป็นผู้มีพื้นฐานความรู้และความตั้งใจดี
และเมื่อบุคคลเหล่านี้ได้ดวงตาเห็นธรรมและรับนับถือพระพุทธศาสนาแล้ว คนอื่นๆในอาณัติหรือสาวกก็จะนับถือตามไปด้วยหรือไม่ก็จะเกิดความสนใจใคร่รู้ นอกจากนี้พระพุทธองค์ยังทำให้พระพุทธศาสนาไม่ไปข้องแวะกับการเมืองและมีความปลอดภัยเพราะทรงมุ่งประกาศผ่านผู้มีอำนาจในบ้านเมืองจึงได้รับการคุ้มครองและสนับสนุนจากชนชั้นปกครองนั่นเอง ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการที่พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองยุคหลังพุทธกาลกว่า 300 ปีอีกครั้งนั้น นอกจากจะเกิดจากมีผู้นำที่เป็นพุทธมามกอย่างมั่นคงดังเช่นพระเจ้าอโศกมหาราชแล้ว พระองค์ยังได้อาศัยกุศโลบายการเผยแผ่ตามแนวทางของพระพุทธองค์มาใช้อีกด้วยคือการเผยแผ่ผ่านชนชั้นสูงที่เป็นผู้นำด้วยการผูกความสัมพันธ์ระหว่างราชวงศ์ควบคู่ไปกับการเผยแผ่ในระดับมวลชนโดยพระธรรมทูต รวมถึงการใช้พระราโชบายการปกครองแบบ ‘ ธรรมาธิปไตย ’ มาเป็นเครื่องมือการปกครองอาณาจักรด้วยการใช้หลักพุทธธรรมประยุกต์ให้สังคมเกิดความสงบร่มเย็นตามหลักธรรม ‘ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม ’ [1]

กลยุทธ์การเผยแผ่พระศาสนาที่เคยประสบความสำเร็จอย่างสูงนี้ควรนำมาปรับใช้เป็น
แบบอย่างสำหรับการเผยแผ่ในยุคโลกาภิวัตน์ด้วย โดยเฉพาะการมุ่งไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เป็นปัญญาชนและชนชั้นผู้นำสังคม / ชุมชนเป็นลำดับแรกรวมทั้งการเผยแผ่พุทธธรรมที่กลุ่มเป้าหมายสามารถนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในปัจจุบันเป็นลำดับแรก แม้ว่าประเทศไทยจะยึดถือเป็นราชประเพณีว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกอยู่แล้วก็ตาม แต่เนื่องจากพัฒนาทางการเมืองการปกครองที่ต้องอนุวรรตไปตามกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้ความเป็นพุทธมามกโดยพระราชประเพณีนั้นจึงเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่สืบทอดมาแต่โบราณเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไปที่เป็นพุทธศาสนิกเพียงการสืบทอด ดังนั้นหากมีการผลักดันให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ กำหนดให้ผู้นำประเทศต้องนับถือพุทธศาสนา และมีการนำหลักพุทธธรรมไปปรับใช้เป็นกฎหมายเพื่อจูงใจหรือผลักดันให้มีการดำเนินชีวิตตามแนวพุทธธรรมอย่างเข้มงวดจริงจังด้วยแล้ว เชื่อได้ว่าพระพุทธศาสนาจะยังมีความมั่นคงอยู่ในประเทศไทยอีกตราบนานเท่านาน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเทศเนปาลจะมีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาในฐานะเป็น
สังเวชนียสถานหนึ่งในสี่แห่งจากการเป็นสถานที่ประสูติของพระบรมศาสดาและเป็นที่ตั้งของเมืองพุทธบิดาและพุทธมารดาที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นดินแดนที่ให้กำเนิดพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับกรุงเยรูซาเล็มอันเป็นสถานที่เกิดของพระเยซูผู้ไถ่บาปของคริสตศาสนิกดังกล่าวแล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพระพุทธศาสนาจะมีความรุ่งเรืองมั่นคงในดินแดนพุทธภูมินี้ ตรงกันข้ามเนปาลกลับต้องเผชิญกับปัญหาความผันผวนทางสังคมและอิทธิพลจากสถานการณ์ต่างๆจากชมพูทวีปจนในที่สุดพระพุทธศาสนาที่สืบทอดมาแต่ดั้งเดิมจำต้องปรับเปลี่ยน

ตามสภาพอิทธิพลกระแสต่างๆเพื่อความอยู่รอดจนแทบจะสูญสลายไปจากดินแดนพุทธภูมิแห่งนี้เช่นเดียวกับความเสื่อมสลายไปของพระพุทธศาสนาในดินแดนชมพูทวีป

ทั้งนี้ เหตุการณ์และสถานการณ์ที่ยังความผันผวนที่ส่งผลกระทบต่อพระพุทธศาสนาใน
ประเทศเนปาลเกิดขึ้นได้อย่างไร? และปัจจุบันพระพุทธศาสนามีสถานภาพเช่นไร? และจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไรในดินแดนอันเป็นชาติภูมิของศากยวงศ์แห่งนี้นั้น จะได้นำเสนอเป็นลำดับต่อไป
[1] ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิกธรรม (มาใน องฺ อฎฺฐก. 23 / 144 / 289 ) เป็นหลักธรรมอันอำนวยประโยชน์สุขในปัจจุบันที่บุคคล
พึงปฏิบัติให้ถึงพร้อม 4 อย่างคือ อุฏฐานสัมปทา(ถึงพร้อมในความขยันหมั่นเพียรในการงานอันสุจริต) อารักขสัมปทา(ถึง
พร้อมด้วยการรู้จักรักษาโภคทรัพย์หรือผลงานที่เกิดจากความขยันหมั่นเพียรไม่ให้เสื่อมเสีย) กัลยณมิตตตา(ถึงพร้อมด้วยมิตร
ที่เป็นคนดีมีศีลธรรม) และสมชีวิตา(ถึงพร้อมด้วยความเป็นอยู่และการใช้จ่ายที่เหมาะสมแก่ฐานะ)
(อ่านต่อใน phd.mbu.ac.th)