วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552

บารมี : มรรควิถีแห่งโพธิยาน




ในการบำเพ็ญตนนั้น พระโพธิสัตว์จะต้องบำเพ็ญตามโพธิสัตวธรรมอันเป็นพุทธมรรค ซึ่งการบำเพ็ญนี้เรียกว่า “บารมี” แปลว่า ให้เต็มรอบ (ปารมี=ปฏิปทาอันยิ่งยวด) คำนี้เมื่อนำมาใช้กับคนธรรมดาที่เรียกว่า คนมีบารมี (Charismatic) มีความหมายเปลี่ยนไปหมายถึงบุคคลที่มีความเต็มเปี่ยมด้วยใดด้านหนึ่งและด้านนั้นเป็นที่ยอมรับของผู้คนในสังคม จนเรียกบุคคลที่มีอิทธิพลว่าเป็นคนมีบารมีก็มี แต่บารมีในที่นี้หมายถึงการผู้ใดปฏิบัติตามโพธิสัตวธรรมข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อในขณะเดียวกัน แล้วแต่ข้อใดจะเป็นข้อที่เด่น






















ถ้าตามหลักฐานของพุทธศาสนาเถรวาท มี ๑๐ บารมี ได้แก่ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา
ในส่วนของหลักฐานทางพระพุทธศาสนามหายานนั้นแสดง ๖ บารมี ได้แก่ ทาน ศีล ขันติ วิริยะ สมาธิ ปัญญา
โพธิสัตวธรรมนี้มีอำนาจประหารอกุศลธรรมที่มีอยู่แล้ว และป้องกันอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น และทำกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วให้เจริญยิ่งขึ้น ทานและศีลบารมีเป็นธรรมที่เป็นข้าศึกต่อโลภะ ขันติและวิริยะบารมี เป็นธรรมที่เป็นข้าศึกต่อโทสะ สมาธิและปัญญาเป็นธรรมที่เป็นข้าศึกต่อโมหะ



ในการบำเพ็ญบารมี โดยปกติแล้วชาวพุทธแทบทุกคนก็บำเพ็ญบารมีอยู่ประจำ ได้แก่ การบำเพ็ญทาน ศีล และภาวนา หรือเดินตามมัชฌิมมรรค จะต่างกันก็ตรงที่เมื่อบำเพ็ญปฏิบัติแล้วมีเจตจำนงเพื่ออะไร มีอธิษฐานจิตอย่างไร ตรงนี้มีประเด็นพิจารณา การให้ทาน รักษาศีล และปฏิบัติภาวนานั้นเปรียบเหมือนการศึกษา แม้ไม่ได้ใช้การศึกษาความรู้ก็อยู่ในตน แต่ถ้าหากมุ่งหวังเพื่อจะใช้การศึกษานั้นไปทำอะไร ก็จะเป็นผลอันเกิดจากการศึกษานั้น ดังนั้นเจตจำนงเพื่อใช้ผลแห่งบารมีให้เป็นไปในทางใดจึงมีความสำคัญ
พึงเข้าใจอย่างหนึ่งว่า การบำเพ็ญบารมีธรรมนี้โดยทั่วไปก็บำเพ็ญกันเป็นปกติอยู่แล้วขึ้นอยู่กับว่า ใครจะเน้นหนักทางด้านไหน บารมีอะไรเท่านั้น ผู้ไม่บำเพ็ญไม่มีเลย เพียงแต่การบำเพ็ญนั้นเป็นที่เข้าใจของเราแล้วหรือไม่และบำเพ็ญมุ่งปรารถนาอธิษฐานอะไร
ในที่นี้หากมุ่งหวังให้เข้าถึงความเป็นพุทธะ ก็ต้องตั้งปณิธาน อธิษฐานจิตว่า “เราจักโปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลาย เราจักทำลายกิเลสทั้งหลายให้สิ้น เราจักศึกษาพุทธธรรมให้เจนจบ และเราจักปฏิบัติให้เข้าถึงพุทธะให้จงได้”



ในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาแสดงหลักอธิษฐานบำเพ็ญบารมี เรียกว่า พุทธภูมิธรรมไว้ ๔ ประการ
๑. อุสสาหธรรม มีปณิธานจิตประกอบด้วยกุศลอุสสาหะ ตลอดทุกภพทุกชาติไม่ย่อท้อ
๒. อุมัตตธรรม มีปณิธานจิตประกอบด้วยปัญญา เพื่อหยั่งรู้ในการบำเพ็ญบารมี
๓. อวัตถานธรรม มีปณิธานจิตอันประกอบด้วยมั่นคงต่อพุทธภูมิ
๔. หิตจริยธรรม มีปณิธานจิตประกอบด้วยเมตตา กรุณา โปรดเวไนยสัตว์
ในการตั้งจิตปณิธานเช่นนี้ ก็เพื่อเสริมกำลังใจของตนให้ตั้งอยู่ในพุทธมรรค โดยเฉพาะข้อที่ว่าด้วยการโปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ผู้ได้ชื่อว่า พระโพธิสัตว์จะต้องมีมหากรุณาจิตเป็นเบื้องหน้า ช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นทุกข์เข็ญ หากทุกคนบำเพ็ญตนเป็นพระโพธิสัตว์ทุกผู้ทุกนามก็เป็นเรื่องน่าสรรเสริญ เมื่อต่างฝ่ายต่างช่วยเหลือกันและกัน มีเมตตาจิตต่อกัน มีมิตรไมตรีต่อกัน สังคมก็สงบสุข กลายเป็นสังคมอุดมคติไปในที่สุด



ด้วยเหตุนี้ พระโพธิสัตว์ล้วนต้องมีโพธิสัตวธรรมพื้นฐาน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากของพระโพธิสัตว์ มี ๓ ประการ คือ
๑. มหากรุณา ได้แก่ ต้องเป็นผู้มีจิตใจกว้างใหญ่ มีจิตใจกรุณาอย่าง ไม่มีขอบเขตช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้หมดไป บางครั้งแม้ว่าจะต้องยินยอมรับโทษ รับทุกข์และชดใช้กรรมเองก็ต้องตัดใจกระทำเพื่อประโยชน์สุขแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลาย ถึงพร้อมด้วยอัปปมัญญาธรรม คือ ความรัก ความสงสาร ความพลอยดีใจ แสดงความเสียใจ และความรอบรู้ในกาลแสดงออกของธรรมทั้ง ๓ ประการ ข้างต้น แล้วแผ่ไปอย่างไม่จำกัดขอบเขต
๒. มหาปัญญา ได้แก่ ความเป็นผู้ทันต่อกิเลส ไม่ตกเป็นทาสของกิเลส มีปัญญาเห็นแจ้งในธรรม มีปัญญาเห็นแจ้งในศูนยตา อยู่ในโลกโดยไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม ในคุณสมบัติข้อนี้นั้นลองนึกย้อนไปถึงชาดกในชาติที่พระศากยมุนีพุทธเจ้าได้บำเพ็ญปัญญาบารมี คือการใช้ปัญญาช่วยแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ
๓. มหาอุปาย ได้แก่ ความเป็นผู้ฉลาดในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ ใช้กุศโลบายเพื่อขจัดทุกข์ของสรรพสัตว์ เปรียบดังนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรู้ วิธีการรักษาโรคและวิธีการในการให้ยา เพราะในบางครั้งการที่จะแสดงอะไร ไปตรงๆ นั้นผู้ฟังอาจไม่สนใจ หรือไม่เข้าใจจึงจำเป็นต้องหาวิธีการในการอบรม และนำเข้าถึงธรรมโดยอุบาย
สิ่งที่ทุกสรรพสัตว์ต้องบำเพ็ญให้มากก็คือ จิตบำเพ็ญ ทุกย่างก้าวคือจิตกรุณา ทุกกิจกรรมเพื่อบำเพ็ญ การบำเพ็ญตน บำเพ็ญธรรมเพื่อขัดเกลาจิตให้อ่อนโยน จะได้ช่วยเหลือสรรพสัตว์





(อ่านต่อในเอกสารมหายาน พิธีถวายมหาสังฆทาน ๖,๐๐๐ รูป วัดโฝวกวงซาน)

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Death Poetry

D = Dyeing is the real truth
E = Element of all manhood
A= Anyone isn’t going beyond
T = Sooner or later to be understood
H = How to dye properly

บทเพลงแห่งความตาย

“เชิญฟังลำนำบทเพลงแห่งความตายเถิด...













เมื่อความตายกรายกร้ำมา
สุนทรียมรณาก็เบ่งบาน
ภวังค์เคลื่อนไหวพลังผ่าน
ชีวะมรณะประสานบรรจบ
จากจุติ์สู่ปฏิสนธิ์รวมจุด
มีเกิด มีตาย มีมายา
อารมณ์เวทนาไหน ไหน
มรณานุสสตินั้นไซร้เป็นหนึ่ง
พลังแห่งมรณะสร้างสรรค์
ธาตุกลับสู่ธาตุ นามหวนคืนสู่นาม
ปรมัตถ์ถูกบัญญัติบดบัง
ความตายที่แท้คือเชื้อสิ้นไป
กิเลสาวุปาทานใด ใด มอดดับ
อมตาวสานอุบัติแล
ทุกภาวะ ไร้ภาวะ ไร้อัตต์
สัจจ์แท้ ธุวัง มรณัง
สรรพสังขตะ สูญยัม
สัพเพ ธัมมา อนัตตา”
(อ่านคัมภีร์ห่วงโซ่จักรวาล)

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ดุลยภาพ : ศาสตร์แห่งการหลุดพ้น

การเข้าถึงสภาวะที่เป็นความสมดุลจะเกิดมิติทางปรากฏการณ์อีกหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องที่เป็นรูปธรรมไปจนถึงเรื่องนามธรรม สุดท้ายแม้กระทั่งการบรรลุธรรมก็ต้องอาศัยความสมดุลนี้ ลองดูจากการแสดงกิจกรรมกายกรรมทั้งหลายต่างอาศัยความสมดุลทั้งสิ้นจึงจะทำได้ มิฉะนั้นก็ต้องล้มหรือทำไม่ได้เป็นแน่

ศาสตร์แห่งความสมดุลนี้เป็นศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่มาก สมควรที่ต้องมีการศึกษากันให้จริงจัง เป็นหลักสูตร เป็นหลักวิชาการ พูดว่าวิชาการไม่ได้สิ เพราะแม้แต่บอกวิชาการก็ตกไปสู่ส่วนสุดแล้ว คือไม่เป็นกลาง

ปฏิจจสมุปบาทก็เป็นศาสตร์แห่งความสมดุล ปัจจยการภาษา ใช้รื้อถอนโครงสร้างที่มนุษย์ตกไปสู่ส่วนความคิดสองด้าน คือมีและไม่มี ในที่นี้ต้อง เข้าใจว่าการรื้อถอนไม่ใช่ล้มเลิกหรือปฏิเสธสิ่งที่มีอยู่ แต่เป็นการนำเอาสิ่งที่มีอยู่ให้อยู่ในที่ๆ เหมาะสม ไม่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง คือไม่ให้มีความคิดแบ่ง แยกเป็นขั้วทั้งที่ความเป็นจริงแล้วความคิดแบ่งแยกนี้มีอยู่เสมอ

ในปรัชญาจีนนั้น เข้าใจสภาวะที่แบ่งเป็นขั้วบวกและลบเช่นนี้ โดยเรียกว่า สภาวะหยินและหยาง เมื่อใดก็ตามที่หยินแรงหยางอ่อน ก็จะทำให้เกิดความอะลุ่มอล่วย จนทำให้เกิดความใจอ่อน ความไม่เด็ดขาด ไม่กล้าตัดสินใจ กลัว ไม่เข้มแข็ง เมื่อใดที่หยางแรง ก็จะทำให้มีความกระด้างกระเดื่อง ความห้าวหาญ รุนแรง มุทะลุ ทำอย่างไรจึงจะปรับสภาวะเช่นนี้ให้สมดุลได้ ในเมื่อความจริงแล้วสภาวะเช่นนี้มีอยู่ ดังนั้น จึงมีการเสริมธาตุให้อยู่ในภาวะสมดุล เป็นดุลยภาพ แห่งขั้วธาตุหยินหยาง

ในพุทธปรัชญายิ่งเด่นชัดขึ้นไปอีก เนื่องจาก พุทธปรัชญาถือหลักสภาวะสมดุลในการดำรงอยู่ หรืออาจเรียกว่า ปรัชญาสายกลาง (มัชฌิมฐาน) ก็ได้ เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ดำรงตนตกไปขั้วใดขั้วหนึ่งจะก่อให้เกิดผลต่อเนื่อง นำไปสู่เส้นทางที่ผิดพลาดในที่สุด



ข้อความในธรรมจักกัปปวัตนสูตร ในฐานะเป็นพระสูตรแรกที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสแก่ปัญจวัคคีย์ สรุปกรอบความคิดที่สมบูรณ์ที่สุดเอาไว้ ใจความที่ปรากฏเป็นภาษาบาลีบางตอนว่า “เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา โย จายํ กาเมสุ กามสุขลฺลิกานุโยโค หีโน คมฺโม โปถุชฺชนิโก อนริโย อนตฺถสญฺหิโต โย จายํ อตฺตกิลมถานุโยโค ทุกฺโข อนริโย อนตฺถสญฺหิโต” เมื่อแปลโดยความหมายก็คือ การดำรงชีวิตที่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง เป็นทาง ที่ไม่ถูกต้อง ได้แก่

๑. การดำรงชีวิตที่หนักไปทางบริโภคนิยม หมกมุ่นอยู่ในกามคุณ คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เป็นทางต่ำ (สำหรับผู้ต้องการหลุดพ้น) เป็นการอยู่ อย่างชาวบ้านธรรมดา เป็นความประพฤติของปุถุชน ไม่ประกอบด้วยประโยชน์สูงสุด
๒. การดำรงชีวิตที่เน้นหนักไปในทางเข้มงวดต่อร่างกายตนเอง ทรมานร่างกายให้ได้รับความทุกข์ ก็ไม่เป็นการปฏิบัติของนักปราชญ์ ไม่ประกอบไปด้วย ประโยชน์เช่นกัน

แนวทางที่จะนำไปสู่การดำรงชีพที่เหมาะสม คือ ไม่ดำรงตนตามทางที่สุดโต่งทั้ง ๒ นั้น เรียกว่า “ทางสายกลาง” เป็นการดำรงชีวิตที่ถูกต้อง ไม่นำไปสู่ความเดือดร้อน เป็นไปเพื่อความรู้แจ้งเพื่อพระนิพพาน (ความสุขนิรันดร์) ข้อความในภาษา บาลีว่า “เอเต เต ภิกฺขเว อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม มชฺฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา จกฺขุกรณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ”

จากการประมวลปรัชญาพุทธศาสนาเบื้องต้นก็ได้ คำตอบว่า ทำอย่างไรจึงจะไม่ตกไปสู่สภาวะแบ่งขั้ว ที่มีอยู่แล้วและไม่อาจขจัดขั้วเหล่านี้ได้ ก็ดำเนินชีวิต ให้อยู่บนทางสายกลาง ไม่ตกไปสู่ขั้วใดขั้วหนึ่ง ลักษณะ แห่งการแบ่งแยกหรือ แบ่งขั้วนี้แหละเป็นตัวสำคัญ ที่จะทำให้ชีวิตที่ไม่ว่าจะคิดกันอย่างไร แก้ไขกันอย่างไร ถ้าไม่รู้จักการทำให้เกิดสภาวะสมดุล ดำเนินตามทางสายกลาง ก็ไม่สามารถหลุดไปจากวงจรของความขัดแย้งชีวิตก็ยังมุ่งสู่หายนะอยู่ดี

เส้นทางแห่งการบรรลุ
๑. ไม่ทำความเพียรก็ไม่บรรลุ
๒. ทำความเพียรมากก็ไม่บรรลุ
๓. ต้องทำความเพียรจนสูญสิ้นอยากทำความเพียรจึงบรรลุ

(อ่านต่อในวารสารบัณฑิตศาส์น มมร)