วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Death Poetry

D = Dyeing is the real truth
E = Element of all manhood
A= Anyone isn’t going beyond
T = Sooner or later to be understood
H = How to dye properly

บทเพลงแห่งความตาย

“เชิญฟังลำนำบทเพลงแห่งความตายเถิด...













เมื่อความตายกรายกร้ำมา
สุนทรียมรณาก็เบ่งบาน
ภวังค์เคลื่อนไหวพลังผ่าน
ชีวะมรณะประสานบรรจบ
จากจุติ์สู่ปฏิสนธิ์รวมจุด
มีเกิด มีตาย มีมายา
อารมณ์เวทนาไหน ไหน
มรณานุสสตินั้นไซร้เป็นหนึ่ง
พลังแห่งมรณะสร้างสรรค์
ธาตุกลับสู่ธาตุ นามหวนคืนสู่นาม
ปรมัตถ์ถูกบัญญัติบดบัง
ความตายที่แท้คือเชื้อสิ้นไป
กิเลสาวุปาทานใด ใด มอดดับ
อมตาวสานอุบัติแล
ทุกภาวะ ไร้ภาวะ ไร้อัตต์
สัจจ์แท้ ธุวัง มรณัง
สรรพสังขตะ สูญยัม
สัพเพ ธัมมา อนัตตา”
(อ่านคัมภีร์ห่วงโซ่จักรวาล)

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ดุลยภาพ : ศาสตร์แห่งการหลุดพ้น

การเข้าถึงสภาวะที่เป็นความสมดุลจะเกิดมิติทางปรากฏการณ์อีกหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องที่เป็นรูปธรรมไปจนถึงเรื่องนามธรรม สุดท้ายแม้กระทั่งการบรรลุธรรมก็ต้องอาศัยความสมดุลนี้ ลองดูจากการแสดงกิจกรรมกายกรรมทั้งหลายต่างอาศัยความสมดุลทั้งสิ้นจึงจะทำได้ มิฉะนั้นก็ต้องล้มหรือทำไม่ได้เป็นแน่

ศาสตร์แห่งความสมดุลนี้เป็นศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่มาก สมควรที่ต้องมีการศึกษากันให้จริงจัง เป็นหลักสูตร เป็นหลักวิชาการ พูดว่าวิชาการไม่ได้สิ เพราะแม้แต่บอกวิชาการก็ตกไปสู่ส่วนสุดแล้ว คือไม่เป็นกลาง

ปฏิจจสมุปบาทก็เป็นศาสตร์แห่งความสมดุล ปัจจยการภาษา ใช้รื้อถอนโครงสร้างที่มนุษย์ตกไปสู่ส่วนความคิดสองด้าน คือมีและไม่มี ในที่นี้ต้อง เข้าใจว่าการรื้อถอนไม่ใช่ล้มเลิกหรือปฏิเสธสิ่งที่มีอยู่ แต่เป็นการนำเอาสิ่งที่มีอยู่ให้อยู่ในที่ๆ เหมาะสม ไม่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง คือไม่ให้มีความคิดแบ่ง แยกเป็นขั้วทั้งที่ความเป็นจริงแล้วความคิดแบ่งแยกนี้มีอยู่เสมอ

ในปรัชญาจีนนั้น เข้าใจสภาวะที่แบ่งเป็นขั้วบวกและลบเช่นนี้ โดยเรียกว่า สภาวะหยินและหยาง เมื่อใดก็ตามที่หยินแรงหยางอ่อน ก็จะทำให้เกิดความอะลุ่มอล่วย จนทำให้เกิดความใจอ่อน ความไม่เด็ดขาด ไม่กล้าตัดสินใจ กลัว ไม่เข้มแข็ง เมื่อใดที่หยางแรง ก็จะทำให้มีความกระด้างกระเดื่อง ความห้าวหาญ รุนแรง มุทะลุ ทำอย่างไรจึงจะปรับสภาวะเช่นนี้ให้สมดุลได้ ในเมื่อความจริงแล้วสภาวะเช่นนี้มีอยู่ ดังนั้น จึงมีการเสริมธาตุให้อยู่ในภาวะสมดุล เป็นดุลยภาพ แห่งขั้วธาตุหยินหยาง

ในพุทธปรัชญายิ่งเด่นชัดขึ้นไปอีก เนื่องจาก พุทธปรัชญาถือหลักสภาวะสมดุลในการดำรงอยู่ หรืออาจเรียกว่า ปรัชญาสายกลาง (มัชฌิมฐาน) ก็ได้ เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ดำรงตนตกไปขั้วใดขั้วหนึ่งจะก่อให้เกิดผลต่อเนื่อง นำไปสู่เส้นทางที่ผิดพลาดในที่สุด



ข้อความในธรรมจักกัปปวัตนสูตร ในฐานะเป็นพระสูตรแรกที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสแก่ปัญจวัคคีย์ สรุปกรอบความคิดที่สมบูรณ์ที่สุดเอาไว้ ใจความที่ปรากฏเป็นภาษาบาลีบางตอนว่า “เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา โย จายํ กาเมสุ กามสุขลฺลิกานุโยโค หีโน คมฺโม โปถุชฺชนิโก อนริโย อนตฺถสญฺหิโต โย จายํ อตฺตกิลมถานุโยโค ทุกฺโข อนริโย อนตฺถสญฺหิโต” เมื่อแปลโดยความหมายก็คือ การดำรงชีวิตที่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง เป็นทาง ที่ไม่ถูกต้อง ได้แก่

๑. การดำรงชีวิตที่หนักไปทางบริโภคนิยม หมกมุ่นอยู่ในกามคุณ คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เป็นทางต่ำ (สำหรับผู้ต้องการหลุดพ้น) เป็นการอยู่ อย่างชาวบ้านธรรมดา เป็นความประพฤติของปุถุชน ไม่ประกอบด้วยประโยชน์สูงสุด
๒. การดำรงชีวิตที่เน้นหนักไปในทางเข้มงวดต่อร่างกายตนเอง ทรมานร่างกายให้ได้รับความทุกข์ ก็ไม่เป็นการปฏิบัติของนักปราชญ์ ไม่ประกอบไปด้วย ประโยชน์เช่นกัน

แนวทางที่จะนำไปสู่การดำรงชีพที่เหมาะสม คือ ไม่ดำรงตนตามทางที่สุดโต่งทั้ง ๒ นั้น เรียกว่า “ทางสายกลาง” เป็นการดำรงชีวิตที่ถูกต้อง ไม่นำไปสู่ความเดือดร้อน เป็นไปเพื่อความรู้แจ้งเพื่อพระนิพพาน (ความสุขนิรันดร์) ข้อความในภาษา บาลีว่า “เอเต เต ภิกฺขเว อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม มชฺฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา จกฺขุกรณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ”

จากการประมวลปรัชญาพุทธศาสนาเบื้องต้นก็ได้ คำตอบว่า ทำอย่างไรจึงจะไม่ตกไปสู่สภาวะแบ่งขั้ว ที่มีอยู่แล้วและไม่อาจขจัดขั้วเหล่านี้ได้ ก็ดำเนินชีวิต ให้อยู่บนทางสายกลาง ไม่ตกไปสู่ขั้วใดขั้วหนึ่ง ลักษณะ แห่งการแบ่งแยกหรือ แบ่งขั้วนี้แหละเป็นตัวสำคัญ ที่จะทำให้ชีวิตที่ไม่ว่าจะคิดกันอย่างไร แก้ไขกันอย่างไร ถ้าไม่รู้จักการทำให้เกิดสภาวะสมดุล ดำเนินตามทางสายกลาง ก็ไม่สามารถหลุดไปจากวงจรของความขัดแย้งชีวิตก็ยังมุ่งสู่หายนะอยู่ดี

เส้นทางแห่งการบรรลุ
๑. ไม่ทำความเพียรก็ไม่บรรลุ
๒. ทำความเพียรมากก็ไม่บรรลุ
๓. ต้องทำความเพียรจนสูญสิ้นอยากทำความเพียรจึงบรรลุ

(อ่านต่อในวารสารบัณฑิตศาส์น มมร)

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552

คัมภีร์ห่วงโซ่จักรวาล (๓)











ชุปปี้ก้อนสุดท้ายกำลัยเปื่อยยุ่ยอยู่ในปาก
และกำลังจะหมดไป

ดวงอาทิตย์บ่ายคล้อยมากแล้ว
ยอดเขาลูกนี้เป็นยอดเขาที่เจ็ด
มันใช้เวลาทั้งคืนและทั้งวันไปให้ไกลจากเมืองราลโปมากที่สุด ให้ไกลพอที่พ่อเขาจะตามตัวมันไม่พบ

หิมะบนภูเขาปกคลุมเบาบาง แสดงว่าใกล้ที่อยู่ของผู้คนแล้ว
อันตรายประการหนึ่งของการเดินบนภูเขาหิมะก็คือ หิมะยิ่งปกคลุมพื้นน้อยลง
ก็ยิ่งต้องระมัดระวังยิ่งขึ้น เพราะอาจทำให้ให้มันละลายเลื่อนไหลลงได้ง่าย

จามรีฝูงหนึ่งกำลังเดินลัดเลาะตามแนวเขาเบื้องล่าง
พวกมันเหยาะย่างอย่างช้า ๆ อาศัยใบไม้ใบหญ้าที่โผล่ออกมาจากหิมะละลายเป็นอาหาร
ความหวังของเขาที่จะได้พบบ้านคนยิ่งเพิ่มทวี

ยามใดที่จิตใจลิงโลดมักเป็นจุดบดบังความระมัดระวัง
ขอเพียงท่านลิงโลดใจเกินไป
ก็จงเตรียมตนไว้สำหรับโศกนาฏกรรม

มีบ้างบางคนยึดถือเอาโศกนาฏกรรมเป็นการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตคน
หากมีแต่โศกนาฏกรรมที่เกิดกับตนเองเท่านั้น
จึงเป็นโศกนาฎกรรมที่แท้จริง




ความอบอุ่นสัมผัสใบหน้า พร้อมกับมีเสียงร้องเรียก
เสียงนั้นคล้ายดังอยู่ห่างไกล คล้ายเป็นเสียงในความฝัน
สัมผัสแห่งความอบอุ่นที่กระทบใบหน้ากลายเป็นสิ่งที่เห็นในมโนภาพ
“กลับมาเถิดลูกรัก…ทำไมเจ้าทอดทิ้งพ่อแม่ได้ลง ผู้ใดจะมาดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่าเล่า !
ใครเล่าจะดูเห็นพ่อแม่ตอนสิ้นใจ เมื่อเจ้าจากไปพ่อแม่อยู่ไปเพื่อประโยชน์อันใดกัน…..”

เสียงร้องเรียกของพ่อแม่กลายเป็นเสมือนกระบี่อันคมกริบบาดแทงจิตใจมันยิ่งนัก
“ลูกรู้สึกผิดที่กระทำเช่นนี้ ลูกยอมรับคำว่า “อกตัญญู”
แต่ท่านทั้งสองจงไว้เถิดว่า ทางที่ลูกกำลังเดินอยู่นี้เป็นทางอันยิ่งใหญ่
เป็นทางที่พระอริยะและเหล่าโยคีทั้งหลายกำลังเดินอยู่ ลูกจะทำให้พ่อแม่ภาคภูมิใจ” เขาตอบด้วยน้ำตานองใบหน้า

มืออันบอบบางทั้งสองข้างของธากีณีฉุดเขาไว้ ดวงตาที่เอ่อนองด้วยน้ำตาจ้องมองด้วยอาการวิงวอน
หัวใจนางคล้ายดั่งจะหลุดลอยไปกับน้ำตาที่หลั่งริน ปากยังคงพร่ำรำพัน
“ธากีณี….มีอันใดที่ทำให้ไม่เป็นที่พึงปรารถนา เป็นสตรีที่อัปลักษณ์หรือไร
คงเป็นเพราะบาปกรรมแต่ปางก่อนจึงทำให้พี่ท่านต้องหลีกหนี หมดอาลัยใยดี
ทำให้ธากีณีนี้ต้องครองชิวิตกินแต่อัสสุชลนับแต่เมื่อรู้ว่าท่านพี่จากไป
เอาเถิด…แม้ไม่เห็นแก่น้อง ก็ควรเห็นแก่พ่อแม่ทั้งสอง….” นางยิ่งกล่าวน้ำตายิ่งไหลพราก
“?!?”

คำ “อภัยให้ข้าด้วยเถิด” ไม่อาจเปล่งผ่านลำคอออกมาได้

“ท่าน…ท่าน….ท่าน” เสียงเรียกดังขึ้นอีก มือทั้งสองของนางจัดแขนเขาไว้แน่น ในที่สุดมันรู้สึกไม่อาจขยับเขยื้อนได้
“ปล่อยข้าไปเถิด” ทินเล่กล่าวขอร้อง…ก่อนที่มันจะลืมตาขึ้น
ใบหน้าที่มันเห็นนั้นหาใช่พ่อแม่และธากีณีไม่ แต่กลับเป็นสตรีที่เขาไม่รู้จักนางหนึ่ง
“พวกเราหาได้กักขังหน่วงเหนี่ยวท่านไว้ไม่ รอท่านหายเป็นปกติค่อยไปเถิด” นางกล่าวคล้ายกลัวความผิด
“นี่ข้าพเจ้า….”
“ใช่…ท่านนอนกองอยู่ในซอกหิน หาไม่แล้วท่านอาจกลิ้งตกไปไกลกว่านี้และอาจ…..”
นางไม่กล่าวคำอัปมงคงต่อไป “ดีที่จามรีตัวหนึ่งของเราไปทางนั้น เราตามไปจึงพบท่านนอนสลบอยู่ สองวันแล้วที่ท่านนอนไม่รู้สึกตัว เอาแต่ละเมอให้เราปล่อยท่าน” นางเล่าเหตุการณ์ให้ฟังเสียยืดยาว พร้อมกับตัดพ้อเล็กน้อย
“ไม่ต้องกังวลหรอก เราย่อมไม่หน่วงเหนี่ยวท่านไว้แน่ และยิ่งกลัวท่านจะทอดทิ้งเหมือนทำกับผู้อื่นมา”
ทินเล่…พลันรู้สึกว่าตนคงเพ้อเรื่องราวออกไปมากมาย ทำให้นางกล่าวเช่นนั้นได้
อย่างน้อยในยามที่นางตัดพ้อ กล่าววาจาเหน็บแนม ทำให้มันพบเห็นความเป็นสตรีของนางเด่นชัดขึ้น
ความจริงในยามที่สตรีเง้างอน ใยมิใช่ทำให้นางน่ารักขึ้นเล่า!!

บุรุษใดไม่พอใจการเง้างอนของสตรี
แสดงว่ามันใกล้จะเป็นสตรีเข้าไปแล้ว
และบุรุษใดไม่เข้าใจธรรมชาติข้อนี้ของสตรี
น่ากลัวมันย่อมมีชีวิตไม่ยืนยาวนัก….

(อ่านต่อตอนที่ ๔)