วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2552

พักสายตา























เชิงผาลู่ซัว
















หมอกบางเบากระทบหลิวลู่ซัว
หอน้อยเก่าแก่ริมทางบุราณ
จิตใจมุ่งมั่นหวังแต่ความสงบเย็น
ยืนในหอริมทางดูหมอกสลาย
ป้ายไม้สองแผ่นตอกติดไว้ที่ด้านหน้าหอเก่าแก่ ข้อความดูเลือนลางอย่างยิ่ง
คราบหมึกที่ถูกแดดฝนกะเทาะออกมาเป็นเกร็ด
กระนั้นก็ยังพออ่านได้ความหมาย
ผู้เขียนจะเป็นผู้ใดก็ตาม จิตใจขณะเขียนย่อมเป็นผู้ใฝ่หาความสงบ
ดั้นด้นมาถึงเชิงเขาแห่งนี้เพียงเพื่อแสวงหาสัจธรรมอันจีรัง
คนผู้หนึ่งยกน้ำในกระบอกไม้ไผ่ขึ้นดื่มขณะที่ถึงหอน้อยแล้ว
หมอกใกล้อาทิตย์อัสดงเลื่อนลอยคล้ายดั่งฟองคลื่นของทะเลสวรรค์
เชิงเขาสูง………
เสียงระฆังดังแว่วมา
เสียงลมหายใจพ่นออกจากปากอย่างหนักหน่วงดุจเสียงรังสูบกระบี่ เป็นเสียงลมหายใจที่บ่งบอกถึงความโล่งใจอย่างยิ่ง



รุ่งอรุณแสงสุริยาเรืองรอง
นกกางเขนคู่หนึ่งบินตัดขอบฟ้าไปทางทักษิณ
ณ หมู่บ้านลกเอี๋ยง
วิถีชีวิตของคนยังเป็นดั่งเช่นเคย บ้างถือตะกร้าเพื่อเก็บพืชผล บ้างถือจอบออกไปสู่ท้องทุ่ง บ้างถือถุงเก่าๆ เก็บเห็ดป่า
กี่มากน้อยปี กี่มากน้อยชีวิตที่ดำรงอยู่เช่นนี้ก่อนลาโลกไป
งานเลี้ยงชีพจึงกลายเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในโลก พวกเด็กๆ เดินข้ามสะพานไปยังอารามเทียนเว่ยเพื่อเรียนหนังสือ
วิถีชีวิตอันเรียบง่ายเช่นนี้ยังมีส่วนให้น่าหลงไหลอยู่ไม่น้อย

ขึ้นสามค่ำเดือนสิบเอ็ด
สายแล้ว….
เมฆฝนตั้งเค้าอีกครา
ธรรมชาติทำหน้าที่ของมันอย่างไม่บกพร่อง

สายมากแล้ว…
ฝนเริ่มโปรยปรายยังคงตกมาหล่อเลี้ยงพืชผลและข้าวกล้าในนา ฝนที่มาในวสันตฤดูคล้ายดั่งเบื้องบนเป็นทะเลใหญ่ที่จะหลั่งไหลมาอย่างไม่มีวันหมด
ซือเยี๊ยะกวงยืนที่ระเบียงบ้านมองดูสายฝนคล้ายดั่งต้องการให้สิ้นชิวเทียนเร็วๆ นางเป็นดังเทพธิดาน้อยที่อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น รองเท้าไหมที่รองรับเท้าที่ขาวสะอาด ปกคลุมมาถึงเรียวเท้าที่กลมกลึงไร้ตำหนิใดๆ ของนาง นั่นนับว่าเป็นสมบัติอย่างยิ่งของสตรี
น่าเสียดายที่นางไม่ใส่ใจกับสรีระของตนนัก อีกทั้งไม่ร่าเริงแจ่มใสดังสตรีแรกรุ่นทั่วไป

บิดานางเป็นข้าราชการดูแลความสงบอยู่ ณ มณฑลนั้น ทำให้ซือเยี๊ยะกวงเป็นที่รู้จักของผู้คนมากมายและมีบ้างที่ส่งผู้ใหญ่มาทาบทาม
พลังสองกระแสเกิดขึ้นภายในจิตใจของนาง นี่คือสัญชาตญานเพียงสิ่งเดียวที่มนุษย์มีเรียกว่า “เหตุผล”

สายน้ำที่ลำธารไหลผ่านโขดหินแตกเป็นฟองขาวสะอาด ลมหอบละอองน้ำปลิวกระทบเกาะใบหน้าอันบอบบางขาวนวลของนางเป็นดังหยดน้ำค้าง ยิ่งทำให้ซือเยี๊ยะกวงชอบลำธารสายนี้ยิ่งนัก
สาวน้อยนั่งที่เก๋งริมธารข้างอารามเทียนเว่ย

กระแสธารบ่งบอกเรื่องราวมากมาย
ชีวิตของผู้คนก็คือสมุดพงสาวดารเล่มหนึ่ง
ในยามที่มีโอกาสอยู่เพียงลำพังริมลำธารที่สงบเย็น ผู้คนจึงเข้าใจตนเองมากขึ้น
มันคือสัจธรรมของชีวิตที่มีแต่ความเปลี่ยนแปลง

ชีวิตก็เหมือนสายน้ำที่ไหลริน
ยากยิ่งที่จะบังคับควบคุม
ไม่มีสิ่งใดบังคับควบคุม
ผู้เข้าใจสัจธรรมนี้ย่อมมีชีวิตงดงามดังอริยชน

(อ่านต่อในเรื่องสั้นปุ๊ซินเนี่ยน)

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2552

The Original Kammic Theory





The doctrine of kamma is one of the most important doctrines in Indian Philosophies belonging to either Astika tradition or Nastika tradition. All schools of Indian philosophy with the single exception of Caravaka, Materialist who refuses the doctrine of kamma as either the law of causation or ethic, profess faith in the doctrine of kamma. Although all those schools, however, subscribe to the belief in the significence of the doctrine of kamma, the concept of kamma is so differently interpreted by the point of view of each school.

According to all systems of the Astika tradition, who accept the law of kamma, they hold that the law of kamma is determined, controlled and forced by Gods, and He is its Lord. What and how a man did in the past and is doing at present will depend on his own kamma and the grace of Gods. Another system of tradition, Nastika, maintains that the law of kamma exists by its own nature depending neither on God nor on any other Supreme Beings. Both systems of Indian thought have a similar view that kamma has a dominant role in determining the nature and circumstances of human life while wandering in Samsara.

Basically Indian philosophy has traditionally been looked upon as the most useful of all the human pursuits. Several schools based on the basic aim as the same explanation toward the nature of ultimate truth which it could be realised as the summum bonum of the spiritual life. The doctrine of kamma is Indian unique contribution to human thought. It is the most rational explanation of the unfair or unjustified and suffering we have lean among human beings in particular and sentient creatures in several. Strictly speaking, it concerns almost universal philosophical adherence and has also powerfully influenced the popular mind of Indian and the conduct of people generally. The doctrine of kamma might be called the essential element, not only of all moral theories, but also of popular belief and a basic factor of Indian spiritual culture.

How come the doctrine of kamma to the point of view on the discussion and on the main dominant doctrine in all those systems of Indian philosophy ? There are three views about the origin and development of the concept of kamma which has been presumed as follows:-
1. It is the anthropological view.
2. It is the process of its development.
3. It is the sociological view.

For the first point of view, it would mean its roots in the notions of the primitive tribes regarding the potency of certain secret action, formulas and incantations in bringing about the intended consequences. In the ancient tribes of human beings, they held that after the physical death, in some form or other, the spirits were hovering in the dark house conners, or roofs, or top of the neighbouring big trees for participating in the welfare of the living progeny. The law of kamma is postulated on the belief that physical death does not mean any damage to the power of the past actions done by the individual to produce their results. There is only performance of certain forbidden acts on the continuity of the personality of the ghost ancestors. It is for this reason, in the Rgvedic period, we find that the various deities were worshiped in such passionate reverential mood that the Gods were mere passive spectators. The sacrificial mechanism had powers of auto dynamic operation.

In Mimansa philosophy, the autonomous potency of the sacrificial cult was exalted to the height. Prayers are to be offered to the Gods. Rituals are to be performed. The Vedas assure a very close and intimate relationship between men and Gods. The life of men has to be led under very eye of God. Every good deed in Rgavedic period means to be done by the way of Rta to which God is satisfied.

Rta means a standard of morality. It is the universal essence of things. It is the Satya or the truth of things. Vartani are the ways of life of good men. The one follows the path of Rta is called conducts in Vrta. Whosoever does not follow to Rta is called Disorderor which is regarded as falsehood or the opposite of truth. Thus the anthropological standpoint regarding the original doctrine of kamma receives additional substantiation from the primitivism and its adhesion to the soul.

For the second point of the original doctrine of kamma regarding to its development, it is analyzed on the correlation between the ethical doctrine of kamma and political process of expansion and territorial settlement was going on in the country at the time. Since the later Rgvedic period, the eastward migration and settlement of some of the Aryan tribes were going on in the various parts of the country and specially in northern India. The process of political action was the need to be rampart and could the territorial integrity of a political entity be safeguarded. Thus it is like to hold that the Upanisadic and Buddhistic emphasis on kamma might has as its partial background the termedous urgency of action in the political world.

The doctrine of kamma, in the third point, is postulated upon the acceptance of a social conflict between the Brahmins and the Ksatriyas. The conflict between these two sections expressed itself also at on intellectual level. They debate with each other on several points of view especially the two dominant conceptions, i.e. the metaphysics of omnistic absolution and ethical law of kamma.

It is sufficient to say that the origin of kamma and the process of its is hypothesized upon the three kinds of the information as I have mentioned above. I would like to quote some of the statement of a Western Ideologists, Recard Garbe, which is presented by Professor V.P.Verma that the doctrine of kamma was a new addition to the philosophical world-view of the Upanisads and was a formulation of the Ksatriyas. He says that the newness of the doctrine is indicated by the all most hesitant manner in which Yajnavalka reveals this doctrine to Arlabhaga.

(See Thesis of Asst.Prof.Dr.Suvin Ruksat)

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2552

มหายาน : ความเข้าใจที่พึงเข้าใจ



รู้ความเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางสังคม

ถ้ามองเชิงวิวัฒนาการกระบวนทัศน์ (Paradigm) ของมนุษย์อย่างกว้างๆ ก็จะไม่แปลกใจว่า ทำไมกระแสความคิดหลักบางประการนี้จึงเกิดขึ้น กระแสความคิดนี้จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมและจะเพิ่มความเข้มข้นขึ้นกลายเป็นแนวคิดหลักของสังคม จุดที่เหมาะสมอาจเรียกว่าจุดแห่งความกดดัน หรือว่าจุดที่ต้องเปลี่ยนแปลงก็ได้ (Turning Point) เปรียบเหมือนแรงอัด ที่มีกำลังดันเต็มที่เพื่อหาช่องทางออกให้ได้ ช่องทางออกนี้อาจเกิดจากการค้นพบแนวคิดใหม่ หรือเกิดจากแรงบีบของสังคมที่ทำให้บุคคลบางกลุ่มไม่อาจทน ได้ต่อไป

ระยะเวลาของความเปลี่ยนแปลงนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ไม่อาจบอกได้ บางทีอาจเป็นร้อยปีหรืออาจเป็นพันปี ถ้าหากเรามองสังคมเช่นนี้จะเห็นลักษณะความเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ทางความคิดของมนุษย์ ที่ผ่านมาและก็จะดำเนินต่อไป
มนุษย์เป็นสัตว์ที่รู้จักการแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิตและสังคมมา โดยตลอด นับตั้งแต่มนุษย์ในยุคดึกดำบรรพ์ที่ต้องการรอดพ้นจากภัยธรรมชาติ ความกลัวของมนุษย์ทำให้ต้องหาคำตอบ พวกเขาพยายามให้คำตอบแก่สังคมว่า ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งลี้ลับ มนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์กระทำต่อสิ่งที่บอกไม่ได้นี้ ด้วยการแสดงความเอาอกเอาใจต่อปรากฏการณ์เหล่านั้นด้วยวิธีต่างๆ ด้วยหวัง ว่าจะพบกับทางหลุดพ้นจากภัยพิบัติ มาถึงยุคหนึ่งมนุษย์เฝ้าสังเกตปรากฏการณ์ เรื่อยมา และสรุปว่ามีผู้บงการปรากฏการณ์ต่างๆ นั้น ผู้ที่มีอำนาจยิ่งใหญ่เช่นนี้ ถูกเรียกว่า เทพเจ้า เหล่าเทพเจ้าจะรู้กฎของโลกและจะบันดาลให้ปรากฏการณ์ นั้นเกิดขึ้นหรือไม่ให้เกิดขึ้นก็ได้ จึงทำให้มนุษย์ยุคโบราณต่างพากันเอาใจเทพเจ้า ด้วยการบวงสรวงอ้อนวอนด้วยวิธีต่างๆ

มนุษย์ยังคิดต่อไปอีกว่า ชีวิตของมนุษย์นี้สั้นไม่อาจอยู่บนโลกนี้ได้ ยาวนาน และไม่อาจได้รับความสุขที่แท้จริงได้ในโลกนี้ การได้อยู่ร่วมกับเทพเจ้า จะพบความสุขที่จริงเป็นนิรันดร์ ชีวิตมีความเป็นอมตะ แต่การจะไปอยู่ร่วมกับ เทพเจ้าได้นั้นต้องปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับวิถีแห่งเทพ ดังนั้น ในยุคนี้จึงมี ผู้ออกบวชกันมาก เป็นยุคที่ศาสนารุ่งเรือง

ต่อมามนุษย์ต้องการสร้างความสุขอันยั่งยืนนั้นให้มีอยู่บนโลกใบนี้ ต้องการเอาชนะธรรมชาติด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า การหวังที่จะไปอยู่กับพระเจ้าหรือเทพเจ้านั้นเป็นความหวังที่เลื่อนลอย ไม่มี หลักประกันว่าจะไปอยู่ได้จริง เนื่องจากสัมผัสไม่ได้ ดังนั้นจึงเชื่อในวิทยาศาสตร์ จะสร้างความสุขให้เกิดขึ้นได้ในโลกนี้ เป็นเหตุให้วิทยาศาสตร์รุ่งเรืองในยุคนี้
มาถึงยุคปัจจุบัน ความรุ่งเรืองของวิทยาศาสตร์กำลังก้าวหน้าไปเรื่อยๆ วิทยาศาสตร์จึงกลายเป็นความหวังของมนุษย์ที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง เปลี่ยนแปลงให้ปรากฏต่อนักศาสนา เพื่อเป็นข้อลบล้างความเชื่อในศาสนา ในขณะที่วิทยาศาสตร์กำลังเฟื่องฟู ผลของวิทยาศาสตร์ก็ได้ทำลายมนุษย์ ให้พินาศไปด้วยเช่นกัน จนมาถึงการแสวงหาทางออกดังคำที่ใช้กันมากว่า วิทยาศาสตร์เพื่อความพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ใช่พัฒนาไปเพื่อการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ มนุษยชาติด้วยกันเอง นี่คือการดิ้นรนเพื่อข้ามไปสู่กระบวนทัศน์ในยุคใหม่ ยังไม่ทราบว่าความเป็นไปได้จะมีมากน้อยเพียงใดและทันกาลหรือไม่ เนื่องจาก ความไวของวิทยาการของเทคโนโลยีในปัจจุบันมีสูง เคลื่อนไปด้วยความเร็ว มากกว่าที่ผ่านมาในอดีตหลายเท่า

ความเปลี่ยนแปลงสู่ยุคพระเวท

มนุษย์แสวงหาความเปลี่ยนแปลงให้กับตนเองเพื่อการเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ไม่เพียงแต่ทางกายรวมทั้งทางด้านจิตวิญญาณด้วย ในที่นี้จะนำความเปลี่ยน แปลงทางความคิดจากยุคหนึ่งสู่ยุคหนึ่งของนักคิดทางตะวันออกเป็นตัวอย่าง จะเห็นได้จากวิวัฒนาการความเปลี่ยนแปลงทางความคิดจากยุคดึกดำบรรพ์ สู่ยุคพระเวท (ตะวันตกเรียกยุคโบราณ) เข้าสู่ยุคพระเวท ยุคนี้ถือว่าเป็นยุคที่เริ่ม เข้าสู่ครรลองแห่งการเจริญทางความคิดของมนุษย์เลยทีเดียว ที่เรียกว่า “ยุคพระเวท’ ก็เกิดมาจากการกลั่นกรองทางความคิดออกมาเป็นรูปธรรม เป็น เบ้าหลอมทางความคิดในสังคม เป็นปรัชญาของมนุษย์ที่ต้องศึกษา และปฏิบัติ ตามในขณะนั้น ผู้ที่เข้าใจพระเวทถือว่าเข้าใจโลกและชีวิต

‘เวท’ หรือ ‘เพท’ แปลว่า ‘ความรู้’ หรือ ‘วิชา’ ถ้าจะแปลเป็นภาษาที่เข้าใจ กันง่ายก็คือ ศาสตร์ๆ (-Logy) หนึ่งที่ประกอบไปด้วยแง่มุมอันน่าศึกษาและมี ระบบทางความคิด ซึ่งความรู้หรือวิชานี้เกิดมาจากการสังเกตธรรมชาติของมนุษย์ สังเกตความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติและปรากฏการณ์ต่างๆ ด้วยความสงสัย ตามสัญชาตญาณของมนุษย์นั้นกลัวภัยอยู่แล้วจึงพยายามคิดหาสาเหตุแห่ง ปรากฏการณ์ธรรมชาติและความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นเพื่อความอยู่รอด ปลอดภัยจากการคุกคามของธรรมชาติ ชนชาติที่สามารถเข้าใจและให้คำตอบ แก่สังคมในขณะนั้นได้ว่าอะไรคือที่มาของธรรมชาติ เราอาจเรียกว่าเป็นชนชาว อารยันก็ได้

ชนชาวอารยันหรืออาริยกะอาจสืบทอดเชื้อสายกันมานานนับหลายพันปีก่อนพุทธกาล คำว่า อารยัน หรือ อาริยกะไม่ใช่เรียกเผ่าใดเผ่าหนึ่ง ดังที่เรา เรียกชนกลุ่มน้อย แต่หมายถึงมนุษยชาติที่มีวิวัฒนาการอันเจริญรุ่งเรือง เป็นอย่างมาก อารยัน ก็คือ มนุษย์ที่มีความเจริญแล้ว มีนักปราชญ์บางท่านเชื่อว่า เป็นอารยธรรม (Civilization) ที่เจริญถึงขีดสุดแล้วและล่มสลายไป เอ็ดการ์ เคยซ์ กล่าวถึงดินแดนอันเจริญรุ่งเรืองนี้ว่าอยู่ที่มหาสมุทรแอ๊ตแลนติส มี วิวัฒนาการทางความคิดและวิทยาการสูง แต่เพราะความเกิดเหตุบางประการ จึงทำให้อาณาจักรนี้ล่มสลายไป ถึงกระนั้นอาจมีมนุษย์จากดินแดนนี้หลงเหลือ กระจัดกระจายไปตามส่วนต่างๆ อาจเกิดจากการหนีได้ทัน หรือเพราะขณะนั้น ไม่ได้อยู่ที่แผ่นดินแม่ อาจกระจายอยู่บริเวณเอเชียไมเนอร์ (Asia Minor) ได้แก่ บริเวณ ประเทศอิรัก ประเทศอิหร่าน ประเทศอียิปต์ จนเริ่มก่อตั้งกันเป็น อารยธรรมแห่งชนชาติไอยคุปต์ แต่กระนั้นก็ตามชนชาวอารยันก็ยังคงถูกเรียก ในฐานะชนชาติที่มีความเจริญแล้ว กระทั่งเกิดความผันผวนทางธรรมชาติ ชนชาติ ไอยคุปต์ที่มีความเจริญก็กระจายออกไปจากดินแดนแถบนั้น แบ่งเป็นสองสาย สายหนึ่งมุ่งไปตามตะวันออก อีกสายหนึ่งมุ่งไปตามทิศตะวันตก ที่ไปสู่ตะวันตก ก็ตั้งรกรากอยู่ที่กรีกและโรมัน และที่มุ่งสู่ตะวันออกก็ข้ามภูเขาไซเบอร์พาส และข้ามเทือกเขาฮินดูกูฏเข้ามาตั้งรกรากอยู่บริเวณประเทศอาฟกานิสถาน ประเทศปากีสถานและส่วนหนึ่งของอินเดียตะวันตกเฉียงเหนือ

ด้วยสติปัญญาของชนชาติอาริยกะที่รวบรวมพระเวทขึ้น ในพระเวท แสดงให้ทราบว่าในธรรมชาติมีเทพเจ้าประจำอยู่ทุกส่วน เทพเจ้าเป็นผู้มีอำนาจ ในการดลบันดาลทุกอย่างให้เกิดขึ้นหรือให้หยุดก็ได้ การสื่อถึงเทพเจ้าเหล่านั้น ก็ด้วยการสวดมนต์อ้อนวอน ทำพิธีกรรมบวงสรวงอันเป็นเครื่องแสดงความ จงรักภักดีของมนุษย์ต่อเทพเจ้า เพื่อจะได้รับการปฏิบัติดีตอบแทน ปรากฏการณ์ ทางธรรมชาติทุกอย่างจึงมีเทพเจ้าอยู่ประจำ เมื่อเป็นเช่นนี้ต่างก็พากันบวงสรวง บูชาอ้อนวอนให้เทพเจ้าประจำธรรมชาตินั้นช่วยเหลือหรือหยุดลงโทษ กระทั่ง ต่อมามีการบูชาเพื่อขอให้ทำร้ายฝ่ายตรงกันข้าม และมีสงครามระหว่างเทพเจ้า ของแต่ละฝ่ายอีกด้วย

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมนุษย์เชื่อและยึดถือพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของ พระเจ้า เทพเจ้าผู้เป็นอมตะ เป็นผู้สร้างสรรค์สรรพสิ่งและสามารถให้คุณให้โทษ ต่อมนุษย์ มนุษย์กลัวต่อธรรมชาติที่มีอำนาจอันยิ่งใหญ่ จึงได้แบ่งเทพเจ้าออก ตามหน้าที่ ตามลักษณะที่มนุษย์สัมผัส เช่น เทพเจ้าประจำฟ้าร้อง เทพเจ้าประจำ ดวงดาวแต่ละดวง พระเจ้าประจำฤดูกาล หลังจากที่มนุษย์มีพัฒนาการทางความ คิดมากขึ้นก็กำหนดชื่อลงไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระเวทนั้น ถือว่าเป็นเทพเจ้าที่มีบทบาทได้รับหน้าที่และได้รับการเซ่นสรวงบูชาจากผู้คน เมื่อรวมลงแล้วพระเจ้าเหล่านี้มีดังนี้

เทพเจ้าประจำดิน : เทพอัคนี เทพโสมะ เทพยมะ
เทพเจ้าประจำอากาศ : เทพวาตะ เทพอินทะ เทพรุทระ เทพอปามะ เทพนปาตะ เทพปรชันยะ
เทพเจ้าประเจ้าสวรรค์ : เทพวรุณ เทพอุสล เทพวิษณุ เทพสูรยะ เทพมตระ เทพอุษ เทพสวตระ เทพปูษัน เทพอัศวิน เทพราตรี

ลักษณะการนับถือเทพเจ้าหลายพระองค์อย่างนี้บ่งบอกให้เห็นถึง สภาพการดำรงชีวิตของคนในสมัยโบราณด้วย เนื่องจากคนในสมัยโบราณมิได้ อยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ อย่างที่เป็นกันในปัจจุบันมีเฉพาะหมู่บ้านเท่านั้น ถ้าจะ เทียบก็เหมือนเทพเจ้าของชาวภูเขาแต่ละเผ่าที่มีมากมายตามเผ่านั้นๆ แต่พอ ต่อมามนุษย์เริ่มอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ โดยยึดเอาโคตรเป็นการแบ่งกลุ่ม เทพเจ้าก็เปลี่ยนไปตามกาลนิยม คือ มนุษย์มีพระราชา มีผู้นำที่ดูแลปกครองกัน เป็นหมู่ใหญ่ ก็เชื่อว่าเทพเจ้าทั้งหลายก็คงจะมีลักษณะดังกล่าวด้วย จึงคิดว่า เทพเจ้าคงจะมีเทพเจ้าที่ดูแลเทพเจ้าเล็กๆ เรียกว่าเป็นเทวาติเทพ แนวคิด เกี่ยวกับเทพเจ้าที่เป็นประมุขของเทพนี้กลายมาเป็นจากพหุเทวนิยมเป็น “เอกเทวนิยม” เพื่อสะดวกในการบูชาบวงสรวงเทพองค์เดียว ซึ่งเป็นเทพเจ้า ผู้สร้างโลก สร้างจักรวาล (God) ส่วนเทพเจ้าเล็กๆ น้อย (gods) ทั้งหลายก็ไม่ให้ ความสำคัญ ดูจากจุดนี้เทพเจ้าถูกกำหนดมาจากมนุษย์และมนุษย์นั่นแหละ ที่เข้าไปเคารพนับถือ เมื่อมาถึงในกาลปัจจุบันมีการศึกษาทั่วถึงกันของแต่ละ ศาสนาก็พบว่า แต่ละศาสนาก็มีพระเจ้าผู้สร้างโลกเป็นของตนไม่ว่าชนชาติ อารยัน จะไปอยู่ส่วนไหนแนวความคิดเกี่ยวกับเทพเจ้าสูงสุด หรือ แดนเทพเจ้า ก็ยังมีอยู่ แต่อาจเรียกชื่อต่างกันออกไป

(อ่านต่อในหนังสือ ตถาทัศนะมหายานกำล้งจะวางแผง)