วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2552

คัมภีร์ห่วงโซ่จักรวาล (๑)





บทที่หนึ่ง
วิถีอันโดดเดี่ยว




ยอดเขาสูงตระหง่านเสียดขึ้นไปบนบนอากาศ แม้ไม่ต้องขึ้นไปพิสูจน์ก็สัมผัสได้กับความหนาวเหน็บได้ หรือนี่คือที่มา “ยิ่งสูงยิ่งหนาว”

แสงอรุณต้องยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะกลายเป็นสีชมพูดูคล้ายสิ่งมหัศจรรย์ของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ เมื่ออาทิตย์พ้นขอบฟ้าแล้วประกายเงินวูบวาบของหิมะก็ปรากฏขึ้นแทนที่

บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกำลังเหยียบย่ำลงบนพื้นหิมะตามเชิงเขาที่มีสนเหยียดลำต้นขึ้นท่ามกลางความเหน็บหนาวของกองหิมะที่ปกคลุมมันอยู่ รอยเท้าที่ประทับลงบนหิมะเป็นแนวยาวคล้ายดั่งปฏิมากรรมบางอย่าง

ดวงตาของเขายังคงมองไปเบื้องหน้า แววตาบ่งบอกถึงความหวังที่เปี่ยมด้วยความหมายอันยิ่งใหญ่ บัดนี้ใบหน้าของเขาซีดขาวเพราะต้องลมและละอองหิมะ แต่กระนั้นเค้าหน้าที่หล่อเหลาคมคายยังรักษาไว้ซึ่งความสง่างาม กุยเล้งสานใบหนึ่งยังคลุมปกปิดศีรษะ เสื้อปอขาวปนน้ำตาลบัดนี้มีรอยขาดหลายแห่งแล้ว

ลำธารเล็กสายหนึ่งเป็นเสมือนธารหิมะ เป็นลำธารที่เกิดจากน้ำแข็งละลายส่งเสียงไหลริน

เขายืนมองลำธารที่กำลังรินไหลพรางรำพึงกับตนเอง

“หลายวันแล้วสินะที่เราเดินทางมา หนทางเส้นนี้ยาวไกลจริง ๆ

วิถีชีวิตที่โดดเดี่ยวเช่นนี้มีให้บุรุษเช่นเราได้เรียนรู้รสชาด ?!

เรามิใช่คนเร่ร่อน เช่นขอทาน

คนเร่ร่อนเป็นคนปราศจากอุดมคติ แต่เราไม่ใช่” เขาย้ำในความคิด

ความแตกต่างแยกแยะสมณะผู้จาริกแสวงบุญออกจากขอทาน

ก็คือ จิตใจและอุดมคติเท่านั้น

“ความเหน็บหนาวที่ล้อมรอบตัวเรายังเทียบไม่ได้กับความหนาวภายในใจ

มันคือ ความโดดเดี่ยว มันคือความเงียบเหงา มันคือความถวิลหาความอบอุ่นจากผู้คน ที่เรายังรู้สึกเช่นนี้ ก็เพราะจิตใจยังตกผลึกฝึกฝนไม่เพียงพอ”

เขาหยิบชุปปี้ (นมที่แข็งเป็นก้อน) ออกมาจากถุงหนังที่เหน็บไว้ที่เอวใส่ปาก

“เหลือเพียงสองก้อนสุดท้ายแล้วนะ” เขาพูดกับตนเอง “ต้องไปให้ให้ถึงหมู่บ้านข้างหน้าก่อนที่จะสิ้นใจอยู่บนภูเขาหิมะแห่งนี้”


.....................................



คฤหาสถ์โบราณหลังหนึ่ง เป็นคฤหาสถ์ของตระกูลสรองกาปะ ตระกูลนี้ยิ่งใหญ่มาหลายชั่วอายุคนจึงเป็นที่รู้จักของทุกคน และยังเป็นที่ต้อนรับของแขกผู้มาเยือนของเมืองนี้

สิ่งที่ตระกูลสรองกาปะภาคภูมิใจที่สุดก็คือ การมีทายาทสืบสกุล และสิ่งที่พวกเขากำลังจะเตรียมการต่อไปก็คือการวิวาห์ของบุตรชาย

ขึ้นสิบค่ำ เดือนห้า

ทุ่งหญ้ากำลังเขียวขจี ฝูงจามรีสามสี่ตัวเล็มหญ้าอยู่ตามเชิงเขาซึ่งเป็นธรรมชาติ ณ ดินแดนแห่งขุนเขากลายเป็นที่อันลึกลับ น้อยคนนักจะได้มาย่างกราย ณ ดินแดนแห่งนี้ ผู้คนดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติอย่างธรรมดาที่สุด ชีวิตกับธรรมชาติคล้ายเป็นสิ่งเดียวกัน

อันที่จริงมนุษย์ก็เป็นส่วนของธรรมชาติ แต่มนุษย์กลับพยายามหลีกหนีจากมัน มีผู้คนมากมายดิ้นรนค้นคว้าหาแนวทางเปลี่ยนแปลงและเอาชนะธรรมชาติ แต่เขาหาทราบไม่ว่าหายนะอันใหญ่หลวงกำลังรออยู่เบื้องหน้า

อาชีพที่สามัญที่สุดของผู้คนที่นี่คือเลี้ยงจามรี นมจามรีถูกนำมาดัดแปลงเป็นอาหารนานาประการเพื่อเก็บไว้ในยามที่หิมะปกคลุมพื้นดิน นอกจากนั้นพวกเขายังแสวงหาสมุนไพรมาบำรุงร่างกายให้แข็งแรงเพื่อให้อยู่ได้กับธรรมชาติ

ณ หมู่บ้านแห่งนี้มีคำบอกเล่าถึงโยคีมาราเรปะ ท่านบำเพ็ญเพียรอยู่บนยอดเขากาญชุ ภายในถ้ำลึกลับบางแห่ง ชาวบ้านถกเถียงกันถึงเรื่องอายุของท่าน บ้างก็บอกว่าท่านมีอายุยาวนานนับร้อยปีมาแล้ว บ้างก็บอกว่าท่านยังเป็นโยคีหนุ่มมือหนึ่งถือดอร์เจ้ (สัญลักษณ์แห่งวัชระของธิเบต) อีกมือหนึ่งถือประคำลูกโต แต่ยังไม่มีผู้ใดได้เห็นท่านอย่างถนัดตาสักครั้ง ทั้งหมดก็ยังเป็นเพียงคำเล่าลืออยู่นั่นเอง

ทินเล่ ลอปซัง….บุรุษหนุ่มแห่งตระกูลสรองกาปะรู้สึกสนใจในวิถีชีวิตของท่านมาราเรปะโยคีเป็นอย่างยิ่ง เขาเพียงแต่คิด…. “ชีวิตอันโดดเดี่ยว วิถีชีวิตแห่งการบำเพ็ญตนเช่นนั้นคือ ชีวิตอันสูงสุด ?!”

ในบางครั้งความสงสัยคือ จุดกำเนิดแห่งขุมปัญญามากมาย

เนื่องจากมีความสงสัยจึงมีการคิดค้นหาคำตอบ

เพื่อต้องการคำตอบจึงต้องทดลองกระทำ

ในโบราณกาล ปราชญ์ในโลกบรรลุธรรม

ก็เพราะทำลายความสงสัยเสียได้…

“อีกเจ็ดวันเท่านั้นนะทินเล….ที่เจ้าจะต้องดูแล…ธากิณี…ภรรยาของเจ้าแล้ว” มิเกโส สรองกาปะ ผู้เป็นบิดา กล่าวกับบุตรของตนด้วยถ้อยคำที่เปี่ยมด้วยความหวัง

การได้เห็นบุตรของตนมีเนื้อคู่ ครอบครองคฤหาสถ์เก่าแก่หลังนี้ให้ยั่งยืนต่อไปเพื่อดำรงไว้ซึ่งวงศ์ตระกูลให้ยาวนานนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับบิดามารดาทุกคน

“ครับ…ท่านพ่อ” เขาตอบอย่างสงบ

คำตอบ “ครับ” ของเขาคล้ายดั่งทรายที่ผ่านลำคอ คำตอบของตนทำให้เขารู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก เพราะแท้จริงแล้วเขายังสับสนในชีวิตที่ตนต้องการอย่างแท้จริง แต่ภายในใจอันบ่งบอกให้เขารับทราบได้ว่า มิใช่การดูแลธากิณี สตรีสาวแห่งตระกูลโทรกาปะแน่

มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีความคิดซับซ้อน ซับซ้อนจนตนเองก็ไม่บอกไม่ได้ว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนเท็จ แล้วฉะนี้ผู้อื่นใครเล่าจะมาเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้

การจะไปเข้าใจผู้อื่นมิใช่เป็นเรื่องกระทำได้ง่ายดายจริง ๆ

เขาถามใจตนเอง…. “แน่ใจหรือที่จะบอกแก่บิดาว่า ตนเองต้องการออกไปท่องโลกกว้าง แน่ใจหรือว่าโลกกว้างที่เขาต้องการท่องไปจะให้สิ่งที่เขาต้องการแสวงหาพบ…”

สภาวะสองสิ่งกำลังเข้าต่อสู้กันอย่างหนักหน่วง พลัดกันชนะ พลัดกันแพ้อยู่ภายในความคิด มิทราบเส้นทางไหนคือเส้นทางสว่างสำหรับชีวิต ถ้าหากสองสภาวะมีตัวตนจริงป่านนี้ร่างกายของเขาคงฉีกขาดไปแล้ว

คำ “อกตัญญู” เป็นคำที่หนักยิ่งกว่าหินผา

แล้ว..ธากิณี…เล่า! เธอกำลังหวังในตัวเขาอยู่

ดูเหมือนมิใช่แต่สองตระกูลเท่านั้น แต่กลับเป็นผู้คนทั้งเมืองที่กำลังรอคอยแสดงความยินดี เขากล้าหรือที่จะพังทลายความหวังทั้งมวลลง

ยิ่งคิด…ทินเลลอปซัง…กำลังพบว่าตนเองกำลังจะยอมรับชะตาฟ้า พันธนาการนี้แน่นหนาเหลือเกิน ตนเองกำลังพ่ายแพ้ที่จะคิดต่อสู้….

“ท่านมาราเรปะ”…เขาคิดถึงท่านโยคี ท่านคือที่พึ่งสุดท้ายของเขาในยามนี้

ผู้คนมักเป็นเช่นนี้ ท้ายสุดแล้วคนห้อมล้อมนับหมื่นนับพันก็หาได้เป็นบุคคลที่ตนเองสนิทได้อย่างแท้จริง และหาใช่ผู้ที่จะช่วยเหลือตนได้

“สหายคู่ใจ” จึงเป็นบุคคลที่ควรแสวงหาตลอดมา

การพบสหายคู่ใจ (กัลยาณมิตร) จึงนับเป็นวาสนาอย่างยิ่ง
............................

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552

พุทธยานมรรค : วิถีโปรดเวไนย์









ดร.สุวิญ รักสัตย์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย
(ป.ธ.๗, พธ.บ., M.A., Ph.D.)



เกริ่นนำ



คำว่า “ชาวพุทธ” เป็นคำเรียกทุกคนที่นับถือพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะนับถือพระพุทธศาสนานิกายอะไร ไม่ว่าจะอยู่ที่ประเทศไหน ก็เป็นชาวพุทธได้ทั้งนั้น แต่การจะเป็นชาวพุทธได้อย่างสมบูรณ์ถูกต้องและประพฤติปฏิบัติตนเป็นพุทธได้อย่างไรบ้างนั้น ไม่แน่ว่าชาวพุทธทุกคนจะทราบ และไม่แน่ว่าจะทำได้ เมื่อพิจารณาดูความหมายของคำนี้ ชาวพุทธนอกเหนือจากคำเรียกผู้นับถือพระพุทธศาสนาแล้ว ความหมายหนึ่งได้แก่การเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เพียงสามคำนี้ก็แทบจะเลิกบอกใครต่อใครว่าตนเองเป็นชาวพุทธ แม้เป็นคำง่ายๆ แต่ปฏิบัติได้ไม่ง่ายนัก อีกความหมายหนึ่ง หมายถึงผู้ที่บำเพ็ญตนตามแนวแห่งพุทธะ ตามความหมายนี้อาจมีผู้เข้าใจต่างกันเป็นสองนัยได้ กล่าวคือ นัยแรกหมายถึง การดำเนินตามคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ดีแล้ว ส่วนอีกนัยหนึ่ง หมายถึง การดำเนินตามแนวทางที่จะเข้าถึงความเป็นพระพุทธเจ้า แต่ไม่ว่าจะเข้าใจและปฏิบัติตามนัยไหน ผลก็เป็นเช่นเดียวกัน เพราะทางทั้งสองก็จะไปบรรจบที่จุดเดียวกัน คือ จุดแห่งการสิ้นสุดแห่งกองทุกข์ทั้งมวล

จะเห็นได้ว่า แนวคิดแรกนั้น เป็นแนวคิดของพระพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งมุ่งไปที่การปฏิบัติตามคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว (สฺวากขาโต) ส่วนแนวคิดหลัง เป็นแนวคิดของพระพุทธศาสนามหายาน ซึ่งมุ่งปฏิบัติตนเพื่อให้เข้าถึงความเป็นพระพุทธเจ้า (โพธิสัตโต) ความแตกต่างกันของแนวปฏิบัติทั้งสองนี้อยู่ที่เส้นคั่นของกาลเวลา กล่าวคือ พระพุทธศาสนาเถรวาทถือปฏิบัติตามกาลที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ส่วนพระพุทธศาสนามหายานนั้น ถือตามกาลก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ ด้วยเหตุนี้ แนวคิดเรื่องการบำเพ็ญตนเป็นพระโพธิสัตว์ จึงเป็นเรื่องแปลกสำหรับชาวพุทธเถรวาท แม้จะอ่าน จะศึกษาชาดก ซึ่งเป็นมรรควิถีที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญตนจนมาเป็นพระพุทธเจ้า แต่ชาวพุทธเถรวาทก็เป็นเพียงรับทราบไว้ ไม่ได้มุ่งหมายปรารถนาบำเพ็ญตาม สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความเป็นพุทธะนั้นยิ่งใหญ่ ตนไม่อาจเอื้อมไขว่คว้า และอาจคำนึงถึงความยากและความยาวนานในการปฏิบัติบำเพ็ญ แต่ตรงกันข้ามความคิดเรื่องการบำเพ็ญตนเป็นพระโพธิสัตว์นี้กลับเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่สำหรับชาวพุทธมหายาน ก็ด้วยเหตุว่า เพราะความยิ่งใหญ่แห่งความเป็นพระพุทธเจ้านั่นแหละ สมควรอย่างยิ่งที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามต้องตั้งจิตปณิธาน ปรารถนาบำเพ็ญ ส่วนในเรื่องของความยากและความยาวนานในการปฏิบัติ มหายานมองว่า แท้ที่จริงแล้วการบำเพ็ญโพธิสัตว์นั้นมิได้ยากแต่อย่างใด ก็ในเมื่อทุกสรรพสัตว์ต่างมีโพธิจิต มีเมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะอยู่ภายในแล้ว เพียงแต่ทำให้เมล็ดพันธุ์นี้งอกงามเท่านั้น ส่วนความยาวนานในการปฏิบัติบำเพ็ญ ก็ไม่ควรไปคำนึงถึง เพราะเส้นทางเดินแห่งชีวิตอันหาที่สุดเบื้องต้นไม่ได้นี้ เป็นเรื่องเกินวิสัยธรรมดาสามัญที่สัตว์โลกที่เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบจักสิ้นนี้จะเข้าใจได้ คาดคะเน คำนวณได้ ตามทรรศนะของพระพุทธศาสนาโดยทั่วไปแล้ว ไม่ควรสนใจอดีตซึ่งไม่สามารถย้อนกลับมาได้ ไม่ควรกังวลในอนาคตที่ยังไม่มาถึง แต่ให้พิจารณาดูปัจจุบันว่าตนปฏิบัติบำเพ็ญอยู่เช่นไรดีกว่า

บทความนี้จึงต้องการเสนอแนวคิดเรื่องพุทธยานมรรคซึ่งเป็นมรรควิถีโปรดเวไนยสัตว์ ก้าวแรกแห่งการเดินตามเส้นทางสู่พุทธยาน กระบวนการขั้นตอน มหาอุปสรรค กุศโลบายที่แฝงในปรัชญา เพื่อจะได้เข้าใจว่า การดำเนินตามพุทธยานมรรค เป็นมรรคาเพื่อเวไนย์ มิใช่เรื่องคิดค้นขึ้นใหม่ มิใช่เรื่องที่เหลือวิสัย มิใช่เรื่องนอกพุทธศาสน์ มิใช่เรื่องนำมาอวดอ้าง มิใช่เรื่องขีดเส้นแบ่งแยก มิใช่เรื่องความใจกว้างหรือคับแคบ แต่เป็นเรื่องของการสิ้นสุดแห่งทุกข์ เป็นเรื่องของการเผยแผ่พุทธธรรมไปทั่วสากล เป็นเรื่องของการบำเพ็ญฝึกฝน เป็นเรื่องแห่งการช่วยกันหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความดีลงในจิตแห่งเวไนยสัตว์ ไม่ว่าจะดำเนินตามคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือดำเนินตามโพธิสัตวธรรมเพื่อเป็นพระพุทธเจ้า ยิ่งบำเพ็ญเหล่าเวไนย์ย่อมเป็นสุขถ้วนหน้า



บ่อเกิดแห่งพุทธยาน


การบำเพ็ญตามพุทธยานมรรคเพื่อให้เข้าถึงพุทธะ เมื่อพิจารณาดูโพธิสัตวจริยาวัตรของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่โปรดสรรพสัตว์มาแล้วในอดีต ก่อนอื่นก็ต้องปรารถนาในใจก่อน จากนั้นก็เปล่งวาจาว่า “เราจักเป็นพระพุทธเจ้าสักพระองค์หนึ่งให้ได้ในอนาคตกาล” จุดเริ่มแรกอยู่ที่จิตอธิษฐานปรารถนา เรียกว่า บำเพ็ญธรรมสโมธาน ดังนั้น “ปณิธาน” หรือ“อธิษฐาน” จึงนับได้ว่าเป็นกระแสแห่งพลังเจตนา

พลังแห่งเจตนากลายเป็นปณิธานอันแรงกล้า ซึ่งจะเป็นชนวนพลิกผันชีวิตทำให้เลือกเป็นอะไรได้ ภาษาที่ใช้กันทั่วไปก็คือ ความใฝ่ฝัน อาศัยความใฝ่ฝันเป็นแรงผลักดันให้มนุษย์ประสบความสำเร็จตามความมุ่งหวัง เช่น ใฝ่ฝันอยากเป็นครู ใฝ่ฝันอยากเป็นทหาร ใฝ่ฝันอยากเป็นนักสังคมสงเคราะห์ ใฝ่ฝันอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ ใฝ่ฝันอยากเป็นบวช แต่ก่อนที่จะได้เป็นอะไรตามที่ใฝ่ฝันนั้น หรือกว่าที่ฝันจะเป็นจริงนั้น ก็ต้องแสวงหาหนทาง แนวทาง ขั้นตอนที่จะเป็นตามที่ใฝ่ฝันนั้น

ช่วงเวลาแห่งความใฝ่ฝันจึงแบ่งออกเป็น ๒ ช่วง คือ ช่วงแห่งการแสวงหาหนทางอย่างไร้ความแน่นอนกับช่วงแห่งการแสวงหาที่มีความเป็นไปได้แน่นอน เกณฑ์ที่ระบุไว้ตามหลักฐานในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาได้กำหนดดังนี้คือ

ช่วงที่ ๑ อนิยตโพธิสัตว์ หมายเอาระยะที่ผู้ปรารถนาความเป็นพระโพธิสัตว์ยังมิได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง เพียงตั้งใจปรารถนาที่จะเป็นพระโพธิสัตว์ เริ่มต้นบำเพ็ญตนตามโพธิสัตวธรรม ซึ่งเป็นพุทธยานมรรค จากระดับธรรมดาไปจนถึงระดับเข้มข้น ตราบใดที่ยังไม่มีพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งมาพยากรณ์ตราบนั้นก็ยังคงดำรงอยู่ในช่วงระยะแห่งอนิยตโพธิสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์ที่ยังไม่แน่ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่ ในขณะนี้ก็จะต้องปรารถนาสโมธานธรรมอยู่มิได้ขาด กล่าวคือ ปรารถนาความเป็นมนุษย์ เป็นบุรุษเพศ มีอุปนิสัยใฝ่บรรลุ ปรารถนาเกิดมาพบพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ถือบวชหลีกเร้นจากเรือน มีความถึงพร้อมด้วยฌานสมาบัติ เคยบำเพ็ญอธิการ คือ กระทำมหาปริจาคะมาก่อน หรือกระทำปรมัตถบารมีมาก่อน และปรารถนาพุทธภูมิอย่างแรงกล้า เมื่อครบองค์ประกอบดังกล่าว จึงชื่อว่าพร้อมที่จะได้รับพยากรณ์

ยกตัวอย่างเช่น ท่านปรารถนาอยากเป็นครู แต่ก็ยังคงเรียนอยู่ระดับชั้นประถมศึกษา หรือชั้นมัธยมศึกษา ในขณะนี้จะต้องบำเพ็ญสโมธานธรรม เตรียมตัวให้พร้อม ได้แก่ รักษาสภาพร่างกายให้สมบูรณ์ แข็งแรง ไม่มีนิสัยทางเพศกลับกลาย มีอุปนิสัยชอบถ่ายทอดสั่งสอน สนทนากับนักปราชญ์ราชบัณฑิต แสวงหาครูในอุดมคติ ยอมตนเป็นศิษย์ท่าน ศึกษาเล่าเรียนอย่างจริงจัง จดจำหลักการและกฎเกณฑ์ได้ดี เคยอุทิศตนเพื่อการเรียนการสอนอย่างยิ่งมาก่อน และไม่เบื่อหน่ายที่จะสั่งสอน ถึงกระนั้นก็ยังไม่ได้เป็นครูเสียทีเดียว แต่กระทำตนพร้อมที่จะเป็นครู เมื่อได้รับการแต่งตั้ง ตำแหน่งครูนั้นยังอีกหลายขั้นตอน ไม่ทราบว่าจะเป็นได้หรือไม่ จะมีเหตุปัจจัย มีกุศลสัมพันธ์อะไรที่จะส่งเสริมหรือขัดขวางอย่างไรหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ระยะเวลาพิสูจน์ อย่างน้อยบุคคลรอบข้างย่อมทราบว่า ท่านมีอุปนิสัยอยากเป็นครู และท่านก็เคยบอกใครต่อใครไว้ว่าอยากเป็นครู

เฉกเช่นเดียวกันการปรารถนาความเป็นพุทธะ เพียงแต่อธิษฐานหรือตั้งปณิธานไว้ และเปล่งวาจาต่อหน้าบุคคลที่เคารพนับถือ เพื่อจะได้ให้ท่านเหล่านั้นเป็นพยานและคอยช่วยเหลือดูแลปณิธานของท่านไปด้วย ดังนั้นในพระพุทธศาสนามหายาน จึงมีพิธีกรรมเข้ารับศีลพระโพธิสัตว์ เพื่อให้ผู้ที่มีจิตใจฝักใฝ่ปรารถนาอยากเข้าถึงพุทธะมาตั้งสัจจะอธิษฐาน เพียงเท่านี้ก็เท่ากับว่า ท่านได้ชื่อว่า เป็นอนิยตโพธิสัตว์ ดุจดังพิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ เพื่อย้ำถึงการตั้งมั่นในความเป็นชาวพุทธ โดยต้องเปล่งวาจาถือพระรัตนไตรเป็นสรณะ รักษาเบญจศีล บำเพ็ญเบญจธรรม เมื่อเปล่งวาจา ตั้งสัจอธิษฐานเป็นพระโพธิสัตว์ หลักสำคัญอยู่ที่การปฏิบัติตามหลักแห่งโพธิสัตวธรรมอย่างเคร่งครัด กาลเวลาจะเป็นบทพิสูจน์ต่อไป

ช่วงที่ ๒ นิยตโพธิสัตว์ หมายเอาพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญมาจนกุศลกรรมนั้นส่งผลให้ไปเกิดพบพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ได้ฟังธรรมต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์ พร้อมทั้งตั้งสัจอธิษฐานปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นตรวจดูด้วยอนาคตังสญาณแล้วตรัสพยากรณ์ว่า ความปรารถนาของท่านจักสำเร็จในอนาคตกาล นับตั้งบัดนั้นเป็นต้นมา ก็นับกาลไปเพื่อเข้าถึงความเป็นพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง

สำหรับกฎเกณฑ์เรื่องกาลเวลาสำหรับการจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ ท่านกำหนดไว้ตามลักษณะของพระพุทธเจ้า กล่าวคือ ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าประเภทปัญญาธิกะ ต้องบำเพ็ญ ๒๐ อสงไขย กับอีกแสนมหากัป ถ้าเป็นพระพุทธเจ้าประเภทสัทธาธิกะ ต้องบำเพ็ญ ๔๐ อสงไขย กับอีกแสนมหากัป และถ้าเป็นพระพุทธเจ้าประเภทวิริยาธิกะ ต้องบำเพ็ญ ๘๐ อสงไขย กับอีกแสนมหากัป เปรียบเหมือนระยะเวลาที่จะได้เป็นครูจริงๆ ก็ต่อเมื่อได้เรียนในระดับอุดมศึกษาในคณะที่จะเป็นครูได้ และมีคณาจารย์บอกว่า ท่านสามารถจะเป็นครูได้ถ้าหากเรียนอย่างนี้ต่อไป เมื่อถึงตอนนี้ ท่านก็มีความมั่นใจที่จะเป็นครูได้จริงๆ ท่านอาจต้องใช้ระยะเวลา ๔ หรือ ๕ ปี หรือมากกว่านั้นหากต้องเป็นการที่จะเป็นครูที่ดีมีความสามารถ

ในเรื่องระยะเวลานี้ ก็เป็นเรื่องที่ยากจะบอกได้ว่า เมื่อไรที่ได้รับพยากรณ์แล้วและเมื่อใดคือระยะเวลาที่กำหนด เพราะโดยทั่วไปท่านก็ไม่ทราบอยู่ดีว่าตนเคยได้รับพยากรณ์แล้วหรือไม่ และไม่รู้ว่า ท่านได้บำเพ็ญมาถึงกาลที่กำหนดแล้วหรือยัง นอกจากจะระลึกชาติได้ได้ยาวนานจนถึงชาติที่ได้รับพยากรณ์ ซึ่งต้องอาศัยบุพเพนิวาสานุสติญาณ ท่าทีที่ควรพิจารณาในประเด็นนี้ก็คือ ควรคิดเสียว่า บัดนี้มิใช่หรือที่ควรจะเป็นเวลาที่ใกล้จะถึงแล้ว ชีวิตที่เวียนว่ายตายเกิดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนที่ผ่านมาก็เพียงพอที่จะเป็นเวลาที่กำหนดไว้ ดังนั้น มีแต่ต้องตั้งปณิธานในขณะนี้ บำเพ็ญพุทธยานมรรคเดี๋ยวนี้ ประเมินตนว่าตนบำเพ็ญอยู่ในระดับไหน ระดับธรรมดา (ปกติบารมี) หรือระดับกลาง (อุปบารมี) หรือระดับเข้มข้น (ปรมัตถบารมี)

(อ่านต่อหนังสือวัดโฝวกวงซาน ฉบับสร้างพระไภษัตยคุรุ)

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

ตามรอยคันธาระ : เส้นทางแห่งพุทธศาสนา



ตามรอยคันธาระ : เส้นทางแห่งพุทธศาสนา
ดร.สุวิญ รักสัตย์

***********

ประเทศปากีสถาน พอเอ่ยคำนี้ก็เป็นที่ทราบว่า เป็นประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม ชาวพุทธจึงไม่ค่อยมีใครสนใจและไม่ทราบความยิ่งใหญ่ของประเทศนี้ในอดีต ซึ่งมีเจริญรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ทั้งทางด้านอารยธรรม ศิลปะ และการศึกษาพระพุทธศาสนา เพียงเอ่ยคำว่า มหาวิทยาลัยตักสิลา ผู้ศึกษาพระพุทธศาสนามีหรือไม่รู้จักชื่อนี้ จนกระทั่งมาถึงกาลบัดนี้รัฐบาลปากีสถานโดยเฉพาะรัฐมนตรีการท่องเที่ยวกำลังจะเปิดเส้นทางนี้ให้ชาวพุทธได้ตามรอยอารยธรรมพุทธศาสนากันอีกครั้ง

วัตถุประสงค์ของการเดินทาง
เนื่องด้วยรัฐมนตรีการท่องเที่ยวแห่งประเทศปากีสถาน นางนิโลฟาร์ บัขเตียร์ (Mrs.Nilofar Bukhtiar) ได้จัดโครงการ “ความจริงบนเส้นทาง สัปดาห์แห่งอารยธรรมยุคคันธาระ” (The Truth of the Path, Gandhara Week Pakistan) เพื่อที่จะส่งเสริมสนับสนุนการท่องเที่ยวของประเทศปากีสถานให้ชาวโลกได้รู้จักอารยธรรมยุคคันธาระซึ่งเป็นมรดกโลกโดยการประกาศของ UNESCO รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอื่นๆ ของประเทศด้วย ด้วยเหตุนี้ทางสถานทูตปากีสถานประจำประเทศไทยจึงได้กราบอาราธนานิมนต์พระภิกษุสงฆ์ไทย อาจารย์ และผู้สื่อข่าวไปร่วมกิจกรรมโครงการสัปดาห์การท่องเที่ยวอารยธรรมยุคคันธาระดังกล่าว

คณะบุคคลที่ร่วมเดินทาง
ในการเดินทางไปร่วมงานในครั้งนี้ รัฐบาลปากีสถาน ได้อาราธนาและเรียนเชิญบุคคลทางศาสนา วัฒนธรรม และสื่อมวลชนจากหลายประเทศ ได้แก่ ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ประเทศมาเลเซีย ประเทศไทย ประเทศพม่า ประเทศศรีลังกา ประเทศเนปาล ประเทศภูฐาน
สำหรับคณะผู้ที่ได้เดินทางไปตามคำอาราธนานิมนต์และเรียนเชิญครั้งนี้สำหรับประเทศไทยมีจำนวน ๙ รูป/คน ดังนี้
๑. พระเทพญาณกวี เจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาธาตุ เป็นประธาน
๒. พระครูปลัดสัมพิพัฒนเมธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดโกเมศรัตนาราม รองอธิการบดีฝ่ายเผยแผ่และวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
๓. พระภิกษุจากวัดพระศรีมหาธาตุ ๒ รูป
๓. ดร.สุวิญ รักสัตย์ อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
๔. สื่อมวลชนจากหนังสือพิมพ์
๕. นักข่าวจากสถานโทรทัศน์ TITV
๖. ผู้ติดตามพระเทพญาณกวี

กำหนดการ
ในการเดินทางไปในครั้งนี้ตามกำหนดการที่รัฐบาลปากีสถานจัดนั้นตั้งแต่วันที่ ๒๖ มีนาคม – ๑ เมษายน ๒๕๕๐ แต่คณะจากประเทศไทยนั้นสามารถไปได้ตามกำหนดการเดินทางได้เพียง ๒๖-๓๐ มีนาคม โดยมีกำหนดการดังนี้
๒๖ มีนาคม เวลา ๑๙.๐๐ น. สายการบินไทย TG 506 กรุงเทพ-อิสลามาบัด
๒๗ มีนาคม เวลา ๐๘.๐๐ น. เดินทางจากที่พักเมืองเปชวาร์ไปที่ตักสิลา
๒๘ มีนาคม เวลา ๐๘.๐๐ น. ไปเมืองอุทยาน (ในประวัติศาสตร์) ปัจจุบันเรียกเมือง สวัต (Swat Vallay)
๒๙ มีนาคม เวลา ๐๘.๐๐ น. ออกจากเมืองสวัต กลับตักสิลา เข้าร่วมพิธีสวดมนต์เวียนเทียนปทักษิณรอบธรรมราชิกสถูป
๓๐ มีนาคม เวลา ๐๘.๐๐ น. เดินทางไปเมืองละหอร์ ชมพิธีชักธงชาติลงจากเสาของประเทศปากีสถานและประเทศอินเดียที่ชายแดนของทั้ง ๒ ประเทศ
เวลา ๒๑.๐๐ น. เดินทางกลับประเทศไทยที่สนามบินละหอร์ ด้วยสายการบิน TG 509

พุทธสถานและสถานที่สำคัญ

ประเทศปากีสถาน
ประเทศปากีสถาน มีดินแดนติดต่อกับประเทศต่างๆ ดังนี้
ทิศเหนือติดประเทศอาฟกานิสถาน ทาจิสถาน และจีน ทิศใต้ติดประเทศอินเดีย ทิศตะวันออกติดประเทศอินเดีย ทิศตะวันตกติดประเทศอาฟกานิสถาน มีพลเมืองทั้งหมดประมาณ ๑๔๐ ล้านคน พลเมืองนับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนมาก มีพลเอกปาเวส มูชาราฟ เป็นประธานาธิบดี ดินแดนภูมิประเทศมีทั้งภูเขา หิมะ ทะเลทราย ที่ราบ และทะเล ประเทศปากีสถานตั้งแต่เหนือจดใต้ในอดีตมีพุทธสถานปรากฏอยู่เป็นจำนวนมาก
อารยธรรมยุคคันธาระ
อารยธรรมยุคคันธาระ ดินแดนแห่งเกสรดอกไม้ ความหอมและความงดงาม เป็นอู่อารยธรรมศิลปะที่มีความงดงามอ่อนช้อยรวมศิลปะจากกรีกและอินเดียเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว ที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่ยุคสมัยประมาณ พ.ศ. ๕๐๐ จนกระทั่งถึง พ.ศ.๑๓๐๐ ศิลปะคันธาระนี้พบบริเวณทางตะวันตกของแม่น้ำสินธุและทางเหนือของแม่น้ำกาบูร กินอาณาบริเวณกว้างตั้งแต่ประเทศอาฟกาสนิสถานจนถึงเมือง ปัญจาบทางตะวันตกของประเทศอินเดีย มีความสำคัญเคียงคู่กันมากับศิลปะอารยธรรมมถุรา ทางตอนเหนืองของเมืองเดลีประเทศอินเดีย
ศิลปะคันธาระเริ่มเสื่อมลงหลังจากที่เผ่าฮันส์ (Huns) เผ่าเติร์ก และก็ศิลปะอิสลามจากตะวันออกกลางเข้ามาแทนที่

เมืองตักสิลา (Taxila)
ตักสิลา ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำฮินดูและแม่น้ำเชลัม เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงมาตั้งแต่อดีต เพราะตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหมถึง ๓ เส้นทางที่มาบรรจบกัน หนึ่งจากศูนย์กลางอินเดีย สองจากเปอร์เซีย สามจากจีน เป็นจุดพักของขบวนคาราวานค้าขายสินค้า จึงทำให้เป็นเมืองที่เป็นที่ต้องการของผู้เข้ามาครอบครองเพื่อที่จะควบคุมเส้นทางการค้าบริเวณแถบนี้ไว้
เชื่อกันว่า เมืองนี้สร้างโดยพระเจ้าภารตะซึ่งเป็นน้องของพระรามซึ่งเป็นอวตารของพระวิษณุ และให้ชื่อเมืองนี้ว่า ตักสะ ตามชื่อโอรสของตนตามประวัติในมหากาพย์มหาภารตะของอินเดีย
ตามหลักฐานในพระพุทธศาสนา เมืองตักสิลานั้น เป็นเมืองแห่งการศึกษา และได้รับเรียกว่า เป็นมหาวิทยาลัยตักสิลา โดยมีอาจารย์ทิศาปาโมกข์เป็นผู้บริหาร ตักสิลามีความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปะวิทยา ศาสตร์ต่างๆ ปรากฏมาทั้งในชาดกคือก่อนพุทธกาลและในพุทธกาล ในครั้งพุทธกาลบุคคลที่มีชื่อเสียงต่างก็มาศึกษา ณ มหาวิทยาลัยตักสิลาทั้งสิ้น
เมื่อครั้งพระเจ้าอเลกซานเดอร์ได้กรีฑาทัพเข้าสู่อินเดียก็ยึดเมืองตักสิลาแห่งนี้ไว้ แต่ไม่ได้มีการสู้รบจึงทำให้เมืองไม่ได้รับความเสียหาย ในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช ก่อนที่พระองค์จะขึ้นครองราชย์ก็ได้มาปกครองที่นี่ หลังจากที่ได้ปกครองปาฏลีบุตรและได้หันมานับถือพระพุทธศาสนาแล้วก็ได้สร้างมหาเจดีย์ใหญ่ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ที่นี่ เรียกว่า “ธรรมราชิกสถูป”
ในช่วงเย็นของวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๕๐ คณะผู้เดินทางทั้งหมดได้มาประชุมรวมกัน ณ มหาเจดีย์ โดยมีรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยว คณะทูตานุทูตของประเทศต่างๆ เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลปากีสถานมาร่วมพิธีการสวดมนต์เวียนเทียนปทักษิณรอบมหาสถูปแห่งนี้
ตักสิลาจึงเป็นสถานที่ที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาและประวัติศาสตร์โลก เมืองตักสิลาในปัจจุบันยังมีร่องรอยแห่งเค้าเดิมหลงเหลืออยู่บ้าง กล่าวคือ การแกะสลักหิน ซากวัดจูเลี่ยน (Julian Monastry (ชื่อในปัจจุบัน) เซอร์กับ (Sirkap) ซากเมืองตักสิลาที่ ๒ เมืองตักสิลาเก่าถูกทำลายไป และชิ้นส่วนต่างๆ ที่บ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองแห่งศิลปะคันธาระที่ตักสิลาซึ่งเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์
สำหรับธรรมราชิกสถูปก็ได้รับการขึ้นทะเบียนชื่อไว้เป็นมรดกโลกโดยองค์การ UNESCO และกำลังจะได้รับการบูรณะจากรัฐบาลปากีสถานเพื่ออนุรักษ์ไว้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางพุทธศาสนา เหมือนพุทธสถานในประเทศอินเดียต่อไป
เมืองเปชวาร (Peshawar)
เมืองนี้ชื่อเดิมในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาคือ เมืองปุรุษปุระ ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศปากีสถานเป็นเมืองสำคัญมากอีกเมืองบหนึ่งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาประมาณ ๖๐๐ ปี หลังพุทธปรินิพพาน เนื่องจากเป็นสถานที่จัดทำสังคายนาครั้งที่ ๔ ตามบันทึกของฝ่ายมหายาน ซึ่งตอนนั้นปกครองโดยพระเจ้ากนิษกะมหาราช แห่งราชวงศ์กุษาณะ
ตามประวัติศาสตร์หลังจากที่พระเจ้ากนิษกะได้แผ่อำนาจทางบ้านเมืองไปทั่วบริเวณแถบนี้แล้ว ก็ได้หันมาสนใจเรื่องศาสนาโดยเฉพาะพระพุทธศาสนา จนกระทั่งเป็นประธานอุปถัมภ์การทำสังคายนาและมีท่านพระปารศวะเถระเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ หลังจากเสร็จการทำสังคายนาก็ได้สร้างมหาเจดีย์ใหญ่สูง ๕๕๐ ฟุต ไว้เพื่อบรรจุพระไตรปิฎกที่จดจารึกด้วยภาษาสันสกฤต จำนวน ๓ แสนโศลก เมื่อครั้งที่พระถังซำจังเดินทางมาที่สู่ประเทศอินเดียเมื่อประมาณพ.ศ. ๑๑๙๙ โดยใช้เส้นทางนี้และก็ได้กราบนมัสการมหาเจดีย์ใหญ่นี้ด้วย นอกจากนั้นยังมีนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาที่เกิด ณ เมืองนี้หลายท่าน เช่น ท่านพระอสังคะ ท่านพระวสุพันธุ ท่านพระอารยเทพ เป็นต้น
ปัจจุบันนี้ ชิ้นส่วนของมหาเจดีย์ พระพุทธรูปแกะสลักหินยุคคันธาระจำนวนมากและหลักฐานชิ้นส่วนอื่นๆ เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและเกี่ยวกับพระเจ้ากนิษกะได้เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ที่เมือง เปชวารแห่งนี้

มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาที่ตาขท์ อี ไภ (Takht E Bhai)
สถานที่แห่งนี้ในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนายังไม่ทราบว่าเรียกชื่ออะไร ไม่ปรากฏในบันทึกของพระถังซำจั๋ง แต่เรียกกันในปัจจุบันนี้ว่า ตาขท์ อี ไภ ซึ่งอยู่ที่เมืองมาร์ดาน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศปากีสถาน เป็นซากพุทธสถานของวัดในพระพุทธศาสนาที่ใหญ่มาก ตั้งอยู่บนภูเขาสูงประมาณ ๕๐๐ ฟุต จากพื้นราบ เป็นวัดที่อยู่ด้านนอกของเทือกเขาฮินดูกูฏ
วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ศึกษาศิลปะวิทยาต่างๆ มหาวิทยาลัยที่มีบริเวณกว้างใหญ่ มีลักษณะการสร้างเหมือนวัดต่างๆ ในยุคสมัยนั้น คือ มีเจดีย์อยู่ตรงกลาง รอบๆ เป็นห้องสวดมนต์และเป็นห้องประชุมสังฆกรรม

เมืองหุบเขาสวัต (Swat Vallay)
เมืองในที่ราบลุ่มระหว่างหุบเขาหิมะและแม่น้ำสวัต หรือที่ปรากฏชื่อในประวัติศาสตร์ทางพระพุทธศาสนาว่า เมืองอุทยาน ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศปากีสถาน ข้ามเทือกเขาฮินดูกูฏ ซึ่งมีความสูงถึง ๑๕๐๐ ฟุต เป็นเมืองที่เป็นเหมือนศูนย์รวมของพระพุทธศาสนาหลายนิกาย ได้แก่ เถรวาท มหายาน และวัชรยาน เป็นเมืองที่เป็นจุดเชื่อมต่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าไปสู่ในเอเชียกลาง ประเทศจีนและทิเบต พระภิกษุนักแสวงบุญเดินทางมาสู่ดินแดนพระพุทธศาสนาต่างก็มุ่งหวังที่จะได้มาเห็นเมืองนี้
ตามประวัติศาสตร์ไม่ปรากฏว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จมาที่เมืองนี้ แต่เชื่อกันทางอภินิหารว่า พระพุทธองค์ทรงเสด็จมาทรมานพญานาคราชแล้วประทับรอยพระบาทไว้ ตามบันทึกของพระถังซำจั๋ง ท่านกล่าวว่า เมืองนี้เป็นเมืองที่มีความงดงามทั้งสถานที่ มีดอกไม้ สายน้ำ ภูเขา และผู้คน เต็มไปด้วยวัดวาอาราม มีบันทึกว่า มีวัดถึง ๑๔๐๐ วัด มีพระภิกษุสงฆ์ถึง ๑๘,๐๐๐ รูป พระสงฆ์ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายวัชรยาน มีเมืองหลวงชื่อว่า มิงโคละ หรือมังคละโฆษะ
เมืองอุทยานเป็นสถานที่เกิดของบุคคลสำคัญของวัชรยาน ผู้ที่นำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่สู่ประเทศเป็นผลสำเร็จ ได้แก่ ท่านคุรุปัทมสัมภวะ (คุรุริมโปเช่) ผู้ก่อตั้งนิกายญิงมะในประเทศทิเบต
ณ เส้นทางที่จะเข้าไปสู่เมืองอุทยาน พระเจ้าอุตตรเสนสร้างมหาสถูปไว้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตามประวัติเล่าว่า เมื่อพระองค์ได้รับส่วนแบ่งพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศอินเดียแล้ว อัญเชิญมาด้วยช้างเผือก พอมาถึงที่นี่ช้างเผือกไม่ยอมไปต่อ ดังนั้นพระองค์จึงสร้างไว้ ณ ที่นี้ ปัจจุบันอยู่หมู่บ้านชิงการ์ดาร์ ดังนั้นจึงได้ชื่อว่า ชิงการ์ดาร์สถูป (Shingkardar Stupa)

สรุป
การเดินทางไปสู่ประเทศปากีสถานในครั้งนี้ ก็เพื่อไปชมพุทธสถานซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากจากเหนือจดใต้ ถือได้ว่ามีทั้งทางด้านคุณค่าต่อจิตใจและคุณทางทางการศึกษาพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ทราบถึงความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในบริเวณแถบนี้ ที่แผ่ไปจนถึงประเทศอาฟกานิสถาน
เจตนารมณ์ของประเทศปากีสถานที่ได้อาราธนานิมนต์พระภิกษุสงฆ์จากหลายประเทศและเชิญบุคคลจากประเทศต่างๆ ไปในโครงการการท่องเที่ยวสัปดาห์คันธาระ ก็เพื่อต้องการให้ชาวพุทธในประเทศต่างๆ ได้เข้าไปเที่ยวกราบนมัสการสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาเหล่านี้อันเป็นการรณรงค์ส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไปด้วยนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม จิตวิญญาณพุทธศาสนาที่แฝงอยู่ในศิลปะต่างๆ ที่ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ก็ดี ที่ถูกทิ้งไว้ในโบราณสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศจากเหนือจรดใต้ทำให้เห็นภาพแห่งความเจริญรุ่งเรืองในอดีตที่ไม่ทราบจะกลับมาได้หรือไม่ แม้ว่าจะไม่อาจทำให้ภาพเหล่านั้นกลับมาได้ แต่ก็ภาคภูมิใจในความยิ่งใหญ่ของทุกๆ ด้านที่พระพุทธศาสนาฝากไว้ใน “ตามรอยคันธาระ” ยุคปัจจุบัน

ชีวิตมีค่าตามมรรคาพุทธองค์


ชีวิตมีค่าตามมรรคาพุทธองค์

ผศ.ดร.สุวิญ รักสัตย์
ประธานสาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา
เลขานุการกรรมการบริหาร
หลักสูตรศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต


เส้นทางสายไหม (Silk Route)
การเดินทางเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ บ้างต้องการแสวงหาสถานที่หรือแหล่งที่เหมาะสมต่อการดำรงชีพและดำรงเผ่าพันธุ์ บ้างเดินทางเพื่อติดต่อกันและกันระหว่างเผ่าพันธุ์ของตนกับเผ่าพันธุ์อื่นเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าและสร้างวัฒนธรรม ในอดีตนั้นมีการติดต่อกันด้วยการเดินทางด้วยเท้าและสัตว์พาหนะตามเส้นทางที่เชื่อมกันระหว่างรัฐต่อรัฐ ประเทศต่อประเทศ เส้นทางที่ยาวไกลและมีชื่อเป็นที่รู้จักกันในขณะนั้นก็คือ เส้นทางสายไหม (Silk Road)
เส้นทางสายชีวิตนี้เชื่อมต่อระหว่างโลกตะวันออกกับตะวันตก เริ่มจากประเทศจีนไปถึงกรีก โดยเส้นทางผ่านทะเลทรายตาลิมากันที่มีความร้อนสูงถึง ๕๐ องศาในเวลากลางวัน และลบ ๒๐ องศาในเวลากลางคืน นอกจากนั้นยังมีพายุทะเลทรายอีกด้วย บางครั้งเส้นทางสายนี้ยังถูกเรียกว่าดินแดนแห่งความตาย (Land of Death) เพราะยากที่ใครจะผ่านไปได้ แต่ถึงกระนั้นมนุษย์ก็ยังคงเห็นเป็นสิ่งท้าทาย ยังคงใช้เส้นทางนี้เพื่อเดินทาง
ความเจริญทางวัฒนธรรมตะวันตกนั้นสิ้นสุดไวกว่าทางตะวันออก เพราะทางตะวันออกนั้นพัฒนารุ่งเรืองในอาณาจักรเปอร์เซียและซีเรียที่กินบริเวณกว้างมากในตะวันออกกลางมาจดถึงอาณาจักรอินเดีย ทั้งสองอาณาจักรนี้ติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกันอยู่ก่อนแล้ว เส้นทางนี้เป็นเส้นทางเดินทัพของพระเจ้าอเลกซานเดอร์มหาราชแห่งมาเซโดเนียของกรีกที่ครอบครองจักรวรรดินี้มาเมื่อก่อน ปีค.ศ. ๓๓๐ แม้ว่าพระองค์จะครอบครองอาณาจักรทั้งหมดนี้เป็นระยะเวลาอันสั้น แต่วิถีแห่งวัฒนธรรม โดยเฉพาะงานสถาปัตยกรรมและปติมากรรมได้มีการแลกเปลี่ยนกันสืบต่อมาภายในอาณาจักรของอินเดียนับแต่นั้นเป็นต้นมา ทำให้เส้นทางของเอเชีย ได้แก่ เปอร์เซีย ซีเรีย อินเดีย และกรีก เชื่อมกัน อาณาบริเวณที่มีเส้นทางเชื่อมถึงนั้นไกลถึงแถบที่ราบลุ่มหรรษา (Hunza Valley) แห่งเทือกเขาการาโกรัม (Karakorum Range) จากปากีสถานถึงกาชการ์ (Kashgar) ในอาฟกานิสถาน ปัจจุบันเป็นถนนสายหลักเชื่อมระหว่างสองประเทศ แต่เดิมนั้นเส้นทางสายนี้เคยเป็นจุดพักทัพของพระเจ้าเลกซานเดอร์มหาราชด้วย จะเห็นได้จากมีศิลปะผสมระหว่างกรีกและอินเดียอยู่ตามเส้นทางเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นที่คันธาระ ตักสิลาในปากีสถานและอาฟกานิสถาน นอกจากนั้น เส้นทางสายนี้ยังเชื่อมกับทะเลทรายตาลิมากัน ปัจจุบันยังคงเห็นร่องรอยของประชาชนที่อยู่บริเวณนี้เป็นเชื้อชาติผสมระหว่างกรีกและจีน และยังมีศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมอื่นๆ ให้ได้พบอีกด้วย
ประมาณปี ค.ศ.๑๒๐ ชนชาติเผ่าหนึ่งเรียกว่า เผ่าง้วยสี ที่อยู่บริเวณนี้ได้มีอิทธิพลมากขึ้นกลายเป็นเผ่าพันธุ์ที่สร้างความยิ่งใหญ่ในกาลต่อมาโดยตั้งตนเป็นราชวงศ์ขึ้น ชื่อว่าราชวงศ์กุษาณะ หนึ่งในพระราชาแห่งราชวงศ์นี้ ได้แก่ พระเจ้ากนิษกะ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามของพระเจ้าอโศกมหาราชองค์ที่สองของอินเดีย เพราะพระองค์ได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและถือเอาพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำราชอาณาจักรของพระองค์ จึงทำให้ในช่วงระยะเวลาที่พระองค์ครองราชย์อยู่นั้นพระพุทธศาสนาได้ขยายจากทางตอนเหนือของอินเดียเข้าไปถึงจีน
ในรัชสมัยของพระเจ้าหมิ่งตี้ พระองค์ได้นำพระพุทธศาสนาจากประเทศอินเดียเข้ามาสู่ประเทศจีนทั้งทางด้านคัมภีร์และพระภิกษุสงฆ์ ส่วนศิลปะนั้นได้รับอิทธิพลศิลปะแบบคันธาระ จากนั้นพระพุทธศาสนาก็ขยายเข้าไปสู่ประเทศทิเบต ความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาขยายไปอย่างเต็มที่ในยุคราชวงศ์เว่ยประมาณคริสศตวรรษที่ ๔-๕ เจ้าเมืองต่างๆ ได้พากันส่งเสริมพระพุทธศาสนา มีการส่งพระธรรมทูตไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่ประเทศอินเดียจำนวนมาก ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองตามเส้นทางสายไหม ไม่ว่าพ่อค้า ประชาชน และพระภิกษุสงฆ์ต่างก็สนับสนุนให้มีการเผยแผ่พระพุทธศาสนากันมากในยุคนี้ โดยเฉพาะเผ่าฮุ่ยฮี (Huihe) ได้รับเอาพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชนชาติตามที่ท่านฟาเหียน พระภิกษุผู้จาริกบุญแห่งประจีนได้บันทึกรายละเอียดเอาไว้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในเมืองโขตานและเมืองกาชการ์ ในปีคริสตศักราช ๓๙๙ ว่า “มีการสร้างวัด สร้างสถูป เจดีย์ พุทธศิลป์ ขึ้นจำนวนมากและมีการจัดงานประเพณีทางพระพุทธศาสนาในเมืองนี้ ส่วนมากจะเรียงรายอยู่ตามหน้าผา และถ้ำตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะที่เด่นที่สุดก็ที่ถ้ำตุนหวง”
บนเส้นทางสายไหมที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาผ่านไปจนถึงเทือกเขาฮินดูกูฏ ที่เรียกว่า บามิยัน ในอาฟกานิสถาน มีพระพุทธรูปใหญ่ขนาดสูงถึง ๕๕ เมตร ที่เจาะแกะสลักหน้าผา นอกเหนือจากรูปพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลายยังมีรูปของการดำเนินชีวิตของคนในช่วงเวลานั้นด้วย ภาพการเฉลิมฉลองประเพณีชาวบ้าน
ประมาณคริสศตวรรษที่ ๗ เมื่อศาสนาอิสลามได้มีบทบาทขึ้นและแผ่ขยายไปสู่ดินแดนต่างๆ บริเวณนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาอิสลามจากมองโกล พระพุทธศาสนาก็ได้รับผลกระทบจากการแผ่ขยายไปของศาสนาอิสลามตามเส้นทางสายไหมจนถึงประเทศอินเดียซึ่งเป็นประเทศแม่ และในที่สุดพระพุทธศาสนาก็หมดไปจากประเทศเหล่านั้น ไม่เว้นแม้แต่ประเทศอินเดีย แต่ก็นับว่าโชคดีที่พระพุทธศาสนาได้เข้าไปเจริญในประเทศทิเบต ซึ่งเป็นประเทศเชื่อมระหว่างประเทศอินเดียกับประเทศจีน หลังจากเส้นทางสายไหมส่วนใหญ่ถูกครอบครองโดยมุสลิม เส้นทางสายไหมก็ถึงการเสื่อมลงอีกทั้งเมื่อมองโกลได้ครอบครองพื้นที่บริเวณแถบทะเลทรายแทบทั้งหมด ก็แทบจะปิดเส้นการเดินทาง ส่วนทางจีนก็มีนโยบายไม่คบค้ากับมองโกลซึ่งเป็นช่วงของกุบไลข่านและราชวงศ์หมิง เส้นทางสายไหมก็ถูกปิดตัวลง การติดต่อระหว่างตะวันออกและตะวันตกก็ปิดตัวลงไปด้วย
นี่คือประวัติศาสตร์การเดินทางของมนุษย์ในยุคที่ผ่านมาเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนสินค้า ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม นับตั้งแต่การเริ่มขึ้นของเส้นทางสายไหมจนกระทั่งถึงจุดสูงสุดเมื่อสมัยราชวงศ์ถังจนกระทั่งถึงการล่มสลายไปเมื่อประมาณ ๗๐๐ ปี ก่อนหน้านี้ เส้นทางสายไหมเป็นเส้นทางที่หล่อหลอมความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมสองสาย คือวัฒนธรรมตะวันตกมาสู่ตะวันออก แม้ว่าเส้นทางสายไหมจะไม่ได้มีการใช้อีกต่อไป แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นพร้อมกับเส้นทางสายไหมมิได้สิ้นสุดตาม เรื่องราว อารยธรรมเหล่านั้นยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

นักจาริกบุญผู้อุทิศตน
เมื่อยิ่งนับวันกิตติศัพท์แห่งพุทธบารมีได้ฟุ้งกระจายแผ่ไปทั่วผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลของประเทศจีน พุทธบริษัททั้งหลายต่างได้รับน้ำอมตรสที่มีผู้นำมาหยาดหยดให้ แม้กระทั่งดินแดนอันห่างไกลเช่นนี้พุทธบารมียังแผ่ซ่านไปถึง ด้วยเหตุนี้ทำไมจึงไม่มีผู้ใดไปดื่มด่ำจากต้นน้ำนั้นเล่า ดังนั้น เหล่านักแสวงบุญจากดินแดนอันไกลโพ้น ได้แก่ประเทศจีน จึงมีนักจาริกบุญออกเดินทางไป ไม่ว่าเส้นทางจะยากเพียงใด ลำบากเพียงไหน อันตรายอย่างไร แต่แรงบันดาลใจที่ต้องการสั่งสมบุญและนำภูมิปัญญานั้นกลับไปสู่บ้านเกิดเมืองนอนของตนนั้นมีมากกว่า แรงบันดาลใจนั้นจึงเป็นพลัง กลายเป็นปณิธานที่จะฝ่าฟันอุปสรรคอันจะมากีดขวางไปได้
(อ่านฉบับเต็มได้จากหนังสือ MBU ACADEMIC PILGRIM : INDIA)

บนเขาสถานที่แสดงยมกปาฏิหาริย์ สาวัตถี