มายาบดบังสัจจะ
ไม่มีการไป ไม่มีการมา
ชีวิตจริงโดดเดี่ยว ลำพัง
สรรพสัตว์ก็ทำเฉกเช่นกัน
โลดแล่น ตามลีลา
ก่อนสิ้นสูญสลายไป
หมุนเวียนเปลี่ยนแปร
เกิดดับไม่ถ้วน
เสียงติงตังเส้นพิณสายสุดท้ายสั่นสะท้านหยุดลง ทินเล่หลับตาสงบนิ่งฟัง เห็นภาพสรรพสัตว์ดิ้นรน ไคว่คว้าเงาเมฆในน้ำ
วิ่งไล่ตามพยับแดด ปีนป่ายครอบครองวิมานเมฆ ล้วนแล้วเป็นมายา
เห็นแจ้งสัจจะในถ้อยคำของสตรีสาวกับชายพเนจรที่ร้องเพลงบรรเลงพิณ
อากาศยามสนธยารื่นรมย์นัก
สนธยาริมทะเลสาบ ลมพัด วิหคเหิน
วิถีธรรมดาเช่นนี้ผู้คนสัมผัสได้หรือไม่
ทั้งสองเดินไปตามถนนเรียบทะเลสาบ ผ่านร้านรวงขายปลาชนิดต่างๆ ทั้งที่ตายแล้วและที่ยังขังอยู่ในภาชนะ บางร้านขายเหง้าบัวทะเลสาบ บางร้านขายอุปกรณ์ประมงหลากชนิด นี่คือวิถีชีวิตริมทะเลสาบแห่งไวศยนครจนถึงหน้าโรงน้ำชาแห่งหนึ่ง เป็นที่ที่ทั้งคู่หยุดยืนนิ่งฟังเสียงเพลงขับขานของสตรีสาวนางหนึ่งและชายชราผู้หนึ่ง
(อ่านต่อฉบับเต็มในวารสารปรัชญาปริทรรศน์)
วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2552
วิเคราะห์องค์การพุทธใหม่
บทวิเคราะห์องค์การพุทธแนวใหม่
องค์กรพระพุทธศาสนาแนวใหม่ที่เรียกว่า Neo-Buddhism เป็นพระพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นมาเพื่อดำเนินกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาให้เคลื่อนไหวไปได้และแสดงบทบาทที่เหมาะสมในโลกยุคโลกาภิวัตน์และทุนนิยม หลายคนคงแปลกใจว่า พระพุทธศาสนามหายานทำไมจึงทำอะไรได้หลากหลาย ทำให้พระพุทธศาสนามหายานถูกมองไปในสองประเด็นที่สุดขั้ว กล่าวคือ ขั้วหนึ่งถูกมองไปในแง่บวกว่า มีความคล่องตัวในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา อีกขั้วหนึ่งก็ถูกมองว่าทำอะไรเกินภาวะของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา เมื่อมองให้ดีๆ แท้จริงลักษณะที่พระพุทธศาสนาแสดงออกในยุคนี้ไม่ใช่มหายานอย่างที่คิดกัน แต่เป็นพระพุทธศาสนาแนวใหม่ของคนยุคใหม่นี้ มันเริ่มจากกระบวนการปรับตัวของคนในสังคมที่มีกระบวนทัศน์เปลี่ยนแปลงไป พอดีเกิดขึ้นในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนามหายานเท่านั้นจึงถูกมองว่าเป็นมหายานไปทั้งหมด อันที่จริงไม่ว่าพระพุทธศาสนาเถรวาทหรือมหายานก็สามารถทำได้ เพราะไม่ได้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาแต่เกี่ยวกับคนในสังคมที่รับเอาแนวคิดของการบริหารจัดการยุคทุนนิยมมาปรับใช้กับศาสนา
เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นมาแล้วในยุโรป เกิดขึ้นกับศาสนาคริสต์ เมื่อคนในสังคมหันไปสนใจกระแสวิทยาศาสตร์อย่างท่วมท้นในยุคใหม่ ไม่ใช่ศาสนายอมรับวิทยาศาสตร์ หรือศาสนาเห็นด้วยกับวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเพราะผู้ที่มาบวชในยุคนั้นมีแนวคิดเป็นวิทยาศาสตร์แล้ว คนในศาสนาเป็นคนวิทยาศาสตร์แล้ว ก็ไม่ต้องพูดถึงว่า ความคิดเชิงวิทยาศาสตร์จึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับศาสนาและศาสนาก็ไม่สามารถทำอะไรกับคนวิทยาศาสตร์ได้เหมือนเดิมที่เคยต่อต้านอย่างสุดขั้ว
ลักษณะเดียวกันกับพระพุทธศาสนาในยุคนี้ คนในพุทธศาสนายุคนี้เป็นคนในยุคทุนนิยม ประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี นับเป็นประเทศแนวหน้าที่อยู่ในยุคทุนนิยมเต็มที่ ด้วยเหตุนี้จึงเห็นว่า พระพุทธศาสนามหายานมีรูปแบบการบริหารเป็นแบบมืออาชีพ เพราะนั่นเป็นการนำระบบบริหารบรรษัทและองค์กรทางธุรกิจมาปรับใช้กับองค์การทางศาสนา ปัจจุบันจึงจะเห็นว่า พระพุทธศาสนาเถรวาทเริ่มรับวิธีการของพระพุทธศาสนาแนวใหม่นี้มาปรับใช้บ้างแล้ว ในที่สุดรูปแบบพระพุทธศาสนาต้องปรับเป็นอย่างนั้น เพราะคนในยุคนี้รับหลักการและวิธีการลักษณะของทุนนิยม การปฏิบัติอะไรตามระบบราชการเหมือนแต่ก่อน จะไม่ได้รับการยอมรับอีกต่อไป เพราะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้
ไม่เพียงเฉพาะรูปแบบการบริหารเท่านั้น รูปแบบกิจกรรมทั้งหลายยังใช้รูปแบบเชิงพุทธศาสนาเพื่อสังคมมากขึ้นที่เรียกว่า Engaged Buddhism จะเห็นว่าพระสงฆ์ได้เข้าไปรับหน้าที่บริการสังคมไม่เพียงเฉพาะด้านธรรมะเท่านั้น ยังเข้าไปรับผิดชอบช่วยเหลือสังคมโดยการบริหารจัดการเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านองค์การเกี่ยวกับโรคเอสด์ ด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านเด็กและเยาวชน ด้านความสงบของสังคม เป็นต้น
สิ่งที่ตามมาพร้อมกับแนวคิดนี้ก็คือ พระสงฆ์ใดไม่ทำกิจกรรม ไม่ทำงานเชื่อมกับสังคมจะไม่ได้รับการยอมรับ และต่อไปบทบาทขององค์การทางสังคมจะเป็นตัวชี้นำศาสนา เพราะองค์การเหล่านี้ปฏิบัติตนได้อย่างอิสระไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของศาสนา แต่ได้นำแนวทางศาสนาไปปรับเข้ากับวิธีการของตน จะเห็นได้จากผู้นำทางสังคมเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อศาสนามากขึ้น บางอย่างได้รับเอาพิธีกรรมทางศาสนาไปทำเอง นี่เป็นลักษณะของพระพุทธศาสนาแนวใหม่
อีกอย่างหนึ่ง สำหรับการอธิบายหลักธรรมพระพุทธศาสนาแนวใหม่จะใช้วิธีการอธิบายแบบสัมผัสได้กับชีวิตจริง เน้นการอยู่อย่างมีความสุขในชีวิตปัจจุบัน ยกตัวอย่างเรื่องอริยสัจ ๔ พระพุทธศาสนาแนวใหม่ให้คำอธิบายไว้ว่า
๑) ชีวิตย่อมประกอบด้วยความสุข ความยินดี และความไม่สมปรารถนาเป็นปกติ (ทุกข์)
๒) สาเหตุแห่งความสุข ความทุกข์ และความยินดีนั้นมีมาก ทางที่พึงกระทำคือไม่ต้องไปใส่ใจ เพียงแต่ให้อยู่อย่างมีความสุขในตอนนี้และขณะนี้ได้ก็พอ ความทุกข์นั้นเกิดขึ้นง่ายมาก เพียงแค่อยากมีความสุข อยากครอบครอง หรืออยากมีอำนาจ ก็เป็นที่มาแห่งทุกข์ทันที ยกตัวอย่างเช่น การต้องการมากไปกว่าที่ตนมีอยู่ ก็ทำให้สูญเสียความสุขในสิ่งที่ตนพึงจะได้แล้ว (สมุทัย)
๓) ไม่จำเป็นต้องสละเรือนอยู่เหมือนนักบวช ไม่จำเป็นต้องสละละทิ้งโลกียสุข เพียงแต่แสวงหาความสงบจากภายในจิตก็พอ โดยรักษาสมดุลระหว่างทั้งโลกแห่งคฤหัสถ์และบรรพชิตไว้ (นิโรธ)
๔) ศิลปะการดำเนินชีวิต คือ การค้นพบจุดสมดุลระหว่างความต้องการให้ถึงเป้าหมายแห่งชีวิตคือทางแห่งความสุขกับมุมมองอันมีเหตุผลและความจริงที่เห็น ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ และไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะสำคัญจริงๆ ต่อความสุขของตนหรือไม่ (มรรค)
การอธิบายอริยสัจเช่นนี้เป็นการอธิบายเข้ากับชีวิตมากขึ้น มิใช่อธิบายไกลไปจากชีวิต นี่เป็นลักษณะของแนวคิดของกระแสพุทธศาสนาใหม่ คือ การไม่ไปไกลจากโลกที่สัมผัส มิใช่โลกแห่งอุดมคติ คือมองกลับด้านเป็นอริยสัจที่ประกอบด้วยสุข เหตุให้เกิดสุข สุขได้ในเมื่อใจพอ ดำเนินชีวิตอย่างมีศิลปะก็จะพบกับความสุข ในที่นี้จึงไม่กล่าวว่าเป็นพุทธศาสนามหายานหรือเถรวาท เพราะโดยเนื้อแท้แล้วมีแต่คำว่าพระพุทธศาสนาเท่านั้น จะเป็นพุทธแบบเน้นศรัทธาหรือเน้นปัญญา ก็ขึ้นอยู่กับแนวโน้มทางความชอบของผู้นั้นที่เรียกว่า จริต การอาศัยศรัทธานำหรือปัญญานำก็นำผู้ปฏิบัติถึงเป้าหมายได้
สาเหตุอย่างหนึ่งที่ต้องกล่าวไว้ในที่นี้ก็คือ การเข้าสู่ความคิดหลังนวยุค (Post Modernism) ของคนในสังคม อิทธิพลของความคิดนี้ได้แผ่กระจายไปสู่ส่วนต่างๆ ของโลกอย่างมีระบบ เป็นกระบวนการที่เรียกว่า การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) การก่อตัวของแนวคิดนี้ก็คือความอิ่มตัวของยุควิทยาศาสตร์และทุนนิยมสุดขั้วที่หล่อหลอมชีวิตของคนในสังคมให้แสดงออกไปอย่างไร้ทิศทาง ยิ่งสนองวัตถุจิตวิญญาณก็ยิ่งโหยหาความสุข ในที่สุดคนในสังคมบางคนบางกลุ่มก็คิดได้การสนองความต้องการทางวัตถุไม่อาจเติมเต็มจิตวิญญาณได้ จึงหันกลับมาดูชีวิตที่แท้จริงอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้จึงมีองค์กรอิสระที่กระทำโดยไม่มุ่งหวังผลกำไรใดๆ เป็นองค์กรที่รวมตัวกันกระทำเพื่อสังคม ดังนั้นจึงมีองค์กรพุทธฉือจี้ (Tzu Chi) สำนักปฏิบัติธรรมโกเอนก้า (Koenka) องค์กรริชโก้โกเชไก (Rissho Kosei-kai) องค์กรเซไคคิวเซเคียว (โยเร) หรือ วัดพระธรรมกาย เป็นต้น องค์กรเหล่านี้ล้วนแต่กระทำเพื่อสังคมโดยการฝึกฝนตน แต่เนื่องจากสังคมอยู่ในระยะเปลี่ยนถ่ายจึงมีความขัดแย้งทางความคิดสูงสำหรับการทำเช่นนี้ เพราะคนบางกลุ่มมองเห็นว่าการทำเช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิดแผกแปลกไปจากเดิม และคนที่อยู่ในองค์กรนั้นก็เคลื่อนไหวเชิงรุกจึงทำให้เกิดแรงปะทะขึ้นในสังคมที่ยังคงอยู่ในกระบวนทัศน์อื่นๆ อยู่จำนวนมาก
อันตรายสำหรับองค์กรทางศาสนาที่เกิดขึ้นในยุคนี้ก็คือ การไม่เข้าถึงแก่นแท้หลักการทางพุทธศาสนาทั้งสองสายให้ดีพอ พระพุทธศาสนามหายานนั้นมีหลักการสำคัญอยู่ที่การอุทิศตนบำเพ็ญเพียรเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า ส่วนพระพุทธศาสนาเถรวาทนั้นมีหลักการสำคัญอยู่ที่การละการยึดมั่นถือมั่น หลีกเร้นและปล่อยวาง พอเข้าไม่ถึงแก่นแท้ก็หลงไปสู่ด้านใดด้านหนึ่ง ได้แก่ ทางฝ่ายมหายานก็หลงเข้าไปสร้างอาณาจักรของตน แล้วยึดมั่นในหน่วยงาน องค์กร วัด สมาคมของตน ทางฝ่ายเถรวาท ก็หลงไม่ช่วยเหลือสังคม หลีกเร้น ปล่อยไปตามกรรม การกระทำทั้ง ๒ ประการนั้นทำให้ตกไปสู่ส่วนสุดด้านใดด้านหนึ่ง ไม่เป็นตามทางสายกลาง
สิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้พระพุทธศาสนาทั้ง ๒ แนวทางนั้นสับสนไป ไคว่เขวไป ที่จำเป็นต้องเข้าใจก็คือการใช้หลักเหตุผลที่เรียกว่า “วาทกรรม” วาทกรรมเป็นกระแสกระบวนทัศน์ที่มาพร้อมกับสังคมหลังนวยุค คือ สังคมที่ใช้วาทกรรมอธิบายเชื่อมโยงวัฒนธรรมเข้าหากัน เมื่ออธิบายโดยใช้หลักเหตุผลภายใต้ระบบทุนนิยม ก็จะอธิบายเชื่อมโยงการระดมทุน ระดมคน และระดมกำลัง เมื่อระดมได้แล้วก็มีกำลังต่อรอง เพราะวาทกรรมในที่นี้คืออำนาจแฝงนั่นเอง
ทางออกสำหรับการอยู่ในสังคมหลังนวยุคที่ถูกต้อง ต้องกระทำ ๒ สิ่งคือ
๑) ใช้ภาษาที่ถูกต้อง คือภาษานัยวิเคราะห์ (โยนิโสมนสิการภาษา) แทนภาษาวาทกรรม (ตรรกะ)
๒) เดินตามทางสายกลาง คือ อุทิศตนบำเพ็ญบารมีด้วยจิตที่ปล่อยวาง
เมื่อทำได้อย่างนี้ พระพุทธศาสนาก็กลายเป็นทางออกให้แก่สังคมอย่างแท้จริง โดยที่ไม่ได้เป็นตัวสร้างปัญหาและไม่ได้พอกพูนตัณหา
องค์กรพระพุทธศาสนาแนวใหม่ที่เรียกว่า Neo-Buddhism เป็นพระพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นมาเพื่อดำเนินกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาให้เคลื่อนไหวไปได้และแสดงบทบาทที่เหมาะสมในโลกยุคโลกาภิวัตน์และทุนนิยม หลายคนคงแปลกใจว่า พระพุทธศาสนามหายานทำไมจึงทำอะไรได้หลากหลาย ทำให้พระพุทธศาสนามหายานถูกมองไปในสองประเด็นที่สุดขั้ว กล่าวคือ ขั้วหนึ่งถูกมองไปในแง่บวกว่า มีความคล่องตัวในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา อีกขั้วหนึ่งก็ถูกมองว่าทำอะไรเกินภาวะของพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา เมื่อมองให้ดีๆ แท้จริงลักษณะที่พระพุทธศาสนาแสดงออกในยุคนี้ไม่ใช่มหายานอย่างที่คิดกัน แต่เป็นพระพุทธศาสนาแนวใหม่ของคนยุคใหม่นี้ มันเริ่มจากกระบวนการปรับตัวของคนในสังคมที่มีกระบวนทัศน์เปลี่ยนแปลงไป พอดีเกิดขึ้นในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนามหายานเท่านั้นจึงถูกมองว่าเป็นมหายานไปทั้งหมด อันที่จริงไม่ว่าพระพุทธศาสนาเถรวาทหรือมหายานก็สามารถทำได้ เพราะไม่ได้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาแต่เกี่ยวกับคนในสังคมที่รับเอาแนวคิดของการบริหารจัดการยุคทุนนิยมมาปรับใช้กับศาสนา
เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นมาแล้วในยุโรป เกิดขึ้นกับศาสนาคริสต์ เมื่อคนในสังคมหันไปสนใจกระแสวิทยาศาสตร์อย่างท่วมท้นในยุคใหม่ ไม่ใช่ศาสนายอมรับวิทยาศาสตร์ หรือศาสนาเห็นด้วยกับวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเพราะผู้ที่มาบวชในยุคนั้นมีแนวคิดเป็นวิทยาศาสตร์แล้ว คนในศาสนาเป็นคนวิทยาศาสตร์แล้ว ก็ไม่ต้องพูดถึงว่า ความคิดเชิงวิทยาศาสตร์จึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับศาสนาและศาสนาก็ไม่สามารถทำอะไรกับคนวิทยาศาสตร์ได้เหมือนเดิมที่เคยต่อต้านอย่างสุดขั้ว
ลักษณะเดียวกันกับพระพุทธศาสนาในยุคนี้ คนในพุทธศาสนายุคนี้เป็นคนในยุคทุนนิยม ประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี นับเป็นประเทศแนวหน้าที่อยู่ในยุคทุนนิยมเต็มที่ ด้วยเหตุนี้จึงเห็นว่า พระพุทธศาสนามหายานมีรูปแบบการบริหารเป็นแบบมืออาชีพ เพราะนั่นเป็นการนำระบบบริหารบรรษัทและองค์กรทางธุรกิจมาปรับใช้กับองค์การทางศาสนา ปัจจุบันจึงจะเห็นว่า พระพุทธศาสนาเถรวาทเริ่มรับวิธีการของพระพุทธศาสนาแนวใหม่นี้มาปรับใช้บ้างแล้ว ในที่สุดรูปแบบพระพุทธศาสนาต้องปรับเป็นอย่างนั้น เพราะคนในยุคนี้รับหลักการและวิธีการลักษณะของทุนนิยม การปฏิบัติอะไรตามระบบราชการเหมือนแต่ก่อน จะไม่ได้รับการยอมรับอีกต่อไป เพราะไม่สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมได้
ไม่เพียงเฉพาะรูปแบบการบริหารเท่านั้น รูปแบบกิจกรรมทั้งหลายยังใช้รูปแบบเชิงพุทธศาสนาเพื่อสังคมมากขึ้นที่เรียกว่า Engaged Buddhism จะเห็นว่าพระสงฆ์ได้เข้าไปรับหน้าที่บริการสังคมไม่เพียงเฉพาะด้านธรรมะเท่านั้น ยังเข้าไปรับผิดชอบช่วยเหลือสังคมโดยการบริหารจัดการเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านองค์การเกี่ยวกับโรคเอสด์ ด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านเด็กและเยาวชน ด้านความสงบของสังคม เป็นต้น
สิ่งที่ตามมาพร้อมกับแนวคิดนี้ก็คือ พระสงฆ์ใดไม่ทำกิจกรรม ไม่ทำงานเชื่อมกับสังคมจะไม่ได้รับการยอมรับ และต่อไปบทบาทขององค์การทางสังคมจะเป็นตัวชี้นำศาสนา เพราะองค์การเหล่านี้ปฏิบัติตนได้อย่างอิสระไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของศาสนา แต่ได้นำแนวทางศาสนาไปปรับเข้ากับวิธีการของตน จะเห็นได้จากผู้นำทางสังคมเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อศาสนามากขึ้น บางอย่างได้รับเอาพิธีกรรมทางศาสนาไปทำเอง นี่เป็นลักษณะของพระพุทธศาสนาแนวใหม่
อีกอย่างหนึ่ง สำหรับการอธิบายหลักธรรมพระพุทธศาสนาแนวใหม่จะใช้วิธีการอธิบายแบบสัมผัสได้กับชีวิตจริง เน้นการอยู่อย่างมีความสุขในชีวิตปัจจุบัน ยกตัวอย่างเรื่องอริยสัจ ๔ พระพุทธศาสนาแนวใหม่ให้คำอธิบายไว้ว่า
๑) ชีวิตย่อมประกอบด้วยความสุข ความยินดี และความไม่สมปรารถนาเป็นปกติ (ทุกข์)
๒) สาเหตุแห่งความสุข ความทุกข์ และความยินดีนั้นมีมาก ทางที่พึงกระทำคือไม่ต้องไปใส่ใจ เพียงแต่ให้อยู่อย่างมีความสุขในตอนนี้และขณะนี้ได้ก็พอ ความทุกข์นั้นเกิดขึ้นง่ายมาก เพียงแค่อยากมีความสุข อยากครอบครอง หรืออยากมีอำนาจ ก็เป็นที่มาแห่งทุกข์ทันที ยกตัวอย่างเช่น การต้องการมากไปกว่าที่ตนมีอยู่ ก็ทำให้สูญเสียความสุขในสิ่งที่ตนพึงจะได้แล้ว (สมุทัย)
๓) ไม่จำเป็นต้องสละเรือนอยู่เหมือนนักบวช ไม่จำเป็นต้องสละละทิ้งโลกียสุข เพียงแต่แสวงหาความสงบจากภายในจิตก็พอ โดยรักษาสมดุลระหว่างทั้งโลกแห่งคฤหัสถ์และบรรพชิตไว้ (นิโรธ)
๔) ศิลปะการดำเนินชีวิต คือ การค้นพบจุดสมดุลระหว่างความต้องการให้ถึงเป้าหมายแห่งชีวิตคือทางแห่งความสุขกับมุมมองอันมีเหตุผลและความจริงที่เห็น ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ และไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะสำคัญจริงๆ ต่อความสุขของตนหรือไม่ (มรรค)
การอธิบายอริยสัจเช่นนี้เป็นการอธิบายเข้ากับชีวิตมากขึ้น มิใช่อธิบายไกลไปจากชีวิต นี่เป็นลักษณะของแนวคิดของกระแสพุทธศาสนาใหม่ คือ การไม่ไปไกลจากโลกที่สัมผัส มิใช่โลกแห่งอุดมคติ คือมองกลับด้านเป็นอริยสัจที่ประกอบด้วยสุข เหตุให้เกิดสุข สุขได้ในเมื่อใจพอ ดำเนินชีวิตอย่างมีศิลปะก็จะพบกับความสุข ในที่นี้จึงไม่กล่าวว่าเป็นพุทธศาสนามหายานหรือเถรวาท เพราะโดยเนื้อแท้แล้วมีแต่คำว่าพระพุทธศาสนาเท่านั้น จะเป็นพุทธแบบเน้นศรัทธาหรือเน้นปัญญา ก็ขึ้นอยู่กับแนวโน้มทางความชอบของผู้นั้นที่เรียกว่า จริต การอาศัยศรัทธานำหรือปัญญานำก็นำผู้ปฏิบัติถึงเป้าหมายได้
สาเหตุอย่างหนึ่งที่ต้องกล่าวไว้ในที่นี้ก็คือ การเข้าสู่ความคิดหลังนวยุค (Post Modernism) ของคนในสังคม อิทธิพลของความคิดนี้ได้แผ่กระจายไปสู่ส่วนต่างๆ ของโลกอย่างมีระบบ เป็นกระบวนการที่เรียกว่า การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) การก่อตัวของแนวคิดนี้ก็คือความอิ่มตัวของยุควิทยาศาสตร์และทุนนิยมสุดขั้วที่หล่อหลอมชีวิตของคนในสังคมให้แสดงออกไปอย่างไร้ทิศทาง ยิ่งสนองวัตถุจิตวิญญาณก็ยิ่งโหยหาความสุข ในที่สุดคนในสังคมบางคนบางกลุ่มก็คิดได้การสนองความต้องการทางวัตถุไม่อาจเติมเต็มจิตวิญญาณได้ จึงหันกลับมาดูชีวิตที่แท้จริงอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้จึงมีองค์กรอิสระที่กระทำโดยไม่มุ่งหวังผลกำไรใดๆ เป็นองค์กรที่รวมตัวกันกระทำเพื่อสังคม ดังนั้นจึงมีองค์กรพุทธฉือจี้ (Tzu Chi) สำนักปฏิบัติธรรมโกเอนก้า (Koenka) องค์กรริชโก้โกเชไก (Rissho Kosei-kai) องค์กรเซไคคิวเซเคียว (โยเร) หรือ วัดพระธรรมกาย เป็นต้น องค์กรเหล่านี้ล้วนแต่กระทำเพื่อสังคมโดยการฝึกฝนตน แต่เนื่องจากสังคมอยู่ในระยะเปลี่ยนถ่ายจึงมีความขัดแย้งทางความคิดสูงสำหรับการทำเช่นนี้ เพราะคนบางกลุ่มมองเห็นว่าการทำเช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิดแผกแปลกไปจากเดิม และคนที่อยู่ในองค์กรนั้นก็เคลื่อนไหวเชิงรุกจึงทำให้เกิดแรงปะทะขึ้นในสังคมที่ยังคงอยู่ในกระบวนทัศน์อื่นๆ อยู่จำนวนมาก
อันตรายสำหรับองค์กรทางศาสนาที่เกิดขึ้นในยุคนี้ก็คือ การไม่เข้าถึงแก่นแท้หลักการทางพุทธศาสนาทั้งสองสายให้ดีพอ พระพุทธศาสนามหายานนั้นมีหลักการสำคัญอยู่ที่การอุทิศตนบำเพ็ญเพียรเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า ส่วนพระพุทธศาสนาเถรวาทนั้นมีหลักการสำคัญอยู่ที่การละการยึดมั่นถือมั่น หลีกเร้นและปล่อยวาง พอเข้าไม่ถึงแก่นแท้ก็หลงไปสู่ด้านใดด้านหนึ่ง ได้แก่ ทางฝ่ายมหายานก็หลงเข้าไปสร้างอาณาจักรของตน แล้วยึดมั่นในหน่วยงาน องค์กร วัด สมาคมของตน ทางฝ่ายเถรวาท ก็หลงไม่ช่วยเหลือสังคม หลีกเร้น ปล่อยไปตามกรรม การกระทำทั้ง ๒ ประการนั้นทำให้ตกไปสู่ส่วนสุดด้านใดด้านหนึ่ง ไม่เป็นตามทางสายกลาง
สิ่งที่เป็นปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้พระพุทธศาสนาทั้ง ๒ แนวทางนั้นสับสนไป ไคว่เขวไป ที่จำเป็นต้องเข้าใจก็คือการใช้หลักเหตุผลที่เรียกว่า “วาทกรรม” วาทกรรมเป็นกระแสกระบวนทัศน์ที่มาพร้อมกับสังคมหลังนวยุค คือ สังคมที่ใช้วาทกรรมอธิบายเชื่อมโยงวัฒนธรรมเข้าหากัน เมื่ออธิบายโดยใช้หลักเหตุผลภายใต้ระบบทุนนิยม ก็จะอธิบายเชื่อมโยงการระดมทุน ระดมคน และระดมกำลัง เมื่อระดมได้แล้วก็มีกำลังต่อรอง เพราะวาทกรรมในที่นี้คืออำนาจแฝงนั่นเอง
ทางออกสำหรับการอยู่ในสังคมหลังนวยุคที่ถูกต้อง ต้องกระทำ ๒ สิ่งคือ
๑) ใช้ภาษาที่ถูกต้อง คือภาษานัยวิเคราะห์ (โยนิโสมนสิการภาษา) แทนภาษาวาทกรรม (ตรรกะ)
๒) เดินตามทางสายกลาง คือ อุทิศตนบำเพ็ญบารมีด้วยจิตที่ปล่อยวาง
เมื่อทำได้อย่างนี้ พระพุทธศาสนาก็กลายเป็นทางออกให้แก่สังคมอย่างแท้จริง โดยที่ไม่ได้เป็นตัวสร้างปัญหาและไม่ได้พอกพูนตัณหา
วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
วัฒนธรรมขัดแย้ง
วาทกรรม : วัฒนธรรมขัดแย้ง
กระบวนทัศน์ยุคโพสต์ โมเดิร์น ให้ความสำคัญต่อปรากฏการณ์ที่เคลื่อนไหวอยู่บนเอกสารวิชาการของนักคิดทั้งหลาย จนพบว่า บัดนี้มีความเคลื่อนไหวประการหนึ่งที่กำลังได้รับการพูดถึงคือ (อะไรก็ได้) ตามหลักวิชาการ ในสายตาของนัก Post Modernists เห็นว่า สิ่งที่ทำให้มนุษย์ตกไปสู่อันตราย เป็นอัตราเร่งต่อความเสี่ยงก็คือ เหตุผลตามหลักวิชาการ หรือที่เรียกกันว่า “วาทกรรม” เป็นการกระโดดหนีจากความเสี่ยงอย่างหนึ่ง (เผด็จการ) ไปสู่ความเสี่ยงอีกประการหนึ่ง โดยที่มนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์นี้นึกว่าเป็นทางออกที่ดีแล้ว สมบูรณ์แล้ว ซึ่งก็ได้แก่ความมีเหตุผลตามหลักวิชาการ โดยไม่เข้าใจว่า นั่นคือกับดักที่รออยู่ข้างหน้า
“วาทกรรม” (Discourse) คืออะไร คำนี้ถูกนำมาใช้กันบ่อยมากขึ้นในแวดวงวิชาการไทย เป็นคำที่ใช้มากในงานของนักปรัชญาหลังนวยุค เช่น ฟูโกต์ โบดริยาร์ด และออลธุสเซอร์ สำหรับสื่อให้เห็นถึงทฤษฎีอำนาจ การวิเคราะห์สื่อ และการศึกษาวัฒนธรรม วาทกรรมมีความหมายสลับซับซ้อน บรรจุเอาความหมายที่เป็นไปได้หลายหลากเอาไว้ และสามารถได้รับการตีความได้ในหลายๆ ทาง เพราะวาทกรรมคือรูปแบบของความคิด หรือกรอบความคิด เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่มีลักษณะเป็นสถาบันและมีการสืบทอดซึ่งแสดงออกผ่านทางการพูดและเขียนอย่างจริงจัง หรือประโยค หรือนิยามที่ใช้บ่อยๆ เพื่อที่จะคงไว้ซึ่งลักษณะของวาทกรรม และการปรับเปลี่ยนลักษณะของวาทกรรมนั้นๆ วาทกรรมแต่ละเรื่องจึงมีระบบความคิด และเหตุผลของตนในการอธิบาย หรือมองความจริง ในบางเรื่องจะมีหลายวาทกรรม เพราะมีการให้เหตุผลต่างระบบความคิดอยู่ภายในเรื่องนั้น ดังนั้น ในเรื่องเดียวกันจึงมีวาทกรรมหลายชุดที่เกี่ยวข้องและวาทกรรมแต่ละชุดก็มีความขัดแย้ง หรือปฏิเสธ "ความจริง" ของวาทกรรมอีกชุดหนึ่งได้ ความหมายซึ่งง่ายที่สุดของศัพท์คำนี้ก็คือ การพูดออกมาอย่างชัดเจน (Articulation) การกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ ไม่คลุมเครือนั่นเอง
ลักษณะของวาทกรรมจึงแสดงออกมาในรูปของการนำเสนอเกี่ยวกับความคิดเห็น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาหรือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในรูปแบบสัมมนาที่ต้องมีผู้พูดหลายคนในกลุ่ม "วาทกรรม" จึงเป็นกระบวนการหนึ่งของสังคมเกี่ยวกับการสร้างความหมายความหมาย ดังนั้น Colin MacCabe จึงได้แสดงความซับซ้อนของวาทกรรมไว้ในเรื่อง "ลำดับชั้นสูงต่ำของวาทกรรม" (Hierarchy of discourse) และ "วาทกรรมที่ครอบงำ" (Dominant discourse) (ติดตามในวารสารบัณฑิตศาส์น มมร เล่ม ๑๑)
กระบวนทัศน์ยุคโพสต์ โมเดิร์น ให้ความสำคัญต่อปรากฏการณ์ที่เคลื่อนไหวอยู่บนเอกสารวิชาการของนักคิดทั้งหลาย จนพบว่า บัดนี้มีความเคลื่อนไหวประการหนึ่งที่กำลังได้รับการพูดถึงคือ (อะไรก็ได้) ตามหลักวิชาการ ในสายตาของนัก Post Modernists เห็นว่า สิ่งที่ทำให้มนุษย์ตกไปสู่อันตราย เป็นอัตราเร่งต่อความเสี่ยงก็คือ เหตุผลตามหลักวิชาการ หรือที่เรียกกันว่า “วาทกรรม” เป็นการกระโดดหนีจากความเสี่ยงอย่างหนึ่ง (เผด็จการ) ไปสู่ความเสี่ยงอีกประการหนึ่ง โดยที่มนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์นี้นึกว่าเป็นทางออกที่ดีแล้ว สมบูรณ์แล้ว ซึ่งก็ได้แก่ความมีเหตุผลตามหลักวิชาการ โดยไม่เข้าใจว่า นั่นคือกับดักที่รออยู่ข้างหน้า
“วาทกรรม” (Discourse) คืออะไร คำนี้ถูกนำมาใช้กันบ่อยมากขึ้นในแวดวงวิชาการไทย เป็นคำที่ใช้มากในงานของนักปรัชญาหลังนวยุค เช่น ฟูโกต์ โบดริยาร์ด และออลธุสเซอร์ สำหรับสื่อให้เห็นถึงทฤษฎีอำนาจ การวิเคราะห์สื่อ และการศึกษาวัฒนธรรม วาทกรรมมีความหมายสลับซับซ้อน บรรจุเอาความหมายที่เป็นไปได้หลายหลากเอาไว้ และสามารถได้รับการตีความได้ในหลายๆ ทาง เพราะวาทกรรมคือรูปแบบของความคิด หรือกรอบความคิด เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่มีลักษณะเป็นสถาบันและมีการสืบทอดซึ่งแสดงออกผ่านทางการพูดและเขียนอย่างจริงจัง หรือประโยค หรือนิยามที่ใช้บ่อยๆ เพื่อที่จะคงไว้ซึ่งลักษณะของวาทกรรม และการปรับเปลี่ยนลักษณะของวาทกรรมนั้นๆ วาทกรรมแต่ละเรื่องจึงมีระบบความคิด และเหตุผลของตนในการอธิบาย หรือมองความจริง ในบางเรื่องจะมีหลายวาทกรรม เพราะมีการให้เหตุผลต่างระบบความคิดอยู่ภายในเรื่องนั้น ดังนั้น ในเรื่องเดียวกันจึงมีวาทกรรมหลายชุดที่เกี่ยวข้องและวาทกรรมแต่ละชุดก็มีความขัดแย้ง หรือปฏิเสธ "ความจริง" ของวาทกรรมอีกชุดหนึ่งได้ ความหมายซึ่งง่ายที่สุดของศัพท์คำนี้ก็คือ การพูดออกมาอย่างชัดเจน (Articulation) การกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำ ไม่คลุมเครือนั่นเอง
ลักษณะของวาทกรรมจึงแสดงออกมาในรูปของการนำเสนอเกี่ยวกับความคิดเห็น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาหรือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในรูปแบบสัมมนาที่ต้องมีผู้พูดหลายคนในกลุ่ม "วาทกรรม" จึงเป็นกระบวนการหนึ่งของสังคมเกี่ยวกับการสร้างความหมายความหมาย ดังนั้น Colin MacCabe จึงได้แสดงความซับซ้อนของวาทกรรมไว้ในเรื่อง "ลำดับชั้นสูงต่ำของวาทกรรม" (Hierarchy of discourse) และ "วาทกรรมที่ครอบงำ" (Dominant discourse) (ติดตามในวารสารบัณฑิตศาส์น มมร เล่ม ๑๑)
วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2551
วัฒนธรรมสัญญะ
แนวคิดที่ค้นหาจุดพิกัดของวัฒนธรรมที่กำลังครอบคลุมความคิดมนุษย์ การรู้เท่าทันย่อมปรับตัวถูก และจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็น
จนกระทั่งมาถึง โบดริยาร์ด (Baudrillard) เป็นนักปรัชญาหลังนวยุคสายกลางอีกคนหนึ่ง เขาวิเคราะห์วัฒนธรรมสังคมว่าเป็นผลของการปฏิสัมพันธ์ที่ไม่มีวันสิ้นสุดของสัญญะ (Sign) วัฒนธรรมสัญญะนั้นความหมายของภาษาอยู่ที่สัญญะทางภาษา "linguistic sign" ซึ่งประกอบด้วย "signified" (ตัวความหมาย) และ "signifier" (สัญญะที่สื่อความหมาย) เช่น Benz หรือ Lois Victorian เป็นสัญญะ (Signifier) ความมีระดับและหรูหราเป็นตัวความหมาย (signified) ความสัมพันธ์ระหว่างความหมายกับสัญญะไม่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ทางภาษาหรือแบบแผนใดๆ แต่เป็นเรื่องของความบังเอิญของภาษา ความสัมพันธ์ระหว่างสัญญะกับความหมายที่ซับซ้อนและมีนัยสำคัญหลายมิติ เช่น สัญญะไม่ได้ยึดติดอยู่กับความหมายใดความหมายหนึ่งในลักษณะคงที่ แต่มันเกี่ยวโยงสัมพันธ์กับสัญญะชุดอื่นอีกจำนวนหนึ่ง เช่น จดหมาย (letter) ได้ผลิตความหมายและสัญญะมากมาย เช่น อักษร (alphabet) ข้อความ (message) หรือข้อตกลง (agreement) หรือกริยาที่แปลว่าเขียน (Writing) หรือทำเครื่องหมาย (Remark) ก็ได้ ตัวความหมายเป็นสิ่งที่เกิดจากความแตกต่างระหว่างสัญญะใดๆ และไม่ใช่สิ่งที่แน่นอนตายตัว เช่น เค็ม ไม่อาจหมายถึงเพียงเกลือเท่านั้น แต่หมายถึงขี้เหนียว ปูนเค็มก็ได้ หรือไก่ก็ไม่ได้หมายถึงสัตว์ปีกชนิดหนึ่งที่ขยายพันธุ์โดยการออกไข่ แต่อาจหมายถึง ไก่หลง ไก่อ่อน ไก่แก่ ไก่วัด ไก่แจ้ เป็นต้น ดังนั้น ความหมายจึงเป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นในกระบวนการสื่อสารหรือการตีความที่ดำเนินต่อไปในความคิด ความเข้าใจของผู้รับสาร การทำความเข้าใจความหมายใดๆ มีนัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการสื่อสาร การวิเคราะห์ และการตีความทางวัฒนธรรม โดยเนื้อหาของสารที่ได้รับการสื่อออกมาโดยตะรางแล้วผู้รับเข้าใจได้ เป็น "ความหมายที่ปรากฏ" (present) ส่วนความหมายอื่นที่แทรก แฝง ซ่อนหรือตีความหมายต่อได้อีก ถือเป็น "ความหมายที่ขาดหาย" (absent) ไป
สำหรับทัศนะที่เกี่ยวกับโลกหลังสมัยใหม่เป็นโลกที่เขาเรียกว่า simulacra (ภาพเสมือน) ที่ซึ่งพวกเราไม่อาจจำแนกความแตกต่างระหว่าง "ความจริง" (reality) และ "ความจริงเสมือน" (simulation) ออกจากกันได้อีกแล้ว ภาพเสมือน (simulacra) มันไม่ได้เป็นตัวแทนความจริงของสิ่งใดเลย เว้นแต่ตัวของพวกมันเอง มันไม่มีความจริงอื่นอีกซึ่งมันอ้างอิงถึง เช่น ดิสนีย์แลนด์ และโทรทัศน์ ที่ได้สร้างความจริงของอเมริกาขึ้นมา และยิ่งไปกว่านั้นสงครามอ่าวเปอร์เชียก็คล้ายกับสงครามในวีดีโอเกมเท่านั้น
การทำลายระบบความเชื่อที่ผ่านมาและการมองวิวัฒนาการทางกระบวนทัศน์ของคนในยุคโลกาภิวัตน์ของนักปรัชญาหลังนวยุคนั้น เริ่มมาถูกทางแล้ว เพราะการมองที่ภาษาที่เป็นตัวอันตรายต่อระบบความคิด การให้วาทกรรมเล็กทำลายระบบวาทกรรมใหญ่ได้เป็นชัยชนะของเสรีภาพทางความคิด อันตรายแห่งอำนาจความรู้ที่อยู่ในวาทกรรมกำลังเข้าไปครอบคลุมความคิด การเห็นสังคมปัจจุบันว่ากำลังตกเป็นสังคมบริโภคสัญญะอันเกิดจากวาทกรรม ไม่ทราบว่าสิ่งไหนจริงเท็จ สังคมกำลังกลายเป็นสังคมเสมือนจริง ดังที่เหลาจื้อกำลังตกใจกลัวในขณะที่เขาฝันว่า เขาเป็นผีเสื้อ หรือผีเสื้อกำลังฝันว่าเป็นเขา เหล่านี้เป็นการศึกษาสังคมที่คลำทางไปเรื่อยๆ เป็นวัฒนธรรมคลำทาง ดังคนตาบอดคลำช้าง พอคลำถูกที่ใดก็แสดงความคิดออกมาอย่างนั้น ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ก็ได้รับการยอมรับว่า ระบบโครงสร้างทางความเชื่อตามกระบวนทัศน์เดิมนั้นได้ถูกสั่นคลอนและปิดฉากลงแล้ว เป็นการเริ่มต้นแสวงหาแนวทางใหม่ที่จะนำพามนุษยชาติให้รอดพ้น
จนแล้วจนรอดกระบวนทางความคิดของปรัชญาหลังนวยุคก็กำลังเข้ามาถึงจุดตีบตัน ที่กำลังจนแต้มอยู่กับสับสน เพราะยิ่งแสวงหาก็เกรงว่าจะกลับไปเริ่มที่จุดเดิมอีก สิ่งที่แสวงหามาทั้งหมดจะไร้ความหมาย เป็นวัฏจักรที่กลืนกินตัวมันเองหรือไม่ การเข้าไปทราบความจริงที่ปรากฏในสังคมนั้นจะเป็นเพียงแค่วัฒนธรรมแห่งอุดมคติไปหรือไม่ (Ideology) อุดมคติเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาทั้งจากการซ่อนเร้นโลกทัศน์ และจากภาษา อุดมคติทำให้เรามีความเชื่อและความรู้สึกที่ทำให้นำไปสู่การปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อุดมคติหรือโลกทัศน์อันหนึ่งหมดไป ก็มีอุดมคติใหม่หรือโลกทัศน์ก็มาแทน แท้ที่จริงมนุษย์โลกดำรงอยู่ในอุดมคติเสมอใช่หรือไม่ ปัญหาจึงมีว่า โลกแห่งอุดมคตินั้นลงตัว แต่โลกแห่งความเป็นจริงนั้นมิได้เป็นอย่างนั้น การเขียนชีวิตที่งดงามตามตัวอักษรและอุดมคตินั้นทำได้ไม่ยากนัก แต่การดำเนินชีวิตให้งดงามตามอุดมคตินั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด หลายคนในสังคมปัจจุบันพูดด้วยอุดมคติ แต่มิได้เข้าใจอุดมคติ เพราะอุดมคติไม่ใช่ดีหรือเลว แต่มันเป็นวิถีทางที่สิ่งต่างๆ เป็นไป ไม่ใช่สิ่งที่ใช้พิพากษา แต่มันเพียงคำอธิบายถึงภาวะที่เราทั้งหลายดำรงอยู่เท่านั้น ดังที่ Levinas กล่าว “ให้มองโลกอย่างที่เราเป็น มิใช่มองมันอย่างที่มันเป็น” (อ่านฉบับเต็มในวารสารบัณฑิตศาส์น มมร เล่มที่ ๑๑ )
จนกระทั่งมาถึง โบดริยาร์ด (Baudrillard) เป็นนักปรัชญาหลังนวยุคสายกลางอีกคนหนึ่ง เขาวิเคราะห์วัฒนธรรมสังคมว่าเป็นผลของการปฏิสัมพันธ์ที่ไม่มีวันสิ้นสุดของสัญญะ (Sign) วัฒนธรรมสัญญะนั้นความหมายของภาษาอยู่ที่สัญญะทางภาษา "linguistic sign" ซึ่งประกอบด้วย "signified" (ตัวความหมาย) และ "signifier" (สัญญะที่สื่อความหมาย) เช่น Benz หรือ Lois Victorian เป็นสัญญะ (Signifier) ความมีระดับและหรูหราเป็นตัวความหมาย (signified) ความสัมพันธ์ระหว่างความหมายกับสัญญะไม่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ทางภาษาหรือแบบแผนใดๆ แต่เป็นเรื่องของความบังเอิญของภาษา ความสัมพันธ์ระหว่างสัญญะกับความหมายที่ซับซ้อนและมีนัยสำคัญหลายมิติ เช่น สัญญะไม่ได้ยึดติดอยู่กับความหมายใดความหมายหนึ่งในลักษณะคงที่ แต่มันเกี่ยวโยงสัมพันธ์กับสัญญะชุดอื่นอีกจำนวนหนึ่ง เช่น จดหมาย (letter) ได้ผลิตความหมายและสัญญะมากมาย เช่น อักษร (alphabet) ข้อความ (message) หรือข้อตกลง (agreement) หรือกริยาที่แปลว่าเขียน (Writing) หรือทำเครื่องหมาย (Remark) ก็ได้ ตัวความหมายเป็นสิ่งที่เกิดจากความแตกต่างระหว่างสัญญะใดๆ และไม่ใช่สิ่งที่แน่นอนตายตัว เช่น เค็ม ไม่อาจหมายถึงเพียงเกลือเท่านั้น แต่หมายถึงขี้เหนียว ปูนเค็มก็ได้ หรือไก่ก็ไม่ได้หมายถึงสัตว์ปีกชนิดหนึ่งที่ขยายพันธุ์โดยการออกไข่ แต่อาจหมายถึง ไก่หลง ไก่อ่อน ไก่แก่ ไก่วัด ไก่แจ้ เป็นต้น ดังนั้น ความหมายจึงเป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นในกระบวนการสื่อสารหรือการตีความที่ดำเนินต่อไปในความคิด ความเข้าใจของผู้รับสาร การทำความเข้าใจความหมายใดๆ มีนัยสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการสื่อสาร การวิเคราะห์ และการตีความทางวัฒนธรรม โดยเนื้อหาของสารที่ได้รับการสื่อออกมาโดยตะรางแล้วผู้รับเข้าใจได้ เป็น "ความหมายที่ปรากฏ" (present) ส่วนความหมายอื่นที่แทรก แฝง ซ่อนหรือตีความหมายต่อได้อีก ถือเป็น "ความหมายที่ขาดหาย" (absent) ไป
สำหรับทัศนะที่เกี่ยวกับโลกหลังสมัยใหม่เป็นโลกที่เขาเรียกว่า simulacra (ภาพเสมือน) ที่ซึ่งพวกเราไม่อาจจำแนกความแตกต่างระหว่าง "ความจริง" (reality) และ "ความจริงเสมือน" (simulation) ออกจากกันได้อีกแล้ว ภาพเสมือน (simulacra) มันไม่ได้เป็นตัวแทนความจริงของสิ่งใดเลย เว้นแต่ตัวของพวกมันเอง มันไม่มีความจริงอื่นอีกซึ่งมันอ้างอิงถึง เช่น ดิสนีย์แลนด์ และโทรทัศน์ ที่ได้สร้างความจริงของอเมริกาขึ้นมา และยิ่งไปกว่านั้นสงครามอ่าวเปอร์เชียก็คล้ายกับสงครามในวีดีโอเกมเท่านั้น
การทำลายระบบความเชื่อที่ผ่านมาและการมองวิวัฒนาการทางกระบวนทัศน์ของคนในยุคโลกาภิวัตน์ของนักปรัชญาหลังนวยุคนั้น เริ่มมาถูกทางแล้ว เพราะการมองที่ภาษาที่เป็นตัวอันตรายต่อระบบความคิด การให้วาทกรรมเล็กทำลายระบบวาทกรรมใหญ่ได้เป็นชัยชนะของเสรีภาพทางความคิด อันตรายแห่งอำนาจความรู้ที่อยู่ในวาทกรรมกำลังเข้าไปครอบคลุมความคิด การเห็นสังคมปัจจุบันว่ากำลังตกเป็นสังคมบริโภคสัญญะอันเกิดจากวาทกรรม ไม่ทราบว่าสิ่งไหนจริงเท็จ สังคมกำลังกลายเป็นสังคมเสมือนจริง ดังที่เหลาจื้อกำลังตกใจกลัวในขณะที่เขาฝันว่า เขาเป็นผีเสื้อ หรือผีเสื้อกำลังฝันว่าเป็นเขา เหล่านี้เป็นการศึกษาสังคมที่คลำทางไปเรื่อยๆ เป็นวัฒนธรรมคลำทาง ดังคนตาบอดคลำช้าง พอคลำถูกที่ใดก็แสดงความคิดออกมาอย่างนั้น ถูกบ้างผิดบ้าง แต่ก็ได้รับการยอมรับว่า ระบบโครงสร้างทางความเชื่อตามกระบวนทัศน์เดิมนั้นได้ถูกสั่นคลอนและปิดฉากลงแล้ว เป็นการเริ่มต้นแสวงหาแนวทางใหม่ที่จะนำพามนุษยชาติให้รอดพ้น
จนแล้วจนรอดกระบวนทางความคิดของปรัชญาหลังนวยุคก็กำลังเข้ามาถึงจุดตีบตัน ที่กำลังจนแต้มอยู่กับสับสน เพราะยิ่งแสวงหาก็เกรงว่าจะกลับไปเริ่มที่จุดเดิมอีก สิ่งที่แสวงหามาทั้งหมดจะไร้ความหมาย เป็นวัฏจักรที่กลืนกินตัวมันเองหรือไม่ การเข้าไปทราบความจริงที่ปรากฏในสังคมนั้นจะเป็นเพียงแค่วัฒนธรรมแห่งอุดมคติไปหรือไม่ (Ideology) อุดมคติเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาทั้งจากการซ่อนเร้นโลกทัศน์ และจากภาษา อุดมคติทำให้เรามีความเชื่อและความรู้สึกที่ทำให้นำไปสู่การปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งเหล่านี้อาจเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อุดมคติหรือโลกทัศน์อันหนึ่งหมดไป ก็มีอุดมคติใหม่หรือโลกทัศน์ก็มาแทน แท้ที่จริงมนุษย์โลกดำรงอยู่ในอุดมคติเสมอใช่หรือไม่ ปัญหาจึงมีว่า โลกแห่งอุดมคตินั้นลงตัว แต่โลกแห่งความเป็นจริงนั้นมิได้เป็นอย่างนั้น การเขียนชีวิตที่งดงามตามตัวอักษรและอุดมคตินั้นทำได้ไม่ยากนัก แต่การดำเนินชีวิตให้งดงามตามอุดมคตินั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด หลายคนในสังคมปัจจุบันพูดด้วยอุดมคติ แต่มิได้เข้าใจอุดมคติ เพราะอุดมคติไม่ใช่ดีหรือเลว แต่มันเป็นวิถีทางที่สิ่งต่างๆ เป็นไป ไม่ใช่สิ่งที่ใช้พิพากษา แต่มันเพียงคำอธิบายถึงภาวะที่เราทั้งหลายดำรงอยู่เท่านั้น ดังที่ Levinas กล่าว “ให้มองโลกอย่างที่เราเป็น มิใช่มองมันอย่างที่มันเป็น” (อ่านฉบับเต็มในวารสารบัณฑิตศาส์น มมร เล่มที่ ๑๑ )
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)